Masukบทที่ 10
ทานอาหารที่ดินแดนทางบก
เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลมาก็ควรจะได้อาบน้ำนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจ แต่ก่อนจะไปถึงขั้นตอนนั้น ต้องผ่านด่านท้องอิ่มก่อน ล่าเจียวพาฮุ้ยจื้อเดินเข้าเหลาอาหารเลื่องชื่อของดินแดนทางบก
ดินแดนทางบกคือดินแดนพื้นดินอันเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์ราชการและจวนเจ้าเมือง รวมถึงร้านค้าใหญ่ ๆ ประชาชนอาศัยอยู่ที่นี่เบาบางเพราะส่วนมากจะอาศัยอยู่ที่เกาะ
“ร้านนี้เจี่ยเจียเคยมาทานกับท่านแม่ครั้งหนึ่ง เป็ดอบน้ำผึ้งกับหมูน้ำแดง เสี่ยวตี้ต้องติดใจแน่”
เหลาอาหารชื่อดังมีคนเข้าใช้บริการไม่ได้มากมายนัก เพราะที่นี่มีร้านค้ามากมาย ทั้งร้านค้าแผงลอยตามถนนหรือห้องอาหารที่อยู่ตามโรงเตี๊ยมต่าง ๆ ล้วนมีให้ผู้คนเลือกใช้บริการ แต่เพราะล่าเจียวรู้สึกติดใจเป็ดของที่นี่ จึงได้พาน้องชายเดินเข้าร้านนี้อย่างไม่ลังเล
ด้านในเหลาอาหารมีอยู่สองชั้นด้วยกัน ชั้นล่างเป็นโต๊ะไม้สี่ที่นั่งถูกวางไว้ตามมุมต่าง ๆ เน้นเยอะวางได้หลายที่ ไม่เน้นเป็นระเบียบ ขัดกับชั้นสองที่มีเพียงแค่สิบห้องเท่านั้น แต่ละห้องถูกตบแต่งอย่างหรูหรา มีลักษณะแตกต่างกันไป เป็นห้องพิเศษสำหรับลูกค้ากระเป๋าหนัก
“เรานั่งชั้นล่างกันเนอะ อาหารของที่นี่คุณภาพเท่ากันทุกจาน แต่ถ้าไปนั่งด้านบนต้องจ่ายค่าประสบการณ์เพิ่ม”
ฮุ้ยจื้อยิ้มขำเมื่อเข้าใจดีถึง ‘ค่าประสบการณ์’ ที่พี่สาวกล่าว ตอนอยู่จวนบิดา แน่นอนว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาแบบคุณชายผู้สูงศักดิ์ เท้าแทบจะไม่ติดดิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเดินดินไม่ได้
“ไม่มีปัญหาขอรับ ประสบการณ์ในห้องพิเศษของข้าก็เยอะพอตัว มาที่นี่ทั้งทีอยู่ชั้นประหยัดบ้างก็ได้”
ล่าเจียวไม่ได้รู้สึกหมั่นไส้ที่น้องชายกล่าวเหมือนกำลังโอ้อวดอยู่ เพราะว่าเขาพูดเรื่องจริงทุกประการ
ตระกูลช่านของบิดาแม้จะไม่ได้เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แต่กิจการค้าขายนกรุ่งเรืองมาก มีเงินเยอะขนาดนี้ หากเป็นขุนนางบางคนคงใช้เงินซื้อยศซื้อตำแหน่งไปแล้ว แต่บิดานางไม่ทำ เพราะอยากไต่เต้าด้วยความสามารถมากกว่าวิธีการที่ไม่โปร่งใส
“อยากทานอะไรนอกเหนือจากเจี่ยเจียแนะนำหรือไม่”
“เจี่ยเจียเลือกเลยขอรับ ข้าทานได้หมด”
เรื่องการกินไม่ควรทำให้เป็นปัญหาใหญ่ของชีวิต ในชีวิตคนเรายังต้องคิดเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อสอนเขามาตลอด ฉะนั้นมีอะไรให้ทานฮุ้ยจื้อก็สามารถทานได้หมด
“เลี้ยงง่ายจริง ๆ เช่นนั้นเอาตามเจี่ยเจียแล้วกัน...เสี่ยวเอ้อ!”
ล่าเจียวยกมือขึ้นพร้อมสั่งอาหาร เสี่ยวเอ้อก็รีบเดินเข้ามาโค้งศีรษะให้ ถามถึงความต้องการของลูกค้าวัยเยาว์อย่างนอบน้อม
“คุณหนูคุณชาย วันนี้รับอะไรดีขอรับ”
ล่าเจียวเบื่ออาหารทะเลแล้ว นางจึงสั่งเป็ดอบน้ำผึ้ง หมูน้ำแดง บะหมี่น้ำใสมาสามอย่างให้ตัวเอง ส่วนฮุ้ยจื้อนางสั่งกุ้งเผา หอยลวกทานกับน้ำจิ้มสูตรของร้านให้เขา
“คุณหนูคุณชายโปรดรอสักครู่”
เมื่อล่าเจียวสั่งอาหารเสร็จเสี่ยวเอ้อก็โค้งตัวให้หนึ่งครั้งแล้วเดินเอารายการอาหารไปให้พ่อครัว จากนั้นมือเล็กก็หยิบถุงผ้าซึ่งบรรจุพริกสดสีแดงขึ้นมาวางบนโต๊ะ ทำเอาคนเป็นน้องมองตาค้าง
“เจี่ยเจีย นี่คือ…”
ฮุ้ยจื้อทำหน้าเหมือนกินยาขม ยกมือขึ้นลูบท้องประหนึ่งว่าแค่เห็นสีก็ปวดท้องแล้ว
คนทางเหนือนิยมทานอาหารรสชาติกลาง ๆ ไม่ได้กินรสจัดแบบทางใต้ เขาจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการทานอาหารเผ็ดมากนัก
“เจี่ยเจียไม่แสบท้องหรือขอรับ”
“ขึ้นชื่อว่าพริกอย่างไรก็ทำแสบไปทั้งร่าง ก็ไม่รู้เจี่ยเจียจะยึดมั่นอันใดนัก แต่เอาเป็นว่าให้กลับไปทานรสจืดก็ทำไม่ได้แล้ว”
ที่จริงข้าก็เคยมีความคิดจะหยุดทานพริกเช่นกัน กลัวน้องริซซี่ถามหา
“เจี่ย มาอยู่กับท่านครั้งนี้ ข้าต้องมีความสุขมากแน่ ๆ”
ฮุ้ยจื้อถูกเลี้ยงดูแบบเข้มงวด นอกจากข้ารับใช้แล้วเขาไม่มีสหายเลยแม้แต่คนเดียว เวลาทั้งหมดใช้ไปกับการร่ำเรียน ความคาดหวังจากผู้อาวุโสภายในตระกูลทำให้เขาทั้งกดดันและไม่มีช่วงเวลาเล่นสนุก
สิบห้าปีมานี้ เขาคิดว่าตนเองสูญเสียช่วงเวลาตอนเป็นเด็กไปหมดแล้ว จึงได้ขออนุญาตผู้อาวุโสทั้งหลายขอเวลาเดินทางท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์สักเล็กน้อยแล้วค่อยกลับจวนไปทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
ล่าเจียวเข้าใจสถานการณ์ของเขาดี “มาครั้งนี้จะอยู่นานเพียงใดล่ะ”
“หนึ่งปีขอรับ”
ล่าเจียวพยักหน้ารับ หนึ่งปีสำหรับนางแล้วน้อยเกินไป แต่สำหรับท่านปู่ท่านย่ามันคงนานมาก
ผู้อาวุโสอยากให้ฮุ้ยจื้อรับราชการ เวลาทั้งชีวิตของเขาคือการร่ำเรียนเตรียมสอบขุนนาง นั่งอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน ได้ออกจากห้องน้อยครั้งมาก
“ไหนยื่นแขนมาให้เจี่ยเจียดู”
มือเล็กแบมือยื่นออกมาด้านหน้า ฮุ่ยจื้อก็ยื่นแขนออกไปอย่างไม่อิดออด แม้จะแอบสะดุ้งน้อย ๆ ตอนที่พี่สาวเลิกแขนเสื้อของเขาขึ้น แต่ไม่นานก็ควบคุมตนเองให้กลับมาปรกติได้
“ดูสิ ไม่ตากแดดเลยใช่หรือไม่ ผิวขาวซีดเป็นแวมไพร์แล้วเนี่ย”
ล่าเจียวขมวดคิ้ว เพราะสีผิวของฮุ้ยจื้อเหมือนคนอมโลก หน้าซีดเซียว ต่างจากนางที่ผิวหน้าอมชมพูดูสุขภาพดี ตัวเล็ก แต่ดูแข็งแรงกว่าน้องชายที่ตัวสูงลิ่วทว่าดูไร้เรี่ยวแรง
“แวมไพร์คืออันใดหรือขอรับ”
สีหน้าสงสัยไม่เข้าใจของเขาช่างน่ารักนัก ล่าเจียวจึงอดใจไม่ไหว ต้องอธิบายให้เขาฟังจนได้
ดวงตากลมโตมองโดยรอบ ก่อนที่จะทำไม้ทำมือให้ฮุ้ยจื้อยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ เสียงกระซิบข้างหูทำเอาเขาแอบรู้สึกจักจี้ ทว่าถ้อยความที่ได้ยินกลับทำให้ตะลึงได้มากกว่า
“ผะ ผีดูดเลือด!” เขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรกล่าวเสียงดังไป จึงกระซิบถาม “เจี่ยเจียเคยเห็นผีดูดเลือดหรือขอรับ”
“เคยสิ! แวมไพร์ชอบดูดตรงนี้”
นิ้วเล็กชี้ไปที่ต้นคอขาวผ่องของตนเอง “พวกเขาชอบดูดเลือดสด แต่จากประสบการณ์การดูอนิเมะของเจี่ยเจีย ส่วนมากพระเอกแวมไพร์ก็มักจะได้ เอ๊ย…ก็มักจะลงเอยด้วยดีกับนางเอกสาวตาหวาน ทำให้เป็นเรื่องฟินไปเสียงั้น”
สีหน้าตั้งคำถามของน้องชายทำให้ล่าเจียวรู้สึกยุ่งยากใจขึ้นมา ยิ่งอธิบายอีกฝ่ายยิ่งทำหน้างง
“ขออนุญาตวางอาหารขอรับ”
ยังดีที่เสี่ยวเอ้อยกอาหารและน้ำชามาให้พอดี เป็นการตัดตอนต่อความยาวสาวความยืด!
บทที่ 130 ส้มส้มโต้วฟุพาภรรยากลับจวนตระกูลไช่ทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดให้นางโดยไม่เรียกใช้สาวใช้ การกระทำนี้ทำเอาล่าเจียวมีความรู้สึกว่าเขากำลัง ‘ทำดีหวังผล’“พูดมาเถิดเจ้าค่ะฟูจวิน เอาใจข้าเช่นนี้กำลังห(จบวังผลอยู่ใช่หรือไม่”มือที่กำลังนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นางอยู่ชะงัก ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มสมใจที่ต่อให้ล่าเจียวไม่หันไปมองก็รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรอยู่“ต่อให้วันนี้จะได้รับชัยชนะมา แต่ตามเนื้อตามตัวเจ้ามีรอยฟกช้ำแถมมาด้วย ฟูจวินเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”คนที่สนับสนุนให้นางเดินทางสายจอมยุทธ์นักประลองมีเพียงล่าซูซูเท่านั้น วันนี้มารดาของนางไม่ได้มาชมการประลองด้วยเพราะฮุ้ยจื้อมีสอบหน้าพระที่นั่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ล่าเจียวประลองยุทธ์ ต่อให้บิดามารดาไม่มาให้กำลังใจนางก็พอเข้าใจได้“กำลังจะขอให้ข้าเลิกการประลองยุทธ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ล่าเจียวเข้าสู่สายจอมยุทธ์มาได้สองปีแล้ว ประลอง 12 ครั้งชนะรวด ใช้ทั้งอาวุธธรรมดาไปจนถึงท่าไม้ตาย‘ไม้ตาย’ ที่ว่าเป็นการแช่แข็งตัวคู่ต่อสู้ให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ นานทีนางจะแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้คน ถือว่าเป็นจุดขายที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าชมเต็มทุกรอบ สร้างรายได้ให
บทที่ 129เมื่อห้าปีผ่านไปทุกคนมีสิ่งที่ต้องการทำในอนาคต ฮุ้ยจื้อเตรียมตัวสอบขุนนางในปีนี้ โต้วฟุเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลไช่แทนไช่หลุนซึ่งจะต้องรับตำแหน่งผู้นำเมืองตงไฮ้ต่อจากบิดา ส่วนล่าเจียวนั้น...“และผู้ชนะในวันนี้ก็คือเถี่ยล่าเจียวเจียว~”“เฮ!”เป็นจอมยุทธ์สาวผู้เลื่องชื่อ!เมื่อประกาศชัยชนะ เสียงผู้คนโดยรอบก็เฮสนั่นด้วยสมใจเป็นอย่างยิ่ง นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเถี่ยล่าเจียวเจียว จอมยุทธ์สาวที่สามารถแช่แข็งคู่ต่อสู้ได้ด้วยการซัดลมปราณใส่“เฮ ท่านแมะ…” คำว่า ‘แม่’ หายไปในทันทีเมื่อถูกมือใหญ่ของผู้เป็นบิดาปิดปากเอาไว้ใบหน้างดงามกระซิบลงข้างหูเล็กของบุตรชายที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาถึงเจ็ดส่วน“ถังถั่ง อยู่ตรงนี้เรียกแม่ไม่ได้นะ”เด็กน้อยวัยสี่หนาวเชื่อฟังบิดายิ่งแล้ว ยกมือเล็กปิดปากตนเองไว้ พยักหน้าเชื่อฟังบิดาแต่โดยดี“ขอรับ ถังถั่งจะไม่เรียกว่ามะ…จอมยุทธ์เจียวเจียวเก่งที่สุดเลย”โต้วฟุเอ็นดูลูกน้อย หอมแก้มซาลาเปาฟอดใหญ่ แววตาที่มองร่างเล็กจ้อยมีแต่ความรักใคร่ฉายอยู่ในนั้น“เก่งมาก ให้กำลังใจเจียวเจียวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเจียวเจียวก็ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นถังถังจะเรียกเสียง
บทที่ 128คุณสามีคุณภรรยาเช้านี้เป็นเช้าแรกที่ล่าเจียวรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมานั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากขยับร่างกายเยอะ ด้วยเมื่อคืนเพิ่งผ่านประสบการณ์สุดวาบหวามกับสามีเขาไปหาเวลาศึกษาท่วงท่ามาจากไหน เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้“ตื่นแล้วหรือ…ฟอด~”ถามภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ แขนแกร่งสอดเข้ากับเอวเล็กดึงนางเข้ามาใกล้มากขึ้น แนบกายเปลือยเปล่าเข้ากับร่างบาง ก่อนที่จะจุมพิตบนเปลือกตากลมโต“เหนื่อยเจ้าค่ะ”ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังร่างกายท่อนบนของเขา หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางก็คงไม่ทราบว่าภายใต้อาภรณ์เนื้อดีนั้นมีมัดกล้ามแข็งแกร่งซ่อนอยู่ที่สำคัญคือเขายังโตได้อีก ไม่อยากจะคิดสภาพตัวเองเมื่อถึงยามนั้น ยามค่ำคืนที่เขา…“หน้าแดงเชียว คิดอะไรทะลึ่งอยู่ใช่หรือไม่”โดนเขาจับได้ไม่พอยังโดนอีกฝ่ายพลิกตัวให้ขึ้นมานอนบนร่าง ล่าเจียวหลุดเสียงกรี๊ดออกมาแผ่วเบา แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเมื่อโดนริมฝีปากของสามีกลืนกินเสียงไปทั้งหมดแล้วเช้าวันนี้คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ทำกิจกรรมบนเตียงกันต่อโดยไม่สนใจเลยว่าหน้าเรือนหอนั้นกำลังมีบ่าวรับใช้ถืออ่างน้ำรออยู่ ติงตงที่มาหาเจ้านายแต่เ
บทที่ 127วิวาห์สายฟ้าไม่ฟาด“หนึ่ง....คำนับฟ้าดิน สอง....คำนับบิดามารดา สาม....คำนับกันและกัน ส่งตัวเข้าห้องหอ!”เพียงจบประโยคนี้เท่านั้นล่าเจียวก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวถูกพาตัวมาในห้องหอรอเจ้าบ้านร่ำสุรากับแขกเหรื่อ ปรกตินางไม่สวมเครื่องประดับหนักศีระอยู่แล้ว เมื่อสวมมงกุฏเจ้าสาวน้ำสามกิโลกรัมพลันมีความรู้สึกว่า…หัวจะแตกวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม หนักเว้ย!ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง~“อันใดกัน บ่าวสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลย มีคนมาก่อกวนแล้วเช่นนั้นหรือ”สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกเลือกให้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยคนใหม่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงนการละเล่นอีกอย่างหนึ่งในพิธีแต่งงานคือการก่อกวนห้องหอของบ่าวสาว ทว่าตอนนี้เจ้าบ่าวยังไม่ได้เข้าห้องหอก็มีคนมาคอยแกล้งแล้ว หากสาวใช้นางนี้จะรู้สึกแปลกใจก็ไม่ผิดหรือเกอเกอสั่งให้คนมาแกล้งไปตามธรรมเนียมก่อน เข้าห้องหอจริง ๆ จะได้ไม่่โดนขัดจังหวะล่าเจียวเพิ่งมาตกผลึกได้ว่าสามีป้ายแดงของนางนั้นเจ้าเล่ห์ชอบวางแผนเป็นที่สุด เขาตบตาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านย่าของเขา การที่นางได้เข้าพิธีแต่งงานกับเขาในวันนี้แท้จริงแล้วคือความมุมานะของเขาทั้งส
บทที่ 126 สิ่งที่อยากจะทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกับแขกเหรื่อเสร็จ ญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุและล่าเจียวก็ทำการพูดคุยเรื่องพิธีสำคัญที่เชื่อมสองตระกูลเอาไว้ด้วยกัน ส่วนเจ้าของงานทั้งสองคนนั้นได้เดินจับมือกันมานั่งเล่นที่เรือนไผ่ สถานที่โปรดของคนทั้งสอง“เกอเกอรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ กับการเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดเอาไว้”โต้วฟุยิ้ม เอ่ยตอบอย่างที่ใจรู้สึกมาตลอด“รู้สึกดีเป็นที่สุด เรื่องดีของการได้สวมกวานแล้วคือแต่งเจ้าเข้าจวนได้ ตรงข้ามกัน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองข้างหนักมาก”ล่าเจียวพยักหน้าเข้าใจไม่แปลก กิจการร้านค้าเยอะขนาดนี้แต่ช่วยกันดูแลไม่กี่คนเท่านั้น หรือข้าจะต้องมีลูกให้เขาเยอะ ๆ แต่ว่าหากมีลูกเยอะแล้วจะแย่งสมบัติกันเองไหมนะท่าทางครุ่นคิดของล่าเจียวทำหว่างคิ้วทั้งสองมุ่นเข้าหากัน โต้วฟุจึงยื่นมือไปช่วยคลายปมตรงหว่างคิ้วให้“คิดอันใดอยู่ เหตุใดทำหน้าเครียดเชียว”“อ้อ แค่กำลังคิดเจ้าค่ะว่าจะมีบุตรให้ท่านกี่คนดี ต้องสอนลูกอย่างไรลูกถึงจะได้ไม่ทะเลาะกัน”นางก็วางแผนถึงอนาคตของเราหรือนี่“สองคนดีหรือไม่ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง บ
บทที่ 125สวมกวานครั้งแรกสามเดือนผ่านไปพิธีการที่โต้วฟุเฝ้ารอมาตลอดสุดท้ายก็มาถึง โดยปรกติแล้วฝ่ายชายมักรอฝ่ายหญิงปักปิ่น มีเพียงล่าเจียวเท่านั้นที่รอฝ่ายชายเข้าพิธีสวมกวานในห้องโถงยามนี้มีญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุอยู่รายล้อม ล่าเจียวและครอบครัวตระกูลช่านได้รับเกียรติให้อยู่ในพิธีการนี้ด้วย ผู้ที่จะทำการสวมกวานให้แก่โต้วฟุคือเจ้าเมืองไช่ช่านจิ่งผู้เป็นบิดา“คุณชายเล็กมาถึงแล้ว”ทุกคนอยู่ในความสงบ สายตามองไปยังประตูรอรับการมาของเจ้าของงานในวันนี้ ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าปักเย็บเป็นลวดลายเต่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลไช่ไม่นานร่างสูงในชุดสีดำปักดิ้นลายเมฆาก็ได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงเต็มร่าง ดวงตาคู่งามกวาดสายตามองคนในห้องโถง“เจอแล้ว” ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่สตรีใบหน้าน่ารักในชุดสีชมพูอ่อนดูน่ารักสมวัยเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมา ล่าเจียวก็ส่งยิ้มหวานให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเจินที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตามองไปทางอื่นเพียงแค่นึกถึงถ้อยคำด่ากราดอย่างรุนแรงของพี่สาวเมื่อสองเดือนก่อน ใจก็ร้อนรุ่มดังถูกไฟสุม ยามนั้นนางมาหาพี่สาวที่จวนตระกูลไช่เพราะได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าคุณชายเล็กมีคู่หมายอย่างเป็นทางการ







