LOGINบทที่ 11
อย่าให้เจออีก
การกระทำที่ดูสนิทสนม ไม่ว่าจะเป็นการดึงมือเพศตรงข้ามมาเลิกแขนเสื้อขึ้นดู หรือจะเป็นการกระซิบกระซาบชิดใกล้ของหนุ่มสาวทั้งสองล้วนอยู่ในสายตาของคนผู้หนึ่งตลอดเวลา
บนเหลาอาหารชั้นสองอันเป็นห้องส่วนตัวที่สามารถมองลงไปเห็นชั้นแรกได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโต๊ะอาหารตรงนั้น จุดที่เขาจับตามองมาได้กว่าหนึ่งเค่อแล้ว
“มีอะไรน่าสนใจหรือขอรับ”
เสียงทุ้มของติงตงดังขึ้นเมื่อเห็นคุณชายในคราบสตรีจับจ้องไปยังด้านล่างตาไม่กะพริบ คิ้วเรียวที่บรรจงวาดอย่างงดงามขมวดเข้าหากันแน่น
ติงตงมองตามสายตาไปก็เห็นมีเพียงชายหนุ่มหญิงสาวสองคนเท่านั้น แปลกใจเล็กน้อยที่คุณชายตนให้ความสนใจผู้อื่นจนมองได้นานถึงเพียงนี้
“ติงตง ข้าอยากย้ายไปนั่งด้านล่าง”
กล่าวจบไช่โต่วฟุก็ลุกขึ้นมาจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตนเองให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องพิเศษโดยมีองครักษ์ร่างหนาเดินตามไม่ห่าง พอเห็นเสี่ยวเอ้อไช่โต่วฟุจึงส่งยิ้มงดงามให้ จากนั้นก็เอ่ยบอกเสียงหวาน
“ข้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งโต๊ะด้านล่างเจ้าค่ะ รบกวนช่วยยกอาหารจากด้านบนมาให้ทีนะเจ้าคะ”
“ขอรับ”
เสี่ยวเอ้อพยักหน้ารับพร้อมกุลีกุจอเดินไปห้องพิเศษ ช่วยยกอาหารต่าง ๆ ไปวางบนโต๊ะชั้นด้านล่างให้
เพียงครู่เดียวเท่านั้นของทุกอย่างที่สั่งไปก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะด้านล่าง
ด้วยความที่โต๊ะใหม่ค่อนข้างเล็ก เสี่ยวเอ้อจึงได้ยกโต๊ะมาต่อให้สาวงามอีกตัวหนึ่ง
“ติงตงนั่งลงด้วยกันสิ”
ติงตงไล่สายตามองไปโดยรอบ นอกจากโต๊ะของคุณชายเขาและโต๊ะของชายหนุ่มหญิงสาวด้านข้างแล้วก็มีคนมาใช้บริการในเหลาอาหารนี้เพียงไม่กี่โต๊ะ อีกทั้งยังดูเป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เขาจึงได้วางใจในระดับหนึ่ง
“ติงตงนั่งลงทานด้วยกัน”
เพื่อไม่ให้โดดเด่นเป็นที่จับจ้องมากจนเกินไป ไช่โต่วฟุจึงได้เรียกองครักษ์ตัวโตของตนให้นั่งร่วมโต๊ะด้วย
“แต่ว่า…”
เสียงคัดค้านเงียบลงไปในทันทีเมื่อได้รับสายตากดดันจากนาย หย่อนก้นลงนั่งด้วยอาการเกร็งเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับมาระมัดระวังรอบตัวเช่นเดิม
สายตาคมกริบกวาดมองโต๊ะนั้นโต๊ะนี้จนมาหยุดอยู่ที่โต๊ะด้านข้าง ระยะห่างแค่เพียงหนึ่งโต๊ะคั่น ได้เห็นการกระทำและคำพูดของชายหญิงทั้งสองโดยไม่ต้องพยายามเงี่ยหูฟัง เห็นภาพชัดทุกรายละเอียด
หนึ่งบุรุษร่างสตรีหนึ่งบุรุษร่างองอาจนั่งคีบอาหารเข้าปากเงียบ ๆ ติงตงทานไปพลางกวาดตามองหาความผิดปกติโดยรอบ ต่างจากคุณชายของเขาที่ดูเหมือนจะตั้งใจทานก็จริง แต่มีบางจังหวะที่ลอบมองโต๊ะด้านข้างอย่างให้คนเขาไม่รู้ตัว
“เผ็ดหรือไม่เสี่ยวตี้”
“...ซี๊ด ไม่ไหวขอรับ ข้ารับไม่ไหวจริง ๆ”
“อะไรกัน เพิ่งเริ่มก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ”
“ไม่ไหวขอรับ ข้าขอน้ำจากท่านแล้ว”
สองเสียงที่โต้ตอบกันกลับไปกลับมานี้ หากหลับตาฟังคงทำให้คนคิดไปไกลแน่ แต่สำหรับไช่โต่วฟุแล้ว การกระทำของคนทั้งคู่ทำให้เขาตกตะลึงได้มากกว่าเสียอีก
หนุ่มน้อยผู้นั้นอ้าปากลิ้นห้อย ใบหน้าแดงก่ำเพราะรสชาติเผ็ด มีสตรีร่างเล็กใช้แผ่นป้ายกระดาษขนาดใหญ่พัดเบา ๆ ไปที่ลิ้นของชายหนุ่ม ร่างกายใกล้ชิดจนแทบจะนั่งตักกันอยู่รอมร่อ
ช่างไม่สนใจสายตาผู้คน!
ผ่านไปสักพักอาการเผ็ดของหนุ่มน้อยเริ่มดีขึ้นแล้ว นางจึงได้ย้ายก้นกลับมานั่งที่เดิม ลงมือทานอาหารที่ตนเองสั่งมาอย่างเอร็ดอร่อย มือน้อย ๆ หยิบพริกชิ้นยาวขึ้นมากัดหักกลาง เสียงของมันกรอบจนไช่โต่วฟุยังได้ยิน
“เจี่ยเจียสุดยอดเลยขอรับ กินพริกสดคู่กับบะหมี่ร้อน ๆ เช่นนี้ได้ด้วย”
อ้อ ที่แท้ก็เป็นพี่น้องกันหรอกหรือ
“...น้อมรับคำชมก็แล้วกัน เจี่ยเจียกินมื้อละสิบเม็ด แค่นี้บอกเลยว่าสบายมาก”
กระไรนะ กินพริกสดกับบะหมี่!
แล้วนั่นอะไรกัน นางเอาเป็ดอบน้ำผึ้งกับหมูน้ำแดงเทใส่ลงไปในชามบะหมี่เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นรสชาติเดิมของมันยังจะคงอยู่อีกหรือ
“พิลึกคน!”
ไช่โต่วฟุหลุดพูดออกมา รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่สตรีร่างเล็กค่อย ๆ หันหน้ามามอง ในปากยังคงอมชิ้นเนื้อเป็ดเนื้อหมูอยู่เต็มปาก แก้มกลมป่องเนียนใสจนเห็นเส้นเลือดตรงกระพุ้งแก้ม จมูกเล็กอมชมพูเหมือนแมวน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างกับคำพูดที่ได้ยิน
เมื่อตั้งสติได้ก็รีบเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปาก ระหว่างที่เคี้ยวดวงตาของนางยังคงจับจ้องโฉมสะคราญตรงข้ามไม่ไปไหน นิ้วเล็กยกขึ้นชี้หน้า มืออีกข้างลอบกำหมัดไว้แน่น ในหัวคิดขึ้นมาว่า…
‘อย่าเพิ่งรีบหนีน่ะ ขอข้ากลืนก่อน จะสำเร็จโทษเจ้าทีหลัง’
ซึ่งโฉมสะคราญเองพอรู้ตัวว่าตนไม่ควรเอ่ยวาจาเช่นนี้กับสตรีเขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ได้หนีไปไหน อีกทั้งยังหันหน้าเข้าหานางตรง ๆ กอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างคนที่พร้อมจะมีเรื่องด้วย ไม่ได้คิดจะปล่อยระเบิดไว้แล้วหนีไปเงียบ ๆ
เอาสิ! ตัวก็เล็กเท่านี้จะมีความกล้าแค่ไหน ข้าจะรอดู
“อ้อ ก็ว่าทำไมถึงหน้าคุ้นจัง”
หลังจากที่กลืนอาหารลงคอไปหมดแล้ว ล่าเจียวครุ่นคิดอยู่ว่าเคยเห็นสตรีตรงข้ามจากที่ใด พอคิดดูดี ๆ จึงนึกขึ้นได้ว่าเป็นสตรีคนเดียวกับที่นางเห็นเมื่อตอนเข้าเมือง มิหนำซ้ำยังจ้องนางอย่างเอาเป็นเอาตายด้วย ไม่คิดว่าเมินเฉยต่อนางไปครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ยังจะวนมาเจอกันอีกจนได้
หนานไฮ้ช่างแคบนัก!
“แม่นางรู้จักข้าหรือ”
สีหน้าท่าทางของโฉมสะคราญสร้างความหงุดหงิดใจให้แก่ล่าเจียวไม่น้อย นางขอยืนยันว่าไม่ชอบคนสวย
รวมถึงสตรีตรงข้ามด้วยเช่นกัน!
“แม่นางอย่ามาทำเหมือนตนเองสำคัญนักเลย” มือเล็กเอื้อมไปหยิบป้ายกระดาษขึ้นมาแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ “ท่านถามข้ามิใช่หรือว่าป้ายนี้คืออันใด”
“อ้อ” โฉมงามพยักหน้ารับก่อนที่จะแย้มยิ้มมุมปาก “ใช่แล้ว ข้าถามเองเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนแม่นางจะไม่ยอมคุยกับข้า ไม่คิดว่าจะได้คุยกันในสถานการณ์เช่นนี้”
ล่าเจียวร้อง ‘เหอะ!’ ในใจ ก่อนที่จะกล่าวออกมาตามตรง
“ข้ารู้สึกยินดียิ่งที่ไม่คุยด้วยในตอนนั้น ซึ่งตอนนี้ท่านจำต้องขอโทษข้าก่อน”
โฉมสะคราญรอยยิ้มแข็งค้างไปในทันที สำหรับไช่โตวฟุแล้วคำ ‘ขอโทษ’ เป็นสิ่งที่พูดยากมากที่สุด เขาไม่เคยเอ่ยขอโทษใคร เพราะคิดอยู่เสมอว่าตนเองไม่ผิด
ครั้งนี้ก็เช่นกัน!
“ติงตง ข้าเหนื่อยแล้ว กลับกันเถิด”
การกระทำนี้ชัดเจนมากพอแล้วว่าเขาไม่คิดที่จะขอโทษ ร่างสูงบอบบางเดินนวยนาดออกไปจากโรงเตี๊ยมในทันที ไม่สนใจอาการอ้าปากค้างของล่าเจียวเลยสักนิด เมื่อช่านฮุ้ยจื้อสะกิดแขนยิก ๆ นางถึงได้สติขึ้นมา
“นะ นาง…” มือไม้สั่นเมื่อยกนิ้วชี้ไปทางฝั่งที่โฉมสะคราญเดินจากไป “ฮุ้ยจื้อ เห็นแล้วใช่หรือไม่กุหลาบงามหนามแหลมเป็นเช่นไร เจ้าอย่าได้แต่งสตรีเช่นนี้เข้าเรือนเด็ดขาดนะ”
น้องชายรีบพยักหน้ารับในทันที เอื้อมมือที่ใหญ่กว่ามากุมมือเล็กไว้ รับปากอย่างกระตือรือร้น
“ข้าไม่ชอบดอกกุหลาบ ท่านเชื่อใจข้าได้”
เห็นน้องชายยอมตามใจรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ความโกรธในใจจึงได้ทุเลาลงได้บ้าง นางสูดลมหายใจเข้าออกลึก พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
เจ้าติดค้างคำขอโทษข้าแล้วหนึ่ง อย่าให้เจออีกนะ!
บทที่ 130 ส้มส้มโต้วฟุพาภรรยากลับจวนตระกูลไช่ทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดให้นางโดยไม่เรียกใช้สาวใช้ การกระทำนี้ทำเอาล่าเจียวมีความรู้สึกว่าเขากำลัง ‘ทำดีหวังผล’“พูดมาเถิดเจ้าค่ะฟูจวิน เอาใจข้าเช่นนี้กำลังห(จบวังผลอยู่ใช่หรือไม่”มือที่กำลังนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นางอยู่ชะงัก ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มสมใจที่ต่อให้ล่าเจียวไม่หันไปมองก็รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรอยู่“ต่อให้วันนี้จะได้รับชัยชนะมา แต่ตามเนื้อตามตัวเจ้ามีรอยฟกช้ำแถมมาด้วย ฟูจวินเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”คนที่สนับสนุนให้นางเดินทางสายจอมยุทธ์นักประลองมีเพียงล่าซูซูเท่านั้น วันนี้มารดาของนางไม่ได้มาชมการประลองด้วยเพราะฮุ้ยจื้อมีสอบหน้าพระที่นั่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ล่าเจียวประลองยุทธ์ ต่อให้บิดามารดาไม่มาให้กำลังใจนางก็พอเข้าใจได้“กำลังจะขอให้ข้าเลิกการประลองยุทธ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ล่าเจียวเข้าสู่สายจอมยุทธ์มาได้สองปีแล้ว ประลอง 12 ครั้งชนะรวด ใช้ทั้งอาวุธธรรมดาไปจนถึงท่าไม้ตาย‘ไม้ตาย’ ที่ว่าเป็นการแช่แข็งตัวคู่ต่อสู้ให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ นานทีนางจะแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้คน ถือว่าเป็นจุดขายที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าชมเต็มทุกรอบ สร้างรายได้ให
บทที่ 129เมื่อห้าปีผ่านไปทุกคนมีสิ่งที่ต้องการทำในอนาคต ฮุ้ยจื้อเตรียมตัวสอบขุนนางในปีนี้ โต้วฟุเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลไช่แทนไช่หลุนซึ่งจะต้องรับตำแหน่งผู้นำเมืองตงไฮ้ต่อจากบิดา ส่วนล่าเจียวนั้น...“และผู้ชนะในวันนี้ก็คือเถี่ยล่าเจียวเจียว~”“เฮ!”เป็นจอมยุทธ์สาวผู้เลื่องชื่อ!เมื่อประกาศชัยชนะ เสียงผู้คนโดยรอบก็เฮสนั่นด้วยสมใจเป็นอย่างยิ่ง นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเถี่ยล่าเจียวเจียว จอมยุทธ์สาวที่สามารถแช่แข็งคู่ต่อสู้ได้ด้วยการซัดลมปราณใส่“เฮ ท่านแมะ…” คำว่า ‘แม่’ หายไปในทันทีเมื่อถูกมือใหญ่ของผู้เป็นบิดาปิดปากเอาไว้ใบหน้างดงามกระซิบลงข้างหูเล็กของบุตรชายที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาถึงเจ็ดส่วน“ถังถั่ง อยู่ตรงนี้เรียกแม่ไม่ได้นะ”เด็กน้อยวัยสี่หนาวเชื่อฟังบิดายิ่งแล้ว ยกมือเล็กปิดปากตนเองไว้ พยักหน้าเชื่อฟังบิดาแต่โดยดี“ขอรับ ถังถั่งจะไม่เรียกว่ามะ…จอมยุทธ์เจียวเจียวเก่งที่สุดเลย”โต้วฟุเอ็นดูลูกน้อย หอมแก้มซาลาเปาฟอดใหญ่ แววตาที่มองร่างเล็กจ้อยมีแต่ความรักใคร่ฉายอยู่ในนั้น“เก่งมาก ให้กำลังใจเจียวเจียวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเจียวเจียวก็ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นถังถังจะเรียกเสียง
บทที่ 128คุณสามีคุณภรรยาเช้านี้เป็นเช้าแรกที่ล่าเจียวรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมานั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากขยับร่างกายเยอะ ด้วยเมื่อคืนเพิ่งผ่านประสบการณ์สุดวาบหวามกับสามีเขาไปหาเวลาศึกษาท่วงท่ามาจากไหน เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้“ตื่นแล้วหรือ…ฟอด~”ถามภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ แขนแกร่งสอดเข้ากับเอวเล็กดึงนางเข้ามาใกล้มากขึ้น แนบกายเปลือยเปล่าเข้ากับร่างบาง ก่อนที่จะจุมพิตบนเปลือกตากลมโต“เหนื่อยเจ้าค่ะ”ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังร่างกายท่อนบนของเขา หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางก็คงไม่ทราบว่าภายใต้อาภรณ์เนื้อดีนั้นมีมัดกล้ามแข็งแกร่งซ่อนอยู่ที่สำคัญคือเขายังโตได้อีก ไม่อยากจะคิดสภาพตัวเองเมื่อถึงยามนั้น ยามค่ำคืนที่เขา…“หน้าแดงเชียว คิดอะไรทะลึ่งอยู่ใช่หรือไม่”โดนเขาจับได้ไม่พอยังโดนอีกฝ่ายพลิกตัวให้ขึ้นมานอนบนร่าง ล่าเจียวหลุดเสียงกรี๊ดออกมาแผ่วเบา แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเมื่อโดนริมฝีปากของสามีกลืนกินเสียงไปทั้งหมดแล้วเช้าวันนี้คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ทำกิจกรรมบนเตียงกันต่อโดยไม่สนใจเลยว่าหน้าเรือนหอนั้นกำลังมีบ่าวรับใช้ถืออ่างน้ำรออยู่ ติงตงที่มาหาเจ้านายแต่เ
บทที่ 127วิวาห์สายฟ้าไม่ฟาด“หนึ่ง....คำนับฟ้าดิน สอง....คำนับบิดามารดา สาม....คำนับกันและกัน ส่งตัวเข้าห้องหอ!”เพียงจบประโยคนี้เท่านั้นล่าเจียวก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวถูกพาตัวมาในห้องหอรอเจ้าบ้านร่ำสุรากับแขกเหรื่อ ปรกตินางไม่สวมเครื่องประดับหนักศีระอยู่แล้ว เมื่อสวมมงกุฏเจ้าสาวน้ำสามกิโลกรัมพลันมีความรู้สึกว่า…หัวจะแตกวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม หนักเว้ย!ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง~“อันใดกัน บ่าวสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลย มีคนมาก่อกวนแล้วเช่นนั้นหรือ”สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกเลือกให้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยคนใหม่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงนการละเล่นอีกอย่างหนึ่งในพิธีแต่งงานคือการก่อกวนห้องหอของบ่าวสาว ทว่าตอนนี้เจ้าบ่าวยังไม่ได้เข้าห้องหอก็มีคนมาคอยแกล้งแล้ว หากสาวใช้นางนี้จะรู้สึกแปลกใจก็ไม่ผิดหรือเกอเกอสั่งให้คนมาแกล้งไปตามธรรมเนียมก่อน เข้าห้องหอจริง ๆ จะได้ไม่่โดนขัดจังหวะล่าเจียวเพิ่งมาตกผลึกได้ว่าสามีป้ายแดงของนางนั้นเจ้าเล่ห์ชอบวางแผนเป็นที่สุด เขาตบตาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านย่าของเขา การที่นางได้เข้าพิธีแต่งงานกับเขาในวันนี้แท้จริงแล้วคือความมุมานะของเขาทั้งส
บทที่ 126 สิ่งที่อยากจะทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกับแขกเหรื่อเสร็จ ญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุและล่าเจียวก็ทำการพูดคุยเรื่องพิธีสำคัญที่เชื่อมสองตระกูลเอาไว้ด้วยกัน ส่วนเจ้าของงานทั้งสองคนนั้นได้เดินจับมือกันมานั่งเล่นที่เรือนไผ่ สถานที่โปรดของคนทั้งสอง“เกอเกอรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ กับการเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดเอาไว้”โต้วฟุยิ้ม เอ่ยตอบอย่างที่ใจรู้สึกมาตลอด“รู้สึกดีเป็นที่สุด เรื่องดีของการได้สวมกวานแล้วคือแต่งเจ้าเข้าจวนได้ ตรงข้ามกัน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองข้างหนักมาก”ล่าเจียวพยักหน้าเข้าใจไม่แปลก กิจการร้านค้าเยอะขนาดนี้แต่ช่วยกันดูแลไม่กี่คนเท่านั้น หรือข้าจะต้องมีลูกให้เขาเยอะ ๆ แต่ว่าหากมีลูกเยอะแล้วจะแย่งสมบัติกันเองไหมนะท่าทางครุ่นคิดของล่าเจียวทำหว่างคิ้วทั้งสองมุ่นเข้าหากัน โต้วฟุจึงยื่นมือไปช่วยคลายปมตรงหว่างคิ้วให้“คิดอันใดอยู่ เหตุใดทำหน้าเครียดเชียว”“อ้อ แค่กำลังคิดเจ้าค่ะว่าจะมีบุตรให้ท่านกี่คนดี ต้องสอนลูกอย่างไรลูกถึงจะได้ไม่ทะเลาะกัน”นางก็วางแผนถึงอนาคตของเราหรือนี่“สองคนดีหรือไม่ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง บ
บทที่ 125สวมกวานครั้งแรกสามเดือนผ่านไปพิธีการที่โต้วฟุเฝ้ารอมาตลอดสุดท้ายก็มาถึง โดยปรกติแล้วฝ่ายชายมักรอฝ่ายหญิงปักปิ่น มีเพียงล่าเจียวเท่านั้นที่รอฝ่ายชายเข้าพิธีสวมกวานในห้องโถงยามนี้มีญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุอยู่รายล้อม ล่าเจียวและครอบครัวตระกูลช่านได้รับเกียรติให้อยู่ในพิธีการนี้ด้วย ผู้ที่จะทำการสวมกวานให้แก่โต้วฟุคือเจ้าเมืองไช่ช่านจิ่งผู้เป็นบิดา“คุณชายเล็กมาถึงแล้ว”ทุกคนอยู่ในความสงบ สายตามองไปยังประตูรอรับการมาของเจ้าของงานในวันนี้ ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าปักเย็บเป็นลวดลายเต่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลไช่ไม่นานร่างสูงในชุดสีดำปักดิ้นลายเมฆาก็ได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงเต็มร่าง ดวงตาคู่งามกวาดสายตามองคนในห้องโถง“เจอแล้ว” ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่สตรีใบหน้าน่ารักในชุดสีชมพูอ่อนดูน่ารักสมวัยเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมา ล่าเจียวก็ส่งยิ้มหวานให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเจินที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตามองไปทางอื่นเพียงแค่นึกถึงถ้อยคำด่ากราดอย่างรุนแรงของพี่สาวเมื่อสองเดือนก่อน ใจก็ร้อนรุ่มดังถูกไฟสุม ยามนั้นนางมาหาพี่สาวที่จวนตระกูลไช่เพราะได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าคุณชายเล็กมีคู่หมายอย่างเป็นทางการ





![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

