Masukบรรยากาศยามโพล้เพล้ ณ วัดป่าริมทะเลแห่งนี้ช่างดูเข้มขลังกว่าทุกวัน แสงสีส้มริบหรี่บริเวณขอบฟ้าค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยสีน้ำเงินเข้มยามวิกาล เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งแว่วมาเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าช่วงกลางวัน วันนี้ตรงกับวันพระใหญ่ ชาวบ้านนับสิบชีวิตต่างพร้อมใจกันสวมชุดขาวสะอาดตา ทยอยเดินขึ้นศาลาไม้เพื่อทำวัตรเย็น
มธุสรในชุดขาวเรียบง่ายทว่าดูสูงค่าด้วยกริยาที่สำรวม นั่งพับเพียบอยู่แถวหน้าสุด มือเรียวพนมขึ้นประคองดอกบัวหลวงที่เธอเด็ดมาเมื่อกลางวันไว้กลางอก กลิ่นหอมจาง ๆ ของมันช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่เคยฟุ้งซ่านให้สงบลงอย่างประหลาด
แต่ความสงบนั้นก็มักจะมีปัจจัยภายนอกมาคอยกวนน้ำให้กระเพื่อมอยู่เสมอ
“คุณน้าคะ สวดบทนี้หน้าไหนนะคะ หนูหาไม่เจอเลย ตาลายไปหมดแล้วเนี่ย”
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูพร้อมกับร่างสูงโปร่งของปราณที่เขยิบเข้ามาใกล้จนไหล่เบียดกัน ทำให้มธุสรต้องลอบถอนหายใจ
“หน้ายี่สิบสี่ แล้วเธอก็ช่วยขยับออกไปหน่อย ปราณ คนมองกันหมดแล้ว” มธุสรดุเสียงเบาโดยไม่หันไปมอง
“แหะ ๆ หนูหาไม่เจอจริง ๆ นี่คะ มัวแต่มองความสวยของคุณน้า จนแทบไม่ได้มองอย่างอื่น”
“นี่! ตั้งใจสวดมนต์”
มธุสรทำหน้าดุ พนมมือขึ้นแล้วหลับตาลงทันที ปราณยกยิ้มมุมปากด้วยท่าทีชอบใจ ก่อนจะก้มลงสวดมนต์ตามเสียงนำของหลวงตา
เสียงสวดมนต์ทำวัตรเย็นดังกังวานไปทั่วศาลา ท่ามกลางแสงเทียนที่วูบไหว มธุสรหลับตาลงพยายามรวบรวมสมาธิ แต่สัมผัสอุ่น ๆ จากต้นแขนของคนข้างกายที่จงใจนั่งเบียดกระแซะเข้ามา ทำให้เธอยิ่งรู้สึกว่า ใจ ของเธอเองนั่นแหละที่ไม่รักดี มันเต้นแรงแข่งกับจังหวะการสวดมนต์จนเธอเริ่มแยกไม่ออกว่าความสงบที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์ ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันกลับบ้านทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด มธุสรและปราณเดินเคียงกันกลับไปยังเรือนพักอุบาสิกาหลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายวัดเพียงหลังเดียว พื้นที่ข้างเรือนเป็นป่าละเมาะและต้นมะพร้าวสูงชันที่เอนลู่ไปตามลมทะเล
“เมื่อคืนนอนคนเดียวเหงามั้ยคะ คืนนี้ปราณมานอนเป็นเพื่อนคุณน้าแล้วนะ รับรองได้เลยว่าอบอุ่นปลอดภัยเหมือนนอนที่บ้านเลยค่ะ”
ปราณพูดพลางแกว่งไฟฉายไปมาอย่างร่าเริง
“อบอุ่นหรือวุ่นวายกันแน่...” มธุสรบ่นพึมพำ เธอเดินแยกออกไปทางห้องน้ำรวมที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อล้างหน้าแปรงฟันเตรียมเข้านอน
มธุสรใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่าปกติ เธอส่องกระจกมองใบหน้าตัวเองที่มีรอยแดงจาง ๆ จากแสงแดดปักษ์ใต้ และความสับสนที่ฉายชัดในดวงตา เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตที่รักความสมบูรณ์แบบของเธอจะต้องมาลงเอยด้วยการนอนในวัดป่ากับเด็กสาวที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน แถมเด็กคนนั้นยังประกาศโต้ง ๆ ว่าจะ จีบ เธออีก
‘พุทโธ...พุทโธ...พุทโธ ห้ามไปหวั่นไหวเด็ดขาดนะสร อย่าลืมว่าเคยเจออะไรมาบ้าง อย่าแพ้รอยยิ้มหวาน ๆ นั่นเด็ดขาด ห้ามเลยนะ’
มธุสรเตือนสติตัวเองก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพัก ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามาข้างใน เธอก็ต้องชะงักในทันทีกับภาพที่เห็นตรงหน้า
ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่มีเพียงหน้าต่างบานเกล็ดไม้นั้น ปราณได้จัดการปูผ้าปูที่นอนบาง ๆ ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว บนที่นอนของคุณนายร้านทองมีหมอนที่วางไว้อย่างประณีต พร้อมกับผ้าห่มที่พับไว้อย่างสวยงาม
แต่สิ่งที่ทำให้มธุสรคิ้วขมวดคือ...
ที่นอนอีกผืนของปราณที่ปูวางขนานอยู่ข้างกัน ชนิดที่ว่าถ้าใครคนหนึ่งพลิกตัวแขนก็อาจจะพาดไปโดนกันได้ทันที
ปราณที่อยู่ในชุดนอนแขนสั้นกางเกงขาสั้นลายทางสีนวล นั่งยิ้มแฉ่งอยู่บนที่นอนพลางตบมือลงบนฟูกฝั่งของมธุสรเบา ๆ
“มานอนสิคะคุณน้า หนูปูที่นอนให้เรียบร้อยแล้ว กลิ่นแดดหอมเชียวค่ะ เมื่อตอนบ่ายหลังจากกลับมาจากเก็บบัว หนูเอาที่นอนคุณน้าไปผึ่งแดดให้ด้วย”
มธุสรยืนกอดอก มองดูความใกล้ชิดนั้นด้วยสายตาพิจารณา
“ปราณ ทำไมที่นอนของเธอมันวางใกล้ที่นอนฉันขนาดนั้นล่ะ พื้นที่ในห้องนี้ออกจะกว้างขวาง เธอก็ขยับออกไปหน่อยสิ”
“โหยคุณน้า พื้นกว้างแต่หัวใจของปราณน่ะมันดวงนิดเดียวเองนะคะ” ปราณเริ่มทำหน้าละห้อย “ที่นี่ท้ายวัดนะคะ หลังห้องก็เป็นป่า ข้างหน้าก็เป็นทะเล หนูกลัวผีค่ะ อีกอย่างคุณน้าไม่กลัวเหรอคะ วัดเก่าขนาดนี้ ต้องมีเรื่องเล่าบ้างแหละ”
เมื่อคนเด็กกว่าเอ่ยมาแบบนั้น มธุสรก็เริ่มหันมองซ้ายมองขวา แต่สุดท้ายก็กลับมาวางสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม ตอบกลับด้วยเสียงดุ ๆ
“อย่ามาพูดเรื่องไร้สาระ ฉันอยู่มาคืนนึงแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลย ขยับออกไปเดี๋ยวนี้”
มธุสรยังคงยืนยันคำเดิมพลางทำหน้านิ่ง
“จริง ๆ นะคะคุณน้า หนูเคยได้ยินมาว่าวัดทางใต้เนี่ย...เจ้าที่แรงนะคะ โดยเฉพาะศาลาเก่าหน้าวัดที่เขาลือกันว่า...”
“บรู๊วววววววววววววววววววว!”
ในจังหวะที่ปราณกำลังจะเล่าเรื่องชวนขนลุก เสียงสุนัขในวัดหลายสิบตัวก็พร้อมใจกันเห่าหอนรับช่วงกันเป็นทอด ๆ เสียงนั้นแหลมสูงและเย็นยะเยือกโหยหวนไปตามลมทะเลที่พัดกระแทกบานเกล็ดหน้าต่างจนดัง กรับ! กรับ!
มธุสรที่ใจแข็งเมื่อครู่ ถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายที่เคยสง่างามสะดุ้งสุดตัว เธอไม่รอช้า รีบกระโจนลงบนที่นอนของตัวเองทันทีพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงจนมิดหัวภายในวินาทีเดียว
“กรี้ดดดด ไอ้หมาบ้า มาเห่าอะไรตอนนี้!” มธุสรร้องอุทานออกมาแผ่วเบาใต้ผ้าห่ม “ปราณ ปิดไฟเเล้วมานอนเร็วเข้า!”
ปราณที่เห็นท่าทางของคุณนายร้านทองถึงกับหลุดหัวเราะคิกคักจนไหล่สั่น เธอรีบปิดสวิตช์ไฟแล้วมุดตัวลงในที่นอนของตัวเองที่วางติดกัน
และเมื่อเสียงของสุนัขเงียบลง น้ำเสียงบางเบาของคนเด็กกว่าที่นอนอยู่ข้าง ๆ คนที่ยังนอนคลุมโปงก็เอ่ยขึ้น
“ไหนว่าไม่กลัวไงคะคุณน้า คลุมโปงมิดเชียว เดี๋ยวก็ขาดอากาศหายใจตายหรอกค่ะ”
ปราณแกล้งแหย่พร้อมกับดึงชายผ้าห่มของมธุสรลงเล็กน้อยให้เห็นแค่ดวงตาคมโตที่ตอนนี้ฉายแววตื่นตระหนก
“ไม่ต้องมาพูดเลย หมาพวกนั้นมันหอนอะไรกันก็ไม่รู้” มธุสรพูดเสียงอู้อี้ แววตาที่เคยถือตัวตอนนี้ดูเปราะบางเหมือนเด็กสาวที่ขวัญเสีย
“มันคงหอนต้อนรับคุณน้ามั้งคะ”
ปราณหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะถือวิสาสะเอื้อมมือไปกุมมือของมธุสรที่กำขอบผ้าห่มไว้แน่น
“ไม่ต้องกลัวนะคะ ปราณอยู่ตรงนี้แล้ว และปราณก็ไม่กลัวผีด้วย ต่อให้ผีมา ปราณก็จะไล่ให้เองค่ะ”
มธุสรนิ่งไปครู่หนึ่ง สัมผัสอุ่นจากมือของปราณช่วยบรรเทาความหนาวเย็นจากเสียงหมาหอนข้างนอกได้จริง ๆ แม้จะอยากดึงมือออกตามนิสัยถือตัว แต่ในวินาทีที่ความมืดและความเงียบปกคลุมเหลือเพียงเสียงคลื่น เธอจึงยอมปล่อยให้ปราณกุมมือไว้แบบนั้น
“เธอตั้งใจแกล้งฉันให้ตกใจใช่มั้ย พอรู้ว่าฉันกลัวผีก็จะได้มีข้ออ้างมานอนข้างกัน” มธุสรบ่นเบา ๆ แต่ไม่ได้ชักมือกลับ
“ปราณไม่ได้แกล้งนะคะ จริง ๆ วัดนี้มันก็ดูหลอน ๆ น่ากลัวนิด ๆ ค่ะ แต่พอเห็นคุณน้ากลัวกว่า ปราณเลยต้องเข้มแข็งไงคะ” ปราณพูดพลางยิ้มในความมืด “นอนเถอะค่ะคนสวยของปราณ ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วนะคะ”
ปราณหันไปมองหน้าคนข้าง ๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่มธุสรหันมาสบสายตาเธอเข้าพอดี
“ฉันเป็นคนสวยของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่าพูดจาชวนอ้วกแบบนั้นได้มั้ย”
“โห ถึงกับจะอ้วกเลยเหรอคะ งั้นปราณไปหากระโถนให้ก่อนค่ะ” ปราณเตรียมจะลุกจากที่นอน
“ไม่ต้อง!! ฉันประชด”
คนเด็กกว่าหันกลับมายิ้มแฉ่ง “อ้าวเหรอคะ ก็คิดว่าอยากอ้วกจริง ๆ”
มธุสรถึงกับลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะบ่นพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง
“ให้ตายเถอะ ยังไงฉันก็หนีเธอไม่พ้นใช่มั้ย”
คำบ่นนั้นไม่ได้เบาเกินกว่าที่ปราณจะไม่ได้ยิน คนเด็กกว่าจึงเอ่ยตอบ
“ถ้าคิดว่าหนีไม่พ้นก็ไม่ต้องหนีให้เหนื่อยสิคะ ปล่อยให้หนูจีบคุณน้าเถอะนะคะ”
มธุสรไม่ได้ตอบอะไรกลับไปหลังจากได้ยินประโยคนั้น แทบไม่ได้เอาคำพูดของปราณมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย บวกกับความเหนื่อยล้าทำให้เธอหลับตาลงท่ามกลางความเงียบที่มีเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนข้าง ๆ
เป็นเครื่องยืนยันว่าคืนนี้เธอไม่ได้เผชิญหน้ากับความว่างเปล่าเพียงลำพัง ความรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ เริ่มซึมซับเข้าสู่หัวใจ เป็นความอบอุ่นที่ไม่ได้มาจากผ้าห่มไหมพรม ไม่ได้มาจากเตียงนอนนุ่ม ๆ แบบที่คุ้นชิน แต่มาจากมือของเด็กสาวที่เธอพยายามจะดึงมือกลับตลอด แต่ปราณกลับกุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
สุดท้ายมธุสรก็จำใจปล่อยเลยตามเลย เพราะง่วงเต็มที
‘อยากจับก็จับ จับให้พอเลย เด็กบ้า!’
กาลเวลาคือสายน้ำที่ไม่เคยไหลย้อนกลับ แต่มันทำหน้าที่ขัดเกลาให้ความรักที่เคยร้อนแรงและเต็มไปด้วยการพิสูจน์ กลายเป็นความผูกพันที่นิ่งสงบและมั่นคงดั่งขุนเขายี่สิบปีผ่านไป...บ้านสวน ที่เคยเป็นเพียงที่พักใจในวันว่าง ตอนนี้ได้กลายเป็นบ้านหลังหลักที่บรรจุความทรงจำนับหมื่นแสนของคนสองคนไว้ ดอกเดซี่สีขาวบริสุทธิ์ยังคงเบ่งบานเต็มทุ่งหลังบ้าน เพราะมันได้รับการดูแลอย่างดีจากเจ้าของบ้านทั้งสองคนที่ผลัดกันรดน้ำพรวนดินมาตลอดสองทศวรรษปราณในวัย 46 ปี ตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่ชอบทำบุญและช่วยเหลือสัตว์อีกต่อไป ตอนนี้เธอคือผู้บริหารสาวมาดสุขุมผู้ดูแลร้านทองของมธุสร และประธานมูลนิธิเดซี่ช่วยเหลือสัตว์ ที่ขยายสาขาไปทั่วประเทศวันนี้ปราณสวมชุดสูทสีเข้มคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าที่เคยสดใสถูกแต่งแต้มด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และความมั่นใจ ทว่าเมื่อก้าวเท้าพ้นประตูรถตู้หรูที่แล่นเข้าสู่เขตบ้านสวน ท่าทางที่ดูเคร่งขรึมเหล่านั้นกลับละลายหายไปในทันที“พี่สรคะ...ปราณกลับมาแล้วค่ะ”เสียงเรียกนั้นยังคงสดใสไม่ต่างจากวันแรกที่เธอทักทายคุณนายมธุสร ปราณรีบเดินมุ่งหน้าไปยังระเบียงไม้หน้าบ้าน ที่ซึ่ง มธุสรในวั
“พี่สรคะ...นี่มันเกินไปรึเปล่าคะ”ปราณยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าทางเข้าพิเศษของอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (Private Jet Terminal) ในเช้ามืดวันพฤหัสบดี เธออยู่ในชุดเดินทางที่ดูเรียบง่ายแต่ทะมัดทะแมง ผิดกับมธุสรที่ก้าวลงจากรถตู้หรูในชุดเดรสยาวผ้าไหมเนื้อละเอียดสีครีม สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนม และมีพนักงานต้อนรับในชุดเครื่องแบบยืนรอรับกระเป๋าอยู่ถึงสี่คน“ไม่เกินไปหรอกค่ะเด็กดี พี่บอกแล้วไงว่าทริปนี้พี่จะพาหนูไปเปิดหูเปิดตา แล้วคนที่เป็นแฟนกับคุณนายมธุสร จะให้ไปเบียดกับใครบนเครื่องบินพาณิชย์ได้ยังไงกัน” มธุสรเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางยื่นแขนให้เด็กสาวกุมปราณมองไปยังเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวลำเล็กที่จอดตระหง่านอยู่บนรันเวย์ส่วนตัว ตัวเครื่องสีขาวสะอาดตัดด้วยแถบสีทองอร่ามที่มีสัญลักษณ์เล็ก ๆ ของตระกูลมธุสรติดอยู่ นี่คือการให้ที่ปราณไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเด็กสาวที่เคยนั่งแต่รถทัวร์ไปทำบุญตามวัดต่างจังหวัด วันนี้เธอกำลังจะได้เหินฟ้าสู่ฮ่องกงด้วยเครื่องบินเหมาลำที่มีเพียงเธอและมธุสรเท่านั้นภายในเครื่องบินเจ็ตถูกตกแต่งราวกับห้องนั่งเล่นสุดหรูในโรงแรมห้าดาว เบาะหนังแท้ปรับนอนได้หนึ่งร้อยแปดสิบองศา พร้อมเชฟส่วนตัวท
ค่ำคืนที่บ้านสวนวันนี้เงียบสงบกว่าปกติ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ขับขานสลับกับเสียงลมพัดใบไม้ไหว มธุสรนั่งทิ้งตัวอยู่ตรงระเบียงไม้หน้าบ้าน ในมือมีแก้วชาร้อนที่เริ่มจางความร้อนไปนานแล้ว สายตาของเธอเหม่อมองไปยังแปลงดอกเดซี่ที่ตอนนี้ดูพร่ามัวภายใต้แสงจันทร์แม้ภายนอกจะดูนิ่งสงบ แต่ภายในใจของมธุสรกลับกำลังเผชิญกับพายุลูกเล็ก ๆ ที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น เหตุการณ์ที่ร้านทองในวันนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวลูกค้ารุ่นราวคราวเดียวกับปราณคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายปราณที่แวะไปรับเธอที่ร้าน ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอด้วยภาษาและหัวข้อที่มธุสรเข้าไม่ถึง เสียงหัวเราะที่ดูสดใสและเป็นธรรมชาติของปราณในตอนนั้น ทำให้มธุสรรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น คนนอกอย่างประหลาดความต่างของอายุที่เธอเคยบอกว่าไม่ใช่อุปสรรค ตอนนี้มันเริ่มกลับมาหลอกหลอนเธอในรูปแบบของความไม่มั่นใจ“พี่สรคะ มานั่งทำไมตรงนี้คนเดียวคะเนี่ย ยุงกัดหมดแล้วนะ”เสียงใส ๆ ของปราณดังขึ้นพร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ ของผ้าห่มผืนบางที่ถูกนำมาคลุมลงบนไหล่ มธุสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ“พี่แค่อยากรับลมน่ะค่ะ ปราณล้างจานเสร็จแล้วเหรอคะ” มธุส
บรรยากาศยามบ่ายที่บ้านสวนวันนี้ดูจะวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความวุ่นวายจากเสียงเห่าของเจ้าสี่ขาหรือเสียงของคนงานที่มาเก็บผลไม้ในสวนหากแต่เป็นความวุ่นวายละเมียดละไมที่เกิดขึ้นภายในห้องครัวต่างหาก มธุสรในชุดผ้ากันเปื้อนสีครีมกำลังยืนอยู่หน้าหม้อทองเหลืองใบย่อม กลิ่นหอมหวานของถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุกที่กำลังถูกกวนกับน้ำกะทิและน้ำตาลทรายควันฉุยไปทั่วบริเวณมธุสรใช้ไม้พายกวนถั่วอย่างใจเย็น เธอทำแบบนี้ซ้ำ ๆ มาเกือบชั่วโมงแล้ว เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพราวอยู่ตามไรผม แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มละไมอยู่ตลอดเวลา ภาพความทรงจำครั้งเก่าสมัยที่ทั้งคู่ยังอยู่ที่วัดป่าทางภาคใต้ ย้อนกลับมาในหัว“งั้นถ้ากลับไปกรุงเทพแล้ว ปราณขอชิมฝีมือของพี่หน่อยได้มั้ยคะ ถือเป็นรางวัลที่ปราณตามมาดูแลพี่ถึงที่นี่เลย...นะคะ น้า”“ฉันไม่รับปาก...เพราะฉันไม่ได้ขอร้องให้เธอตามมาที่นี่สักหน่อย เธออยากมาเอง ช่วยไม่ได้”วันนั้นมธุสรจำได้ว่าเธอแสร้งทำเป็นบอกปัดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ตามสไตล์คุณนายจอมหยิ่ง แต่ความจริงคือมธุสรจดบันทึกคำขอนั้นลงในใจเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วินาทีนั้น และรอคอยโอกาสที่จะได้ทำให้เด็กแสบชิมฝีมือเธออย่างจริ
บ่ายวันเสาร์ที่ร้านทองของมธุสร บรรยากาศยังคงคึกคักไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนมาเลือกซื้อเครื่องประดับล้ำค่า แต่ภายในห้องรับรองส่วนตัวที่ตกแต่งด้วยผนังบุกำมะหยี่สีแดงตัดกับขอบทองเหลืองอร่าม กลับมีความเงียบสงบที่ปกคลุมคนสองคนเอาไว้มธุสรในชุดสูทสีเบจดูภูมิฐานกำลังนั่งจิบชาสายตาเหม่อมองไปยังตู้กระจกที่โชว์คอลเลกชันแหวนเพชรน้ำงามที่สุดของร้าน“คนดีขา” มธุสรเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ขณะที่ปราณกำลังสนใจอยู่กับเจ้าสุนัขในแท็บเล็ตที่สถานพักพิงส่งรูปมาอัปเดต“คะที่รัก?” ปราณเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มตาหยีเหมือนทุกครั้ง“หนู...อยากแต่งงานมั้ยคะ?”คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ปราณชะงักไปครู่หนึ่ง เธอวางแท็บเล็ตลงแล้วขยับเข้าไปใกล้คนรัก พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมสวยที่ตอนนี้ดูมีความกังวลปนคาดหวัง ปราณนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ“ถามจริงหรือถามเล่นคะเนี่ย?”“ตอบมาเถอะค่ะ” มธุสรยิ้มเอ็นดู“อืม...ปราณไม่เคยคิดเรื่องงานแต่งงานเลยค่ะพี่สร สำหรับปราณ พิธีรีตองพวกนั้นมันก็แค่ฉากหน้า ปราณไม่ได้ต้องการให้คนทั้งโลกมารับรู้หรือมาโห่ร้องยินดีในงานที่ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อความหรูหราแค่ไม่
ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง วัดป่าดาราภิรมย์ ยังคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ให้ความสงบทางใจอย่างประหลาด มธุสรดับเครื่องยนต์รถเก๋งสีดำที่หน้าซุ้มประตูวัดพลางมองออกไปข้างนอกด้วยหัวใจที่พองโต วันนี้เธอกลับมาที่นี่อีกครั้งในสถานะที่ต่างออกไปจากวันแรกโดยสิ้นเชิง ปราณเปิดประตูฝั่งข้างคนขับก้าวลงจากรถด้วยท่าทางที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในชุดเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เธอหันมายิ้มให้มธุสรพลางยื่นมือมาให้กุม“ไปค่ะพี่สร ไหว้พระทำบุญกัน”“ไปจ้ะ”ทั้งคู่เดินจูงมือกันเข้าไปในศาลาไม้หลังเดิมที่คุ้นเคยมธุสรและปราณเข้าไปกราบพระอาจารย์เจ้าอาวาส ท่านเงยหน้าขึ้นมองแล้วยิ้มอย่างเมตตา“ไม่แวะมานานเลยนะโยมสร เจ้าปราณก็ด้วย แล้วไปไงมาไงวันนี้ถึงได้มาด้วยกันล่ะ”มธุสรและปราณก้มกราบพระอาจารย์พร้อมกันสามครั้งด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม ก่อนที่มธุสรจะเป็นฝ่ายขยับเข้าไปใกล้แล้วพนมมือพร้อมด้วยใบหน้าที่มีความสุขที่สุดเท่าที่พระอาจารย์เคยเห็นมา“ที่ผ่านมา สรต้องขอบพระคุณพระอาจารย์มากนะคะที่ช่วยเป็นที่พึ่งทางใจให้สรมาตลอด จนกระทั่งวันที่สรได้เจอเด็กคนนี้...” มธุสรเหลือบมองคนข้างกายด้วยแววตาซึ้งใจ“ตอนนี้สรกับปราณ เราสองคนตัดสินใจที่จ
![ไขรหัสรัก You’re my keys. [OMEGAVERSE]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



