Masukหกโมงครึ่งเป๊ะของเช้าวันต่อมา ตะวันมายืนเกาะรั้วอัลลอยด้วยใจที่เต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อากาศยามเช้ายังทิ้งไอเย็นจาง ๆ และหยดน้ำค้างเกาะพราวอยู่บนยอดหญ้า
ไม่นานประตูรั้วเล็กก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าของบ้านที่ดูเหมือนจะตื่นรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้สายสมรไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย เธอสวมเพียงหมวกปีกกว้างใบเดิมและชุดลำลองผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาที่ทำให้เธอดูอ่อนวัยและจับต้องได้มากกว่าวันไหน ๆ
“ตรงเวลาดีนะคะ” สายสมรทักทาย เสียงหวานที่ลงท้ายด้วย ‘นะคะ’ เป็นครั้งแรกที่ตะวันได้ยิน และการลงท้ายแบบนั้นยิ่งทำให้ตะวันใจเต้นแรง
เพราะตะวันเป็นพวกแพ้คำหวานที่สุด
“ก็มีงานสำคัญนี่คะ คุณบอกเองว่าอยากเห็นดอกไม้บานพร้อมกัน ฉันก็เลยรีบมา ถ้าเกิดมาหลังดอกไม้บานคุณคงจะทำหน้าเหวี่ยงใส่ฉันอีก”
สายสมรหลุดยิ้มเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น “ในสายตาของตะวัน ฉันดูเป็นนางร้ายมากเลยสินะ”
และครั้งที่สอง ที่ตะวันเกือบลืมหายใจ เพียงเพราะคนตรงหน้าเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
ดูเหมือนช่องว่างระหว่างวัย รวมไปถึงช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ จะลดลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่เหลือแล้ว
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ช่างมันเถอะ ไปดูดอกไม้กันดีกว่า แดดมาแล้วค่ะ”
ตะวันตอบพลางรีบกางร่มคันยักษ์ครอบคลุมร่างโปร่งบางไว้ทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้
ทั้งคู่เดินเคียงกันไปยังม้านั่งกลางสวนอย่างเงียบเชียบ ความเงียบในเช้านี้ต่างจากความอึดอัดเมื่อวันแรก มันมีความละมุนและความสบายใจบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น สายสมรย่อตัวลงนั่งพลางชี้ให้ดูดอกคุณนายตื่นสายที่ยังคงหุบกลีบมิดชิด เหมือนเด็กน้อยที่ยังไม่อยากตื่นจากนิทรา
“ตะวันรู้มั้ย ก่อนหน้านี้ฉันใช้ชีวิตเหมือนดอกไม้พวกนี้เลย”
“ยังไงเหรอคะ”
“ฉันชอบความเงียบ ชอบความร่มรื่น แล้วก็ไม่ค่อยชอบแดด ไม่ชอบออกไปข้างนอก” สายสมรพูดพลางใช้นิ้วมือเรียวไล้ไปตามใบอวบน้ำเบา ๆ “แต่พอรู้คิดว่า วันนี้เรามีนัดกัน ฉันกลับตื่นตั้งแต่ตีห้า ก่อนนาฬิกาจะปลุกซะอีก แปลกดีเหมือนกันนะ”
ตะวันมองคนข้างกายด้วยแววตาซึ้งใจ
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ เมื่อก่อนฉันไม่ชอบการมาที่นี่เลย เพราะต้องขับรถฝ่าแดดร้อนกว่าจะมาถึง แต่ตอนนี้ ฉันว่า ฉันเริ่มชอบการมาที่นี่แล้วค่ะ จะว่าไป...สวนดอกไม้ของคุณนายก็สวยดีนะคะ”
ในวินาทีนั้นเอง แสงแรกของดวงอาทิตย์เริ่มสาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ลงมาปะทะกับแปลงดอกไม้ ดอกคุณนายตื่นสายหลากสีค่อย ๆ คลี่กลีบออกทีละน้อยราวกับต้องมนต์ขลัง สายสมรจ้องมองภาพนั้นพลางขยับเข้าไปใกล้ตะวันอีกนิด จนไหล่ของทั้งคู่สัมผัสกัน
“ตะวันดูสิ ดอกไม้บานแล้ว” สายสมรกระซิบ
“ค่ะ บานแล้ว...สวยมากด้วย”
ตะวันไม่ได้มองดอกไม้ในแปลง แต่เธอกำลังจ้องมองใบหน้าด้านข้างของคุณนายที่ถูกแสงสีทองอาบไล้จนดูนวลเนียนและงดงามราวกับนางในวรรณคดี สายสมรหันมาสบตา แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับอ่อนโยนและไหวระริกเหมือนน้ำในลำธาร
“ขอบคุณนะตะวัน...ที่วันนั้นกล้าจะเปิดประตูรั้วเข้ามา ตั้งแต่ได้เจอเธอ ฉันเริ่มรู้สึกว่าทุก ๆ วันมันสดใสขึ้นมาก”
ตะวันยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่สายสมรเคยเห็น “งั้นต่อไปฉันจะมาดูดอกไม้กับคุณนายทุกเช้าเลยดีมั้ยคะ”
“เธอพูดจริงเหรอ” ดวงตาคู่สวยของสายสมรดูมีความหวัง มันฉายแววเปล่งประกายในทันที
“จริงสิคะ เรื่องแค่นี้จะพูดเล่นทำไม ฉันมาดูดอกไม้เป็นเพื่อนคุณนายได้ทุกวันอยู่แล้ว”
“งั้นฉันจ้างเธอละกัน”
“จ้าง?” ตะวันขมวดคิ้วเบา ๆ
“จ้างมาดูดอกไม้เป็นเพื่อนกันทุกเช้า ตกลงมั้ย”
ตะวันเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะกำลังคิดเรื่องค่าจ้าง แต่กำลังหาสาเหตุว่า เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ทำไมคุณนายต้องจ้างเธอด้วย
“ไม่เห็นต้องจ้างเลยนี่คะ แค่มาดูดอกไม้เป็นเพื่อน ฉันไม่คิดเงินหรอก”
คุณนายสายสมรเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอมองไปยังสวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยต้นคุณนายตื่นสาย ก่อนจะเอ่ยออกมาเบา ๆ
“เธอไม่ได้เข้ามาหาฉันเพราะเรื่องเงินหรอกเหรอ”
คำพูดของคนอายุมากกว่าทำให้ตะวันเข้าใจทุกอย่างมากขึ้น และเธอก็ไม่ได้โกรธที่อีกฝ่ายเอ่ยมาแบบนั้น
“ไม่ใช่ค่ะ” ตะวันตอบกลับมั่นคง
“แล้วเธอเข้าหาฉันเพราะอะไร”
คราวนี้เจ้าของบ้านลุกขึ้นยืน มองตะวันอย่างพิจารณาเพื่อหาคำตอบ
“ฉันแค่เห็นว่าคุณนายอยู่คนเดียว กิจกรรมปลูกดอกไม้ก็น่าสนใจดี ก็เลยไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากจะมาที่นี่เพื่อปลูกดอกไม้หรือดูดอกไม้เป็นเพื่อน โดยที่ถ้าคุณนายไม่จ้าง ฉันก็มาได้ค่ะ”
“เธอคิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ ไม่อยากได้เงินหรือค่าจ้างจากฉันเลยเหรอ”
ประโยคถามย้ำนั้นเอ่ยออกมาด้วยเสียงบางเบา ราวกับคนพูดเองก็ไม่แน่ใจที่จะถามนัก
“ไม่อยากได้ค่ะ ถึงแม้แม่ฉันจะมีอาชีพทำขนมขาย ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่บ้านเราก็ไม่มีหนี้สิน ฉันเองก็มีงานเสริมเล็กน้อยช่วยแบ่งเบาแม่ ชีวิตของสองแม่ลูกไม่ต้องใช้เงินเยอะหรอกค่ะ”
คุณนายสายสมรชะงักกับคำว่า ไม่ต้องใช้เงินเยอะ เพราะที่ผ่านมาเธอพยายามหาเงินให้ได้เยอะ ๆ และคิดมาเสมอว่าเงินคือทุกสิ่งทุกอย่าง
“งั้นฉันยกแผงขายของในตลาดของแม่เธอให้ ต่อไปนี้ไม่ต้องจ่ายค่าแผงแล้ว แลกกับการที่เธอมาช่วยดูแลสวนดอกไม้ให้ฉัน แบบนี้แฟร์กับเราทั้งสองฝ่าย”
ตะวันยิ้มขำและส่ายหน้าเบา ๆ “คุณคิดว่ามันแฟร์เหรอคะ ฉันว่าคุณนายน่ะจะขาดทุน เสียรายได้ไปเยอะนะ เพราะแม่ฉันคงขายของที่ตลาดจนกว่าจะทำขนมไม่ไหวโน่นแหละค่ะ”
“ทำไมจะไม่แฟร์ล่ะ เธอคงไม่ได้จะมาแค่วันสองวันใช่ไหม?”
คำถามจากคนอายุมากกว่าเหมือนมีนัย สายตาคู่นั้นเหมือนกำลังรอคำตอบจากตะวันว่า เธอจะมาที่นี่บ่อยแค่ไหน ครั้งคราวมั้ย หรือจะมาตลอดไป
ท่ามกลางดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ดูเหมือนพวกมันกำลังรอคำตอบจากตะวันเช่นกัน ลมเย็นโอบล้อมรอบตัวเบา ๆ สายสมรจ้องมองคนเด็กกว่าไม่ละสายตา
“ว่าไงล่ะตะวัน”
“ถ้าการที่ฉันมาช่วยคุณนายดูแลสวน แลกกับการที่แม่ของฉันไม่ต้องเสียค่าแผงในตลาดคุณนาย ฉันก็จะมาที่นี่ทุกวัน จนกว่าแม่จะไม่ขายของที่นั่นค่ะ เพื่อเป็นการไม่เอาเปรียบคุณนาย”
“แบบนี้ก็แปลว่า ตะวันจะมาที่นี่จนกว่าแม่ของตะวันจะทำขนมไม่ไหวใช่ไหม”
สายสมรคลี่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ดูเหมือนเธอจะพอใจคำตอบของตะวันไม่น้อย
“ก็...ประมาณนั้นค่ะ”
คุณนายพยักหน้าเป็นอันเข้าใจข้อตกลงร่วมกันของทั้งคู่ จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
แสงแดดในเช้านี้ไม่ได้ร้อนแรงจนน่ากลัว แต่มันกลับทำหน้าที่เป็นพยานรักที่แสนอบอุ่นในใจของคนสองคน
ดอกไม้เริ่มเบ่งบาน
พร้อม ๆ กับหัวใจของคนสองคน ที่เปิดใจให้กันโดยไม่รู้ตัว
เย็นวันเสาร์ที่อากาศเป็นใจ สายสมรตัดสินใจทำเรื่องที่ท้าทายที่สุดในชีวิตนั่นคือการ เข้าครัวปกติหน้าที่นี้จะเป็นของป้าจันทร์หรือไม่ก็ตะวัน แต่วันนี้คุณนายคนสวยยืนกรานว่าอยากจะทำมื้อพิเศษตอบแทนตะวันที่เหนื่อยกับการคิดโปรเจกต์ปรับปรุงตลาดใหม่มาทั้งอาทิตย์“พี่แน่ใจนะคะว่าไม่อยากให้ตะวันช่วย”แฟนเด็กของสมรยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องครัว มองดูคุณนายในชุดผ้ากันเปื้อนลูกไม้สีหวานที่ดูขัดกับมีดทำครัวในมือซะเหลือเกิน“แน่ใจค่ะ! ตะวันไปนั่งรอที่โต๊ะเลย พี่อ่านสูตรมาอย่างดี วันนี้เราจะกินแกงส้มชะอมกุ้งฝีมือสายสมรกันค่ะ”สายสมรตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น แม้จะดูเก้ ๆ กัง ๆ ตอนหยิบหอมแดงขึ้นมาปอกก็ตามและผ่านไปเพียงสิบนาที“โอ๊ย!”เสียงอุทานเบา ๆ ทำให้ตะวันที่แอบลุ้นอยู่ห่าง ๆ ต้องรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที“เป็นอะไรคะ มีดบาดเหรอ?” ตะวันคว้ามือเรียวมาดูด้วยความตกใจ“เปล่าค่ะ พี่แค่แสบตา หอมแดงนี่ไม่น่ารักเลยนะคะ ทำพี่ร้องไห้”สายสมรตอบพลางขยี้ตาจนแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าดูน่าเอ็นดูเสียจนตะวันหลุดขำ“โถ่พี่สมร มาค่ะ มานี่เลย ตะวันทำเองดีกว่า พี่ไปเป็นลูกมือคอยชิมรสก็พอ”ตะวันแย่งมีดมาถือไว้เองอย่างแคล่วคล่อง เธอเร
แสงแดดยามบ่ายที่เคยแผดเผาดูจะอ่อนแรงลงเมื่อลอดผ่านม่านลูกไม้สีนวลเข้ามาในห้องนั่งเล่นส่วนตัวของคุณนายสายสมร กลิ่นหอมสะอาดของน้ำมันสกัดจากดอกมะลิอบอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับเสียงเพลงบรรเลงเบา ๆ ที่เปิดคลอไว้เพื่อสร้างความผ่อนคลายบนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว สายสมรเอนกายพิงหมอนใบนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมพริ้วไหว เธอหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความเครียดเรื่องงานที่แบกมาทั้งอาทิตย์มลายหายไป เพียงเพราะสัมผัสจากมืออุ่น ๆ ของคนข้างกาย“ผ่อนคลายนะคะที่รัก พี่อย่าเกร็งนะ”ตะวันนั่งอยู่บนพรมที่พื้นข้างโซฟา เธอกำลังใช้หัวแม่มือนวดคลึงไปตามฝ่าเท้าเรียวสวยของคุณนายอย่างเบามือ สลับกับน้ำหนักที่มั่นคงในจุดที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายมักจะปวดเมื่อยจากการสวมรองเท้าส้นสูงเดินเก็บค่าแผง“อืม...ตะวันนวดเก่งจังเลย ไปหัดมาจากไหน”สายสมรครางพึมพำทั้งที่ยังหลับตา รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าสวย“ตะวันดูจากยูทูบค่ะ บางครั้งก็ถามแม่สร้อยเอาบ้าง” ตะวันเงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้น แววตาเต็มไปด้วยความทะนุถนอม “ก็พี่เอาแต่ทำงาน ถ้าตะวันไม่ดูแล ใครจะดูแลคะ”ตะวันค่อย ๆ เลื่อนมือนวดขึ้นมาถึงช่วงน่อง กดเน้นเบา ๆ ตามจุดสะท้อนกลับที่ช่วยให้ระบบห
ค่ำคืนในบ้านหลังโตเงียบสงัดกว่าปกติ ป้าจันทร์ลากลับไปพักผ่อนที่บ้านพักด้านหลังตั้งแต่หัวค่ำ ทิ้งให้พื้นที่กว้างขวางมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ และเสียงลมพัดใบไม้ไหวกระทบหน้าต่างภายในห้องนอนใหญ่ของคุณนายสายสมร เทียนหอมอโรม่ากลิ่นลาเวนเดอร์และกุหลาบอบอวลไปทั่วห้อง แสงจากดวงจันทร์สีนวลนิ่งที่ลอดผ่านม่านลูกไม้เข้ามาทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่าที่เคยเป็นสายสมรนั่งอยู่บนเตียงกว้างในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีแชมเปญ ผิวขาวละเอียดของเธอสะท้อนกับแสงสลัวดูราวกับสลักจากหินอ่อนชั้นเลิศ มือเรียวสวยกำลังลูบไล้โลชั่นลงบนแขนอย่างใจเย็น แต่ทว่าดวงตาคมกลับคอยชำเลืองมองไปที่ประตูห้องน้ำที่เพิ่งเปิดออกตะวันก้าวออกมาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้ม ผมสั้นประบ่าของเธอเปียกชื้นเล็กน้อยหยดน้ำเกาะตามลำคอระหงและไหปลาร้าดูมีเสน่ห์แบบดิบ ๆ ตามสไตล์หญิงสาวชาวตลาดที่ตอนนี้ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว“ยังไม่นอนอีกเหรอคะ” ตะวันเอ่ยเสียงนุ่มพลางเดินเข้ามาช้า ๆสายสมรวางขวดโลชั่นลงพลางยกยิ้มที่มุมปาก“พี่รอคนแถวนี้มาเป่าผมให้ค่ะ หรือว่า...เราจะทำอย่างอื่นกันดีล่ะ”คำพูดกึ่งเชิญชวนนั้นทำให้ตะวันหน้าร้อนผ่าว เธอเดิ
เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสดใส อากาศในต้นฤดูหนาวพัดพาความเย็นสบายมาสู่บ้านหลังใหญ่ท้ายซอย แต่ที่แตกต่างไปจากทุกวันคือความคึกคักที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางสวนดอกไม้ฝั่งซ้ายที่เคยรกร้าง บัดนี้กลายเป็นทุ่ง คุณนายตื่นสาย หลากสีสันที่ชูช่อรอรับแสงอรุณ เพื่อเป็นประจักษ์พยานให้กับงานทำบุญใหญ่และพิธีเปิด สวนตะวันของคุณนาย อย่างเป็นทางการกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ป้าจันทร์หัวเรือใหญ่ของงานกุลีกุจอจัดเตรียมอาสนะสงฆ์ โดยมีตะวันในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา กางเกงผ้าสแล็คสีครีม ดูภูมิฐานผิดหูผิดตา คอยช่วยยกถังน้ำแข็งและจัดเรียงเก้าอี้อย่างคล่องแคล่ว“ตะวัน มาช่วยแม่ยกถาดขนมตรงนี้หน่อย มัวแต่ไปยืนเก๊กหล่ออยู่หน้าสวนนั่นแหละ”เสียงของแม่สร้อยดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมที่เดินออกมาจากครัว วันนี้แผงขนมของแม่สร้อยที่ตลาดมนตรีหยุดการขายหนึ่งวัน และยกอุปกรณ์ทุกอย่างมาที่บ้านคุณนายเพื่อทำขนมเลี้ยงแขกในงานวันนี้“มาแล้วจ้ะแม่ วันนี้ใส่ผ้าซิ่นสวยจังเลยนะจ๊ะ ตัวนี้คุณนายซื้อให้ใช่มั้ย” ตะวันเย้าแหย่พลางเข้าไปโอบไหล่แม่แม่สร้อยสะบัดหน้าหนีแต่แอบยิ้มมุมปาก “เออ...ของดีก็ต้องใส่สิ เดี๋ยวจะเสียห
หลายสัปดาห์ผ่านไป พื้นที่รกร้างฝั่งซ้ายของบ้านหลังใหญ่ถูกพลิกฟื้นจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ตะวันใช้หยาดเหงื่อและแรงกายทั้งหมดที่มีเนรมิตให้มันกลายเป็น อาณาจักรของคุณนายตื่นสาย อย่างที่เธอฝันไว้แผงไม้ไผ่ถูกยกขึ้นเป็นชั้นวางกิ่งพันธุ์ที่จัดเรียงตามเฉดสีอย่างสวยงาม ป้ายไม้เขียนด้วยลายมือบรรจงว่า สวนตะวันของคุณนาย ตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าแต่ในขณะที่ดอกไม้กำลังชูช่อรับแสงแดดจัดจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างคุณนายสายสมร กับตะวัน ดูเหมือนจะหลบอยู่ในร่มเงาที่มืดครึ้มกว่าเดิมสายสมรยืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง มองลงมายังเบื้องล่าง เธอเห็นเงาร่างของตะวันในชุดเสื้อยืดสีซีดและหมวกปีกกว้างใบเก่า กำลังง่วนอยู่กับการผสมดินอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้ามืดตะวันแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมามองที่หน้าต่างห้องนอนของเธอเหมือนแต่ก่อน ไม่มีการส่งสายตาหวานซึ้ง หรือเดินเข้ามาขอออดอ้อนกินน้ำเย็น ๆ จากมือเธอความภาคภูมิใจในตัวหญิงสาวคนนี้มีอยู่เต็มอก แต่ความอ้างว้างกลับมีมากกว่า“คุณนายคะทานมื้อเช้าเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเย็นหมด” ป้าจันทร์เอ่ยเรียกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ตะวันล่ะป้า เข้ามาทานข้าวรึยัง?” สายสมรถามโดยไม่ละสายตาจากสวน“น้องบอกว่
มื้อเที่ยงที่แผงขนมวันนั้นจบลงด้วยความอิ่มเอมใจ แต่มันกลับทิ้งตะกอนบางอย่างไว้ในใจของตะวันความรักที่เบ่งบานกลางตลาดมนตรีกลายเป็นข่าวใหญ่ที่แพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แม้คุณนายสายสมรจะประกาศกร้าวเพื่อปกป้องเธอเพียงใด แต่ความจริงที่ว่า ลูกแม่ค้า กับ เจ้าของตลาด มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมรอบข้างหยิบมาเคี้ยวซ้ำอย่างสนุกปากสามวันต่อมา บรรยากาศในตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติในสายตาคนนอก แต่สำหรับตะวัน มันคือการเผชิญหน้ากับความอึดอัดรูปแบบใหม่ ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าล้างถ้วยขนมอยู่หลังร้าน เสียงซุบซิบจากกลุ่มแม่ค้าที่ยืนอยู่หน้าแผงขายผลไม้ก็ลอยมาเข้าหู“ฉันล่ะอิจฉาคนมีความรักจริงจริ๊ง ตั้งแต่มีแฟนรวย หน้าตาก็อิ่มเอิบจริงเชียว” แม่ค้าคนหนึ่งเปรยขึ้น“ก็แน่ล่ะสิ มีบ่อเงินบ่อทองให้เกาะขนาดนั้น ไม่ต้องตื่นมาโม่แป้งเองยังได้เลยมั้ง ป่านนี้คุณนายคงประเคนเงินให้ใช้ไม่ขาดมือ แผงขนมนี่ก็เปิดบังหน้าไปงั้นแหละ ใครจะไปรู้...ลับหลังอาจจะอ้อนเอาโฉนดที่ดินไปกี่ใบแล้วก็ไม่รู้”ตะวันชะงักมือที่กำลังขัดถ้วยขนม ความร้อนวูบแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความละอายที่เธอไม่ได้ก่อ







