LOGIN‘ลูกชายป้ามาลีเหรอ? ท่าทางไม่ใช่เล่นๆ’
อาภาพึมพำกับตัวเองในรถ ก่อนจะถอยรถเข้ามาจอดในรั้วบ้านของตัวเอง ทว่าความอยากรู้อยากเห็นตามสัญชาตญาณกลับไม่ยินยอมให้เธอเดินเข้าบ้านไปนอนพักผ่อนเฉยๆ ทั้งเรื่องผู้เช่าตามสัญญาที่ไม่ตรงปก ทั้งท่าทางเงียบขรึมจนดูไม่น่าไว้วางใจของชายหนุ่ม... หล่อนไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องความปลอดภัยไปได้
ร่างบางตัดสินใจก้าวลงจากรถ เดินฝ่าสายฝนพรำๆ ไปยังบ้านเช่าที่อยู่ห่างออกไปราว 40 เมตร ตรงไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าระเบียง
ชายหนุ่มผิวสีแทนเดินออกมาหาเธอที่ระเบียงตามคาด ใบหน้าเรียบตึงนั้นยังคงนิ่งเฉย ไร้ความรู้สึก และไม่คิดจะเปิดปากทักทายก่อนสักคำ
“คุณ... อยู่คนเดียวเหรอคะ” อาภาลองเปิดฉากถามอย่างสุภาพ
“ใช่” เขาตอบสั้นห้วน ราวกับไม่อยากเสียเวลายืดคำพูดให้ยาวกว่าหนึ่งพยางค์
“แล้วคุณมาลี... คนที่มีชื่อเป็นผู้เช่าบ้านหลังนี้ล่ะคะ” อาภาซักต่อ พยายามสบตาเพื่ออ่านความคิด
“เป็นญาติผม... ไม่ได้อยู่ที่นี่”
“อ้าว! แต่ในสัญญาเช่า—”
“แกเช่าให้ผมอยู่ มีอะไรคุณไปคุยกับพี่ต่ายเอาเอง” เขาเอ่ยขัดขึ้นมากลางคัน ตัดบทด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ฉายชัดถึงความรำคาญ ก่อนจะทำท่าจะหันหลังปิดประตูใส่หน้าเธอเอาเสียดื้อๆ
“แต่ฉันเป็นเจ้าของบ้าน! ฉันก็ต้องรู้สิคะว่าไม่ได้ให้มิจฉะ..”
อาภายั้งปากตัวเองไว้ได้ทันท่วงที แต่ก็ช้าไปเสียแล้วสำหรับคำว่า ‘มิจฉาชีพ’ ที่เกือบจะหลุดออกไปเต็มปาก
นัยน์ตาเรียบนิ่งของชายหนุ่มไหววูบเล็กน้อย เขาจ้องหน้าหล่อนกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าทรงพลัง
“แล้วแต่คุณจะคิด... มิจฉาชีพ กุ๊ย ทรงเอ ต่างด้าวหนีเข้าเมือง หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปแล้วปีนึง ไม่รวมมัดจำอีกสามเดือน... คุณจะเอาอะไรอีก”
“ฉันก็แค่…อยากรู้ว่าลูกบ้าน... เอ่อ คนที่มาอยู่อาศัยจริงๆ เป็นใคร ชื่ออะไร มาจากไหนก็แค่นั้นเองค่ะ”
อาภาพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง และดูประนีประนอมมากขึ้นเพื่อให้สถานการณ์ผ่อนคลาย
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเซ็งๆ ก่อนจะล้วงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกจากกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ตัวเก่าสีหม่นที่มีรอยขาด เขาดึงบัตรประชาชนใบหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้อาภาตรงๆ พลางเอียงคอน้อยๆ เป็นเชิงถามว่า ‘พอใจรึยัง’
อาภารับมาดู...
‘ชื่อนายสันติ... บ้านอยู่ระนอง ก็แค่เนี๊ยะ ทำเก๊กอยู่นั่น’
เขาชื่อสันติ นามสกุลเป็นคำไทยง่ายๆสองคำ สองพยางค์
โอเค... อย่างน้อยเธอก็ได้รู้ชื่อ รู้ตัวตนของเขาแล้ว ไม่ใช่ชายปริศนาไร้ที่มาที่ไปเสียทีเดียว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“จะถ่ายรูปเก็บไว้ก็ได้นะ เผื่อคุณยังคาใจ คืนนี้จะได้นอนหลับ”ประโยคยียวนที่หลุดออกมาจากปากคนที่ทำหน้านิ่งเป็นหินมาตลอด ทำเอาอาภาชะงักกึก ความรู้สึกปรี๊ดขึ้นหน้าพุ่งวาบเข้ามาทันที!
‘หน็อย... นึกว่าจะนิ่งที่แท้ก็แอบกวนประสาท ย้อนเก่งใช่ย่อย!’
หล่อนอ้าปากเตรียมจะทุบกลับตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นสีหน้านิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านของคนตรงหน้า ความหงุดหงิดตึงเครียดตลอดทั้งวันกลับพังครืนลงมาเป็นความขำแทน อาภารู้สึกทั้งฉุนทั้งขำอยู่ในอก...
‘เออ อย่างน้อยตาคนนี้ก็พูดประโยคยาวๆ เป็นกับเขาเหมือนกันนี่หว่า!’
“ขอบพระคุณในความหวังดีค่ะ แต่ว่าฉันจำได้แม่นแล้ว!”
อาภาจงใจยิ้มประชดกลับไปหนึ่งที ก่อนจะสะบัดหน้าหมุนตัวเดินฝ่าฝนออกจากระเบียงบ้านตรงกลับไปยังเรือนของตัวเอง
ชายหนุ่มยืนมองตามร่างบางที่เดินตากฝนออกไปจนลับสายตา เขาเปิดกระเป๋าสตางค์ออกเพื่อจะเก็บบัตรคืนที่เดิม ทว่านิ้วหนากลับสอดบัตรประชาชนชื่อ ‘สันติ’ ใบนั้น วางทับลงบนบัตรประชาชนอีกใบหนึ่งซึ่งซุกซ่อนอยู่ด้านใน... บัตรประชาชนที่มีรูปถ่ายใบหน้าของเขาเองเช่นกัน หากแต่ชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้นกลับระบุไว้ชัดเจนว่า
“นายเขตต์นที ธรา...”
สำนักงานทนายความแห่งนั้นตั้งอยู่ในอาคารสูงหกชั้น ที่หน้าตาดู ‘ล้ำสมัย’ มาก หากวันนี้คือช่วงยุค 80 ต้นๆ บนถนนสายหนึ่งที่เคยเฟื่องฟูในยุคนั้น ถึงแม้ในยามนี้ความสำคัญของมันจะลดน้อยถอยลงไปมากแล้วก็ตาม อาภาสังเกตว่าทนายความท่านนี้น่าจะมีอายุเกินหกสิบ นายตินอบน้อมต่ออีกฝ่ายถึงขั้นยกมือไหว้พร้อมเรียก ‘คุณลุง’ อย่างเคารพ ทว่าสิ่งแปลกประหลาดคือท่าทีของผู้ใหญ่ กลับดูเกรงใจและยำเกรงเขาอยู่กลายๆ คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างลูกน้องกับเจ้านายอย่างไรอย่างนั้น ทั้งคู่ทักทายกันเพียงไม่กี่คำ ก็ปล่อยให้อาภากางเอกสารเพื่อเริ่มเล่าเรื่องราวอย่างรายละเอียดอีกครั้งกันสองต่อสองภายในห้องรับรอง “หนูขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ” อาภาบอกชายสูงวัยเมื่อเล่ารายละเอียดจบ และให้ทนายอาวุโสดูเอกสารทุกฉบับแล้ว “ครับ ออกจากออฟฟิศแล้วเลี้ยวขวา สุดทางเดินเลยครับ” หลังจัดการธุระเสร็จ อาภาเดินกลับออกมาแล้วต้องชะงัก สายตาปะทะเข้ากับแผ่นหลังของนายติที่ยืนอยู่ตรงหน้าลิฟต์ เขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง แต่กำลังสนทนากับชายฉกรรจ์ชุดดำสองนาย บุคลิกน่าเกรงขามราวกับการ์ดคุมหน้าผับยามค่ำคืน อาภารีบถอยก้าว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของอาภาก็มีสายเข้า ปลายสายแนะนำตัวว่าเป็นทนายความของภัทรดนัยและลินท์ศศิกานต์ ต้องการขอนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับเธอในสัปดาห์หน้า “ช่วงนี้ดิฉันไม่ค่อยว่าง มีเวลาจำกัดเสียด้วยสิ” อาภาลากเสียงกวนประสาทเล็กน้อย “มะรืนนี้ต้องไปนราธิวาสสองคืน เสร็จแล้วจะบินกลับกรุงเทพฯ ต่อเครื่องไปเชียงใหม่ทันที คงไม่ได้ออกจากสนามบิน ก่อนจะขึ้นไปแม่ฮ่องสอนต่ออีกสามสี่วัน คุณสะดวกเจอที่ไหนล่ะคะ หรือจะสะดวกที่นครพนมดี พอดีเดินสายทำบุญล้างซวยน่ะค่ะ อ้อ...เกือบลืมแน่ะ พรุ่งนี้บ่ายฉันพอจะว่างเข้ากรุงเทพฯ สามสี่ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นก็คงต้องรออีกยาวนาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่” “งั้นผมขอปรึกษาลูกความก่อนก็แล้วกันครับ” ปลายสายอึกอัก ก่อนจะขอวางสายไป “น้ำเสียงยังกวนตี- น้อยไปหน่อย แต่ก็... ถือว่าใช้ได้” เสียงกระซิบนี้มาจากเขตต์นที ซึ่งนั่งลุ้นและคอยกำกับบทอยู่ข้างๆ เธอเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ พอวางสาย อาภาก็หันไปมองหน้าเขาด้วยความสงสัยระคนหมั่นไส้ “นี่... พรุ่งนี้เลยเนี่ยนะ ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ” “ไม่หรอก ตอนนี้เรากำลังได้เปรียบ ต้อ
ภาพนายติผู้ชายทรงเถื่อน ลุคนิ่งๆ แต่ดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด กำลังเอาอกเอาใจสาวใหญ่ในสถานที่อโคจร ลอยเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ หล่อนอดขำให้ความเรื่อยเปื่อยของตัวเองไม่ได้ ‘ทำไมต้องไปฟุ้งซ่านเรื่องของนายนั่นด้วย เขาจะไปทำงานบริการมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย แค่กลัวว่าจะไปจัดการไอ้อีสองตัวนั่นจนตายแล้ว พลอยทำให้ฉันต้องติดร่างแหติดคุกไปด้วยนี่สิ! โอ๊ยไหวมั๊ยนี่’ อาภาถอนหายใจออกมาแรงๆ พยายามข่มตาลง พลิกหันหลังให้หน้าต่างที่ยังไร้ซึ่งแสงไฟจากบ้านฝั่งตรงข้าม จนกระทั่งความอ่อนล้าจากการแบกรับปัญหามาทั้งวัน ค่อยๆ ดึงหล่อนให้จมดิ่งลงสู่ความหลับใหลไปในที่สุด... เช้าวันใหม่ อาภาตื่นนอนตอนหกโมงเช้าตามปกติ หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ หล่อนก็เตรียมจะออกไปหาอะไรกินในตลาด แต่ในหัวยังคงสลัดความสงสัยเรื่องนายติไม่พ้น อยากรู้เหลือเกินว่าเขากลับมาหรือยัง อาภาเลยทำทีเป็นเดินถือสายยาง ตรงไปแถวแนวกระถางต้นไม้ทำเนียนๆ เหมือนออกมารดน้ำต้นไม้ยามเช้า เพื่อให้มองเห็นหน้าบ้านเช่า สายตากลับแอบมองไปที่ประตู ก่อนจะพบว่ากุญแจยังคงคล้องล็อกอยู่จากด้านนอก ‘ยังไม่กลับมาอ
'นายสันติ' กลายเป็นผู้สร้างเซอร์ไพรส์ซ้อนเซอร์ไพรส์ให้อาภาครั้งแล้วครั้งเล่าในวันนี้ หนึ่งเขาเปิดปากพูดกับหล่อนยาวนานที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมา... การที่เขาโพล่งเรื่องกฎหมายธุรกิจออกมาได้อย่างฉลุยอีกหนึ่ง และเรื่องสุดท้ายที่ทำให้อาภาอึ้งที่สุด ก็คือคำอ้างว่าเคยเป็นหนุ่มบาร์โฮสต์มาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาหล่อไม่พอจะทำอาชีพนั้น... เอาเข้าจริง ถ้าจับนายนี่ไปตัดผมโกนหนวดโกนเครา เซ็ตทรงดีๆ เขาจัดว่าเป็นผู้ชายที่ 'หล่อ' มากคนหนึ่งเลยทีเดียว แถมอาภาเองก็พอจะรู้ว่าความชอบของลูกค้ารับบริการประเภทนี้มีหลากหลาย ลูกน้องของหล่อนเคยรับบรีฟจากสาวใหญ่ระดับมหาเศรษฐินีว่าต้องการหนุ่มๆ สไตล์ดิบเถื่อน แนวจิ๊กโก๋ แก๊งสเตอร์มาช่วยเอนเตอร์เทนในงานวันเกิดที่ทุ่มงบพอๆกับงานเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ เพียงแต่เป็นไพรเวทปาร์ตี้ โดยลูกค้ารายนั้นปฏิเสธหนุ่มๆ แนวไอดอล หล่อใส หรือหนุ่มตี๋แนวพระเอกซีรีย์ส์อย่างสิ้นเชิง... เพียงแต่คนหน้าตึง พูดน้อย และดูไม่น่าจะไปเอาอกเอาใจใครเป็นอย่างนายติเนี่ยนะ? อาภามองตามร่างสูงของเขตต์นทีที่เดินข้ามถนนกลับไปยังบ้านพักท่ามกลางไอแดดร้อนจัดยามบ่าย ปล่อยให้หล่อนเฝ้
แววตาคมกริบเมื่อครู่พลันเหวอไปวูบหนึ่ง เขาหลบสายตาหล่อนทันที ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาหยิบประแจขึ้นมาถือไว้ ทำทีเป็นง่วนกับการขันน็อตซิงค์ล้างจานต่อแก้เก้อ แต่ในใจมันกลับวุ่นวาย! เขตต์นทีหยุดมือจากงานที่ทำอยู่ เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาราบเรียบ แววตาเลิกลั่กเหวอแบบเมื่อครู่ลง สายตาคมกริบและจริงจังถูกส่งกลับมาที่อาภาอีกครั้ง "ผมถามคุณสองข้อ" น้ำเสียงของเขาต่ำและหนักแน่นจนบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที อาภานิ่งไป หล่อนตั้งใจฟัง "ข้อแรก... ตอนนี้คุณมีทนายความฝีมือดีที่ไว้ใจได้หรือยัง?" เขายกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "และข้อสอง... คุณอยากให้เรื่องนี้มันจบลงบนศาล ให้กฎหมายลากพวกมันมาลงโทษตามขั้นตอน หรืออยากจบ นอกศาล แบบเร็วตัดฉับ เอาสิ่งที่ควรเป็นของคุณคืนมาให้ได้มากที่สุด?" คำถามสองข้อของเขาเรียบง่าย แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้อาภารู้สึกเหมือนมีแสงสว่างเล็กๆ จุดขึ้นในความมืดมนที่หล่อนแบกรับมา “ฉันยังไม่มีทนายหรอก จะรอดูว่าสุดท้ายพวกนั้นจะเอายังไง จะเล่นฉันถึงไหน อีกอย่างช่วงนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะเริ่มขยับอะไรจริงๆ ว่ากันตรงๆแบบไม่แ
อาภานั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา แววตาสับสนและเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด หล่อนประสานมือไว้บนตัก แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตุ๊กตาตัวนี้มันเคยวางอยู่ในห้องทำงานฉัน เป็นของต้นแบบที่สั่งทำเพื่อเสนอลูกค้า” อาภาหยุดไป ก่อนจะเริ่มเล่า “บริษัทที่ฉันเคยทำ... มีผู้ถือหุ้นสามคน คือฉัน แฟนเก่า แล้วก็เพื่อนสนิทอีกคน เราช่วยกันเปิดขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย" อาภาหยุดพักหายใจครู่หนึ่ง "ฉันเป็นคนออกหน้าหาลูกค้า รับผิดชอบงานทั้งหมด และชื่อฉันก็เป็นคนเซ็นค้ำประกันเอกสารการเงินทุกอย่างในบริษัท" เขตต์นทีหยุดมือที่กำลังหยิบอุปกรณ์ เขามองหน้าหล่อน ตั้งใจฟัง "แต่พอทุกอย่างเริ่มไปได้ดี สองคนนั้นกลับแอบไปจดทะเบียนเปิดบริษัทใหม่กันเองสองคน แล้วเริ่มแอบเอาพนักงานเก่งๆ ย้ายเครื่องมือ ย้ายของ ย้ายเงินจากบริษัทเดิมไปไว้ที่นั่น... หนักที่สุดคือ พวกเขาไล่โทรหาลูกค้ารายใหญ่ๆ ของฉัน หลอกทุกคนว่าบริษัทเรากำลังปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ ให้ย้ายไปทำสัญญากับบริษัทใหม่ของพวกเขาแทน" “ให้เดานะ สองคนนั่นก็แอบกิ๊กกันด้วยดิ่” เขตต์นทีถามโพล่งออกมา







