Masukครบสิบวัน ซูหย่าจึงเข้าไปลงนามสัญญากับร้านหนังสือเต๋อรุ่นถัง คนที่ทำหน้าที่นี้ยังคงเป็นผู้ดูแลจาง ซูหย่าอ่านสัญญาแล้วก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
ขณะที่ซูหย่ากำลังพิมพ์ลายนิ้วมือลงในสัญญา ผู้ดูแลจางก็พลางอธิบาย “นิยายเรื่องนี้น่าสนใจยิ่งนัก เถ้าแก่จึงตัดสินใจพิมพ์มากกว่าเล่มอื่น ๆ อีกสามเท่า เช่นนั้นบัณฑิตฟู่เอินจะได้รับเงินมากกว่าครั้งก่อน ๆ”
“ข้าเข้าใจแล้ว ฝากขอบคุณเถ้าแก่มู่หรงด้วย” ซูหย่ากล่าวเสียงเรียบ แต่ดวงตากลับทอประกายระยิบระยับ
“นายท่านยินดีรับงานเขียนของบัณฑิตฟู่เอินเสมอ”
“หากมีโอกาส ข้าจะบอกท่านเจ้าสำนักให้”
ซูหย่ารับเงินมาทั้งหมดสองพันตำลึง จากนั้นจึงนำเงินไปฝากไว้ที่ร้านแลกเงินทันที
ผู้ดูแลจางจัดการเรื่องสัญญาเสร็จแล้วจึงเดินเข้าไปในห้องของเจ้านาย
เขาคำนับคราหนึ่ง ใบหน้าเรียบนิ่ง เอ่ยว่า “นิยายเรื่องนี้…”
เขาพูดยังไม่จบประโยคมู่หรงเจียก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “ทำเหมือนเดิม”
“แล้วจะพิมพ์เท่าไรดีขอรับ” ถามเหมือนจะพิมพ์เร็ว ๆ นี้ แต่ความจริงแล้วกว่าช่างสลักอักษรจะแกะแม่พิมพ์ไม้เสร็จก็ใช้เวลาเป็นเดือน
“สักสามหมื่น” หนังสือนิยายภายใต้นามฟู่เอินอย่างไรก็ขายได้อยู่แล้ว ไม่มีทางที่ร้านหนังสือของเขาจะขาดทุน อีกทั้งเรื่องนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
“หากบัณฑิตฟู่เอินทราบเรื่องนี้ เกรงว่า…” ผู้ดูแลจางมีสีหน้าหนักใจ หากฟู่เอินทราบว่าตนถูกเอาเปรียบจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร
“เขาไม่มีทางรู้หรอก” มู่หรงเจียกล่าวออกอย่างมั่นใจ “ส่วนมากเหล่านักประพันธ์ทั้งหลายล้วนมีโลกส่วนตัวสูง หวงแหนพื้นที่ของตนเองเป็นที่สุด อีกทั้งยังไม่ชอบออกมาพบปะผู้คน เช่นนั้นจะรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร” เขาพูดราวกับรู้จักพวกนักปราชญ์เป็นอย่างดี
“แต่เขาเป็นถึงเจ้าสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินนะขอรับ” คนในเมืองนี้ก็ทราบว่าเขาคือผู้มีอำนาจคนหนึ่ง
“แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นหน้าบัณฑิตฟู่เอินสักคน ทุกอย่างล้วนให้รองเจ้าสำนักชิว และเจ้าคนคุ้มภัยคนนั้นทำให้ทุกอย่าง หรือแปดปีที่เจ้าทำสัญญากับเขา เคยเห็นหน้าเขาอย่างนั้นหรือ” มู่หรงเจียไม่รู้สึกกลัวคนผู้นี้แม้แต่น้อย
“ไม่เคยขอรับ” เรื่องนี้เขาเถียงไม่ขึ้นจริง ๆ ตั้งแต่รับต้นฉบับนิยายจากเขามา ก็มีเพียงซูหย่าเท่านั้นที่คอยจัดการเรื่องทุกอย่างแทน พอเอ่ยถามบ่าวน้อยคนนั้นเขาก็บอกเพียงว่า คนผู้นั้นนำต้นฉบับมาวางไว้ที่หน้าบ้านของมันแล้วก็จากไปอย่างไร้ร่อยรอย มันเองเคยพบหน้ากับฟู่เอินเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย ผ่านมาหลายปีขนาดนี้ซูหย่าก็คงลืมหน้าตาเขาไปแล้ว
แม้จะรู้สึกไม่ค่อยวางใจ แต่จางเป่าก็ไม่กล้าเอ่ยเตือนผู้เป็นนายอีก
ย่างเข้าเดือนสี่แม้ช่วงกลางวันจะอากาศร้อนจัดแต่ยามดึกสงัดเช่นนี้อากาศกลับเย็นสบายบางครั้งจนถึงขั้นหนาว ภายในห้อง ซูหย่ากำลังนั่งคิดโครงเรื่องของนิยายเรื่องถัดไป ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงก้อนหินกระทบกับหน้าต่าง คิ้วนางขมวดเล็กน้อยแล้วคลายออกเมื่อนึกขึ้นได้
นางถอนหายใจออกมาอย่างนึกรำคาญ สายตาเหลือบมองถุงหอมที่เคยเป็นของตนเพียงหนึ่งวัน เพราะนางต้องโกหกมารดาว่าอันเก่าหาย จำต้องเก็บอันนี้ไว้ให้เขา ส่วนนางก็ใช้อันใหม่ที่มารดาเย็บให้ มือเล็กรีบเก็บกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะลงไว้ในหีบไม้ดังเดิม
หวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน
มือขาวเนียนผลักหน้าต่างออกแล้วเดินหันหลังกลับโดยไม่มองหน้าเขา
“เจ้าไม่ควรเดินหันหลังให้ข้าเช่นนี้” เซี่ยเหยียนเหวินเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี พร้อมกับกระโดดข้ามหน้าต่างเข้ามาในห้องอย่างง่ายดาย
“ทำไม เจ้าจะฆ่าข้ารึ”
“หากวันนี้ไม่ใช่ข้าล่ะ”
“ข้าไม่เคยมีศัตรู อีกอย่างข้าจำกลิ่นของเจ้าได้” กลิ่นเครื่องประทินผิวของสตรีช่างหอมฉุนน่าเวียนหัวยิ่งนัก ไม่รู้คนผู้นี้ทนมันได้อย่างไร คิดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ประจำของตน
ส่วนเซี่ยเหยียนเหวินนั่งลงบนเตียงนอนของซูหย่าอย่างน่าไม่อาย “เจ้าไม่ชอบหรือ” ไม่แปลกที่หนุ่มน้อยคนนี้จะไม่ชอบ เพราะเขาเองก็ไม่ชอบเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ชอบแต่ถึงขั้นแพ้กลิ่นพวกนี้เลยทีเดียว รวมถึงกลิ่นถุงหอมที่เหล่าสตรีทั้งหลายชอบใช้ด้วย
ซูหย่ารู้สึกไม่ชอบใจที่เขานั่งลงบนเตียงนอนของนาง แต่ก็ระงับอารมณ์ขุ่นมัวเอาไว้ พลางโยนถุงหอมให้เขา “รับไปซะ หมดธุระของเจ้าแล้วก็กลับไปเสีย” นางไม่ชินสักนิด เมื่อต้องอยู่ในห้องกับบุรุษสองต่อสอง
“ช่างไร้น้ำใจยิ่งนัก ชาสักถ้วยก็ยังไม่เคยได้ตกถึงท้อง” พูดพลางยกถุงหอมขึ้นดมอย่างชื่นใจ จากนั้นผูกมันไว้กับเข็มขัดของตน
“ที่จวนหนานจิงซื่อจื่อขาดแคลนชาเพียงนั้นเชียวหรือ” ซูหย่าไม่คิดปิดบังว่ารู้จักตัวตนของเขาแล้ว
เซี่ยเหยียนเหวินคลี่ยิ้มจาง ๆ “แสดงว่าเจ้าก็อยากรู้เรื่องของข้าเช่นกัน”
“ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะนำความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวข้าก็เท่านั้น”
“รู้แล้วอย่างไร ยังจะรับข้าเป็นสหายอยู่หรือไม่”
“สหายของเจ้ามีอยู่ดาษดื่น ไยต้องตามมาตอแยข้า”
“ที่เมืองหลวงข้าไม่เคยมีสหาย” ที่เมืองหลวงเขาไม่เคยสนิทใจที่จะคบหากับใครเลยจริง ๆ
ซูหย่าเค้นเสียงหึในลำคอ “คุณชายเจ้าสำราญเช่นเจ้าน่ะหรือไม่มีสหาย” ความจริงซูหย่าก็พอรู้มาบ้างว่าตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวง เซี่ยเหยียนเหวินก็ไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้และฮองเฮาทั้งที่เป็นบิดามารดาที่แท้จริงของเขา แต่นั่นก็เป็นเพราะการกระทำที่เน่าเฟะของเขาเช่นกัน
“คนพวกนั้นไม่นับว่าเป็นสหาย ก็แค่กินดื่มด้วยกันเท่านั้น”
ซูหย่ามองเขาอย่างจริงจัง “ทำไมเจ้าถึงอยากเป็นสหายกับข้านัก”
“เพราะเจ้าดูเป็นคนจริงใจดี”
“แต่ข้าเป็นเพียงบ่าวคุ้มภัย ฐานะทางบ้านยากจน จะกล้าเป็นสหายกับซื่อจื่ออย่างเจ้าได้อย่างไร”
“คำว่าสหายไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีคำว่าจนหรือรวย” เขาพูดอย่างไม่แยแสกับเรื่องพวกนั้น
“แต่เจ้าคบกบฏ”
“คนผู้นั้นไม่ใช่กบฏ”
“ข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร เจ้าจะพูดกลับดำให้เป็นขาวอย่างไรก็ได้”
“ความลับไม่มีในโลก”
“ข้าไม่อยากเสียเวลา” การพิสูจน์หาความจริงอะไรสักอย่างต้องใช้เวลา แม้แต่นิสัยของคนก็ตาม
“หากเจ้าไม่รับข้าเป็นสหาย ข้าก็จะไม่ยอมไปจากที่นี่เป็นอันขาด”
“เจ้า…”
“ว่าอย่างไร หากเลือกได้ค่อยให้คำตอบข้า ข้าของีบสักพัก” ว่าแล้วก็เอนกายลงนอนบนเตียงของนางอย่างสบายใจ “เตียงนุ่มดีจัง” ไม่น่าเชื่อว่าภายนอกดูเก่าโทรม แต่ภายในกลับน่าอยู่ถึงเพียงนี้
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เซี่ยเหยียนเหวินจึงพาสหายไปพักผ่อนจิ้งอี๋มองตามทั้งคู่ด้วยความสงสัย “ฮูหยิน เหตุใดสหายเจิงถึงพักห้องเดียวกันกับคุณชายสามเจ้าคะ”“พวกเขาคงมีเรื่องคุยกันกระมัง พี่จิ้งอี๋ไปเตรียมมื้อเย็นเถอะ” เพราะเย็นนี้มีอาหารต้องเตรียมหลายอย่าง ต้วนซูหย่าจึงให้นางไปเตรียมวัตถุดิบเร็วหน่อย“เจ้าค่ะ”ให้หลังจิ้งอี๋เซี่ยเหยียนเหวินจึงเอ่ยกับภรรยา “ข้าว่าสหายของซีเอ๋อร์ดูแปลก ๆ นะ”“ท่านพี่ก็สังเกตเหมือนกันหรือเจ้าคะ”“อืม แล้วฮูหยินคิดเหมือนกับข้าหรือไม่” เพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เซี่ยเหยียนเหวินจึงรู้วิธีจับสังเกตผู้หญิงซูหย่าพยักหน้า พลางเอ่ย “ข้าว่าพวกเราคงไม่ต้องหาสะใภ้ให้ยุ่งยากแล้วกระมัง”“สมกับเป็นลูกชายข้าจริง ๆ” มีสตรีอยู่ข้างกายแต่ไม่รู้ว่าเป็นสตรี “แล้วเราจะทำอย่างไรดี”“รอดูไปก่อนเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าซีเอ๋อร์อาจมีใจให้นางเช่นกัน” ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้นางติดตามมาด้วย อีกอย่างคงไม่ตามใจนางเช่นนั้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง เจิงเสวียนอี้จึงเอ่ยขึ้น “คืนนี้ข้าขอนอนกับเจ้านะ”“ทำไมล่ะ บ้านข้ามีตั้งหลายห้อง เจ้าจะมาแย่งข้านอนทำไม”“ข้าไม่ชินน่ะ กลัวนอนไม่หลับ ข้านอนตรงนี้ก็
ทั้งสองเดินทางสิบสองวันก็มาถึงภูเขาอีซาน“นี่คือบ้านของเจ้ารึ”“อืม ไปกันเถอะ”เซี่ยเหยียนซีขี่ม้าเข้าไปในลานบ้านของตน ก็มีคนผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ เส้นผมบนศีรษะของเขากลายเป็นสีดอกเลาเกือบครึ่งศีรษะแล้ว เขาคือลู่จื้อเผิงองครักษ์ข้างกายบิดาของเขา และยังเป็นคนที่เคยเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสามของเซี่ยเหยียนเหวินอีกด้วย“คุณชายสามกลับมาแล้ว” ลู่จื้อเผิงเอ่ยออกด้วยความดีใจ ที่เห็นเซี่ยเหยียนซีกลับบ้านสักที“ท่ายลุงลู่” เซี่ยเหยียนซีคำนับลู่จื้อเผิงคราหนึ่ง เพราะลู่จื้อเผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าจึงให้บุตรชายทั้งสามเรียกเขาว่าท่านลุง ยังมีจิ้งอี๋อีกคนที่พวกเขาต้องเรียกนางว่าท่านป้าเซี่ยเหยียนซีแนะนำสหายของตนให้ลู่จื้อเผิงรู้จัก “นี่คือเจิงเสวียนอี้สหายข้าเอง”“ท่านลุงลู่” เจิงเสวียนอี้คำนับลู่จื้อเผิงเช่นกัน แต่สายตาของลู่จื้อเผิงกลับมองเขาแปลก ๆ“อ้อ ขอรับ” ลู่จื้อเผิงรู้สึกว่ามีบางอย่างในตัวเจิงเสวียนอี้แปลกไป ความรู้สึกเหมือนเขาพบกับเซี่ยฮูหยินคราแรก“ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ”“อยู่สวนดอกไม้ขอรับ”“เช่นนั้นข้ากับสหายขอตัวก่อนนะ”“ขอรับ”เซี่ยเหยียนซีเดินนำหน้า โดยมีเ
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางแดนเหนือของแคว้นฉู่ เซี่ยเหยียนซีตื่นขึ้นมาล้างหน้าเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้า “จะไปแล้วเหรอ” เจิงเสวียนอี้เอ่ยถาม ทั้งสองเป็นสหายที่ร่วมท่องยุทธภพมาด้วยกันราวห้าหกปีแล้ว ไปไหนมาไหนก็พักห้องเดียวกันมาตลอด ทั้งสองจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก “อืม” “ข้าไปด้วยได้ไหม” “ไปทำไม” “ข้าอยากรู้จักกับบิดามารดาของเจ้า” “แต่ข้าคงไม่ได้กลับมาส่งเจ้าหรอกนะ” เพราะเขาเคยสัญญากับพี่ชายฝาแฝดทั้งสองว่าหากท่องยุทธภพจนอายุครบยี่สิบสามปีเมื่อไร เขาจะกลับไปแต่งงานและอยู่ดูแลบิดามารดาที่ภูเขาอีซาน ซึ่งตอนนี้อายุเขาก็เลยยี่สิบสามปีมาครึ่งปีแล้ว สำคัญกว่านั้นคือเขายังหาสตรีที่ถูกใจไม่ได้เลย “ในสายตาเจ้า ข้าดูอ่อนแอเพียงนั้นเชียวรึ” “ก็ไม่” เจิงเสวียนอี้ไม่ใช่บุรุษที่มีร่างกายสูงใหญ่ เขาเตี้ยกว่าเซี่ยเหยียนซีราวสี่ฉื่อ แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง อีกทั้งยังกินง่ายอยู่ง่ายคล้ายกับเซี่ยเหยียนซี ทั้งสองจึงเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังรู้ใจกันเป็นอย่างดี “งั้นข้าขอไปบ
รถม้าจอดที่จวนของเซี่ยเหยียนเหวิน“ท่านพ่อ นี่คือบ้านของใครหรือขอรับ” เซี่ยเหยียนอันถาม“บ้านพ่อเอง”“ท่านพ่อมีบ้านใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ”“อืม ไปเถอะเข้าไปในบ้านกัน”สองพี่น้องฝาแฝดยังทำหน้างงงที่บิดามีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เซี่ยเหยียนชิงมองเห็นบ้านทางทิศตะวันออกจึงถาม “ท่านพ่อ บ้านหลังนั้นเป็นของใครหรือขอรับ”“บ้านท่านยาย แต่ตอนนี้ท่านยายย้ายไปอยู่บ้านท่านตาแล้ว”“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”วันต่อมาต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินจึงพาบุตรชายทั้งสองไปที่จวนสกุลต้วน ตอนนี้ต้วนจื่อรุ่ยลาออกจากราชการมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยากับมารดาแล้ว เขาจึงอยู่ที่จวนด้วย ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินคารวะต้วนจื่อรุ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าต้วน แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนจื่อรุ่ยหัวใจพองโตมากที่สุดคือต้วนซูหย่ายอมเรียกเขาว่าท่านพ่อ “เจ้าสบายดีหรือไม่” แม้ในจดหมายนางจะเขียนบอกหลิวเหม่ยหลิงตลอด แต่ต้วนจื่อรุ่ยก็ยังอยากฟังจากปากบุตรสาว “สบายดีเจ้าค่ะ” เด็กแฝดสองคนก็คารวะเช่นเดียวกัน “คารวะท่านยายทวด ท่านตาขอรับ” “ทำไมเหลนยายถึงได้น่ารักน่าชังเช่นนี้” ฮูห
ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินยังคงเลี้ยงดูบุตรทั้งสองอยู่ที่ภูเขาอีซาน คราแรกคนในหมู่บ้านหวงหลิ่งต่างพากันจับตามองฝาแฝดทั้งสองคนว่าจะนำพาหายนะอะไรมาสู่หมู่บ้านหรือไม่ เพราะสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ยอมแยกบุตรทั้งสองออกจากกัน เหมือนประเพณีที่สืบทอดกันมา ตามความเชื่อเดิมหากไม่แยกบุตรฝาแฝดเลี้ยงดูอยู่กันคนละที่ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชาวบ้านยังคงเฝ้ามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวาดกลัวทว่าตอนนี้เด็กฝาแฝดสองคนนั้นอายุได้สี่ปีเต็มแล้วก็ยังไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่กลับมีแต่สิ่งที่น่ายินดีเพิ่มเข้ามาในหมู่บ้าน อย่างเช่น คนในหมู่บ้านมีอาชีพที่ใช้ทำมาหากินมากขึ้นเช่น ปลูกกุหลาบ มะลิ และเก๊กฮวยขาย ซึ่งคนที่รับซื้อก็คือบิดามารดาของเด็กฝาแฝดสองคนนั้น ในหมู่บ้านมีการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ต้องล่าสัตว์เก็บของป่าเพียงอย่างเดียวมีการสอนทำขนมขาย พร้อมกับชาดอกไม้ เพราะตอนนี้เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าได้เปิดหอซุ่นจิ่วเจียอีกสาขาหนึ่งที่เมืองหนานจิง ซึ่งทำให้ต้องการชาดอกไม้และขนมที่หลิวเหม่ยหลิงทำขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านหวงหลิ่งจึ
สองเดือนผ่านไปทั้งสองก็ได้ยินข่าวว่าเสิ่นซู่เจียจากไปเพราะป่วยหนัก ซึ่งเรื่องนี้ต้วนซูหย่าและเซี่ยเหยียนเหวินรู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงที่นางจากไปเกิดจากอะไรกันแน่ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกส่วนนักฆ่าผู้นั้นหลังจากกินอาหารเย็นวันหนึ่งแล้วก็จากไปอย่างสงบ ต้วนซูหย่าบอกเขาเสมอว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร เช่นนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับโจรผู้นั้นสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในบ้านบนภูเขาอีซานอย่างมีความสุข ต้วนซูหย่ายังคงเขียนนิยายทุกวันเขียนเสร็จก็ให้สามีช่วยอ่าน และทุกวันทั้งคู่ยังช่วยกันดูแลแปลงกุหลาบ เก๊กฮวย และมะลิ ที่พวกเขาช่วยกันปลูกไว้ตั้งแต่มาถึงบ้านพักได้เพียงห้าวัน ตอนนี้เริ่มตากแห้งและส่งไปให้หลิวเหม่ยหลิงทำชาขายได้แล้วซึ่งในแต่ละเดือนสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจะเดินทางมาที่บ้านพักของเซี่ยเหยียนเหวินทุกเดือนเพื่อนำตั๋วเงินมาส่งมอบให้ ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าคุ้มภัยก็คือไป๋เทียนคั่ว และยังมีเหมยลี่ติดตามมาด้วย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน“พี่ซูหย่าข้าว่าท่านดูอวบขึ้นนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะสวยขึ้นด้วย บอกข้ามาซะดี ๆ ว่าท่านมีของดีอะไร”ต้วนซูหย่ายิ้มแล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเหม







