Masukเมืองหลวง ณ จวนจิ้งอ๋องลู่หย่งไท้
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ในชุดสีดำขลิบชายด้วยลวดลายสีทอง ก้าวตรงเข้าไปในตัวเรือนหลังใหญ่ จวนอันเงียบสงบ ไร้พี่น้องพ่อแม่อยู่ร่วม ทว่ากลับเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วเมืองหลวง ที่อยากจะมาเป็นสตรีหนึ่งเดียวในจวนแห่งนี้
ทว่าเจ้าของจวนกลับเมินเฉยต่อเรื่องนั้น จนกระทั้งมีพระเสาวนีย์ จากองค์ไท้เฮา ถึงการหมั้นหมาย ที่มีกับบุตรสาวคนโต ของแม่ทัพตะวันตกหลินมู่เฉียว ซึ่งตามข่าวลือ นางคือบุตรสาวที่ติดท้องมารดา ซึ่งได้หย่าขาดกับท่านเจียงกั๋วกงไป
“ท่านอ๋อง ท่านกั๋วกงได้ส่งเทียบเชิญ ให้ท่านอ๋องไปร่วมมื้อค่ำในวันพรุ่งนี้ขอรับ”
พ่อบ้านชราถือเทียบเชิญจากจวนกั๋วกง ก้าวตามนายตนเข้าไปในเรือน ตามจริงเขาจะปฏิเสธแทนผู้เป็นนายก็ย่อมได้ แต่เพราะเจียงกั๋วกง คือบิดาโดยสายเลือด ของว่าที่พระชายาเอก เขาจึงไม่กล้าที่จะบุ่มบ่าม ทำสิ่งใดโดยไม่ได้รับเห็นชอบจากผู้เป็นนาย
“ทุกครั้งท่านทำเยี่ยงไร ไยครานี้จึงต้องมาถึงมือข้าด้วยเล่า”
อ๋องหนุ่มย้อนถามพ่อบ้านของตน ซึ่งโดยปกติเรื่องแค่นี้ ย่อมไม่ผ่านเลยมาถึงมือเขา ให้ต้องเสียเวลาตัดสินใจ เพราะเขาไม่ชื่นชอบไปนั่งเป็นเป้าสายตาของผู้ใด โดยเฉพาะเหล่าสตรีที่หมายจะแต่งเข้าจวน
“แต่ท่านกั๋วกง คือบิดาแท้ๆ ของว่าที่พระชายา ข้าน้อยจึงไม่อาจตัดสินใจโดยพละการได้ขอรับ” พ่อบ้านชราชี้แจง ถึงสิ่งที่เขาไม่อาจทำสิ่งใดได้ โดยไม่ถามผู้เป็นนายก่อน
“ท่านแม่ทัพหลินมิใช่หรือ ว่าที่พ่อตาข้า จวนกั๋วกง มีค่าอันใดให้ข้าใส่ใจ”
อ๋องหนุ่มเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรด ก่อนจะรับชาร้อนมามาจากองครักษ์หนุ่ม เขาค่อยๆ เป่าไล่ความร้อน ที่ยังกรุ่นอยู่ คล้ายกับชาในถ้วยยังน่าใส่ใจ มากกว่าเทียบเชิญจากจวนกั๋วกง จระกูลที่เกาะเพียงชายกระโปรงสตรี ไม่คู่ควรที่เขาจะเสียเวลาไปคบหา ยิ่งเมื่อนึกถึงคำปฏิเสธของว่าที่พระชายา ถึงสัมพันธ์กับจวนกั๋วกง มันทำให้เขายิ่งไม่ต้องใส่ใจให้เปลืองสมองไตร่ตรอง
“แต่...” พ่อบ้านชราที่ผ่านโลกมามาก รู้ดีว่าจวนกั๋วกงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้
“ไม่ไป!”
เป็นคำตอบที่ชัดเจน และหนักแน่น มีหรือเขาจะไม่รู้ ถึงแผนการอันตื้นเขินของคนสกุลเจียง ไม่ได้ตัวคู่หมั้นของเขากลับเข้าจวน ก็หวังใช้เล่ห์กลต่อเขา และตบท้ายด้วยคำว่าศีลธรรม เพื่อบีบบังคับให้เขาทำตาม ง่ายเกินไปไหม...
“ข้าน้อยจะส่งคนไปแจ้งแก่จวนกั๋วกงขอรับ”
ชายชรารู้สึกโล่งใจอยู่มาก ที่ผู้เป็นนายหนักแน่น แม้มิได้รู้จักคุ้นเคย หรือรักใคร่ต่อว่าที่พระชายา แต่อย่างน้อยท่านอ๋องก็รู้ที่จะปกป้องนาง
“ให้คนไปดูด้วย ว่านางเป็นคนเช่นไร”
แม้ว่าการแต่งงาน จะไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววัน ด้วยทางสกุลหลิน ยื่นคำร้องขอต่อไทเฮา ว่าอยากให้บุตรสาวเติบโตมากกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยแต่งงานกัน แต่กระนั้นไม่ช้านางก็ต้องเข้ามาอยู่ร่วมจวน เพื่อเรียนรู้ธรรมเนียมของชาววัง เขาจึงอยากรู้จักนางเอาไว้บ้าง ก่อนจะพบหน้ากัน
“ไยเจ้าไม่รู้จักปฏิเสธบ้าง!”
เสียงกร้าวดังขึ้นที่หน้าประตู จะเป็นใครไปไม่ได้ หากมิใช่ชินอ๋องผู้เป็นบิดา เพราะคงไม่มีใครกล้าเข้ามา โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของจวน พ่อบ้านชราเห็นแล้วว่าผู้ใดมาเยือน ชายชราโค้งกายให้แก่ผู้มาใหม่ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากห้องไป รวมถึงองครักษ์หนุ่มด้วยเช่นกัน
“เรื่องใดหรือขอรับ”
อ๋องหนุ่มย้อมถามผู้เป็นพ่อ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเช่นเดิม ก่อนจะก้มมองชาในถ้วยอย่างใส่ใจ เขามิสนว่าจะได้รับสายตาตำหนิหรือไม่ เพราะอย่างไรเขาก็ได้รับมันจนชินชาเสียแล้ว
“เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้า ต้องการผู้สนับสนุน”
เป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมายิ่งนัก บิดาต้องการให้บุตรสาวสกุลหลิน เป็นภรรยาของน้องชายต่างมารดา
“เกี่ยวอันใดกับข้า ในเมื่อทุกวันนี้ลูกเมียน้อยเยี่ยงเขา ก็สุขสบายดี มีตำแหน่งใหญ่โตไว้รองรับ อีกอย่างทุกการตัดสินใจ ล้วนเป็นท่านย่ากับท่านลุง ข้าหรือจะไม่กล้าทำตาม”
เมื่ออีกฝ่ายชัดเจนในสิ่งที่ต้องการ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเช่นเดียวกัน คิดจะแย่งทุกอย่างของเขาไป มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก
“หย่งไท้!”
ชินอ๋องเรียกบุตรชายเสียงกร้าว กรามแกร่งขบกันจนเป็นสันนูน เมื่อเขาถูกประชดประชันจากคนเป็นลูก มันคือการบอกเขากลายๆ ว่าเขาไม่เคยให้สิ่งใดแก่บุตรชายคนโต ก็อย่าได้มาเรียกร้องสิ่งใดจากคนตรงหน้าเช่นกัน
“หากท่านคิดว่าไม่เหมาะสม ก็ไปทูลขอได้นะขอรับ ข้ามิขัด...”
อ๋องหนุ่มช้อนสายตาขึ้นมองผู้เป็นพ่อ ก่อนที่เรียวปากหนา จะเหยียดอกอย่างเย้ยหยัน เพราะบิดาทำไม่สำเร็จอย่างไรเล่า จึงได้มาเดือดดาลอยู่ต่อหน้าเขาเช่นนี้ อยากได้คนหนุนหลังเยี่ยงนั้นรึ! คิดการใหญ่เกินตัว
“เจ้าคิดที่จะเป็นศัตรูกับข้าเช่นนั้นรึ!” ชินอ๋องถามออกไป ด้วยโทสะที่เริ่มจะเพิ่มขึ้น จากเดิมจนแทบระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ
“ไม่เลยขอรับ แต่เพราะเราไม่เคยมีสัมพันธ์อันดีต่อกัน มาก่อนเลยต่างหาก สิ่งใดที่ท่านคิดว่าไม่คู่ควร ก็สามารถโต้แย้งต่อหน้าพระพักตร์ได้ขอรับ เพราะตัวข้าแม้จะเป็นนัดดาในองค์ฮ่องเต้ แต่ก็เป็นผู้ใต้บัญชามิต่างจากขุนนางอื่น เมื่อนายเหนือหัวมีบัญชา ย่อมต้องปฏิบัติตามมิใช่หรือขอรับ”
ชายหนุ่มหุบยิ้ม พร้อมทั้งจ้องเขม็งตอบกลับบิดา ด้วยแววตาที่เย็นชา จนเหมือนคนไร้ซึ่งหัวใจ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด ในเมื่อเขาเคยเฝ้ารอการเข้าใจมานานจากคนผู้นี้ แต่ชายตรงหน้า นอกจากไม่มีให้เขา ยังปักใจเชื่อว่าเขา คือจุดด่างพร้อยในชีวิต แล้วแบบนี้ยังจะมาเรียกร้องคำว่าพ่อลูกอันใดกับเขาอีกเล่า
“เจ้ากล้าท้าทายข้าที่เป็นบิดา เหอะ! ช่างอกตัญญูนัก!”
เมื่อไม่มีคำใดโต้แย้งคนเป็นลูกได้ ชินอ๋องจึงเริ่มคิดใช้คำว่าศีลธรรมบีบบังคับบุตรชาย เขาไม่เชื่อว่าหย่งไท้ จะเมินเฉยต่อเรื่องนี้ไปได้
“คำนี้อาจใช้กับผู้อื่นได้สำเร็จ แต่ไม่ใช่ข้าที่เป็นเสมือนคนนอกสำหรับท่าน หากไม่มีเรื่องอื่นใดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวงพักผ่อนก่อน คนไร้ครอบครัวเยี่ยงข้า ทำงานมาอย่างหนักหน่วงนัก จึงอยากที่จะพักผ่อนให้เพียงพอ”
เป็นคำประชดที่กึ่งไล่แขกที่มิได้เชื้อเชิญ ตามจริงแล้วจวนของเขา แทบไม่มีคนนอกเข้ามามากนัก เพราะเขาไม่ชอบความวุ่นวาย แต่ชายตรงหน้า เป็นสิ่งที่ทหารยามหน้าประตู ยากจะปฏิเสธได้ คงมีเพียงเขาเท่านั้น ที่จะเชิญคนผู้นี้ออกไปได้
“มันจะมากไปแล้วนะลู่หย่งไท้!”
สองพ่อลูกจ้องตากันนิ่ง ต่างไม่มีใครคิดที่จะยอมหลบ ทว่าความเย็นชาของชินอ๋องหรือจะสู้บุตรชายได้ ลู่หย่งไท้ ที่หล่อหลอมหัวใจมาด้วยความหว่าเหว่ เขาเรียนรู้ที่จะไม่ใส่ใจคนตรงหน้า และคนจากจวนชินอ๋อง จากความเคยชิน กลายเป็นความด้านชาไปเสียแล้ว
“ข้าหวังว่าเจ้าจะทบทวนเสียใหม่”
เมื่อไม่อาจทำสิ่งใดได้ ชินอ๋องจำต้องยอมเป็นฝ่ายล่าถอย เพราะมิว่าเขาจะรั้นสู้กับบุตรชายต่อไป ผลที่ออกมาก็ต้องเป็นเขาที่ต้องถอยฉากไปเสีย ความเย็นชาของอีกฝ่าย มันทำให้เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ สุดท้ายเขาจะต้องทำเรื่องให้ถูกมารดา และพี่ชายตำหนิ ที่อาจหาญมาแตะต้องหลานรักของทั้งคู่
“เจ้าจะสังหารข้าหรือ”สนมในชินอ๋อง เอ่ยถามออกมา ด้วยน้ำเสียงแหบโหย ใบหน้าของนางเวลานี้ เต็มไปด้วยความหวาดกลัวยิ่งนัก“แล้วข้าจะเก็บเจ้าไว้ทำไม ในเมื่อที่นี่คือบ้านของข้า ใครที่ล้วงล้ำเข้ามา ดดยที่ข้าไม่อนุญาต ย่อมหมดสิทธิ์ที่จะกลับออกไป”กร๊อบ! สิ้นคำเสียงกระดูกลำคอแตกร้าว ก่อนที่ร่างระหง จะร่วงลงสู่พื้น ต่อหน้าของลู่เฟิง ลู่จิ้งอ๋อง ทำเพียงเหลือบมองร่างไร้ลมหายใจ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว นี่นับว่าปราณีที่สุดแล้ว ให้ตายดีไม่ทรมาน เช่นที่มารดาของเขา ต้องเจ็บปวดเพราะสตรีผู้นี้ ทั้งทางกายและใจ“เจ้าคนสารเลว! เจ้าสังหารมารดาข้าได้อย่างไร หากเรื่องนี้ท่านพ่อรู้ จะต้องไม่ไว้ชีวิตเจ้าแน่นอน”“เขารู้กฎของข้าดี เป็นพวกเจ้าที่ล้ำเส้นข้าก่อน หากเขาอยากแก้แค้น ให้กับคนนอกสายเลือดอย่างเจ้า ข้าก็จะไม่ลังเล ที่จะทำให้เขากับข้า ไม่อาจเดินมาบรรจบกันได้อีกชั่วชีวิต”คำพูดของลู่จิ้งอ๋อง ทำให้คนที่ซ่อนกายอยู่ในเงามืด หมุนกายเดินจากไปเงียบ ๆ เพราะอยู่ต่อไป เขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ลู่หย่งไท้มีนิสัยทอดแบบเขาเกือบทุกอย่าง แต่เขาต่างหากที่ดวงตามืดบอด คิดว่าภรรยารักนอกใจ จึงไม่เคยใยดีต่อบุตรชายแท้ ๆ
กลางดึก ณ เรือนหอ ร่างงามในชุดเจ้าสาวอันโอ่อ่า ได้นั่งรอการมาของสามี เพื่อทำพิธีในห้องหอในเสร็จสิ้น ทว่าเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา มันไม่ใช่ที่นางคุ้นเคย แต่หญิงสาวยังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยหรือแสดงท่าทีใด ๆ นี่นางมั่นใจแล้ว ว่าสะสางทุกปัญหา เพื่อให้งานแต่งเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ดูเหมือนคราวนี้ จะไม่ใช่จากทางด้านของนางกระมัง เรื่องนี้นางควรปล่อยให้สามีเป็นคนจัดการ เพราะถ้าเป็นคนที่ตั้งใจ จะมาที่นี่ในเรือนหอ ก็เท่ากับเป็นการจงใจเปิดศึกกับสามีของนาง โดยมีนางเป็นตัวประกัน ร่างสูงก้าวมาหยุดยังหน้าประตูบานใหญ่ ที่เป็นห้องหอของพี่ชายต่างมารดา มือหนายกขึ้นวางทาบบนประตู เพื่อจะผลักมันให้เปิดออก หมับ! ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ออกแรง ไหล่ของเขาถูกกระชากอย่างแรง จนร่างสูงใหญ่ กระเด็นออกไปไกล “เจ้าคิดทำสิ่งใด ลู่เฟิง” น้ำเสียงเย็นเยียบ เอ่ยถามน้องชายต่างมารดาออกไป นั่นทำให้ท่านอ๋องน้อย รู้สึกคลั่งแค้น ยิ่งเห็นตลอดร่างสูงใหญ่ของพี่ชาย สวมชุดเจ้าบ่าว ใจของเขายิ่งร้อนรุ่มไปด้วยความริษยา เขาคือโอรสที่บิดโปรดปราณ แต่ทำไมทุกสิ่งอย่างเขาจึงไม่เคยได้เทียบเท่า กับคนตรง
“ลาก่อนเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า หวังว่าเรื่องในวันนี้ จะเป้นของขวัญชิ้นสุดท้าย ที่ข้าจะมอบให้ และเราทุกคนจะไม่ข้องแวะใด ๆ กันอีกต่อไป” จ้าวหนิงเอ่ยกับอดีตแม่สามี ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ เยี่ยงผู้ได้รับการอบรมมาดี นางกับคนที่นี่ เสมือนคนแปลกหน้ากันมานานแล้ว คงมีเพียงเจียงจีชินเท่านั้น ที่นางยังให้ความใส่ใจและรักดั่งน้องสาวแท้ ๆ “เจ้ากำลังจะทำลายสกุลเจียงของข้าหรือ” “ถามเขาสิ! ว่าอยากอยู่หรือไม่” จ้าวหนิง ยกหน้าที่ตัดสินใจ ให้แก่บุตรชายไปเสีย เพราะไม่มีใครจะห้ามความต้องการของใครได้ทั้งนั้น ต่อให้นางคือมารดาที่ให้กำเนิดก็ตาม “ข้ามีนามว่าเกาจู เป็นหมอประจำตัวของคุณหนูหลิน และข้าก็พอใจสำหรับหน้าที่ของข้า มิต้องการข้องแวะกับผู้ใดอีก” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น ก่อนจะหันกลับไปประคองมารดา เพื่อพากลับออกจากบ้านอันร้อนระอุแห่งนี้ ก็แค่นรกบนดิน ที่คนนอกมองว่าเป็นสวรรค์ “แต่เจ้าคือหลานย่านะ” “สะสางปัญหาในบ้านท่านให้ดีขอรับ อย่าเพิ่งด่วนมาตัดสินใจเรื่องข้าหรืออื่นใดเลย” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ ทว่ามันกดลึกจนคนฟังสะดุ้ง มั
“ไม่จริง! พวกเจ้ากำลังรวมหัวกันกลั่นแกล้งข้า” หรูอันชิง เริ่มที่จะคุมสติไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าของชายหนุ่ม ที่กำลังกอดกับหลินมู่เสวี่ย ชายหนุ่มมีส่วนเหมือนสามีเกือบเจ็ดส่วน มันชัดเจนแล้วว่าเขาคือคนที่ตายแล้ว เพี๊ยะ! ใบหน้าของหรูอันชิง สะบัดตามแรงฝ่ามือของสามี มือเรียวยกขึ้นกุมใบหน้าเอาไว้ ก่อนจะสัมผัสกับรสเค็มที่มุมปาก เขากล้าลงมือกับนางอีกแล้วอย่างนั้นหรือ “สิ่งที่เห็นมันชัดเจนขนาดนี้ เจ้ายังจะบอกว่ามีคนกลั่นแกล้งอีกรหือ ความรักที่ข้าให้เจ้าไป มันไม่มีค่าสักนิดเลยหรืออย่างไร” ท่านกั๋วกงเอ่ยถามภรรยา ด้วยน้ำเสียงที่ร้าวลึก นานแค่ไหนแล้วที่นางเห็นเขาเป็นเพียงลาโง่ ที่จะจับจูงจมูกไปทิศทางใดก็ได้ ยอมแม้แต่ละทิ้งภรรยาหลักคนเดิม ที่ค้ำชูสกุลเจียงมานาน เพียงเพื่อสตรีผู้นี้ “ฮ่า ๆ ความรัก คนอย่างท่านรักใครเป็นเจียงซ่างจื่อ ท่านรักเพียงตัวเองเท่านั้น” หรูอันชิงหันกลับมาเผชิญหน้ากับสามี พร้อมกับตอบโต้เขา ด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ใช่! แล้ว นางไม่เคยซื่อสัตย์ต่อเขา แต่ถ้านางไม่ทำเช่นนั้น ตำแหน่งที่นางยืนอยู่ ทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสจะ
“เจ้าคิดว่าเข้ามาแล้ว จะได้กลับออกไปง่าย ๆ เยี่ยงนั้นรึ!” หญิงสาวยกยิ้มหยัน นางรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ แผนการที่จะเริ่มในอีกไม่กี่วัน นางก็สามารถเลื่อนมันขึ้นมาได้เช่นกัน ในเสื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว ก็ต้องจบมันเสีย ใครจะอยู่จะตายก็ไม่เกี่ยวอันกับนาง “แล้วท่านกั๋วกง ไม่คิดว่าข้าเอง ก็เตรียมตัวมาแล้วเช่นกันรึ! เจ้าคะ” หญิงสาวยกขึ้นมือปลดผ้าคาดใบหน้าออก เผยให้เห็นความงามที่ถอดแบบมารดามา และหลายส่วนที่เหมือนกับชายตรงหน้า ใช่แล้วนางคือครึ่งหนึ่งของสกุลเจียง แต่นางไม่มีความจำเป็นต้องกลับมาที่นี่ เพราะมันคือนรกหาใช่บ้าน “เจ้า!” “คนอย่างข้า ถ้ากล้าที่จะเผชิญ ย่อมต้องมีสิ่งรองรับต่อผลที่กระทำเสมอ แล้วทุกคนที่นี่เล่า พร้อมแล้วหรือยัง” หญิงสาวกวาดสายตามองไปที่สมาชิกของจวนกั๋วกง คนพวกนี้จะแบกรับมันได้จริงหรือ ถ้าต้องรู้เรื่องบางอย่างขึ้นมาจริง ๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” “ก็หมายความว่า...นางมีหลักฐานตัวเป็น ๆ มายืนยันความชั่วของใครบางคนที่นี่” เป็นเจียงจีชิน ที่ก้าวเข้ามาในลาน พร้อมกับใครอีกคนที่สวมหน้ากาก และมีชา
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้ามีพี่ชายน้องชาย เพียงอย่างละหนึ่งเท่านั้น คำว่าพี่น้องหยอกเย้า หรือแม้แต่คำว่าครอบครัว สำหรับข้าแล้ว ย่อมหาใช่กับคนที่นี่ บางครั้งที่ข้านิ่งเฉยก็เพียบงไม่อยากเสียมารยาท สอดแทรกการสนทนาของผู้ใด แต่ถ้ายังเงียบอยู่ พวกท่านก้คิดเอาเองไปเสียทุกอย่าง เช่นนั้นข้าจะพูดให้มันจบไปเสียในตอนนี้ ว่าข้า หลินมู่เสวี่ยคือบุตรสาวแม่ทัพหลินมู่เฉียว น้องสาวของหลินเสวี่ยหลงคุณชายใหญ่สกุลหลิน และพี่สาวของหลินเสวียน คุณชายเล็กสกุลเสวียน บุตรสาวของมารดาจ้าวหนิง ธิดาจากสกุลพ่อค้าหลวง นี่คือชีวิตและตัวตนของข้า ฉะนั้นคำพูดอย่างไร้มูลของพวกท่าน ที่พยายามดึงข้าเข้าไปร่วม ข้าย่อมไม่อาจแบกรับมันเอาไว้”คำพูดของหญิงสาว สะกดให้ทุกคนนิ่งงัน นางกำลังมองว่าจวนกั๋วกง ไม่คู่ควรที่จะเป็นครอบครัว ไม่ยอมรับว่ามีสายเลือดเจียงในกาย ช่างเป็นหญิงที่โง่เขลานัก พวกเขาอุตส่าห์ให้ความสำคัญ ที่จะยกย่องนางเป็นบุตรสาวภรรยาเอกอย่างออกหน้า แต่นางกลับกล้าที่จะเดินเข้ามาในบ้าน แล้วบอกว่านางไม่เกี่ยวข้องอันใด กับคนในจวนเจียง“หลินมู่เสวี่ย บิดาข้ากับท่านปู่ท่านย่า ให้เกียรติเจ้ามากแค่ไหน ที่ยอมรับลูกที่ไม่อาจแน่ใจ ว่าใช่ส







