Masukเมื่อเจ้าของธุรกิจสปาและนวดแผนไทยต้องทะลุมิติไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียงของท่านโหว หากอยากเป็นอิสระนางต้องหาเงินสองร้อยตำลึงเงินมาไถ่ตัว เช่นนั้นนางจะหาเงินด้วยวิธีใดได้เล่า สวัสดีค่ะทุกคน ไรต์มีนิยายจีนโบราณมาฝากอีกแล้วค่ะ เรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของไรต์เท่านั้นนะคะ ไม่ได้อิงประวัติศาสตร์แต่อย่างใด เนื้อหาเน้นความสัมพันธ์ของพระนางเท่านั้นค่ะ เป็นเรื่องของปานตะวันสาวไทยในยุคปัจจุบัน ทะลุมิติไปเป็นซ่งเมิ่งเหยาสาวใช้อุ่นเตียงของท่านโหว ซึ่งเขาก็ไม่ได้ต้องการนางนัก ซ่งเมิ่งเหยาจึงยื่นข้อเสนอให้เขาว่านางต้องการหาเงินไถ่ตัวเพื่อออกไปจากจวนแห่งนี้ ท่านโหวจึงยินดีทำตามข้อเสนอของนาง ซ่งเมิ่งเหยาจะหาเงินด้วยวิธีใด และท่านโหวจะยอมให้นางจากไปหรือไม่ ไปติดตามอ่านกันได้เลยค่ะ
Lihat lebih banyakเกือบสามเค่อแล้วที่รถม้าวิ่งออกจากจวนสกุลซ่ง เพื่อมุ่งหน้าไปยังจวนฟ่านโหว สตรีรูปร่างบอบบางกำลังนั่งใจลอยอยู่ด้านใน มือสองข้างที่วางอยู่บนหน้าตักของตนบีบกันแน่น เมื่อคิดถึงหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายจากซ่งฮูหยินก็ทำให้ดวงตาร้อนผ่าว น้ำใสในตาเอ่อล้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่วาสนาของนางมีสิทธิ์เป็นได้แค่นี้หรือ
เถาซูเหวินสาวใช้ข้างกายวัยสิบสี่ปีเหลือบมองผู้เป็นนายก็ตกใจเป็นอย่างยิ่งพร้อมกล่าวออกด้วยความเห็นใจ “คุณหนูเจ้าคะ” พูดพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นาง
ผู้เป็นนายรับผ้าเช็ดหน้ามาโดยไม่กล่าวคำใด
เถาซูเหวินจึงพูดขึ้นอีก “คุณหนูอย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ”
“ข้าแค่คิดถึงท่านแม่” หากท่านแม่ของนางยังอยู่ นางอาจจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ได้ ถึงมารดาของนางจะเป็นเพียงอนุภรรยาที่มาจากสาวใช้ก็ตาม แต่ก็ยังได้รับความโปรดปราณจากบิดา แต่หลังจากสิ้นมารดาไปแล้วชีวิตของนางก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางไปทั้งหมด
ได้ยินเช่นนั้นเถาซูเหวินก็พอจะคาดเดาได้ว่าเจ้านายกำลังคิดอะไรอยู่ “คุณหนูอาจจะโชคดีเหมือนท่านแม่ก็ได้นะเจ้าคะ” ตอนนั้นมารดาของนางเป็นเพียงสาวใช้ในจวน เพียงแค่ซ่งจางเหว่ยได้พบหน้าก็รับเป็นอนุภรรยาทันที อีกทั้งยังได้รับความโปรดปราณมานานหลายปี กระทั่งซ่งเมิ่งเหยาบุตรสาวของนางอายุได้สิบสามปีก็ยังเป็นที่รักใคร่ของสามี ทว่าเมื่อนางจากไปบุตรสาวของนางจึงอยู่ในความดูแลของฮูหยินใหญ่ของนายท่านซ่ง
ริมฝีปากบางยกยิ้มหยันออกมา “โชคดีแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตแล้วทิ้งให้ข้าต้องสู้ชีวิตเพียงลำพังอย่างนี้หรือเรียกว่าโชคดี อีกอย่างข้ามีสิทธิ์เป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียงไม่ได้เป็นอนุภรรยาสักหน่อย” ซ่งเมิ่งเหยากล่าวตัดพ้อชีวิตตนเอง ไม่คิดว่าฮูหยินใหญ่ที่เคยพูดจาดีกับนางมาตลอดจะขายนางออกมาเช่นนี้
“แต่ถ้าคุณหนูเป็นที่โปรดปราณของท่านโหว คุณหนูก็มีสิทธิ์ได้เป็นถึงอนุภรรยาของท่านโหวนะเจ้าคะ” เถาซูเหวินพยายามชี้ทางให้คุณหนูของนางมองเห็นข้อดีในเรื่องนี้
ซ่งเมิ่งเหยาแค่นยิ้มก่อนกล่าวออก “เจ้าอย่าให้ข้าหวังเกินตัวไปหน่อยเลย” ฟ่านโหวอายุตั้งยี่สิบแปดปีเข้าไปแล้วแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงสักคนก็ยังเคยไม่มี นับประสาอะไรกับภรรยาหรืออนุ แม้นางเองเดินทางไปยังจวนฟ่านโหวครั้งนี้ก็เพื่อเป็นสาวใช้อุ่นเตียงที่ซ่งฮูหยินขายให้แก่เจียงซื่อมารดาของเขา แต่นางก็ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง หน้าตาของฟ่านโหวผู้นั้นนางก็ยังไม่เคยเห็นสักครั้ง รู้แค่ว่าเขาเป็นคนเย็นชากับสตรียิ่งนัก
“คุณหนูก็เพียงทำตามหน้าที่ของตนเท่านั้นเจ้าค่ะ” เถาซูเหวินกล่าวพลางหยิบขนมขึ้นมา “คุณหนูกินขนมสักหน่อยนะเจ้าคะ เมื่อเช้าคุณหนูยังไม่ได้กินอะไรเลย ขนมนี้คุณหนูใหญ่เป็นคนให้ท่านมานะเจ้าคะ”
ซ่งเมิ่งเหยายิ้มรับด้วยความดีใจ ถึงจะรับขนมมาด้วยท่าทีเฉื่อยชา แต่ก็ยอมกัดกินขนมก้อนนั้นจนหมด เพราะนานครั้งเธอจะได้รับความรักจากพี่สาวต่างมารดา จากนั้นสาวใช้จึงรินน้ำชาส่งให้ ไม่นานซ่งเมิ่งเหยาก็หาวออกมาคล้ายง่วงนอนสองสามครั้ง นางใช้ผ้าปิดปากหาวจนน้ำตาเล็ด
“คุณหนูพักสายตาสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ใกล้ถึงจวนท่านโหวแล้วข้าจะปลุกคุณหนูเองเจ้าค่ะ” เถาซูเหวินบอกคุณหนูของนางด้วยความห่วงใย
“ก็ดีเหมือนกัน” ซ่งเมิ่งเหยาเคลิ้มหลับไปในทันที ถึงสาวใช้จะรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดผู้เป็นนายถึงหลับง่ายดายถึงเพียงนี้ แต่ก็ปล่อยให้นางได้พักผ่อนอย่างสบายใจ เพราะหลายวันมานี้ซ่งเมิ่งเหยานอนเพียงวันละไม่ถึงสองชั่วยามด้วยซ้ำ เหตุเพราะนางเป็นกังวลเรื่องที่ต้องเข้าไปเป็นสาวใช้อุ่นเตียงของท่านโหว จึงทำให้นางนอนไม่ค่อยหลับ แต่เถาซูเหวินหาได้รู้ไม่ว่า ตอนนี้ผู้เป็นนายได้สิ้นใจไปแล้ว
อีกหนึ่งเค่อจะถึงจวนฟ่านโหวสาวใช้จึงจับแขนผู้เป็นนายเขย่าเบา ๆ “คุณหนูเจ้าคะ ใกล้ถึงจวนฟ่านโหวแล้วเจ้าค่ะ” คาดไม่ถึงว่าร่างของนางจะหล่นฮวบลงไปนอนบนพื้นรถม้าคล้ายกับร่างไร้วิญญาณ เถาซูเหวินตกใจแทบสิ้นสติ พูดออกด้วยความร้อนใจ “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ” เถาซูเหวินคุกเข่าลงค่อย ๆ พยุงร่างอ่อนปวกเปียกให้ลุกขึ้นนั่งพิงอกตน มือข้างหนึ่งจับคางนางไว้แล้วเรียกเสียงสั่น “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู”
ทันใดนั้นร่างในอ้อมแขนกลับสะดุ้งเฮือกคราหนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น นางยืดตัวนั่งตรงพร้อมกลอกตาไปมาคล้ายกำลังงุนงง
“คุณหนู”
เถาซูเหวินยังไม่ได้พูดสิ่งใดต่อ เสียงสารถีจากด้านนอกก็ดังขึ้น “หยุด!” สารถีสั่งม้าทั้งสองตัว จากนั้นจึงบอกกับคนด้านใน “ถึงจวนฟ่านโหวแล้วขอรับ”
“เราลงไปกันเถอะเจ้าค่ะ” สาวใช้เก็บข้าวของเตรียมลงจากรถม้า
“ไปไหน?” ปานตะวันยังรู้สึกงุนงงอยู่เลย ก่อนหน้านี้เธอยังอยู่ที่เมืองไทยไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้เธอมาอยู่ในที่ที่ประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร
“แต่ข้าก็ยังเป็นห่วงเจ้าอยู่ดี อีกทั้ง…”“อีกทั้งอะไรหรือเจ้าคะ” ดวงตาใสแป๋วจ้องเขาตาไม่กะพริบ“อีกทั้งข้ายังอยากมีบุตรกับเจ้าอีกสักคนสองคน” มีบุตรสามคน เขาคิดว่าคงยังไม่เพียงพอ“ท่านพี่ ไม่มากไปหรือเจ้าคะ” นางทำตาโตพูดขึ้นด้วยความตกใจ ที่โลกปัจจุบันที่นางจากมา มีลูกสามคนก็นับว่ามากแล้วนะ มีคนเดียวก็ทำให้พ่อแม่ยากจนได้เลยทีเดียว“ไม่มาก ห้าคนกำลังพอดี” เขามองภรรยาด้วยสายตาวิงวอน “นะ เหยาเหยา” ฟ่านอวิ๋นซีโน้มใบหน้าลง ริมฝาปากอ้าออกเตรียมงับกลีบปากอันเย้ายวนของภรรยา ซ่งเมิ่งเหยาพริ้มตาลงเตรียมรับการจูบอันดูดดื่มของสามีแต่ก็มีเสียงของสาวใช้ดังขึ้นเสียก่อน “ท่านโหว ฮูหยิน อาหารเตรียมเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”ทั้งสองชะงักงัน ซ่งเมิ่งเหยาลืมตาขึ้น ฟ่านอวิ๋นซีหุบปากลงทันควัน สีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที พลางกระซิบบอกภรรยา “คืนนี้เจ้าต้องชดเชยให้ข้า”ซ่งเมิ่งเหยายิ้มพรายอย่างขบขัน ตอบว่า “ได้เจ้าค่ะ”คืนนั้นหลังจากส่งลูกเข้านอนกันหมดแล้ว ซ่งเมิ่งเหยานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าคันฉ่อง มือหยิบต่างหูพลอยสีแดงทับทิบขึ้นมาพิศดูอีกครั้ง จะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นโชคชะตาของนางจริง ๆ ต่างหูคู่นี้เถียนเยว่ซินมารดาของเจ้า
ห้าปีผ่านไปกิจการของซ่งเมิ่งเหยาก็เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งร้านแลกเงินเลี่ยงรุ่ย กับร้านนวดฮุ่ยเหอ ยังขยายสาขาออกไปยังเมืองต่าง ๆ อีกด้วย ตอนนี้ทั้งสองร้านก็น่าจะมีมากถึงหนึ่งร้อยสาขาแล้ว ซ่งเมิ่งเหยาจึงกลายเป็นสตรีที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองหลวง จะว่าไปแล้วสมบัติของนางอาจจะมีมากกว่าในท้องพระคลังในวังหลวงเสียอีก เพราะร้านนวดฮุ่ยเหอ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อจิงโหยว และเทียนหอม มิหนำซ้ำยังเอาออกมาใช้โดยไม่มีวันหมดอีกด้วย ยกเว้นเงินในต่างหูอีกข้าง ที่ลดลงตามการใช้จ่ายจริง ซึ่งซ่งเมิ่งเหยาก็แบ่งเงินออกมาเก็บไว้ที่จวนฟ่านโหว และเรือนของนางในหมู่บ้านเฟิ่งหวง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นบ้านเดิมของนางไปแล้วทว่ามีจิงโหยวกลิ่นหนึ่งที่นางสกัดเองนั่นก็คือกลิ่นเหมยกุ้ย ซึ่งแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ก็อยู่ที่หมู่บ้านเฟิ่งหวง ชาวบ้านต่างดีใจเป็นอย่างมากที่ซ่งเมิ่งเหยามีโครงการปลูกเหมยกุ้ยที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะชาวบ้านต่างมีงานทำตลอดทั้งปี และนางยังขายจิงโหยวกลิ่นนี้ทั้งปลีกทั้งส่งอีกด้วย ภายหน้าซ่งเมิ่งเหยาวางแผนที่จะปลูก เซียงเหมาหรือตะไคร้ ดอกโม่ลี่หรือดอกมะลิ ดอกไป๋ซานหรือดอกพุดซ้อน ดอ
“ท่านพี่จะทำอะไรเจ้าคะ” ตอนนี้กายเขาร้อนกว่าน้ำพุเสียอีก “ข้าอดอยากมาหลายวันแล้ว” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า แถมปากยังงับยอดอกสีชมพูสลับกันไปมาอย่างหลงใหล “ท่านพี่เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอกเจ้าค่ะ” ซ่งเมิ่งเหยาพูดออกเสียงสั่นเครือ มองเขาตาปรือ “ไม่มี ข้าสั่งองครักษ์ไว้แล้ว ถ้าใครกล้าเข้ามาก็ให้ฆ่าทิ้งได้เลย” เขาพูดเสียงเรียบคล้ายเป็นเรื่องปกติ ซ่งเมิ่งเหยาเบิกตาโต “ถึงกับฆ่าเชียวหรือเจ้าคะ” “อืม! บังอาจขัดขวางความสุขของข้า” ว่าจบเขาพาร่างนางเข้าไปชิดขอบบ่อ นางยืนหันหลังให้เขา มือบอบบางจับขอบบ่อเอาไว้ “ท่านพี่…” “เงียบเถอะฮูหยิน มังกรใต้ดินของของข้ามันตื่นขึ้นมาแล้ว” แน่นอนว่ามันคงไม่ยอมหลับลงโดยง่าย ซ่งเมิ่งเหยาก็รู้สึกได้เช่นกัน นางคงหนีเขาไม่พ้นแล้ว จากนั้นน้ำพุร้อนในบ่อก็เกิดการกระเพื่อมไหวบางเบา ไอร้อนลอยขึ้นปกคลุมร่างกายทั้งสองคล้ายอยู่บนสวรรค์ บวกกับเสียงครางแผ่วเบาคล้ายมีคล้ายไม่มี เพราะฟ่านโหวพยายามทะนุถนอมร่างกายภรรยาให้มากที่สุด เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อบุตรในครรภ์ ดวงตะวันคล้อยต่ำจนหลบ
หลังจากงานแต่งงานเสร็จสิ้นลง ฟ่านอวิ๋นซีจึงมีเวลามาไต่สวนคดีของซ่งหรูเอินกับน้องชาย วันแรกที่ซ่งจางเหว่ยทราบเรื่องเขาตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ที่บุตรชายกับบุตรสาวร่วมมือกันทำร้ายซ่งเมิ่งเหยา ได้แต่แอบนั่งร้องไห้อยู่ในห้องเพียงลำพังอย่างสิ้นหวัง ส่วนซ่งฮูหยินไม่อาจยอมรับจุดจบของบุตรสาวกับบุตรชายอันเป็นที่รักได้ ซึ่งซ่งเนี่ยนเจินก็กำลังเตรียมตัวสอบเป็นขุนนางตามบิดา แต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก่อน นางจึงมีอาการคล้ายกับคนเสียสติไปก่อนวันแต่งงานของซ่งเมิ่งเหยาเสียอีก ฟ่านอวิ๋นซียังไม่ทันได้ตัดสินโทษสองพี่น้อง ซ่งหรูเอินก็ชิงปลิดชีพตนเองในคุกไปเสียก่อนเพราะรู้ว่าอยู่ต่อไปก็คงไม่มีชีวิตรอด อีกอย่างนางทำใจไม่ได้ที่ต้องอยู่ในคุกที่สกปรกเช่นนี้ ส่วนซ่งเนี่ยนเจิน ฟ่านอวิ๋นซีก็ตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต และเซ่าฟานสตรีที่ซ่งเนี่ยนเจินจ้างวานมาลักพาตัวซ่งเมิ่งเหยา นางก็ชิงปลิดชีพตนเองไปแล้วเช่นกันเมื่อนางทราบภายหลังว่าสตรีที่นางลักพาตัวไปคือฮูหยินของฟ่านโหว เพราะนางเองก็รู้ดีว่าคนอย่างผู้บัญชาการฟ่าน ไม่มีทางปล่อยนางไว้แน่ และสาวใช้หลินจิงที่คอยส่งข่าวให้ซ่งหรูเอินก็ถูกขายออกไปอยู่หอโคมเขียวเช่นกัน
คำตอบของเขาทำให้ใจนางหล่นวูบลงทันที แต่ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ กล่าวออกเสียงเรียบนิ่งว่า “เงินที่ท่านให้ข้ามา ข้าใช้ทั้งชีวิตก็ไม่มีวันหมดเจ้าค่ะ” แล้วยังเงินในมิติของนางอีกเล่า ในโลกเดิมนางก็ใช้ชีวิตแบบอิสระ เที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว ถ้าเพื่อนไม่ว่าง นางย่อมทำคนเดียวได้ ขอเพียงแค่มีเงินเ
ขั้นตอนสุดท้ายที่ซ่งเมิ่งเหยานวดให้เขา ฟ่านอวิ๋นซีก็ทำท่าว่าจะหลับอีกแล้ว นางจึงหยุดมือ และเตรียมย่องเบาออกไปอย่างเงียบ ๆ แต่เขากลับเอ่ยขึ้นก่อน“เจ้าจะไปไหน” “เห็นท่านโหวหลับ ข้าไม่อยากรบกวนเจ้าค่ะ”“ข้าไม่หลับแล้ว เจ้าก็นั่งอ่านหนังสือในห้องนี้เป็นเพื่อนข้าเถอะ” เมื่อเอ่ยขึ้นแล้วก็ให้นึกแปลกใจกั
ซ่งเมิ่งเหยามองเด็กชายตัวเล็ก แล้วถามเขาออกไป “คุณชายบาดเจ็บตรงไหนหรือเจ้าคะ” มือน้อย ๆ จึงเลิกชายผ้าขึ้นจนเห็นกางเกงตัวในสีขาว ตรงหัวเข่ามีเลือดสีแดงซึมออกมา “เช่นนั้นคุณหนูกับคุณชายไปที่เรือนของข้าก่อนเจ้าค่ะ”เถาซูเหวินจึงรีบไปอุ้มเด็กชายเข้าไปที่ระเบียงฝั่งตะวันออกของเรือน ซ่งเมิ่งเหยาเดินไปหยิ
เช้าวันรุ่งขึ้นฟ่านอวิ๋นซีก็ต้องตกใจเมื่อเห็นตนนอนอยู่บนตั่งไม้ตัวเดิมเมื่อคืน อีกทั้งเขายังหลับสนิทได้จนถึงวันใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ เป็นไปได้อย่างไร นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเขามองหาใครบางคนไปทั่วห้องก็พบว่านางไม่อยู่ในห้องแล้ว แสดงว่าเขาหลับสนิทจริง ๆ ตอนนางเดินออกไปยังไม่รู้ตัว วรยุทธ์ที่เคยฝึก












Ulasan-ulasan