Masukอาทิตย์แรกของการอยู่ในชนบทของสองสามีภรรยาป้ายแดง มีกิจกรรมหลักคือการช่วยกันทำความสะอาดซ่อมแซมบ้าน เพื่อนบ้านมากมายมาเยี่ยมเยียนคนแล้วคนเล่า โดยมีจุดประสงค์ชชัดเจนคืออยากมาเห็นหน้าภรรยาของซ่งหมิงที่เล่าลือกันว่าสวยเหมือนนางฟ้า แม้แต่หญิงสาวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่บ้านก็เทียบไม่ติด
ว่านอันอันเองไม่ได้รู้สึกอะไรกับความสอดรู้สอดเห็นพวกนั้น ยินยอมทักทายพวกเขาคนละคำสองคำพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ คิดเสียว่าเป็นใบเบิกทางให้กับธุรกิจที่จะทำในอนาคต ยิ่งรู้จักคนมากยิ่งดี
ทว่ากลับเป็นเจ้าของบ้านอย่างซ่งหมิงเสียเองที่ทำหน้าบึ้งตึงไล่แขกอยู่ทุกวัน จนเริ่มไม่ค่อยมีใครกล้ามาคุยเล่นกับเธอที่บ้านแล้ว บอกไปว่าไม่เป็นไรเขาก็ไม่ฟัง เอาแต่บอกว่ากลัวเธอไม่สบายใจอยู่อย่างนั้น
ว่านอันอันถึงได้รู้ตัวว่าสามีเธอเป็นคนหัวแข็งคนหนึ่ง
วันนี้เองก็มีเสียงค้อนและเสียงเลื่อยไม้ดังอยู่ในลานหน้าบ้านเหมือนทุกวัน ว่านอันอันในชุดเสื้อกางเกงคล่องตัวเทน้ำชาดอกเก๊กฮวยที่ทำเองใส่แก้ว ห้องครัวของพวกเขาจากที่มีสภาพคล้ายเล้าหมู ก็กลายมาเป็นสัดส่วนสะอาดสะอ้านพร้อมใช้งาน ทั้งยังถูกต่อเติมจากเดิมให้มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นและมีช่องระบายควันอย่างดี
ร่างได้สัดส่วนน่ามองยกแก้วน้ำชาออกไปให้สามีที่กำลังทำโต๊ะและเก้าอี้เพิ่มอยู่ตรงลานบ้าน ซึ่งตอนนี้ไม่มีเค้าเดิมอยู่แล้ว มีเพียงต้นพลับสูงใหญ่ที่กำลังอยู่ในช่วงผลิใบยอดสีเขียวพอให้ร่มเงา พื้นที่ส่วนอื่นก็ถูกแบ่งล้อมเพื่อทำแปลงผักที่ค่อนข้างบิดเบี้ยวโย้เย้
แน่นอนว่าเป็นฝีมือของว่านอันอันที่ยืนกรานจะลองปลูกผักเองโดยไม่ให้ซ่งหมิงช่วย เขามีหน้าที่แค่แนะนำด้วยคำพูดเท่านั้น สุดท้ายแล้วผลงานการลงมือทำจริงหลังศึกษาด้วยตาของวิญญาณก็ออกมาอย่างที่เห็น ไม่ได้สวย แต่ก็ยังนับว่าเป็นแปลงผักได้อยู่
“น้ำชาดอกเก๊กฮวยค่ะ”
มือเรียวยื่นแก้วไปให้สามีผู้เปลือยท่อนบนอวดกล้ามเนื้อสีน้ำผึ้งสวยน่าลูบ ดวงตาหงส์ของเธอไม่สามารถละไปจากแผ่นหลังแข็งแรงที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและหน้าท้องเป็นลอนได้เลย
“ขอบคุณครับ” เขารับไปดื่มจนหมดแก้ว ในใจหวานล้ำยิ่งกว่าดื่มน้ำผึ้งเสียอีก
“เป็นไงบ้างคะ นอนบนพื้นมาเจ็ดวันหลังแข็งกระด้างหมดรึยัง” ว่านอันอันยักคิ้วถามอย่างยียวน
“ยังปกติดีนะครับ”
“เฮอะ ตามสบายเถอะค่ะ”
เธอถอนหายใจแรงแล้วรับแก้วเข้ามาเก็บ ในใจหงุดหงิดเล็กน้อย ทุกวันนี้ซ่งหมิงเลือกจะปูฟูกสำรองบาง ๆ ที่พื้นแล้วนอนเฝ้าข้างเตียง แทนที่จะนอนบนเตียงกับเธอ เขาเอาแต่พูดว่าตัวเองต่ำต้อยไม่เหมาะสม รู้สึกผิดที่ทำให้เธอมาลำบาก ถ้าไม่นอนที่พื้นเขาจะไม่สบายใจ
ว่านอันอันกล่อมแทบตายไม้อ่อนก็แล้ว ไม้แข็งก็แล้ว ไม่เคยได้ผล กล่อมยากยิ่งกว่าลาดื้อเสียอีก เธอกลับเข้ามานั่งพักในส่วนรับแขกตรงกลางบ้าน มองไปรอบ ๆ ที่เข้าที่เข้าทางมากกว่าตอนเพิ่งมาถึงมากโข รอยรั่วตรงหลังคาและผนังถูกซ่อมหมดแล้ว ตรงผนังว่างเปล่ามีปฏิทินขนาดใหญ่ของปี 1985 แปะอยู่ ข้างกันเป็นรูปมงคลเด็กอ้วนอุ้มปลาทับทิมและภาพปลาคู่ ที่เธอและซ่งหมิงช่วยกันเลือกจากร้านค้าในเมืองมาประดับในวาระเริ่มต้นครอบครัวใหม่
ที่หมู่บ้านทูวาแห่งนี้ มีร้านขายของชำอยู่เพียงที่เดียวคือร้านของลุงสิงเป้ยหนิง ผู้คนมักเดินทางเข้าเมืองเทียนจินด้วยรถโดยสารที่วิ่งระหว่างหมู่บ้านเข้าสู่ตัวเมือง ซึ่งมีวันละ 3 รอบ เสียค่าโดยสารคนละ 0.2 หยวนต่อคนต่อเที่ยว หรือไม่ก็ปั่นจักรยานไปเองเป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร
อาชีพของผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรทำไร่ทำนา เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ คนที่มีกำลังหน่อยก็มักจะไปทำงานรับจ้างขนสินค้าที่ท่าเรือชิงไถซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล คนพอมีความรู้ก็จะไปทำงานประจำในเมือง
หมู่บ้านทูวายังมีสถานที่สำคัญอีกสองแห่งคือสถานพยาบาลประจำหมู่บ้านที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่เพียงสามคน และศูนย์วัฒนธรรมประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีไว้เพื่อเป็นห้องสมุดประจำหมู่บ้าน ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน สถานที่จัดกิจกรรมชุมชน ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน
อาจจะไม่สะดวกครบครันนักแต่ว่านอันอันก็อยู่ได้ไม่มีปัญหา
“ผมว่าพรุ่งนี้จะไปสมัครงานที่โรงงานในเมืองกับท่าเรือนะครับ”
ซ่งหมิงพูดขึ้นหลังทานอาหารเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ว่านอันอันจึงจับมือเขาดึงมานั่งคุยกันที่โต๊ะ
“พี่หมิง เคยคิดจะลองลงทุนทำกิจการของตัวเองบ้างไหม”
“ผม... ผมจะทำได้เหรอครับ ผมจบแค่มัธยมต้น ความรู้ความสามารถก็ไม่ค่อยมี”
“ได้สิ ! ดูอย่างโต๊ะ เก้าอี้พวกนี้พี่ก็ทำเองหมด นี่ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้นะ”
“ท่านลุงในหมู่บ้านหลายคนก็ทำเป็น ทั้งหมดผมก็เรียนมาจากพวกเขา”
“เหมือนกันที่ไหน ดูความละเอียดของงานนี่สิ งานฝีมือของพี่หมิงน่ะมีเนื้อไม้เรียบเนียน มุมโค้งกลม แถมยังมีการออกแบบลวดลายพิเศษด้วย ดูไปก็สวยไม่มีใครเหมือน แม้แต่พวกของตกแต่งบ้านในเมืองปักกิ่งฉันก็ไม่เคยเห็นลวดลายแบบนี้มาก่อนเลยนะ” เธอชมเปลาะจนซ่งหมิงยกมือขึ้นลูบท้ายทอยด้วยความเขินอาย
ความจุกและคับแน่นที่แล่นปราดทำให้ว่านอันอันตัวกระตุกอ่อนแรงเกาะอยู่บนตัวเขา“อ่าส์... ไม่ได้ทักทายกันนาน แน่นไปหมดเลยนะครับที่รัก...”ชายหนุ่มทำหน้าเหยเกเพราะถูกบีบรัดแน่นจนเกือบระเบิดในทันทีที่เข้าไปแล้ว เขาผ่อนลมหายใจครางเสียงต่ำข้างใบหูกลม ภรรยาตัวน้อยไม่ตอบเขาแต่กลับงับเข้าที่ใบหูเขาแทนไม่พอยังเป็นฝ่ายขยับสะโพกกดเข้าหาตัวตนของเขาอย่างซุกซนด้วยความเสียวซ่านที่ห่างหายไปนานทำให้ชายหนุ่มกัดฟันกรอด สองมือกุมสะโพกผายแน่นแล้วจับเธอตอกตรึงเข้ากับอาวุธแข็งของเขาทันที“อ๊ะ อ๊า อ๊าย”การสอดใส่ของเขาแทบจะเข้าสุดออกสุดแต่กลับแรงหนักหน่วงทุกการตอก ว่านอันอันทำได้แต่ครางไม่เป็นภาษากอดเขาไว้ให้แน่น ของเหลวจากเธอและเขาหลั่งออกมาผสมปนเปกันจนหยดย้อยลงสู่พื้น ให้เสียงน่าอายดังในบ้านพักกว้างด้วยแจ๊ะ แจ๊ะ แจ๊ะ“อืม.... อ่าส์...”เสียงครางต่ำของสามียิ่งทำให้ว่านอันอันฮึกเหิมชอบใจ วาดมือข่วนแผ่นหลังเขาเบา ๆ อย่างยั่วเย้า แถมยังเลียไปตามลำคอแกร่งขบเม้มเพิ่มความเร่าร้อน สติทั้งหมดของซ่งหมิงพลันปลิวหาย เหลือเพียงความดิบเถื่อนตามสัญชาตญาณผู้ชายเขาจับร่างบางลงที่โซฟา ให้เธอยืนจับพนักพิงส่วนเขาแทรกเข้าด้านห
ช่วงนี้ซ่งหมิงมีเรื่องกลุ้มใจมาก ๆ อยู่... “อันอันครับ...” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกภรรยาพร้อมกับมือใหญ่ที่เอื้อมไปคว้าเอวคอดนุ่มนิ่ม รั้งคนงามมามอบจุมพิตแสนหวานสองร่างบนเตียงนอนบดเบียดเข้าหากัน สร้างความรุ่มร้อนทั่วสรรพางค์กาย แต่ก่อนจะก้าวไปถึงขั้นตอนถัดไป เสียงเคาะประตูรัวเร็วด้านนอกก็ดังขัดจังหวะก๊อก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ“คุณพ่อคร้าบ !! เสี่ยวเป่ามาแย้ว”“คุณแม่ขา !! เสี่ยวเป้ยก้อมาค่า”เสียงลูกน้อยทั้งสองเจื้อยแจ้วอยู่หน้าประตูห้องทำให้สามีภรรยาที่กำลังจะก่ายกันอยู่บนเตียงถอนหายใจแล้วมาเปิดประตูให้ สองฝาแฝดจอมแสบรีบวิ่งขึ้นเตียงใหญ่แล้วกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงทันทีคนเป็นแม่กอดอกอมยิ้ม ดุลูกอย่างไม่จริงจังนัก“ดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”เสี่ยวเป่าเสี่ยวเป้ยในวัยสี่ขวบหยุดกระโดดแล้วล้มตัวนอนบนเตียงทันที“อยากนอนกับคูมแม่ค่า” สาวน้อยใบหน้ากลมป่องพูดด้วยน้ำเสียงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ลง เช่นเดียวกับพี่ชายของเธอ“อยากนอนกับคูมพ่อด้วย”สรุปแล้วคืนนี้สี่คนพ่อแม่ลูกก็ได้นอนด้วยกันอีกคืน... ใช่แล้ว ตั้งแต่เด็กสองคนนี้เริ่มพูดได้เดินได้ก็ไม่ค่อยยอมนอนในห้องของตัวเอง แต่วิ่งโร่มาขอนอนกับพ่อแม่แทบทุกคืน ช่วงแร
เพียงเท่านั้นเจียงรุ่ยก็ตัวชาวาบ นั่งหลังตรงขึ้นมาทันที อวี่หังเองก็ใส่ไฟเพิ่มอย่างสนุกสนาน“ที่นายไปดื่มชากับเธอไม่สังเกตเลยเหรอ ว่าวันหนึ่งเธอได้ดอกไม้เอย ของขวัญเอยกี่ชิ้น”เจียงรุ่ยไม่ได้สังเกตจริง ๆ ทุกครั้งที่ไปดื่มชากับหยาเหวินเขาก็เอาแต่สนใจเธอคนเดียวเท่านั้น จะมีสติไปสำรวจรอบร้านตอนไหนว่ามีดอกไม้ของขวัญอะไรด้วย เพื่อนทั้งสองคนกลัวว่าเจียงรุ่ยจะไม่เชื่อจึงพาเขาไปแอบมองที่ร้านสาขาในเวลาทำงานตรงนั้นหยาเหวินกำลังอธิบายการชงชาแต่ละชนิดให้พนักงานฝึกหัดฟังอยู่ ข้าง ๆ นั้นยังมีชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งสวมชุดวิศวกรยืนมองเธอพูดเจื้อยแจ้วด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม ด้านข้างพวกเขายังมีดอกไม้ช่อใหญ่วางอยู่ ชัดเจนว่ามีคนให้หยาเหวินมาความไม่มั่นคงที่พุ่งพรวดเข้ามาในใจทำให้เจียงรุ่ยแตกตื่นทันที ความเปรี้ยวขมในอกนี้ยากจะอธิบาย“แล้วนี่... จะทำยังไงดี...”“สารภาพรักซะสิ เอาให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าเขา” อวี่หังแนะนำอย่างมั่นใจ“แล้วต้องหาสถานที่ดี ๆ ด้วย จะให้ใครไปขัดจังหวะไม่ได้” ซินเหยาเสริมและนั่นก็เป็นที่มาของงานเลี้ยงที่บาร์หรูแห่งหนึ่งในเวลาถัดมา ในโซนส่วนตัวมุมหนึ่งคนสี่คนซึ่งได้แก่ หยาเหวิน เจีย
เจียงรุ่ยเป็นผู้ชายบ้างาน...นั่นคือคำที่คนรอบตัวเขานิยามให้เป็นเสียงเดียวกัน ชายผู้หลงใหลในการทำการค้าและธุรกิจนี้แทบไม่เคยถูกสะกิดต่อมความรัก เรียกตามตรงว่าเป็นพวกตายด้าน ตัวเจียงรุ่ยเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งเขาจะเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ กับหญิงสาว เขามองเธอเปล่งประกายกว่าคนทั่วไป ทั้งยังดีใจที่ได้พูดคุยกับเธอแต่กว่าจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าชอบ มันก็สายไปแล้วเธอแต่งงานแล้วเจียงรุ่ยจึงทุ่มเทสมองและกายใจให้กับงานอีกครั้งเพื่อลบความรู้สึกหนักอึ้งในใจนี้ออกให้หมด แล้ววันหนึ่งว่านอันอันก็ส่งใครบางคนเข้ามาในชีวิตเขาเธอชื่อว่าหยาเหวิน...“สวัสดีค่ะ คุณเจียงรุ่ยใช่มั้ยคะ ฉันหยาเหวิน มาช่วยดูร้านฉาหยูเถียนสาขาใหม่ค่ะ”“ผมเจียงรุ่ยครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”ทั้งสองทักทายกันอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งคุยเรื่องงานกันอย่างจริงจัง ตอนนี้เทียนหงต๋ามีแผนเปิดร้านฉาหยูเถียนทั้งหมดห้าสาขาในเมืองเซี่ยงไฮ้ หยาเหวินที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลของฉาหยูเถียนจึงเดินทางมาดูงานด้วยตัวเองเรื่องสถานที่และการตกแต่งภายในร้านต่างก็คงรูปแบบเดียวกับร้านหลักทั้งหมดเลยไม่มีปัญหา ทั้งขนมและชาก็เป็นของคุณภาพดี หยาเห
แต่เขาก็ไม่คิดว่าโอกาสนั้นจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา“สวัสดีครับ ผมชื่อฉินเซ่า เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ เพิ่งย้ายมาจากปักกิ่งครับ”เสียงปรับมือและเสียงกรี๊ดกร๊าดเบา ๆ จากครูสาวมากมายดังต้อนรับเขา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่คนคนเดียว ซึ่งพยายามหลบหน้าหลบตาเขาอยู่ หลังจากนั้นแม้เขาจะพยายามเข้าไปพูดคุยกับเธอกี่ครั้งเธอก็เอาแต่หนีไม่ก็หลบหน้า บุคลิกยังดูแปลกไปไม่น้อย ไม่มั่นใจในตัวเองและเงียบ ๆ ไม่เปล่งประกายเหมือนวันแรกที่พวกเขาพบกัน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังชอบเธออยู่ดีฉินเซ่ามั่นใจว่าสายตาของเธอเป็นสายตาของคนที่สนใจกันอยู่บ้าง แต่เธอเอาแต่แอบมองเขาอยู่ห่าง ๆ อย่างนี้จนเขาเริ่มทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปถามไถ่ว่าเธอไม่สบายใจตรงไหนให้รู้แล้วรู้รอดแต่แล้ววันหนึ่งเธอก็เปลี่ยนไป จากที่เคยทำตัวเงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร หลินลี่จูก็มาโรงเรียนด้วยชุดสวยแปลกตาชุดหนึ่ง ที่เขามารู้ทีหลังว่าเป็นยี่ห้อของห้องเสื้อเสียนฮวาสุดหรูที่กำลังโด่งดัง บรรยากาศรอบตัวเองก็เปลี่ยนไปเปล่งประกายสดใสเหมือนครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกันทั้งรอยยิ้มงดงามความมั่นใจเปี่ยมล้นและดวงตาระยิบระยับคู่นั้นเสียงพูดคุยถึงเธอก็เริ่มเ
หลินลี่จูเป็นลูกสาวคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านทูวา แม้จะไม่มีแม่ แต่ผู้เป็นพ่อก็เลี้ยงดูทะนุถนอมเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี เธอจึงเติบโตเป็นเด็กหญิงที่มีความมั่นใจ สดใส ร่าเริง คนในหมู่บ้านไม่มีใครไม่ชอบเธอเจอหน้าต่างก็มอบคำชมและขนมให้เสมอ ยิ่งมีลูกพี่ลูกน้องอย่างปิงปิง ลู่ลู่ คอยให้ท้าย หลินลี่จูตัวน้อยยิ่งเชิดคอสูงถึงสวรรค์ทะนงตัวเย่อหยิ่งเป็นที่สุด ทว่าคนเรายิ่งโตขึ้นจึงได้รู้ว่าโลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดสังคมที่เธอเข้าเรียนและสังคมการทำงานในโรงเรียนต่างกดขี่ศักดิ์ศรีของเธอด้วยคำว่า ‘บ้านนอก’ หลินลี่จูถูกหญิงสาวชาวเมืองใหญ่เหล่านั้นรังเกียจเพราะไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ ไม่มีเงินทอง ไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง เธอจึงเกลียดพวกคนชนชั้นสูงและเศรษฐีจนไม่อยากเข้าใกล้ ยิ่งหากเจอคนที่เหยียดหยามผู้อื่นด้วยฐานะยิ่งไม่ชอบตั้งใจว่าถ้าจะคบเพื่อนหรือมีคนรัก ก็จะไม่คบพวกเศรษฐีหัวโตเด็ดขาดแต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกให้เธอได้พบกับว่านอันอันและใครอีกคนในวันเทศกาลฤดูร้อนบนถนนฮวาเจี๋ยแกร๊ก ๆ ๆ“เฮ้อ...”เสียงฟันเฟืองหมุนกระทบกันและเสียงถอนหายใจทำให้หลินลี่จูที่ต้องหันไปมอง เดิมทีเธอแค่หาสถานที่สงบหน่อยมารอปิงปิงกับลู







