Masukค่ำวันนั้นหลังกลับถึงบ้านซ่งหมิงกับว่านอันอันก็นอนตะครองกอดกันเหม่อมองเพดานห้องอย่างไม่มีใครข่มตาหลับลง“ถ้าไปแล้ว ต้องคิดถึงบ้านหลังนี้แน่ ๆ เลยค่ะ”“ถ้าช่วงไหนว่าง ๆ เราก็มาเที่ยวที่นี่เป็นครั้งคราวได้นะครับ ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านหลังหนึ่งของเรา”ว่านอันอันนิ่งเงียบไปแป๊บหนึ่งก็เงยหน้าช้อนดวงตากลมโตดั่งกวางสาวมองสามี ยืดตัวจูบริมฝีปากสามีเร็ว ๆ จนอีกฝ่ายนิ่งงันไป“ฉันเคยบอกรึยังค่ะ ว่าฉันรู้สึกโชคดีมากที่ได้เป็นภรรยาของพี่หมิง”ไม่รอคำตอบเธอก็ก้มลงจูบเร็ว ๆ อีกครั้ง ทิ้งสัมผัสราวแมลงปอแตะผิวน้ำไว้ที่ปากเขา“เคยบอกรึยังคะ ว่าฉันรักพี่หมิง”จุ๊บ !“เคยบอกรึยังคะ ว่าฉันจะอยู่กับพี่หมิงตลอดไป”คราวนี้ไม่ทันที่ว่านอันอันจะได้ตั้งคำถามต่อไป ซ่งหมิงก็เป็นฝ่ายจับท้ายทอยเธอบดจูบลงมาแทน ริมฝีปากนุ่มของเขาบดคลึงแลกเปลี่ยนความชุ่มฉ่ำของกันและกัน กระทั่งเขาผละออกไปทิ้งเสียงหอบแผ่วเบาแสนเซ็กซี่ที่ข้างหูเธอ“เคยบอกแล้วก็บอกอีกได้ครับ... พี่ชอบฟัง...”ครั้นเขากำลังจะพลิกตัวคร่อมแล้วกดร่างบางลงเบื้องล่างเตียงนุ่ม ก็ถูกมือบางยันตัวไว้กลายเป็นฝ่ายตวัดขานั่งคร่อมเขาแทนอย่างอุกอาจเสียก่อน กลางกายหญิงสาวท
ข่าวการเสียชีวิตของนางเจิ้งหลินที่ถูกแจ้งให้ทราบในวันถัดไป ยิ่งทำให้ว่านหวนเย่ดูไร้ชีวิตชีวามากกว่าเดิม เขาไม่ร้องไห้แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ใช้เวลานั่งเหม่อลอยไปเงียบ ๆ ว่านอันอันที่เห็นท่าทางน่าเป็นห่วงของพ่อจึงเลื่อนกำหนดวันกลับเมืองเทียนจินออกไปอีกหน่อย จนกว่าจึงถึงวันที่พ่อต้องออกจากโรงพยาบาลซึ่งเป็นเวลาเกือบสัปดาห์กว่าหมอจะยอมปล่อยตัวคนไข้กลับ ที่บ้านตระกูลบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าแต่เดิมเคยเต็มไปด้วยภาพลักษณ์หรูหราอู้ฟู่สมบูรณ์พร้อม มาวันนี้กลับดูเงียบเหงาและวังเวงอย่างน่าประหลาด อาจเพราะคนที่ใช้ชีวิตครึ่งค่อนหนึ่งมาในบ้านหลังนี้ตายจากไปถึงสองคนว่านอันอันและซ่งหมิงประคองพ่อไปนั่งที่โซฟารับแขกกลางบ้าน สาวรับใช้ในบ้านต่างก็เตรียมยกน้ำชามาต้อนรับเจ้านายอย่างดี พ่อว่านกุมมือลูกสาวค้างไว้ไม่ปล่อย กวาดสายตามองบันไดกลางบ้านที่เขาตกลงมาด้วยความเจ็บปวดใจมองต่อไปยังมุมอื่นของบ้านที่ดูเคว้งคว้างเดียวดาย กระบอกตาพลันร้อนผ่าวขึ้นมา“พ่อขอโทษนะ... ที่ปกป้องลูกไม่ได้”นั่นเป็นคำแรกที่ว่านหวนเย่พูดในรอบหนึ่งสัปดาห์ ว่านอันอันกระชับมือพ่อแน่นขึ้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน“หนูไม่เป็นไรค่ะ
เจิ้งหลินมองบรรยากาศปรองดองนั่นแล้วก็รู้สึกคับแน่นในอก อยากทำลายภาพตรงหน้าให้พังทลาย เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เธอเห็นสามีทำดีกับว่านอันอัน“อันอันหายไปไหนมาหลายวันงั้นเหรอ ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่กลับมาเลยนะ ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องไม่ดีมาหรอกใช่มั้ย” เจิ้งหลินเอ่ยกระทบ คิดในใจว่าแผนของท่านนายพลเกาจั้นคงสำเร็จไปด้วยดีเพราะว่านชิงชิงยังเงียบสงบอยู่คนเป็นแม่รู้ดีว่าคนอย่างว่านชิงชิง ถ้าแผนไม่สำเร็จคงกลับมาอาละวาดร้องไห้กับเธอแล้ว เมื่อคิดว่าเด็กที่ขวางหูขวางตาเธอมาตลอดถูกคนอื่นย่ำยีจนตกนรกไปด้วยน้ำมือของทหารแก่บ้ากามเธอก็ฉีกยิ้ม ในใจเต็มเปี่ยมด้วยความสาแก่ใจอย่างห้ามไม่อยู่เธอเกลียดเด็กคนนี้มาตลอดเพราะเธอเป็นลูกของผู้หญิงที่เธอเกลียดมาตลอดครึ่งค่อนชีวิต ผู้หญิงคนนั้นที่มีฐานะสูงส่งกว่าเธอ ร่ำรวยกว่าเธอ หน้าตาดีกว่าเธอ การศึกษาดีกว่าเธอ ครอบครัวของเจิ้งหลินมักเอาผู้หญิงคนนั้นมาเปรียบเทียบกับเธออยู่เสมอ จนปลูกฝังความเกลียดชังเข้มข้นไว้ตรงมุมหนึ่งของหัวใจในตอนที่ได้ยินข่าวว่าผู้หญิงคนนั้นแต่งงานกับว่านหวนเย่ผู้ชายที่เธอแอบรักอยู่ เจิ้งหลินก็คลุ้มคลั่งไปช่วงหนึ่ง ทุกวันเอาแต่สาปแช่งให้ครอบครัวของพว
หลังเรื่องทุกอย่างจบลงที่บ้านพักลับซึ่งว่านอันอันและซ่งหมิงซ่อนตัวอยู่ก็ได้มีแขกมาเยือน เป็นเจียงรุ่ยและเจียงฮั่วที่มาแจ้งข่าวดีให้ทั้งสองทราบ“ทุกอย่างจบลงเรียบร้อยดีแล้วนะครับ ตอนนี้ทั้งสองคนปลอดภัยและสามารถออกจากที่นี่ได้แล้วครับ” เจียงรุ่ยแจ้งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“ขอบคุณมากจริง ๆ นะคะที่ช่วยเหลือพวกเรา”“ขอบคุณครับ”สองสามีภรรยาก้มศีรษะโค้งขอบคุณจากใจจริง ทำเอาสองพี่น้องตระกูลเจียงลนลานโบกมือพัลวัน“ไม่ต้องขนาดนี้ก็ได้ ! เป็นเรื่องที่พวกเราต้องทำอยู่แล้ว อีกอย่างคนที่ออกแรงมากที่สุดในเรื่องนี้เป็นห้าวอวิ้นซะมากกว่า ตอนแรกเขาก็กะจะมาด้วย แต่ติดที่ต้องไปรายงานเรื่องราวทั้งหมดที่ศูนย์บัญชาการใหญ่เลยมาด้วยไม่ได้” เจียงฮั่วอธิบาย“ยังไงฉันกับพี่หมิงก็ว่าจะหาโอกาสไปขอบคุณอย่างเป็นทางการสักครั้งอยู่แล้วค่ะ”“โฮะ ๆ แต่หมอนั่นฝากมาบอกนะ ว่าของขวัญของคุณขอเป็นเส้นสายหาเฟอร์นิเจอร์ดี ๆ จากซานเหอมู่เย่ให้ค่ายทหารของเขาก็พอ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมค่ายของฉันห้าวอวิ้นก็เอาแต่อิจฉาตลอด”“เรื่องเล็กมากค่ะ พวกเราจะบริการอย่างเต็มที่แน่นอน” ว่านอันอันฉีกยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี“แล้วนี่จะกลับเมืองเทียนจินกันเ
หลังบอกข้อมูลให้ศัตรูของเกาจั้นครบถ้วนแล้ว เย่ฟางตงก็ถูกเว่ยหงฉวนพาตัวไปยังบ้านพักหลังหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในสลัมแห่งนี้ชายหนุ่มตกอยู่ในห้วงจินตนาการของตัวเองว่ากำลังจะหลุดพ้นแล้ว ต่อไปนี้เขามีคนคอยคุ้มครอง ไม่ว่าเกาจั้นจะส่งคนมามากแค่ไหนก็ไม่มีทางทำร้ายเขาได้ เย่ฟางตงยังหมายมั่นจะช่วยเหลือเว่ยหงฉวนสุดความสามารถเพื่อทำให้นายพลเกาจั้นพังทลายจมดินให้ได้“กินอะไรมารึยังล่ะ” เว่ยหงฉวนถามหลังมาส่งถึงบ้านพัก“ยังเลยครับนายท่าน” เขายิ้มตอบประจบประแจงดูจากบ้านพักส่วนตัวแบบนี้ เขาต้องถูกจัดลำดับความสำคัญไว้มากแน่ ๆเย่ฟางตงคิดอย่างลิงโลด“งั้นเดี๋ยวฉันจะให้คนเอาอาหารมาส่ง กินแล้วก็พักผ่อนซะ”“ขอบคุณนายท่านมาก ๆ ครับ ! เป็นนายท่านที่ดีกับผมมากที่สุด !”“อืม”เว่ยหงฉวนยิ้มตอบแล้วเดินจากไป ครุ่นคิดว่าจะใช้ข้อมูลในมือยังไงดีให้ได้ประโยชน์สูงสุดอ้อ... ให้ถูกใจเขาที่สุดด้วยด้านเย่ฟางตงนั่งเล่นในห้องไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น อาหารน่ากินหลายอย่างถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะอย่างตระการตา เย่ฟางตงที่อดอาหารมาหลายวันเห็นแบบนั้นก็ไม่ทนต่อความหิวอีกต่อไปกระโจนเข้าไปกินอย่างมูมมาม ไร้ท่าทีความเป็นคุณชายสูงศั
เย่ฟางตงใช้เวลากว่าสองวันหนึ่งคืนในป่าเลียบถนน ระหว่างทางหลบหนีเขาก็รู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองมีอาการผิดปกติ ทั้งหงุดหงิดฉุนเฉียว กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ เกิดความเครียด คลื่นไส้อาเจียน ยังใจสั่นและหัวใจเต้นเร็ว จนแทบทุรนทุรายนี่เป็นอาการของคนขาดยา...เย่ฟางตงตื่นตระหนกทันที เพราะเขารู้ว่ายาพวกนี้สามารถส่งคนไปนรกหรือสวรรค์ก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณการเสพ เขาเองก็มีใช้มันเพื่อความเพลิดเพลินบ้าง แต่ไม่เคยใช้มากจนถึงขั้นติดแล้วนี่... มันเกิดอะไรขึ้น...พลันภาพที่สาวรับใช้ส่วนตัวของว่านชิงชิงที่มารับใช้ยกอาหารขนมน้ำชาให้เขาทุกวันก็ผุดขึ้นมา ถึงได้เข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง ที่แท้ความเงียบสงบของผู้หญิงคนนั้นก็เป็นการเสแสร้ง เพื่อลอบทำร้ายเขา !“ว่านชิงชิง !!” เขากัดฟันกรอดคำรามชื่อนั่นออกมาด้วยความแค้นเรี่ยวแรงที่เคยหดหายคล้ายถูกเติมเต็มด้วยแรงโกรธ สองขาเดินลุยในเส้นทางหลบหนีกลับไปถึงบ้านในวันต่อมาบ้านหลังใหญ่ยังคงเงียบสงบเหมือนทุกครั้ง แต่เขาเองก็ไม่วางใจจึงใช้เส้นทางลับแอบเข้าบ้านตัวเอง ทันทีที่ว่านชิงชิงเดินออกจากห้องมาเห็นเขากำลังจะเดินผ่านไปก็คว้าตัวเขามาถามไถ่อย่างกระตือรือร้น ไม่ได้สนใจสภา







