LOGINบรรยากาศภายในท้องพระโรงแคว้นต้าจงยามนี้เริ่มแปรเปลี่ยนจากความตื่นตระหนกโวยวายของเหล่าขุนนางหน้าเง
บรรยากาศเหนือทุ่งหญ้าสะวันนาชายแดนทางทิศเหนือของแคว้นต้าจงในยามนี้ ช่างดูอึมครึมและกดดันประดุจบรรยากาศในห้องประชุมบริษัทที่ยอดขายตกเป้าในไตรมาสสุดท้าย กลิ่นดินปืนจางๆ จากป้อมปราการที่ถูกเผาไหม้ลอยมาตามสายลมหนาวที่พัดกระโชกแรง ไป๋ชิงผู แม่ทัพกองหน้าหนุ่มไฟแรงสูงผู้แบกรับความหวังของตระกูลไป๋และงบประมาณการทหารนับหมื่นหยวน ประทับอยู่บนหลังม้าศึกสีถ่านที่กำลังหายใจออกมาเป็นไอสีขาว ท่ามกลางเสียงกีบม้าที่เหยียบย่ำลงบนผืนหินและเสียงเกราะเหล็กที่กระทบกันดัง กริ๊ก... กริ๊ก... อย่างสม่ำเสมอนัยน์ตาคมกริบของชิงผูจ้องมองไปยังแนวป่าเบื้องหน้า ซึ่งเบื้องหลังแมกไม้นั้นคือทัพย่อยของซีหยางที่กำลังเคลื่อนพลเข้ามาประดุจฝูงตั๊กแตนเหล็กกินเนื้อ เขาขยับถุงมือหนังให้กระชับพลางกระชับทวนเงินในมืออย่างมั่นคง ใบหน้าที่เคยร่าเริงกวนประสาทบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทว่ายังแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มแสยะที่มุมปากประดุจกำลังจะไปแจกใบสั่งให้ศัตรูที่จอดรถผิดที่"เอาล่ะ ทหารกล้าทั้งหลาย!" ไป๋ชิงผูแผดเสียงประกาศก้องจนนกกระปูดที่เกาะอยู่แถวนั้นตกใจบินหนี"ศัตรูอยู่เบื้องหน้าเราแล้ว พวกมันคือพวกที่คิดจะม
เช้าตรู่ของวันมงคลที่อากาศหนาวเหน็บจนน้ำค้างบนยอดหญ้าเกือบจะแข็งตัวเป็นเกล็ดหิมะ บรรยากาศหน้าประตูเมืองหลวงแคว้นต้าจงกลับร้อนระอุประดุจเตาหลอมเหล็กในโรงงานอุตสาหกรรม เสียงรัวกลองศึกดังกัมปนาทสะท้านเลื่อนลั่นจนขี้นกบนหลังคาประตูเมืองร่วงกราวลงมาใส่หัวขุนนางที่มายืนส่งทัพ พิธีตัดไม้ข่มนามถูกจัดขึ้นอย่างอลังการงานสร้างตามมาตรฐานกำกับศิลป์ของไป๋ลี่ถิง ฮ่องเต้ ฉินจื่อเสวียน ประทับเด่นเป็นสง่าอยู่บนหลังม้าศึกสายพันธุ์เหงื่อโลหิต พระองค์สวมชุดเกราะทองคำอร่ามเรืองที่ขัดจนเงาวับชนิดที่ว่าหากศัตรูจ้องมองตรงๆ อาจเกิดอาการตาบอดชั่วคราวได้โดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์พระองค์ทรงกวัดแกว่งดาบอาญาสิทธิ์ข่มขวัญศัตรูที่อยู่ไกลออกไปนับพันลี้ ท่าทางของพระองค์ในยามนี้คือจอมทัพมังกรผู้ไร้เทียมทาน แต่ในสายตาของเมียหลวงอย่างไป๋ลี่ถิงนั้น พระองค์คือพรีเซ็นเตอร์ชุดเกราะแบรนด์บุปผาสวรรค์โอสถที่ดูดีที่สุดเท่าที่เคยจ้างมา ขบวนทัพหลวงนับแสนนายเริ่มเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวงประดุจมังกรยักษ์สีทองที่ค่อยๆ เลื้อยออกจากถ้ำ มุ่งหน้าสู่ทิศเหนือที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งสงครามไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาก
บรรยากาศภายในท้องพระโรงแคว้นต้าจงยามนี้เริ่มแปรเปลี่ยนจากความตื่นตระหนกโวยวายของเหล่าขุนนางหน้าเงิน กลายเป็นความตึงเครียดในเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้นจนมดสักตัวก็ไม่กล้าเดินผ่านพื้นที่ว่างหน้าพระที่นั่ง แผนการออกศึกของ ฮ่องเต้ฉินจื่อเสวียน ถูกวางแผ่หราอยู่บนโต๊ะบัญชาการกลางโถง ทว่าปัญหาใหญ่ระดับชี้เป็นชี้ตายที่ทำเอาเหล่าแม่ทัพอาวุโสพากันนั่งตัวลีบและหลบตาไปมองลวดลายบนพื้นหินอ่อนก็คือ ตำแหน่ง "แม่ทัพกองหน้า"ตำแหน่งนี้ไม่ใช่แค่การขี่ม้าเท่ๆ ไปหน้าขบวน แต่มันคือการเป็นเป้านิ่งเบอร์หนึ่งที่จะต้องเผชิญหน้ากับกองทัพม้าเหล็กซีหยางเป็นคนแรก เป็นคนที่จะต้องพาเหล่าทหารบุกทะลวงฝ่าดงหน้าไม้กลและลูกตุ้มระเบิดเพลิงที่พร้อมจะเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นเนื้อย่างเกรียมๆ ได้ทุกวินาที"ไม่มีใครกล้ารับหน้าที่นี้เลยหรือ?" ฉินจื่อเสวียนตรัสด้วยสุรเสียงที่แฝงไปด้วยความผิดหวัง พระเนตรคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนพลที่เคยคุยนักคุยหนาว่า "ดาบเดียวตัดขุนเขา" แต่ตอนนี้กลับทำตัวเหมือน "เต่าหดหัวในกระดอง""หรือว่าพวกเจ้าอยากจะให้ข้าที่เป็นฮ่องเต้ ต้องควบม้าไปเป็นกองหน้าเองคนเดียว แล้วทิ้งให้พวกเจ้านั่งลุ
บรรยากาศภายในท้องพระโรงของแคว้นต้าจงที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยโชคชะตา บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่หนักอึ้งประดุจมีใครเอาลูกตุ้มเหล็กหนักสิบตันมาห้อยไว้บนขื่อเพดาน ควันจากกระถางกำยานขยับไหวไปตามจังหวะการหายใจที่ฟืดฟาดของเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงแถวหน้าซีดเซียว รายงานความพ่ายแพ้ยับเยินจากชายแดนเหนือถูกวางแหมะอยู่บนโต๊ะทรงอักษรที่สลักลายมังกรคาบแก้ว ตัวเลขการสูญเสียกำลังพลและป้อมปราการที่ถูกตีแตกพ่ายนั้นถูกเขียนด้วยหมึกสีแดงฉานประดุจเลือด ซึ่งมันกำลังทิ่มแทงตาของฉินจื่อเสวียน ฮ่องเต้หนุ่มผู้รักความสงบอย่างรุนแรง"บัดซบ! พวกซีหยางนั่นมันกล้าดีอย่างไร!"ปัง!!!เสียงฝ่ามือหนาที่ทรงพลังกระแทกลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมดังสนั่นหวั่นไหวประดุจเสียงฟ้าผ่ากลางแดดเปรี้ยง แรงกระแทกนั้นมหาศาลเสียจนถ้วยชาหยกราคาแพงที่วางอยู่ข้างๆ ถึงกับกระโดดลอยตัวขึ้นกลางอากาศก่อนจะตกลงมาแตกกระจายกลายเป็นเศษธุลี ฉินจื่อเสวียนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระเนตรที่เคยฉายแววคลั่งรักในยามปกติ บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยเปลวไฟแห่งความพิโรธที่สามารถเผาผลาญทุ่งหญ้าทั้งแคว
ท้องฟ้าเหนือชายแดนทางตอนเหนือของแคว้นต้าจงในยามนี้ไม่ได้เป็นสีครามสดใสอีกต่อไป แต่มันกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาทมิฬที่หอบเอาทั้งกลิ่นสาบของฝุ่นดินและกลิ่นอายแห่งความหายนะพัดผ่านทุ่งหญ้าสีเหลืองนวล บรรยากาศที่เคยเงียบสงบมีเพียงเสียงกระดิ่งคอวัวที่ชาวบ้านต้อนฝูงสัตว์ผ่านด่านบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงคำรามกึกก้องที่ทำเอาแผ่นดินสะเทือนจนขวดเหล้าบนโต๊ะของทหารยามแทบจะกระโดดออกมาเต้นระบำที่เส้นขอบฟ้าทิศเหนือ เงาดำทมิฬขนาดมหึมาค่อยๆ ปรากฏขึ้นประดุจคลื่นน้ำหลากที่ทำจากโลหะ มันคือกองทัพม้าเหล็กแห่งแคว้นซีหยาง กองกำลังที่ขึ้นชื่อว่าบ้าคลั่งและกระหายการทำลายล้างยิ่งกว่ามนุษย์ป้าในวันลดราคาห้างสรรพสินค้า นำโดย แม่ทัพทั่วป๋า บุรุษร่างยักษ์ผู้มีใบหน้าบากประดุจแผนที่โลกและมีดวงตาแดงก่ำราวกับคนไม่ได้นอนมาเจ็ดวัน เขาประทับอยู่บนหลังม้าศึกสายพันธุ์ยักษ์ที่หุ้มด้วยเกราะเหล็กหนาเตอะจนมองไม่เห็นขนแม้แต่เส้นเดียว"ฮ่าฮ่าฮ่า! ดูพวกต้าจงสิ! พวกมันมัวแต่ทำธุรกิจขายแป้งผัดหน้าจนลืมไปแล้วมั้งว่าดาบมีไว้ทำอะไร!" ทั่วป๋าแผดเสียงหัวเราะกึกก้องพลางชูดาบยักษ์ที่หนักกว่าตัวพนักงานบัญชีสามคนรวมกันขึ้
แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของพระราชวังแคว้นต้าจง สะท้อนความรุ่งเรืองที่ขยายตัวยิ่งกว่าฟองสบู่ในยุคดอตคอม บรรยากาศภายในกำแพงวังหลวงช่วงนี้ หากจะนิยามสั้นๆ ก็คงเป็นคำว่าสวรรค์ของนักลงทุนภายใต้การนำของ ฮ่องเต้ฉินจื่อเสวียน ผู้เปลี่ยนจากกษัตริย์นักรบมาเป็นกษัตริย์นักสนับสนุนเมีย และฮองเฮาไป๋ลี่ถิง ซีอีโอสาวผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจทุกหย่อมหญ้า แคว้นต้าจงในรัชสมัยนี้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ถนนหนทางสะอาดเอี่ยม ประชาชนมีเงินเต็มกระเป๋า และขุนนางทุกคนต่างพากันเข้าคอร์สอบรมสัมมนาวิธีการเพิ่มกำไรในยุคศักดินากันอย่างถ้วนหน้าไป๋ลี่ถิงนั่งไขว่ห้างอยู่บนบัลลังก์หงส์ทองคำที่นางสั่งติดตั้งเบาะนวมสปริงพิเศษเพื่อสุขภาพหลังระดับพรีเมียม มือข้างหนึ่งถือไอแพดไม้แกะสลักที่เชื่อมต่อข้อมูลผ่านมโนจิต ส่วนอีกข้างถือแก้วน้ำสตอเบอร์รี่ปั่นสกัดเย็นที่สั่งตรงจากดอยสูง พระนางกำลังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางกวาดสายตามองกราฟแสดงยอดขายพัดลมมือถือพลังงานไขลานที่กำลังทำยอดอย่างต่อเนื่อง"อา... ความสงบสุขนี่มันช่างหอมหวานประดุจกลิ่นธนบัตรใบใหม่จริงๆ นะไคเซอร์" ไป๋ลี่ถิงเปรยขึ้นพลางจิบน้
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







