Masukยามโพล้เพล้ที่ดวงอาทิตย์สีส้มอมแดงกำลังจะลาลับขอบฟ้า ทอดเงาทะมึนท
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าตำหนักเย็น บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้กระดูกสันหลังหนาวสั่นประดุจเพิ่งโดนน้ำแข็งใสราดรดขั้วหัวใจ ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีดีกรีซีอีโอสายโหด ประทับยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงพระสนมเอกผู้สูงศักดิ์ ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นเพียงหญิงเสียสติที่นั่งจมกองผ้าขี้ริ้วและคราบน้ำตาแห่งความริษยา นัยน์ตาคมกริบภายใต้เลนส์แว่นตากรอบทองของไป๋ลี่ถิงฉายแววเย็นชาไร้ความรู้สึกใดๆ ผิดกับภาพลักษณ์ใจดีแจกโบนัสในยามปกติอย่างสิ้นเชิงพระนางมองดูซุนซูเฟย ที่ยังคงหัวเราะร่วนพร่ำเพ้อถึงความพินาศของแคว้นต้าจงด้วยความสมเพช ความเมตตาของไป๋ลี่ถิงนั้นมีไว้สำหรับพนักงานที่ทำยอดทะลุเป้าและราษฎรที่จงรักภักดีเท่านั้น แต่สำหรับหนี้เสียที่จงใจฉ้อโกงและขายชาติเพื่อความสะใจส่วนตัวเช่นนี้ ในพจนานุกรมธุรกิจของพระนางมีเพียงคำเดียวที่เหมาะสมคือ... การชำระบัญชีแบบถอนรากถอนโคน"ซุนหมานหม่าน... เจ้าบอกว่าอยากเห็นข้าลงนรกไปพร้อมกับเจ้าใช่ไหม?" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรี
บรรยากาศยามวิกาลภายในเขตตำหนักเย็นของพระราชวังแคว้นต้าจง ช่างเป็นสถานที่ที่น่าหดหู่และชวนให้ขนหัวลุกยิ่งกว่าการนั่งดูตัวเลขขาดทุนในบัญชีบริษัทตอนสิ้นปีเสียอีก กลิ่นอายของความอับชื้นจากกำแพงที่ตะใคร่น้ำเกาะหนาเตอะผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำยาซักผ้าเกรดต่ำที่พ่นออกมาจากโรงซักล้างส่วนตัวของอดีตพระสนมผู้ตกอับ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยร้องระงมพลันเงียบกริบลงประดุจพวกมันรู้ว่าพายุระดับทำลายล้างกำลังจะพัดผ่านเข้ามาในเขตอสังหาริมทรัพย์ราคาถูกแห่งนี้ในอีกไม่กี่อึดใจไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีมาดซีอีโอสายโหดและมีพละกำลังจากความแค้นพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน ก้าวเดินนำหน้ากองทหารองครักษ์เงาที่สวมชุดดำทะมึนประดุจฝูงนินจาในหนังแอ็กชัน ท่วงท่าการเดินของพระนางนั้นดุดันและมั่นคงเสียจนพื้นหินแตกหักเป็นรอยร้าวเล็กๆ ตามจังหวะรองเท้าส้นสูง แว่นตาสแกนกรอบทองของพระนางฉายแสงสีแดงวาบผ่านเลนส์ประดุจดวงตาของหุ่นยนต์สังหารที่ตรวจพบเป้าหมายที่ต้องกำจัดทิ้งจากสารบบ"ไคเซอร์... เตรียมตัวทำความสะอาดขยะในองค์กรให้ข้าที" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยเสียงเย็นเยือกพลางหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าๆ ของเรือนพักซุนซูเฟยที่สภาพดูเหมือนจะพังแ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดจนเกือบจะเกิดการปะทะนองเลือดกลางท้องพระโรงแคว้นต้าจง เสียงหอบหายใจของเหล่าทหารรักษาพระนครและเสียงหัวใจที่เต้นรัวของขุนนางเฒ่าขี้ฉ้อดังประสานกันเป็นจังหวะที่น่าเวทนา ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีสมองเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์และมีหัวใจเป็นเครื่องคิดเลขรุ่นท็อปสเปก ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบันไดมังกร พระนางไม่ได้แสดงอาการหวั่นเกรงต่อดาบและทวนที่จ่อเข้ามาแม้แต่น้อย ทว่าในดวงตาภายใต้เลนส์แว่นตากรอบทองกลับฉายแววความสมเพชต่อเหล่าผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ริอ่านจะมาปั่นหุ้นกบฏในบริษัทของพระนาง"เอาล่ะๆ... หยุดทำหน้าเหมือนปวดท้องหนักกันได้แล้วพวกเจ้า!" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่ดังก้องไปทั่วโถงกว้าง"ข้ารู้ว่าการใช้อำนาจข่มขู่ยึดทรัพย์พวกเจ้ามันอาจจะดูเป็น การใช้อำนาจในทางมิชอบไปสักหน่อย และมันก็ไม่ช่วยให้พวกเจ้าที่ถูกล้างสมองด้วยเฟคนิวส์ตาสว่างขึ้นมาได้หรอก... ดังนัั้น ในฐานะซีอีโอผู้ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล ข้าจะขอใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์มาตบหน้าพวกเจ้าให้หงายหลังแทนดาบก็แล้วกัน!"พระนางสะบัดมือข้างหนึ่งขึ้นกลางอากาศ ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนๆ
บรรยากาศยามเย็นที่ประตูเมืองหลวงแคว้นต้าจงในวันนี้ ช่างดูหดหู่และแห้งแล้งประดุจลำไยอบแห้งที่ถูกลืมทิ้งไว้ในโกดังมาสิบปี แสงอาทิตย์อัสดงสีส้มแก่สาดส่องลงบนใบหน้าของทหารยามที่ยืนนิ่งประดุจรูปปั้น แต่แววตาของพวกเขากลับกลอกไปมาด้วยความระแวงสงสัย ทันทีที่ขบวนรถม้าของไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีดีกรีซีอีโอสายปั่น ควบทะยานฝ่าฝุ่นตลบเข้ามาในเขตพระนคร เสียงซุบซิบด่าทอที่เคยดังระงมตามตรอกซอกซอยพลันเงียบสงัดลงชั่วคราว แต่แรงกดดันมหาศาลกลับพุ่งเข้าใส่พระนางประดุจคลื่นสึนามิที่มองไม่เห็นไป๋ลี่ถิงประทับนั่งอยู่บนรถม้าที่ถูกตกแต่งให้ดูเป็นทางการ พระนางขยับแว่นตากรอบทองขึ้นสะพานจมูกพลางตรวจสอบค่าความไว้วางใจทางสังคม ผ่านหน้าจอระบบที่กะพริบถี่ๆ เป็นสีส้มปนแดง ตัวเลขที่เคยพุ่งสูงถึง 95% บัดนี้ดิ่งลงเหวเหลือเพียง 22% พร้อมข้อความแจ้งเตือนตัวโตๆ ว่า "สถานะ ประชาชนเริ่มมองท่านเป็นนางมารร้ายที่พร้อมจะเขมือบผัวตัวเอง""เฮ้อ... แค่ไปทำงานนอกสถานที่เพียงไม่กี่วัน พนักงานในบริษัทแคว้นต้าจงก็พร้อมใจกันยื่นใบลาออกให้ข้าเลยเหรอเนี่ย?" ไป๋ลี่ถิงพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามสไตล์ แต่นัยน์ตาภายใ
บรรยากาศภายในกำแพงเมืองหลวงแคว้นต้าจงในยามนี้ ช่างดูอึมครึมและกดดันประดุจท้องฟ้าก่อนพายุลูกเห็บขนาดเท่าหัวเด็กจะตกลงมาถล่มหลังคาบ้าน กลิ่นอายของความมั่งคั่งที่เคยอบอวลด้วยน้ำหอมแบรนด์บุปผาสวรรค์โอสถพลันจางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นของความระแวงที่โชยมาตามลมเย็นระรื่น ข่าวคราวจากชายแดนเหนือที่ควรจะเป็นความลับสุดยอดของคณะทูต กลับรั่วไหลออกมาเร็วยิ่งกว่าน้ำที่รั่วจากกะละมังเก่าๆ ของซุนซูเฟยเสียอีกในขณะที่ ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวสายปั่นกำลังควบม้าฝ่าฝุ่นตลบมุ่งหน้ากลับจากจุดเจรจาด้วยความเร็วระดับรถแข่งฟอร์มูล่าวันโบราณ ข้อมูลชุดหนึ่งที่ถูกบิดเบือนจนผิดเพี้ยนยิ่งกว่าหน้าตาของแม่ทัพซีหยางตอนโดนสเปรย์พริกไทย ก็ได้เดินทางมาถึงกำแพงเมืองหลวงก่อนล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว มันไม่ใช่จดหมายทางการที่ประทับตราครั่งสีแดง แต่มันคือกระแสข่าวลือที่ถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นระบบระเบียบประดุจแผนการตลาดฝ่ายมืดที่ตลาดสดกลางเมือง แหล่งรวมตัวของเหล่าป้าๆ ขาเม้าท์และบรรดาพ่อค้าที่หูไวไฟประดุจเสาอากาศวิทยุ เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่จนนกกระจอกยังต้องอ
บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงเจรจาพ่นน้ำลายใส่กันประดุจการประมูลปลาในตลาดสด พลันเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกในเสี้ยววินาที เมื่อคมกริชสีดำมะเมื่อมอาบพิษแมงป่องสูตรเข้มข้นพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาใบหน้าของ ขุนพลอูลัน ทูตผู้เย่อหยิ่งจากแคว้นซีหยาง อูลันเบิกตากว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้า ร่างกายที่เคยกำยำแข็งแกร่งกลับแข็งทื่อประดุจหุ่นไล่กาที่โดนคำสาป เขาไม่มีแม้แต่เวลาจะร้องคำว่าแม่จ๋า หรือชักดาบสั้นที่เอวออกมาป้องกันตัวทว่า ในจังหวะที่คมมีดแหลมคมกำลังจะจิ้มเข้าที่ลูกกระเดือกของทูตซีหยางเพียงไม่ถึงหนึ่งมิลลิเมตร ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีประสาทสัมผัสไวกว่าการแจ้งเตือนยอดเงินโอนเข้าบัญชี ก็ขยับข้อมือขวาอย่างรวดเร็วประดุจนักมายากลระดับโลก พระนางไม่ได้ชักดาบหรือร่ายรำเพลงยุทธ์ให้เสียเวลาทำมาหากิน แต่กลับใช้นิ้วชี้กดลงบนปุ่มเล็กๆ ที่ซ่อนเนียนอยู่บนกำไลข้อมือหยกสลักลายดิจิทัล ซึ่งเป็นไอเทมระดับตำนานที่นางเพิ่งใช้แต้มบุญแลกมาเมื่อเช้านี้"ระบบ เปิดใช้งานม่านพลังงานคุ้มภัยระดับสูงสุด โหมดป้องกันแขกผู้มีเกียรติที่ยังไม่จ่ายตังค์!"วิ้งงงงงงงงง!
ไป๋ลี่ถิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว สองมือของนางกุมขมับแน่น ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์เมื่อวานนี้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำจากการอดนอนตลอดทั้งคืน สมองอันปราดเปรื่องของยอดนักขายมือทองระดับพระกาฬกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงประดุจกงล้อ
สายลมยามบ่ายพัดโชยเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นหอมฉุนจัดของดอกมู่ตันที่ปลูกเรียงรายอยู่หน้าเรือนฝั่งตะวันออกเข้ามาภายในห้องโถงอันโอ่อ่า บรรยากาศภายในเรือนของอนุหมินนั้นช่างแตกต่างจากเรือนหลักของฮูหยินเอกราวกับสรวงสวรรค์กับขุมนรกชั้นล่างสุด ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพวาดวิจิตรบรรจง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มสีแดงส
แสงแดดอุ่นยามสายสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของเรือนฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่พำนักของบรรดาอนุภรรยาคนโปรดแห่งจวนเผิงกวงโหว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะต่อกระซิกราวกับกำลังมีงานเฉลิมฉลอง ไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาซีดเซียวที่ดูคล้ายกับผ้าขี้ริ้วมากกว่าอาภรณ์ของสตรีชั
แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกร้าว ทอดตัวเป็นลำแสงสีทองอาบไล้ฝุ่นละอองที่ล่องลอยคว้างอยู่กลางอากาศภายในห้องนอนของฮูหยินเอกแห่งจวนเผิงกวงโหว ไป๋ลี่ถิงยืนท้าวสะเอวอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมงผิดวิสัยสตรีในห้องหอ นางเพิ่งจะส่งมารดาเข้านอนพักผ่อนหลังจากเหตุการณ์ปะ







