LOGIN“ยังไม่รีบพาคุณชายของพวกเจ้ากลับจวนอีก?”
“ขอรับ!!”
เยี่ยนเสวี่ยหรูยังคงจ้องมองอีกฝ่าย เขารีบแนะนำตัว “เยี่ยนซื่อจื่อ คุณหนูสิบเอ็ด ข้าเฟิงเสียนกวง”
“เฟิงเส้าฝู่” สองพี่น้องกล่าวพร้อมคารวะอีกฝ่าย
“เยี่ยนซื่อจื่อ ให้ข้าแนะนำท่านสักหน่อยได้หรือไม่”
“เฟิงเส้าฝู่เชิญกล่าว”
“บอกเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้บิดาของท่านรับรู้อย่างชัดเจน” เยี่ยนเสวี่ยหรูก็ยังมองเฟิงเสียนกวงนิ่ง “คุณหนูสิบเอ็ด” นางสะดุ้ง... “ฝีมือไม่เลว”
นางพยายามรักษาสีหน้า แม้ว่าจะ...ให้ตาย! น่าขายหน้าชะมัด
คงมิใช่ถูกคนสงสัยเข้าแล้ว? นางเป็นคุณหนูในห้องหอเชียวนะ อีกทั้งยังเป็นคุณหนูจวนราชครูที่แทบไม่ได้ข้องแวะกับฝ่ายบู๊ แม้มีท่านลุงเป็นแม่ทัพทว่าจวนราชครูไม่มีใครเรียนรู้วรยุทธ์และการต่อสู้ หาไม่พี่ชายของนางจะมีสภาพน่าอนาจเช่นนี้เชียวหรือ!!!
“คะ...คุณหนูเจ้าคะ” เสี่ยวผิงกระซิบ
“อะไรหรือ” นางหันไปมองอีกฝ่ายที่ถือรองเท้าทั้งสองข้างของตน ก้มลงมองเท้าตัวเองที่สวมเพียงถุงเท้า... เยี่ยนหย่งหนานกระแอม เฟิงเสียนกวงหันหน้าหนี
เยี่ยนเสวี่ยหรูหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึก นางกังวลจริงๆ ว่าเฟิงเสียนกวงผู้หล่อเหลาจะเห็นตอนที่นางถอดรองเท้าขว้างเข้าใส่หยวนอวี่ฉี เพราะหากเขาเห็นก็...น่าขายหน้าเหลือเกิน!!!
บนรถม้าของเฟิงเสียนกวง ซูม่อเพิ่งจะปิดม่านรถม้าลงก็กล่าว “ฝีมือของคุณหนูสิบเอ็ดไม่เลวจริงๆ ขอรับเห็นชัดว่ากระบวนท่าที่นางใช้นั้นไม่ซับซ้อน ทว่านั่นเป็นเพลงกระบี่อย่างแน่นอน ข้าไม่เคยเห็นคุณหนูในห้องหอจวนใดฝึกเพลงกระบี่ ยิ่งเป็นจวนราชครูก็ยิ่งไม่มีข่าวว่าอาจารย์ท่านใดเข้าไปสอน”
“เหตุใดวันนี้ดูเจ้ากระตือรือร้นยิ่ง เพลงกระบี่ของนางมีปัญหาหรือ”
ซูม่อนิ่งคิดไปนานมาก “เหมือนเคยเห็นที่ใดขอรับแต่คิดไม่ออก”
“ท่านลุงของนางเป็นถึงผู้บัญชาการ นางจะรู้บ้างก็คงมิใช่เรื่องแปลก อีกอย่างเรื่องของตระกูลเยี่ยนและตระกูลลั่วก็ค่อนข้างซับซ้อน นางแอบเรียนเพื่อเอาไว้ใช้ป้องกันตัวก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้” พูดจบเขาก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ นึกถึงนางที่มองหาอาวุธยังไม่พบ กลับก้มลงถอดรองเท้าข้างหนึ่งของตัวเองขว้างออกไป...
เขาที่เดินตามหลังไปห่างๆ ถึงกับคาดไม่ถึง ยิ่งไม่คิดว่านางจะถอดอีกข้างขว้างออกไป ทั้งสองครั้งยังแม่นยำยิ่งนักล้วนจบลงบนศีรษะของหยวนอวี่ฉี!!
เฟิงเสียนกวงหัวเราะออกมาเสียงเบาด้วยดวงตาขบขัน เขายกมือขึ้นนวดขมับพยายามที่จะไม่นึกถึง ทว่ายิ่งนึกถึงก็ยิ่งขบขัน ยิ่งภาพที่นางใช้เท้ากดหน้าอกของหยวนอวี่ฉี จากนั้นมองเขาด้วยดวงตาเหม่อลอย...
“ฟังว่านางเป็นบุตรสาวของลั่วซื่อก็จริง ทว่ามารดากลับละเลยนางยิ่งนัก ถึงขั้นที่ว่าจะยกให้แต่งกับบุตรชายของแม่ทัพจ้าว”
“แม่ทัพจ้าว” เฟิงเสียนกวงขมวดคิ้ว “บุตรชายของเขาแต่งงานแล้วแถมยังมีทายาท อีกอย่างนางเพิ่งปักปิ่นเขายี่สิบห้า...”
“ฮูหยินราชครูคงคิดจะใช้การแต่งงานของบุตรสาวดึงอำนาจในจวนกลับมา หลังจากที่ซื่อจื่อคนก่อนสิ้นใจและซื่อจื่อจวนราชครูไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ ของนาง อำนาจในจวนดูเหมือนจะถูกแบ่งครึ่งหนึ่งให้อนุของท่านราชครูขอรับ”
เฟิงเสียนกวงถอนหายใจ “แล้วตอนนี้เล่า”
“ตอนนี้... ดูเหมือนเรื่องนั้นถูกยกเลิกไปแล้ว ทางตระกูลจ้าวดูโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ขอรับ ส่วนเหตุใดเปลี่ยนแปลงไม่มีใครรู้”
เขานึกถึงท่าทางของเยี่ยนเสวี่ยหรูที่เข้าไปช่วยเยี่ยนหย่งหนานอย่างไร้ซึ่งความลังเล “พี่ชายที่เป็นเพียงบุตรอนุ ตอนนี้ขึ้นมาเป็นซื่อจื่อแทนพี่ชายที่เกิดจากมารดาเดียวกัน ฮูหยินราชครูแม้ได้ชื่อว่าเลี้ยงดูมา แต่นางไม่มีทางเอ็นดูคุณชายสี่จากใจอย่างแน่นอน หากให้ข้าเดาจากนิสัยของนางที่ข้าเคยเห็น ทว่าเหตุใดคุณหนูสิบเอ็ดที่ข้าได้ยินว่าเงียบขรึมเก็บเนื้อเก็บตัว วันนี้ไม่เพียงออกมาจากจวน แต่กลับยังถึงขั้นต่อยตีกับผู้อื่นเพื่อช่วยเขา?”
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านถาม” นางเลิกคิ้ว“เมื่อก่อนไม่อยากรู้ ตอนนี้อยากรู้เพราะซื่อจื่อบอกว่าซุนเก่อให้เจ้าดูภาพวาด”นางหวนนึกไปถึงวันนั้นก็ยิ้มออกมา “เป็นภาพเหมือนของปรมาจารย์กระบี่ของสำนักกระบี่ นางแซ่ไป๋ นามเสวี่ยหรู”“ไป๋เสวี่ยหรู??”“ใช่แล้ว ซุนเก่อบอกว่านางเป็นคนคิดค้นเคล็ดวิชากระบี่คู่ที่เหมือนของข้า แต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่ใช่นาง อีกทั้งข้าก็ไม่เคยไปแดนเหนือ เช่นนั้นข้าจะเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่ได้อย่างไร ตามที่เขาเล่าเขาเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าไป๋เสวี่ยหรูผู้นี้มีอายุอยู่ในช่วงเวลาใด เพลงกระบี่ที่เขาใช้ก็ขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน อยากให้ข้าประลองกับเขาสักครั้ง บางทีเขาอาจบรรลุว่าเพลงกระบี่เหล่านี้เกี่ยวกันจริงๆ หรือเพียงบังเอิญ”“แล้วเจ้าทำเช่นไร”“ข้าบอกเขาว่าอดีตผ่านไปแล้ว เกี่ยวข้องหรือไม่ไม่สำคัญแล้ว” นางเอนศีรษะพิงไหล่ของเฟิงเสียนกวง “ข้าปฏิเสธที่จะประลองกับเขาหรือผู้ใดก็ตาม เพราะการประลองครั้งนั้นข้าได้รับชัยชนะและได้รางวัลที่พึงพอใจแล้ว”เฟิงเสียนกวงกอดนางพร้อมจุมพิตหน้าผากนวล ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองต้นสนในสวน เยี่ยนเสวี่ยหรูเพียงปล่อยอดีตให้เป็นเรื่องของอดีต ไม่เสาะแสวงหาสิ่งใด
“รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วสิ” เขายิ้มจากนั้นเดินออกไปยังโถงด้านหน้า ตอนนั่งรถม้าออกจากจวนรอยยิ้มของเขาก็ยังไม่จางหายความสุขนี้มันชัดเจนจนเขาไม่อาจไม่ยอมรับ แท้ที่จริงการมีใครสักคนเคียงข้าง อีกทั้งนางก็มีใจให้เช่นกันกับเขาที่มีใจให้นาง “ความสุขที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเย็นย่ำเขานั่งรถม้ากลับมาก็พบว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูรออยู่ก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”“ไปเลย? ไม่ต้องเปลี่ยนชุด”“ไม่เปลี่ยนแล้ว อย่างน้อยหากท่านราชครูอยากชักสีหน้าจะได้มองชุดขุนนางของข้าก่อนสักนิด”นางหัวเราะ “แล้วหากเขาเองก็ยังไม่เปลี่ยนชุดเล่า”“นั่นสิ” เฟิงเสียนกวงชะงัก “เช่นนั้นให้คนไปบอกท่านแม่ บอกให้นางเร่งให้ท่านราชครูเปลี่ยนชุดก่อนที่เราจะไปถึง?”เยี่ยนเสวี่ยหรูหัวเราะ “ท่านบอกว่าข้าเจ้าเล่ห์มากแผนการ แล้วดูท่านตอนนี้สิ”“ข้าก็เรียนรู้มาจากเจ้าไม่ใช่หรือ”“ไม่ใช่เสียหน่อย!”เขาหัวเราะคว้ามือนาง “ไปกันเถิด”ความจริงคือเยี่ยนเจาเปลี่ยนไปแล้ว ปล่อยวางขึ้น ไม่ได้มีท่าทางเช่นเมื่อก่อนอีก รัชทายาทเติบโตแล้วและราชสำนักก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้มั่นคง อำนาจของฝ่ายรัชทายาทบัดนี้นับว่ามั่นคงหยั่งรากลึก แ
ไม่จำเป็นต้องเป็นสมรสพระราชทาน ไม่จำเป็นต้องมีงานแต่งงานหรูหรายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีสามีเป็นเชื้อพระวงศ์หรือแม่ทัพเก่งกาจ ขอเพียงเขาเป็นคนดีนิสัยเข้ากันได้ ที่สำคัญคือมีใจให้กัน เพียงเท่านั้นงานแต่งงานนี้ก็นับได้ว่าเป็นงานแต่งงานที่ผูกสามีภรรยาเคียงคู่ตราบนิรันดร์เยี่ยนเสวี่ยหรูจับริ้วแพรมงคล อีกด้านของริ้วแพรมีสามีของนางจับจูงก้าวเดิน โถงกว้างเพื่อทำพิธีไหว้ฟ้าดินมีเพียงป้ายวิญญาณของบิดามารดาสามี ทว่าการไหว้ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความสุขคำอวยพรใดล้วนไม่สำคัญเท่าความรักของบ่าวสาวที่มีให้กัน ด้วยนี่เป็นการแต่งงานหลังจากเกิดความรัก มิใช่การจับคู่ของบุพการี ไม่ใช่การบีบบังคับ แต่เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองคนอย่างแท้จริงในห้องหอ...เยี่ยนเสวี่ยหรูเท้าคางมองสามีของตนด้วยรอยยิ้ม นางปล่อยผมยาวสยายเช่นกันกับเขาที่มองมาด้วยรอยยิ้ม “ยิ้มอะไร”“ยิ้มที่สามีข้าหล่อเหลาน่ามองยิ่ง”เขานั่งลงบนเตียงจากนั้นอุ้มนางวางบนตัก “ขอเพียงเจ้ามองไม่เบื่อเป็นใช้ได้”“เหลวไหลข้าจะเบื่อได้อย่างไร” นางลูบใบหน้าของเขาจากนั้นประคองด้วยสองมือ จุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปาก “เอาละ...ได้เวลาล่วงเกินเอาเปรียบท่านจร
นอกจวนมีรถม้าจอดอยู่จริงๆ เยี่ยนเสวี่ยหรูมองเห็นซูม่อแล้ว หญิงสาววิ่งออกไปจากจวนพุ่งขึ้นไปบนรถม้า นางนั่งลงหายใจหอบเล็กน้อย “ท่านรู้เรื่องแล้ว?”“เพียงเสียดายที่ไม่ได้ไปดูการประลอง”“ข้าชนะ” นางยิ้มกว้าง“เหตุใดไม่บอก ไม่ปรึกษา”“ฉุกละหุกเกินไป ข้าเพิ่งเดาได้หลังสนทนากับท่านแม่เรื่องแม่ทัพอวิ๋น อีกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้จริงๆ” นางมองเขาคล้ายเด็กที่เพิ่งทำผิด “แต่ว่า...การประลองกับท่านหญิง”เฟิงเสียนกวงมองนางจากนั้นยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เยี่ยนเสวี่ยหรูลังเลที่จะพูด “เฟิงเส้าฝู่”“อะไรหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมองนางที่ขยับเข้ามานั่งข้างๆ“ข้าไม่มีเวลาแล้ว” นางบอกจากนั้นคว้าสาบเสื้อของเขาเอาไว้ทั้งสองมือ“เวลาอะไร เจ้าคิดจะทำอะไร”“ล่วงเกินเอาเปรียบท่าน” แล้วนางก็ชิดใบหน้าเข้าไป จุมพิตริมฝีปากเขา กดทาบนิ่ง... ตอนที่นางดึงใบหน้าถอยออกห่างจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาลังเลกัดปากเล็กน้อย “ตอนนี้ใจเต้นบ้างหรือยัง”เขาเหม่อลอยไปชั่วครู่ ดวงตาคมก้มลงมองนาง ในแววตาคล้ายมีพายุกำลังพัดโหม อยู่ๆ เขาก็คว้ามือของนางเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างสอดเข้าไปคว้าเอวด้านหลัง
นางชนะอย่างใสสะอาด ชนะแบบหมดจดไร้ข้อกังขา สายตาแน่วแน่หนักแน่นมองไปยังเยี่ยนเจา สีหน้าของนางเรียบเฉยเย็นชา ถึงตอนนี้นางเกรงว่าบิดาคงเพิ่งตระหนักว่านางได้ล่วงรู้แผนการของเขาทั้งหมดแล้ว!!!เพิ่งผ่านเข้าไปในประตูจวน เยี่ยนเจาก็หันกลับมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เขาพุ่งปราดเข้าไปเงื้อมือตรงหน้าเยี่ยนเสวี่ยหรูสวีซื่อดึงหญิงสาวให้ถอยหลัง นางขยับเอาตัวเองบดบัง “ท่านราชครู!!”“เจ้าถอยไป!”“ท่านกล้าตีนาง? เช่นนั้นก็ตีข้า เอาสิ ตบเลย! วันนี้ข้าจะดูว่าใครจะกล้าลงมือกับบุตรสาวข้า!” สวีซื่อมีท่าทีดุดันไม่สมกับเป็นนางเลย พ่อบ้านตกตะลึง บ่าวไพร่ก้มหน้า“สวีซื่อ! เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเจ้า!”“กล้าสิ ท่านย่อมกล้า เช่นนั้นเอาเลย ข้าเองก็มีมือมีเท้า มาดูกันว่าข้าที่เคยฝึกยุทธ์ยังแดนเหนือ จะเอาชนะราชครูที่เป็นบัณฑิตมาทั้งชีวิตไม่ได้!” สวีซื่อเลิกแขนเสื้อสองข้างขึ้นเยี่ยนเจาชะงัก “ไร้มารยาท”“ท่านสิไร้ยางอาย!”“เจ้า!”“ใช่ข้าเอง ท่านจะทำไม วางแผนโยนบุตรสาวตัวเองเข้าไปแลกกับความยิ่งใหญ่ ตอนนี้ถูกตอบโต้กลับทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองเป็นถึงราชครู แต่คำพูดกลับเหมือนผายลม! รับปากนางแล้วแท้ๆ กลับกล้าตลบหลัง
“หมายรวมถึงหากเขาไม่ยอมแต่งกับเจ้า?”“เพคะฝ่าบาท!”ท่านหญิงเจาจวินเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้าเสียสติไปแล้ว? หรือมั่นใจว่าเอาชนะข้า? ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งเรียนรู้จากอาจารย์ที่ตระกูลลั่วส่งไป แม้ซุนเก่อจะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นคนของหุบเขากระบี่ แต่ข้าไม่เชื่อว่าข้าฝึกมาตั้งแต่จำความได้ ข้าจะพ่ายแพ้ให้เจ้าที่เพิ่งเรียนรู้”“ท่านหญิงหม่อมฉันไม่มีวรยุทธ์”“เช่นนั้นประลองเพลงกระบี่โดยไม่ใช้วรยุทธ์เพื่อความยุติธรรม!!!”“เช่นนั้นตกลงเพคะ”“กราบทูลฝ่าบาทโปรดทรงพระราชอนุญาต!!”สวีซื่อ...นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูจะเฉลียวฉลาดถึงขั้นนี้!!!หลอกใช้ท่านหญิงเจาจวิน ทำให้แผนการของเยี่ยนเจาล่มไม่เป็นท่า เรื่องที่เยี่ยนเจารับปากบุตรสาวมีน้อยคนนักที่ล่วงรู้ ดังนั้นเขาจึงแอบไปร่วมมือกับคนอื่นเพื่อกราบทูลขอสมรสพระราชทานทว่ายังไม่ทันเริ่มแผนการ เยี่ยนเสวี่ยหรูกลับลงมือก่อน หลอกยืมมือท่านหญิงเจาจวิน ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายสร้างฉากอื่นขึ้นในงานเลี้ยง ขณะเดียวกันก็เปิดโปงคำมั่นของเยี่ยนเจาต่อหน้าฮ่องเต้ ต่อหน้าขุนนางมากมาย ทำให้เขาไม่อาจดำเนินแผนตามที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือครั้งหน้า!!มองเยี่ยนเสว
นางไร้ทายาท ไม่มีที่พึ่งพิง อยู่ๆ แม่ทัพลั่วที่เคยช่วยชีวิตก็ให้คนตามหา กระทั่งยื่นข้อเสนอ นางไม่รับก็เท่ากับไสส่งตัวเองให้กลับไปแดนเหนือซึ่งที่นั่นนางก็เหมือนตัวคนเดียว นางกล้ามาที่นี่เพราะเดิมทีเคยเป็นสหายของมารดาเฟิงเสียนกวง ความสัมพันธ์เก่าก่อนยังพอมี ปรึกษาเขานางเชื่อมั่นว่าเรื่องนี้จะไม่ถูกแพ
“น้องสิบเอ็ด?! เจ้ารีบไปเสีย ไปจากที่นี่!”“สิบเอ็ด?? นางน่ะหรือคุณหนูสิบเอ็ดจวนราชครู? รูปโฉมก็นับว่าดูได้นี่ ฟังว่าปักปิ่นแล้วเหตุใดมาเดินในตรอกเงียบๆ นี่เล่า หรือว่าเอาอย่างสตรีชั้นต่ำลอบนัดพบคนรักที่ไม่อาจพาไปพบบิดามารดา? ฮ่าๆๆ”รองเท้าอีกข้างของนางลอยหวือ...มันกระแทกเข้าที่กลางหน้าผากของเขาอีก
“ในเมื่อพูดถึงขั้นนี้ เจ้าบอกข้ามาตามตรงเลยดีกว่า เจ้าคิดจะทำอะไร”นางยิ้ม “ท่านลุง...ส่งใครสักคนเข้าไปแทนท่านแม่ไม่ดีหรือเจ้าคะ คนที่ท่านลุงไว้ใจ คนที่ข้าเชื่อใจได้ คนที่...สามารถต่อกรกับซินอี๋เหนียง เหมาะสมที่จะเป็นทั้งคนตระกูลลั่วและฮูหยินราชครู”ลั่วอวี้ซูเลิกคิ้ว...เขาพลันนึกถึงน้องสาวบุญธรรมข
เสวี่ยหรู... ถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไรนางไม่ได้นับนางมองเสวี่ยหรูอีกคนจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ นั่งเหม่อมองโทษฟ้า โทษดิน โทษโชคชะตา ยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากนั่งโทษสิ่งต่างๆ รอบตัว!เด็กสาวที่เพิ่งปักปิ่น เยี่ยนเสวี่ยหรู สูงศักดิ์สุขสบายห้อมล้อมด้วยบ่าวไพร่ บุตรสาวของเยี่ยนเจา ราชครูแคว้







