LOGIN8
สัญญาหมั้นหมาย
หลินฟูเหรินใช้จังหวะนี้สรุปความ นางไม่ยอมให้ซูซินคืนตำแหน่งในตอนนี้ ตราบใดที่พันธะหมั้นหมายกับตระกูลจ้าวยังคงอยู่ ขอแค่เพียงให้ซินเหยาได้แต่งออกไปอย่างราบรื่น เรื่องของซูซินนางตั้งใจว่าจะชดเชยให้ในภายหลัง และหวังอย่างยิ่งว่าสามีจะเห็นดีเห็นงามด้วย
แม่ทัพหยางหลับตาลงพยายามไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสีย เขารู้สึกติดค้างต่อซูซินอย่างมหาศาล ทว่าแรงกดดันจากหน้าตาทางสังคมและอำนาจทางการเมืองนั้นก็สำคัญเกินกว่าจะมองข้ามได้ ความเป็นจริงที่โหดร้ายคือในเมืองหลวงแห่งนี้ ชื่อเสียงสำคัญยิ่งกว่าความถูกต้อง และสายเลือดอาจมีค่าน้อยกว่าพันธะสัญญาที่ลงนามไปแล้ว
“ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไปคิดดูอีกครั้ง แต่ช่วงนี้พวกเจ้าต้องปฏิบัติกับเจ้าสี่ให้ดี อย่าให้นางรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งจนเกินไปนัก”
แม่ทัพหยางเอ่ยตัดบท แม้จะยังไม่ได้ตกปากรับคำเสียทีเดียว แต่แววตาที่ลังเลนั้นก็ทำให้หลินฟูเหรินยิ้มด้วยความโล่งอก
“เจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ต้องห่วง หลังจากเหยาเอ๋อร์แต่งออกข้าจะหาบุรุษที่เหมาะสมให้เจ้าสี่ออกเรือน ให้นางแต่งกับบัณฑิตที่มีตำแหน่งกลางๆ ในราชสำนัก นางจะได้ไม่ต้องไปคลุกคลีอยู่กับคนใหญ่คนโต ชีวิตหลังแต่งงานก็จะได้อยู่อย่างสงบสุขไร้กังวล อีกอย่างเราก็จะได้ไม่ต้องระแวงว่านางจะก้าวพลาดด้วย”
นางกล่าวจบก็รีบประคองซินเหยาให้ลุกขึ้น พลางลูบผมปลอบโยนด้วยความทะนุถนอม จากนั้นรีบพาลูกเลี้ยงเดินออกจากห้องหนังสือไป
ภายในเรือนหลักเพิ่งจะหารือเรื่องพันธะสัญญาหมั้นหมายเสร็จสิ้น ซูซินที่นั่งอยู่ในเรือนท้ายจวนได้ยินเสียงนกที่ร้องไกลมาจากป่าเขา ยิ่งทำให้คิดถึงชนบทที่จากมาจนหงอยเหงา นางไม่ได้รู้เรื่องสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลจ้าวอย่างชัดเจนนัก ทว่าสัมผัสได้จากปฏิกิริยาของบิดาและมารดาว่ามีบางสิ่งบางอย่างปิดบังอยู่
ซูซินหยิบจี้หยกของท่านตาขึ้นมาเพ่งมองในแสงสลัวของยามสนธยา ความเย็นของหยกสัมผัสปลายนิ้ว แม้จะเป็นความเย็นเพียงเล็กน้อยแต่กลับหนาวเหน็บไปจึงหัวใจ คนในตระกูลหยางกำลังมองหาทางออกที่เจ็บปวดน้อยที่สุดสำหรับพวกเขา จึงบีบให้นางรับความอยุติธรรมโดยไร้หนทางโต้แย้ง
ขณะที่ซินเหยาประคองหลินฟูเหรินเดินออกมายังลานด้านหน้า แววตาของมารดายังคงมีความกังวล ทว่าเมื่อมองเห็นใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาของลูกเลี้ยง นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความสงสาร
“เจ้ากลับไปรอที่เรือนตัวเองก่อนเถิดเหยาเอ๋อร์ แม่มีธุระต้องคุยกับเจ้าสี่สักครู่”
หลินฟูเหรินเอ่ยพลางลูบหลังปลอบโยนบุตรบุญธรรมเบาๆ แล้วส่งสายตาให้สาวใช้คนสนิทเข้าไปช่วยพยุงซินเหยาที่ทำท่าจะล้มกลับเรือน แต่ซินเหยาไม่ได้ปลีกตัวจากไปในทันที นางถามไถ่หลินฟูเหรินอย่างใคร่รู้
“ท่านแม่จะไปหาน้องสี่หรือเจ้าคะ ให้เหยาเอ๋อร์ไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ เหยาเอ๋อร์อยากอธิบายให้น้องเข้าใจ”
“ไม่ต้องหรอก เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปพักผ่อนเสียเถิดเรื่องนี้แม่จะจัดการเอง”
ผู้เป็นมารดาเลี้ยงตัดบท ฝ่ายซินเหยาก็ไม่กล้าเซ้าซี้อีกจึงโค้งตัวแล้วเดินกลับเรือนไป หลินฟูเหรินเฝ้ามองแผ่นหลังบอบบางนั้นจนกระทั่งเลือนหายไปลับตา จึงเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือนท้ายจวนที่ลูกสาวแท้ๆ อาศัยอยู่
ฝีเท้าของหลินฟูเหรินหยุดลงที่หน้าเรือนพักขนาดกะทัดรัด สถานที่แห่งนี้แทบจะไร้ผู้คนสัญจร วัชพืชที่ขึ้นแซมตามรอยแตกของพื้นหินทำให้นางขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างโปร่งบางของซูซินที่กำลังยืนอยู่เพียงลำพังหน้าชานเรือนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ซูซินในตอนนี้ไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติแม้แต่คนเดียว นางยืนมองยอดไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
"เจ้าสี่"
"ท่านแม่..."
“สาวใช้ที่แม่จัดหาให้คงไม่ถูกใจเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไปเลือกเอาเองเถิด”
หลินฟูเหรินพูดขึ้นขณะก้าวเข้าไปในอาณาเขตของเรือนพัก แววตาของนางไม่ละไปจากใบหน้าของบุตรสาวซึ่งมีความคล้ายคลึงกับตนอยู่หลายส่วน มองไปนานๆ จึงฉุกคิดไปว่านางเหมือนตนเองตอนสาวๆ มากทีเดียว ทั้งปาก ตา หรือแม้กระทั่งจมูกรั้นแต่พองาม ล้วนถอดแบบมาจากมารดาทั้งสิ้น หลินฟูเหรินมองแล้วก็แย้มยิ้มออกมา
"หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"
"เรือนหลังนี้ให้เจ้าอยู่คนเดียวคงลำบากไม่น้อย หากมีสาวใช้สักคนมาอยู่เป็นเพื่อนก็คงดี"
หลินฟูเหรินหยิบถุงเงินปักลายดอกโบตั๋นใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ภายในมีเสียงกระทบกันของเหรียญทองและเหรียญเงินที่บรรจุอยู่จนเต็ม นางยื่นมันส่งให้ซูซินโดยที่สายตายังคงจ้องมองท่าทีของบุตรสาว
“รับไปเถิด ถุงเงินนี้แม่ให้เจ้าไว้เป็นการปลอบใจที่เจ้าต้องรอนแรมมาไกล”
นางกล่าวพลางยัดถุงเงินใส่ลงในมือของซูซินที่ยืนนิ่งเฉย ซูซินรับมาถือไว้แล้วก้มมองถุงเงินในมือด้วยความงุนงง นางไม่เข้าใจว่ามารดากำลังต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ ถึงได้แสดงความใจดีและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“แม่จะให้หลีมู่กลับไปอยู่ดูแลเหยาเอ๋อร์ตามเดิมแล้ว เจ้าเอาเงินนี่ไปหาซื้อสาวใช้มาสักคน เลือกเอาที่เจ้าชอบเลย ภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องมีปัญหาระแวงแคลงใจว่าแม่จะให้คนมาลอบส่องพฤติกรรมเจ้า”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ซูซินไม่ได้โต้แย้งหรือกล่าวคำขอบคุณออกมาในทันที นางเพียงแต่กำถุงเงินนั้นไว้แน่น ปรายตามองมารดาที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน หรือว่ามารดาจะรู้สึกผิดกับเรื่องในห้องหนังสือของท่านพ่อ เรื่องที่ไม่อาจคืนฐานะบุตรสาวสายตรงได้ จึงเลือกที่จะทำดีกับนางเพื่อลบล้างความรู้สึกผิด
“เจ้าหวนคืนมายังจวนแห่งนี้ ย่อมต้องมีการปรับตัวอีกมาก ต่อไปหากขาดเหลืออะไรก็บอกแม่มาได้เลย เจ้าอย่าทำตัวเหมือนตัวเองอยู่โดดเดี่ยวลำพังสิ พวกเราก็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น”
หลินฟูเหรินพึมพำเสียงแผ่ว นางก้าวเข้าไปหาซูซินอีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือที่ขาวผ่องลูบที่ศีรษะของบุตรสาวในไส้อย่างเบามือ
"เจ้าเหมือนแม่ตอนสาวๆ ไม่มีผิด เห็นเจ้าแล้วแม่รู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปมองตัวเองในวันวาน"
สัมผัสที่แผ่วเบาบนเส้นผมนั้นทำให้ซูซินชะงักไปชั่วขณะ ร่างกายของนางแข็งทื่อราวกับไม่คุ้นเคยกับความอบอุ่นที่ได้รับจากสตรีผู้นี้ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจทำให้อกซ้ายรู้สึกหน่วง ทว่านางก็ยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้เบี่ยงกายหลบหรือโผเข้าหาอ้อมกอดนั้นแต่อย่างใด
"เอาแต่เงียบอยู่นั่นแหละ แม่ไม่ใช่ยักษ์ใช่มารเสียหน่อย"
"ท่านแม่..."
"หืม"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
"เด็กดี เรื่องบ่าวรับใช้ที่โกงเงินเบี้ยเลี้ยงของเจ้าแม่จัดการให้แล้วนะ หากแม่รู้เร็วกว่านี้เจ้ากับอนุเหมยคงไม่ได้อยู่อย่างยากลำบากถึงเพียงนั้น อนุเหมยนางก็ปากหนักเสียจริง ไม่ได้เบี้ยเลี้ยงมานานตั้งเก้าปีก็ไม่เคยปริปากบ่น เป็นความผิดของแม่เองที่ไม่ตรวจสอบให้ดีจนถูกบ่าวชั่วหลอก"
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







