LOGIN7
ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพ
ซูซินแค่นยิ้มบางๆ เป็นยิ้มที่ทำให้คนที่มองรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
ซินเหยายอมงั้นหรือ ซินเหยาเสียสละงั้นหรือ หึ...ละครผู้ดีสินะ
"ในเมื่อท่านแม่ยืนกรานเช่นนั้น ลูกก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อเจ้าค่ะ เพียงแต่…หากความจริงเรื่องการสลับตัวนี้หลุดออกไปถึงหูของคนภายนอก ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพจะเป็นเช่นไรเจ้าคะ คนอื่นจะมองว่าพวกท่านลำเอียงลูกอนุจนปล่อยปะละเลยลูกแท้ๆ หรือไม่”
นางทิ้งคำถามไว้เพียงเท่านั้นแล้วย่อกายคารวะบิดาอย่างงดงาม ก่อนจะหมุนตัวเดินผ่านหน้าหลินฟูเหรินและซินเหยาออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
หลังจากพ้นเงาร่างของซูซินแล้ว แม่ทัพหยางทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้อย่างอ่อนใจ สองมือกุมขมับด้วยความรู้สึกอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก หลินฟูเหรินก้าวเข้ามาหาด้วยความร้อนรน ยิ่งทำให้ผู้เป็นสามีรู้สึกเบื่อหน่ายกับปัญหาแม่แท้แม้ปลอม ลูกแท้ลูกปลอมนี้เต็มประดา
“ท่านพี่ ท่านต้องฟังข้า เรื่องนี้สำคัญต่ออนาคตของจวนเรายิ่งนัก ข้าตั้งใจจะมาหารือกับท่านเรื่องฐานะของเจ้าสี่อยู่พอดี หากท่านคืนฐานะให้นางในตอนนี้ก็เท่ากับผลักเหยาเอ๋อร์ลงเหวทั้งเป็นนะเจ้าคะ”
"อะไรอีกเล่าฮูหยิน!"
"ท่านพี่ลืมเรื่องนั้นไปแล้วหรือเจ้าคะ!"
หลินฟูเหรินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าพลางคว้าแขนเสื้อของแม่ทัพหยางไว้แน่น ใบหน้าของนางซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนรนและเจ็บปวด นางเมินเฉยต่อถ้อยคำพูดเชือดเฉือนที่บุตรสาวเพิ่งทิ้งไว้ เลือกที่จะทุ่มเทแรงใจทั้งหมดปกป้องลูกสาวปลอมที่เลี้ยงดูมาสิบห้าปี
“ท่านเห็นกิริยาของนางเมื่อครู่หรือไม่ ทั้งคำพูดและแววตาหาได้มีความเคารพยำเกรงข้าผู้เป็นมารดาแม้แต่น้อย หากท่านคืนฐานะให้นางอย่างเป็นทางการในตอนนี้ ความวุ่นวายย่อมเกิดขึ้นไม่รู้จบ”
นางยังคงพรั่งพรูความในใจออกมาอย่างไม่ลดละ โดยมีหยางซินเหยายืนก้มหน้าสะอื้นเบาๆ อยู่ข้างหลัง ท่าทางบอบบางของซินเหยายิ่งกดดันให้หลินฟูเหรินรู้สึกว่าตนเองกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ในเมื่อความจริงก็ปรากฏชัดแจ้งแล้ว จดหมายของเหมยอี๋เหนียงระบุไว้ทุกประการ ซูซินคือบุตรสาวสายเลือดเอกที่แท้จริง การที่ข้าละเลยนางมาสิบห้าปีก็ถือว่ามีความผิดต่อนางมากพอแล้ว หากข้ายังปกปิดความจริงต่อคนภายนอก ตายไปข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปพบบรรพบุรุษ”
แม่ทัพหยางเอ่ยถามด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาไม่ได้โง่เขลาจนมองไม่เห็นความลำเอียงของภรรยา ทว่าภาระหนักอึ้งที่แบกไว้บนบ่านั้นมีมากกว่าแค่การตัดสินความถูกต้องภายในเรือน
“ท่านพี่ ท่านจำสัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูลหยางและตระกูลจ้าวได้หรือไม่ สัญญาระบุไว้ว่าให้บุตรสาวสายเลือดเอกแต่งงานกับบุตรชายคนโตของตระกูลจ้าว หากเรื่องการสลับตัวนี้แพร่งพรายออกไป หรือหากเปลี่ยนฐานะให้ซูซินในตอนนี้ ตระกูลจ้าวย่อมต้องรู้ว่าเหยาเอ๋อร์เป็นเพียงบุตรที่เกิดจากอนุ บุตรอนุไม่ถูกยอมรับให้เป็นภรรยาเอก งานมงคลจะต้องถูกยกเลิกอย่างแน่นอน”
นางยกเอาความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลขุนนางขึ้นมาเป็นกำแพงขวางกั้น ความมั่งคั่งและเกียรติยศที่สั่งสมมานานกำลังถูกนำมาวางบนตาชั่งเพื่อเทียบกับความยุติธรรม ดังนั้นเรื่องที่ซูซินร้องขอจึงกลับกลายเป็นว่าไม่มีน้ำหนักพอจะสู้เรื่องการเกี่ยวดองของสองตระกูลได้
“ตระกูลจ้าวยึดมั่นในเกียรติยศและสายเลือดเอกยิ่งกว่าสิ่งใด หากพวกเขารู้ว่าว่าที่ลูกสะใภ้คือบุตรสาวของอนุเหมยที่แอบอ้างฐานะมาสิบห้าปีมีหรือจะยอมรับได้ ไม่ใช่เพียงเหยาเอ๋อร์ที่จะไร้ที่ยืน เกรงว่าชื่อเสียงของจวนแม่ทัพก็จะป่นปี้จนกู้คืนไม่ได้ ท่านอยากให้เป็นเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
นางจ้องหน้าสามีด้วยสายตาที่บีบคั้น ความเป็นจริงที่นางเอ่ยมานั้นเหมือนปลายมีดแหลมคม การแต่งงานระหว่างตระกูลหยางและตระกูลจ้าวไม่ใช่เพียงเรื่องของชายหญิง แต่มันคือการค้ำจุนอำนาจในราชสำนักที่ซับซ้อน
แม่ทัพหยางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ รู้ดีว่าการเกี่ยวดองกับตระกูลจ้าวมีความสำคัญเพียงใด การผิดสัญญาหมั้นหมายหรือการเปิดเผยเรื่องราวอื้อฉาวในจวนอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนในอนาคต และอาจนำมาซึ่งการติฉินนินทาที่ไม่มีวันสิ้นสุด
“แล้วเจ้าจะให้ซูซินอยู่อย่างไร อยู่ในฐานะคุณหนูสี่ที่ไม่มีใครสนใจเช่นนั้นหรือ นางคือลูกสาวของเจ้าเช่นกันนะฮูหยิน”
“ข้าย่อมดูแลนางอย่างดีตามหน้าที่ของมารดา แต่ฐานะบุตรภรรยาเอกยังคงต้องเป็นของเหยาเอ๋อร์ ท่านพี่คิดดูสิ ซูซินเติบโตมาในชนบท กิริยาท่าทางก็เห็นๆ กันอยู่ นางไม่คู่ควรกับตระกูลจ้าวที่เคร่งครัดเรื่องระเบียบ หากส่งนางไปแต่งงานแทนเหยาเอ๋อร์ คนที่จะอยู่ในตระกูลจ้าวอย่างยากลำบากก็จะเป็นตัวนางเองนั่นแหละ เหยาเอ๋อร์รู้จักวิธีการวางตัวในสังคมชนชั้นสูง ส่วนเจ้าสี่ยังปรับตัวไม่ได้ ก้าวพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจเผลอล่วงเกินผู้มีอำนาจ เฮ้อ…ข้าล่ะห่วงเหลือเกิน”
“เจ้ากำลังบอกว่า ให้ข้ายุติเรื่องประกาศคืนฐานะเจ้าสี่งั้นหรือ”
"ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวนะเจ้าคะ ข้าเป็นมารดาแท้ๆ ของเจ้าสี่ ข้าย่อมอยากให้นางได้ดีอยู่แล้ว เพียงแค่ขอให้เหยาเอ๋อร์แต่งงานได้เป็นฮูหยินเอกของคุณชายจ้าวก่อน หลังจากนั้นสักครึ่งปีเราค่อยประกาศคืนฐานะให้นาง แล้วบอกกับทุกคนว่าเราก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเจ้าสี่คือลูกแท้ๆ ของข้า แบบนั้นผู้คนจึงจะไม่ครหา"
ซินเหยาฟังไปก็ก้มหน้าลอบยิ้ม เห็นชัดว่าหลินฟูเหรินรักตนออกปานนี้ แม้กระทั่งคู่หมั่นที่ควรจะเป็นของลูกแท้ๆ ก็ยกให้นาง แบบนี้ก็คงไม่ต้องกลัวว่าภายภาคหน้าจะลำบากอีกต่อไปแล้ว การได้แต่งเข้าจวนราชครูนั้นถือเป็นวาสนา อีกอย่างคุณชายจ้าวหวังเหล่ยก็ถือว่าเป็นบุรุษรูปงามอนาคตไกล อีกไม่กี่ปีก็คงเข้ารับราชการเป็นคนใหญ่คนโตตามรอยท่านราชครูซึ่งเป็นบิดา
“ท่านแม่ ท่านพ่อ เหยาเอ๋อร์ยินยอมให้ประกาศคืนฐานะน้องสี่เจ้าค่ะ เหยาเอ๋อร์ขอเพียงได้อยู่กับท่านพ่อท่านแม่ ต่อให้มีฐานะเป็นเพียงสาวใช้ในจวนก็ไม่เป็นไร หากเรื่องนี้ทำให้ทุกคนต้องลำบากใจเหยาเอ๋อร์ไม่ขอรับวาสนาใดๆ อีกแล้ว ตลอดสิบห้าปีที่ได้รับความรักความเมตตาจากท่านพ่อท่านแม่นับว่าเป็นบุญวาสนาสูงสุดแล้ว"
"โธ่...เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าพูดเช่นนั้นเล่า" หลินฟูเหรินยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ
"ขอเพียงอย่าให้ชื่อเสียงตระกูลหยางต้องมัวหมอง หากไม่ได้แต่งเข้าจวนราชครูเหยาเอ๋อร์ก็ไม่เสียใจเลยเจ้าค่ะ”
ซินเหยาคุกเข่าลงกับพื้นพลางร่ำไห้ปานจะขาดใจ ถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นการเสียสละของนางกลับยิ่งทำให้มารดาสงสารมากขึ้นไปอีก พอได้เห็นแบบนั้นหัวใจของหลินฟูเหรินก็เหมือนยิ่งจะขาดรอนๆ
“ลูกของแม่ ในยามเช่นนี้เจ้ายังห่วงเกียรติของตระกูลหยางมากกว่าอนาคตตนเองอีก แต่ถึงอย่างไรการที่เจ้ายังคงสถานะเดิมไปก่อนก็ยังเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนอยู่ดี เชื่อฟังแม่นะ”
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







