Masuk“กระหม่อมไม่อยากให้องค์ชายเสียหน้า” เด็กผู้นั้นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ชนะองค์ชายเขาก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี หากไม่ดีจะมีคนเกลียดเขาอีกด้วย “คราวหน้าไม่ต้องออมมือ แพ้ก็แพ้ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล” ไท่หยางกล่าวก่อนเดินไปคารวะบิดาที่อยู่ที่นั่งที่เตรียมไว้ให้บรรดาผู้สูงศักดิ์ ในใจเด็ก
ศึกษาจากสำนักศึกษาตระกูลฟ่านมาได้สามเดือน ก่อนจะมีการทดสอบก่อนจะปิดภาคก่อนศึกษา ฟ่านฮุ่ยเสียน หวังฉิงอวิ๋น และองค์ชายไท่หยางได้รับเลือกให้เรียนอยู่ห้องเดียวกัน และเมื่อมีการจับคู่การสอบในครั้งนี้จึงมีสามคนจับคู่ด้วยกัน โดยให้เลือกคนที่เชี่ยวชาญที่สุดในกลุ่มออกมาแต่ละวิชาที่สอบ ฟ่านฮุ่ยเสีย
“เอาล่ะ มาพร้อมกันแล้วก็ดี ข้าจะให้ท่องคัมภีร์เมิ่งจื่อ” อาจารย์ถือคัมภีร์อย่างทะมัดทะแมง จากนั้นเริ่มอ่านตั้งแต่ต้น คุณธรรมของมนุษย์แยกแยะได้สี่ประการ คือ 1. เหริน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น... จนเวลาผ่านได้ได้ครึ่งชั่วยาม อาจารย์ผู้ตั้งมั่นในการสอนกลับรู้สึกว่าคอแห้งหลังจะตะแบงเสียงออ
สามปีผ่านไปในแคว้นหนานอันมีจัดให้ตั้งสำนักศึกษาทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่ผู้ที่มีกำลังส่งบุตรหลานได้ศึกษามีเพียงชนชั้นสูงและครอบครัวของเศรษฐีกับขุนนางในราชสำนัก แต่เมื่อปีที่แล้วหลี่ฉงจื่อขอร้องให้ฝ่าบาทจัดให้มีเรียนสำนักศึกษาชั้นต้น เพื่อให้เด็กทุกคนในเมืองหลวงอ่านออกเขียนได้ จะได้ทำการค้าในอนาคต และเ
หาใช่หญิงชั้นสูงคู่ควรกับฝ่าบาท จึงพยายามเข้มงวดกับบุตรชาย คนแรกให้มาก เพื่อจะได้ลดข้อครหาและนางเข้าใจความกดดันนี้ดี “ฮองเฮาเพคะ ให้เด็ก ๆ เจริญเติบโตตามวัยเถิด ดูอย่าง ฮุ่ยเสียนเขาเป็นเด็กยิ้มง่าย ตรงไปตรงมา กินเยอะ แต่ทุกครั้งเขาก็มีความสุขไม่สนใจเรื่องฝึกวิชาอะไรนัก นั่นเพราะท่านน้าสา
วันที่เก้าเดือนเก้าเป็นเทศกาลฉงหยาง[1]เป็นวันที่ไท่ซ่าง-หวงจัดงานเลี้ยงที่บ้านพักตากอากาศนอกเมืองหลวง ต้องเดินทางขึ้นไปบนเขา แต่ทว่าเส้นทางถูกบุกเบิกจนสามารถให้รถม้าเดินทางขึ้นไปโดยสะดวก ทำให้ไม่ลำบากนัก แขกในงานแน่นอนว่าต้องเป็นฝ่าบาท ฮองฮา ตระกูลฟ่าน และตระกูลหวัง สองตระกูลซึ่งอยู่ค้ำคู่บัลลังก์มา
“คุณหนูเจ้าคะ ยังไม่นอนอีกหรือเจ้าคะ” เหยาเอ๋อร์ปกติส่งเสียงแล้วก็ไม่เคาะประตูนางเปิดเข้ามาเลย จนเมื่อเห็นว่ามีแค่แสงเทียนที่จุดเอาไว้ แต่ทว่าคุณหนูนั้นไปนอนห่มผ้าอยู่บนเตียงนอนแล้ว “โธ่...คุณหนูนอนอะไรแบบนั้นเจ้าคะ ข้าเอาผ้าออกให้” เหยาเอ๋อร์แม้จะเป็นคนหยาบกระด้างแต่อยู่ข้างกายคุณหนู และ
“ท่านยายสั่งสอนได้ถูกต้อง หลานจะตอบรับคำเชิญเจ้าค่ะ” “ดูบุรุษที่ถูกใจเอาไว้บ้างก็ดี หากชื่นชอบผู้ใดก็เอ่ยกับยาย สักคำ” ใบหน้าของฉงจื่อแดงระเรื่อ ท่านยายกล่าวเช่นนี้ต่อหน้า ไท่ซ่างหวงได้อย่างไร นางจะชมชอบผู้ใดได้อีก บุรุษก็เหมือน ๆ กัน มักมากมีภรรยาเยอะ ทั้งยังต้องตบตีขึ้นเป็นให
และเมื่อเห็นว่านางกำลังจะทำร้ายหวังฮ่าว จึงยับยั้งก่อนที่เรื่อง จะบานปลาย “ท่านก็อยู่ข้างเขารึ มีตาหรือไม่เขาร้ายกาจเพียงนี้ ศาลต้าหลี่เป็นอะไร ทำไมไม่สอบสวน” ตอนนี้ฉงจื่ออยู่ในโทสะที่ดับไม่ได้ ไม่ว่าเขาหรือใครก็อย่ามาห้าม “เชื่อข้า ข้าจัดการเอง” “เขาลบหลู่ไท่ซ่างหวง ข
ในท้องพระโรงเช้าตรู่วันนี้ ไม่มีขุนนางคนไหนไม่พูดถึงเรื่องตระกูลหลี่ประสบเคราะห์เมื่อวานสักคน มีเพียงขุนนางฝ่ายบู๊ยืนหน้าชื่นตาบาน เกียรติยศขุนนางฝ่ายบู๊ถูกปกป้อง หลายปีมานี้เป็นช่วงบ้านเมืองสงบร่มเย็น ขุนนางฝ่ายบุ๋นเรืองอำนาจ ทำให้ความดีความชอบส่วนใหญ่ตกแก่อีกฝ่ายเป็นส่วนมาก ดังนั้นมีเรื่องเสนาบดีค