LOGIN
คำพูดสุดท้ายดังขึ้นในห้วงความทรงจำ
"คุณหมอหลี่เสียชีวิตแล้ว" ยามดึกสงัดภายในจวนตระกูลหลี่ กลิ่นควันไหม้ฉุนจัดพุ่งเข้าจมูกก่อนที่หลี่ซินหรานจะลืมตาได้เต็มที่ ความร้อนแผ่ซ่านราวกับเปลวไฟกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ เสียงไม้แตกดังปะทุอยู่ไม่ไกล นางพยายามยันตัวลุกขึ้นหัวใจกระตุกแรง มือทั้งสองยันพื้นไม้ที่ร้อนระอุจนแสบฝ่ามือ "นี่มันอะไรกัน" ควันสีเทาขุ่นบดบังสายตา เรือนร้างเก่าท้ายจวนถูกไฟกลืนกินไปกว่าครึ่ง เปลวเพลิงไต่ขึ้นคานไม้เหนือศีรษะอย่างไม่ปรานี ยังไม่ทันตั้งสติ เสียงฝีเท้าก็ผ่านวูบอยู่ด้านนอก พร้อมเสียงหัวเราะต่ำที่ลอดผ่านควันเข้ามา "ไม่รอดแน่นอน" คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจของหลี่ซินหรานชะงัก ไม่ต้องมีใครอธิบาย นางก็เข้าใจทันที ไฟไหม้นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ พวกมันตั้งใจฆ่านาง หลี่ซินหรานกัดฟัน ฝืนร่างกายที่ยังมึนงง ลุกขึ้นวิ่งไปทางประตูด้านหลังที่เป็นทางออกเดียว ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นไม้เก่า เกิดเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเป็นสัญญาณเตือนว่าที่นี่อาจถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ เมื่อลอดออกจากเรือนร้างได้ ลมหายใจร้อนผ่าว นางหอบกระชั้นแรง มองเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้า ดวงตาที่เคยสั่นไหวกลับนิ่งสงบลงอย่างรวดเร็ว "โหดเหี้ยมกันถึงเพียงนี้" ขณะนั้นเสียงครางอู้อี้แผ่วเบาดังขึ้นไม่ไกล หลี่ซินหรานชะงัก หันไปตามเสียงนั้น ก่อนจะพบโรงเก็บฟืนเก่าที่กองไม้ซ้อนกันอย่างผิดปกติ ไม้ฟืนเบื้องหน้าขยับเล็กน้อย นางรีบปรี่เข้าไปแหวกกองฟืนออกดู "เสี่ยวเฉียว!" สาวใช้ร่างเล็กถูกมัดมือมัดเท้าตรึงไว้กับเสาไม้ มีผ้าอุดปากไว้ ดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลพรากเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หลี่ซินหรานไม่เสียเวลา รีบแก้มัดแล้วดึงตัวออกมา จากนั้นทั้งคู่พากันหลบไปหลังคอกม้าเก่าที่อยู่ห่างออกไป ยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง ชายสองคนในชุดบ่าวรับใช้ก็วิ่งเข้ามา คนหนึ่งสาดน้ำมัน อีกคนจุดไฟใส่ฟืนกองเดิม "เรียบร้อย คราวนี้ไม่มีใครรอดแน่" ทั้งสองหัวเราะเหี้ยมเกรียมก่อนรีบวิ่งจากไป เปลวไฟลุกพรึ่บ พร้อมกับเสียงคนแตกตื่นดังระงมจากทั่วจวน "ไฟไหม้ท้ายจวน! ช่วยด้วย!" หลี่ซินหรานไม่หันกลับมามอง นางดึงมือเสี่ยวเฉียววิ่งออกจากที่ซ่อน มุ่งตรงไปยังเรือนหลังเล็กของตนเอง นางจับมือเสี่ยวเฉียวเอาไว้แน่นจนสั่นเล็กน้อย ลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ทางด้านหลังที่บังสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดีจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อประตูปิดลง ความเงียบเข้าปกคลุมทันที เสี่ยวเฉียวตัวสั่น พิงผนังอย่างไร้เรี่ยวแรง ยามนี้นางเหมือนคนขาขาดมันไร้ความรู้สึกจนในที่สุดนางก็ทรุดตัวนั่งลงโดยไม่รู้ตัว หลี่ซินหรานที่สติดีกว่าเดินไปจุดตะเกียง นางมุ่งไปตามความทรงจำ ไม่นานแสงไฟส่องสว่างเผยให้เห็นห้องที่ถูกรื้อค้นจนเละเทะไม่เหลือสภาพเดิม ตู้ถูกงัด ประตูเปิดอ้า ลิ้นชักว่างเปล่า ข้าวของกระจัดกระจาย "ของมีค่าหายไปหมดแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเฉียวเบิกตาอย่างไม่อยากเชื่อเอ่ยรายงานเสียงสั่น หลี่ซินหรานกวาดตามองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทุกอย่าง นางหัวเราะในลำคอ เสียงเบา ทว่าเย็นเยียบจนน่าขนลุก "คิดขโมยของข้า ละโมบไม่มีที่สิ้นสุด" เสี่ยวเฉียวชะงักกับท่าทีที่เปลี่ยนไป คุณหนูใหญ่ที่นางรู้จักทั้งอ่อนหวานและอ่อนแอ ก่อนหน้านี้นางจำได้ว่าคุณหนูใหญ่ไม่กล้าแม้แต่เรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง ยามถูกรังแกเอาแต่ร้องไห้ ยามถูกใส่ร้ายเอาแต่จำยอม คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่เคยพูดด้วยน้ำเสียงน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน "คนพวกนั้นบอกว่าท่านตายแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวเฉียวพูดเร็วราวกลัวความเงียบจะกลบทุกอย่างไปเสียก่อน "บ่าวไปขอร้องฮูหยินหลิ่ว แต่นางกลับสั่งจับบ่าวมัดไว้กับกองฟืน จะฆ่าบ่าว" ดวงตาหลี่ซินหรานวาววับขึ้นเล็กน้อย "คิดจะเผาข้าทั้งเป็น แล้วยังไม่พอจะฆ่าเจ้าไปพร้อมกันอีก" นางเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบพู่กันขึ้นมา มือที่เคยสั่นไหวกลับมามั่นคงผิดกับสภาพก่อนหน้า นางจุ่มปลายพู่กันลงในน้ำหมึกเขียนบางอย่างลงบนกระดาษด้วยความใจเย็น ก่อนพับเก็บแล้ววางไว้ "เสี่ยวเฉียว" นางเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้าคะ" "เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ของมีค่ามักถูกเก็บไว้ที่ใด" เสี่ยวเฉียวพยักหน้าแรงรวบรวมสติยืนขึ้นตอบอย่างมั่นใจ "เรือนฝั่งตะวันตกเจ้าค่ะ" "ฮูหยินรองยังเคยสั่งห้ามบ่าวรับใช้เข้าใกล้" "ดีเหลือเกิน" หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้น ยกยิ้มมุมปากบางเฉียบเล็กน้อย "เจ้าช่วยเอาจดหมายไปส่งที่เรือนใหญ่ พรุ่งนี้ข้าจะไปคำนับท่านพ่อตามธรรมเนียม" เสี่ยวเฉียวเบิกตาโตอย่างไม่อยากเชื่อ "แค่นั้นหรือเจ้าคะ จะไม่บอกนายท่านว่า..." "แค่นั้นก็พอ" นางตอบอย่างสงบ นิ่งเย็น แววตาลุ่มลึกยากจะคาดเดา "เพียงแค่ให้รู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ ก็เพียงพอจะทำให้บางคนนอนไม่หลับทั้งคืนแล้ว"ท่ามกลางความเงียบงันหลังจากการล่าถอยของนางกำนัลใหญ่ กลิ่นอายของความตึงเครียดในห้องมิได้จางหายไปตามฝีเท้าของนางกำนัลผู้นั้น หลี่ซินหรานยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ลมหายใจของนางหอบถี่เล็กน้อยจากความเหนื่อยล้าที่ใช้พลังวิญญาณผ่านจี้หยกมากเกินไป ในขณะที่เซียวจิ่งอันยังคงนิ่งค้างอยู่ในท่าทางเดิม ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีเบื้องหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ"เจ้ากล้าดีอย่างไร" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวแต่กลับทรงพลังจนน่าขนลุก "เจ้ากล้าใช้ร่างกายตนเองมาเป็นเกราะกำบัง เจ้าคิดว่าข้าจะซาบซึ้งจนมอบหัวใจให้เจ้า หรือคิดว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเสียตอนนี้"หลี่ซินหรานแค่นยิ้ม นางมิได้แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย มือเรียวบางเอื้อมไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดเข็มเงินที่ปนเปื้อนเลือดสีดำคล้ำซึ่งเป็นพิษตกค้างจากแผ่นหลังของเขา"องค์ชายเจ็ด ท่านอาจจะฆ่าหมอทั่วไปเพื่อปิดปากได้" นางเงยหน้าขึ้น สบตาเขาด้วยแววตาของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า "แต่ท่านฆ่าหมอที่รู้วิธีถอนพิษชนิดพิเศษไม่ได้หรอกเพคะ"นางเว้นจังหวะครู่เดียวก็เผยคำพูดบางอย่างออกมาที่ทำให้เศียวจิ่งอันนึกไม่ถึง "องค์ชายแกล้งขาพิการหากไม่มีหม่อมฉัน อีกไม่นานท่านพิการจริง ๆ และจ
ภายในห้องอักษรที่เงียบสงัด เซียวจิ่งอันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถเข็น สายตาของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เขาจ้องมองสตรีที่ยืนเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เริ่มแปรเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความสงสัย"เจ้าบอกให้ข้าควบคุมเจ้าให้ได้อย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงนั้นต่ำทุ้มแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังรู้สึกครั่นคร้าม "รู้หรือไม่ว่าคำพูดนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าว ข้าคงสั่งตัดลิ้นมันไปแล้ว"หลี่ซินหรานมิได้หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว กลิ่นอายสมุนไพรอ่อน ๆ จากตัวนางลอยไปกระทบจมูกของเขา เป็นกลิ่นที่สะอาดและทำให้จิตใจที่เคยหนักอึ้งของเขาสงบลงอย่างประหลาด"คนที่จะตัดลิ้นหม่อมฉันได้ ต้องเป็นคนที่มองว่าหม่อมฉันไร้ค่าเท่านั้นเพคะ" นางตอบพลางย่อกายลงเบื้องหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ มือเรียวเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของเขาขึ้นมาอีกครั้งโดยมิได้ขออนุญาตเซียวจิ่งอันชะงัก ร่างกายของเขาตื่นตัวสัญชาตญาณสั่งให้เขาสะบัดออก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วนุ่มที่วางลงบนจุดชีพจรอย่างแม่นยำ เขากลับปล่อยให้นางทำตามใจ"ชีพจรขององค์ชายยังคงเต้นผิดจังหวะในบางช่วง เป็นเพราะพิษตกค้างที่ฝังลึกในเส้น
ฝนหยุดตกก่อนยามสามแต่ข่าวลือไม่เคยหยุดตาม คำสั่งย้ายแพร่ไปทั้งวังภายในครึ่งคืน ยามเช้า เสียงกระซิบดังทั่วทางเดิน "ว่าที่ชายาย้ายเข้าแล้วจริงหรือ" "ยังไม่อภิเษกก็อยู่ร่วมตำหนัก" "องค์ชายเจ็ดทรงลำเอียงถึงเพียงนี้" คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูคนในตำหนักไม่ขาดสาย ภายในเรือนข้างของตำหนักหลัก หลี่ซินหรานกำลังอ่านบัญชียาสมุนไพรเมื่อคืนอย่างละเอียด เสี่ยวเฉียวกระซิบอย่างร้อนใจ "คุณหนู ข่าวข้างนอกแรงมากเจ้าค่ะ" "แรงเพียงใด" "เขาว่าท่านจงใจวางยาเพื่อย้ายเข้ามาใกล้ชิดองค์ชาย" มือที่เปิดหน้ากระดาษหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดำเนินต่อ "ยิ่งแรง ยิ่งมีคนร้อนตัว" เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขันทีเอกประจำตำหนักค้อมกาย "องค์ชายเรียกพบ" ภายในห้องอักษรเงียบสนิท องค์ชายเจ็ดนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย สีหน้าสงบเกินกว่าจะอ่านใจได้เมื่อหลี่ซินหรานคุกเข่า เขาไม่ได้ให้ลุกทันที "ข่าวลือวันนี้ เจ้าได้ยินหรือยัง" "ได้ยินแล้วเพคะ" "รู้สึกอย่างไร" คำถามนั้นฟังดูเหมือนไม่สำคัญแต่แท้จริงคือการชั่งใจ "ผู้ที่ปล่อยข่าวหวังให้หม่อมฉันเสียชื่อและให้องค์ชายเสียพระเกียรติ" เขาไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธเพียงกล่าวว่า "เจ้าทนได้หรื
เช้าวันถัดมา ขันทีประจำตำหนักมารายงานว่า "ทูลองค์ชาย ข้างนอกมีข่าวว่าท่าน ลำเอียงเข้าข้างว่าที่ชายา" เซียวจิ่งอันวางพู่กันลงอย่างไม่รีบร้อน "ปล่อยไป" "แต่ข่าวลือนั้นกระทบพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ" เขาไม่ตอบ สายตาคมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง "ใครปล่อยข่าว" ขันทีลังเล ก่อนตอบ "ต้นทางมาจากตำหนักองค์หญิงซูเหยา" เขาเพียงพยักหน้าราวกับไม่ใส่ใจนัก "อืม" อีกด้านหนึ่ง หลี่ซินหรานได้รับเชิญไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ในท้องพระโรงฝ่ายในฮองเฮานั่งนิ่งสายตาสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า "ได้ยินว่าเจ้าทำให้องค์ชายเจ็ดต้องออกหน้า" คำกล่าวไม่ดังมากแต่หนักอึ้งในใจคนฟัง หลี่ซินหรานคุกเข่าตอบ "หม่อมฉันมิได้เจตนา" "แต่ผลลัพธ์คือเขาเอ่ยปาก" บรรยากาศตึงเครียดจากแรงกดดันของผู้มีอำนาจจริง "เจ้าคิดว่าตนเองสำคัญถึงเพียงนั้นหรือ" คำถามราบเรียบแฝงความคมกริบ หลี่ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ "หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงทำในสิ่งที่ควรทำ" ฮองเฮานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "ดี เช่นนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้าไม่ใช่ภาระของตำหนักองค์ชาย" นี่คือคำเตือนของเบื้องสูง ถ้าข่าวลือยังไม่หยุดนางอาจถูกปลดจากการหมั้นหมายได้ ตอ
สองวันหลังเหตุการณ์ช่วยองค์หญิงเย่หลัน ฝ่ายในกลับเงียบผิดปกติเป็นความเงียบแต่ไม่สงบระหว่างทางเดินหินอ่อน เสียงกระซิบดังตามหลังทุกครั้งที่หลี่ซินหรานก้าวผ่าน"นางรู้เรื่องพิษได้อย่างไร""เข้าวังวันแรกก็สร้างเรื่องแล้ว""หรือเป็นคนวางเอง แล้วแสร้งช่วยเหลือ"คำพูดไม่ได้ดังแต่ตั้งใจให้ได้ยิน เสี่ยวเฉียวทึ่เดินตามหลังกำมือแน่น"คุณหนู พวกนางกล่าวหาท่านชัด ๆ เหตุใดไม่ชี้แจงเจ้าคะ"หลี่ซินหรานเดินต่อไปอย่างสงบ"ยิ่งชี้แจง ยิ่งเหมือนแก้ตัว""แต่หากปล่อยไว้...""ข่าวลือมีอายุของมัน"นางเอ่ยเรียบ ๆ"หากไม่มีคนเติมเชื้อไฟ เดี๋ยวมันก็ดับเอง"คำพูดนั้นเหมือนมั่นใจ แต่ในวังหลวง ข่าวลือไม่เคยดับเองเย็นวันนั้น เบี้ยหวัดที่ควรส่งมาถึงตำหนักกลับล่าช้า อาหารเย็นที่นำมากลับเย็นชืด และมีรอยช้ำบนผักอย่างเห็นได้ชัดเสี่ยวเฉียวหน้าแดงด้วยความโกรธ"นี่จงใจแกล้งกันเห็น ๆ"หลี่ซินหรานใช้ตะเกียบเขี่ยผักเบา ๆ"ไม่ใช่แกล้ง แต่กำลังลองใจ""ลองใจ?""ดูว่าข้าจะโวยวายหรือไม่"นางวางตะเกียบแล้วยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้าไม่เปลี่ยน"หากข้าไปร้องเรียน จะยิ่งดูเหมือนคนมีความผิดแล้วพยายามเอาเรื่องอื่นมากลบ"เสี่ยวเฉียวจึงเงีย
หมอหลวงมาถึงในเวลาไม่นาน เขาคุกเข่าตรวจชีพจร สีหน้าครุ่นคิดก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น"องค์หญิงทรงตกพระทัยอย่างรุนแรง กระหม่อมจะถวายยากล่อมประสาท"ขันทีรีบรับคำ เตรียมถ้วยยา หลี่ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองเงียบ ๆ ยานั้นหากให้ไปองค์หญิงจะไม่รอด"ขออภัย"เสียงนุ่มนวลดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว"โลหิตที่พระโอษฐ์มีสีคล้ำ มิใช่อาการจากความตกใจ"หลี่ซินหรานเอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำหมอหลวงชะงัก สีหน้าไม่พอใจ"เจ้าคือใคร กล้าขัดคำวินิจฉัยของข้า""หม่อมฉันเป็นเพียงว่าที่ชายาองค์ชายเจ็ด"นางตอบอย่างสุภาพ"แต่หากถวายยานั้น ชีพจรจะยิ่งอ่อนลง"ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วองค์หญิงอีกคนหนึ่งหัวเราะเยาะ"เจ้ารู้ดีกว่าหมอหลวงหรือ"หลี่ซินหรานไม่ตอบ นางเพียงชี้ไปที่ปลายนิ้วของเย่หลัน"ปลายเล็บเขียวคล้ำ ลมหายใจมีกลิ่นฝาด นี่คืออาการของพิษสะสม ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน"จี้หยกอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับยืนยันความคิดของนางหมอหลวงหน้าซีดวาบเขาก้มลงตรวจอีกครั้งก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้า"รีบเปลี่ยนตำรับยา!"เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีผ่านไปครึ่งชั่วยาม องค์หญิงเย่หลันพ้นขีดอันตราย ข่าวแพร่สะพัดไปท







