แชร์

บทที่ 3: ผลตรวจ

ผู้เขียน: Chareen
last update วันที่เผยแพร่: 2026-06-23 23:44:32

 

สามวันผ่านไปนับตั้งแต่การผ่าตัด พีรวิชญ์ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วตามประสาเด็ก อาการไข้ลดลงจนเป็นปกติ รอยยิ้มสดใสและเสียงเจื้อยแจ้วกลับมาดังคับห้องพักฟื้นอีกครั้ง

แต่สำหรับลลิตา เวลาสามวันที่ผ่านมาคือการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดผึงได้ทุกวินาที

หญิงสาวนั่งปอกแอปเปิลอยู่บนโซฟาตัวยาว สายตาลอบมองชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกาวน์สีขาวที่กำลังนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ภวินท์ไม่ได้ทำตัวเหมือนหมอที่เข้ามาตรวจอาการแล้วจากไป แต่เขาใช้เวลาว่างทุกนาทีที่ปลีกตัวจากตารางเวรแวะเวียนมาที่ห้องนี้เสมอ

"หุ่นยนต์ตัวนี้ประกอบยากไหมครับคุณหมอ" พีรวิชญ์ถามเสียงใส มือเล็กๆ พยายามต่อชิ้นส่วนเลโก้ที่หมอหนุ่มซื้อมาฝากเมื่อเช้า

"ไม่ยากครับ เดี๋ยวหมอช่วยดูให้" ภวินท์ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและอ่อนโยนแบบที่ลลิตาไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากผู้ชายที่มีใบหน้าเรียบตึงตลอดเวลา มือหนาที่คุ้นเคยกับการจับมีดผ่าตัดกำลังหยิบจับชิ้นส่วนพลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างใจเย็น เขาสอนเด็กชายต่อหุ่นยนต์ทีละขั้นตอน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อพีรวิชญ์ทำสำเร็จและหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

ลลิตามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกชาวาบในอก ก้อนเนื้อด้านซ้ายบีบรัดจนปวดหนึบ ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างสองคนนั้นเป็นสิ่งที่เธอหวาดกลัวที่สุด พีรวิชญ์เป็นเด็กขาดพ่อมาตลอดสี่ปี พอมีผู้ชายวัยผู้ใหญ่ที่ดูพึ่งพาได้และใจดีเข้ามาให้ความสนใจ ลูกชายของเธอก็ติดหมอวินแจจนแทบจะลืมแม่

"เก่งมากครับ พีทเก่งเหมือนหมอเลยรู้ไหมตอนเด็กๆ หมอก็ชอบต่อเลโก้แบบนี้แหละ" ภวินท์เอ่ยชมพลางยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมสีเข้มของเด็กชายเบาๆ

คำพูดนั้นไม่ได้จงใจพูดกับเด็กเพียงอย่างเดียว แต่สายตาคมกริบของเขาตวัดข้ามเตียงมาสบเข้ากับดวงตากลมโตของลลิตาอย่างจงใจ แววตาของเขาแฝงนัยยะบางอย่างที่ทำให้คนถูกมองต้องรีบก้มหน้าหลบ หลุบตาลงมองมีดปอกผลไม้ในมือตัวเองเพื่อซ่อนความสั่นไหว

เธอรู้ดีว่าเขากำลังกดดัน

ตลอดสามวันที่ผ่านมา ภวินท์ไม่ได้พูดถึงเรื่องคืนนั้นหรือคาดคั้นหาความจริงอีก เขาทำหน้าที่หมอเจ้าของไข้และเล่นกับลูกชายของเธออย่างเป็นธรรมชาติ แต่ความเงียบของเขากลับเป็นความเงียบที่อันตราย มันคือการคุกคามทางอารมณ์ที่ทำให้ลลิตาอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่สายตาสองคู่ประสานกัน เธอจะเห็นคำประกาศกร้าวอยู่ในแววตาคู่นั้นเสมอว่าเขาไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไป

เวลาล่วงเลยจนถึงช่วงค่ำ พีรวิชญ์หลับสนิทไปแล้วด้วยความอ่อนเพลียจากการเล่นสนุกมาทั้งวัน ลลิตาจัดการห่มผ้าให้ลูกชาย ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้พอเหมาะ ก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบๆ ความเหนื่อยล้าสะสมจากการนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืนเริ่มแสดงผล

เสียงลูกบิดประตูถูกปลดล็อก

ลลิตาสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นยืนทันทีเมื่อเห็นบานประตูถูกผลักเข้ามา

ภวินท์ก้าวเข้ามาในห้องพักฟื้น เขาไม่ได้สวมเสื้อกาวน์แล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก เนกไทถูกปลดให้หลวมเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาเพิ่งเลิกงานและเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เป้าหมายสุดท้ายของวันกลับเป็นห้องนี้

ชายหนุ่มปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา เสียงคลิกของล็อกประตูดังก้องในความเงียบ ทำให้สัญชาตญาณระวังภัยของลลิตาพุ่งทะยานถึงขีดสุด

เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอ ไม่ได้แวะไปที่เตียงผู้ป่วยเหมือนทุกครั้ง ท่าทีผ่อนคลายตอนเล่นกับเด็กหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรังสีความคุกรุ่นและเด็ดขาดที่แผ่ซ่านออกมากดทับบรรยากาศในห้อง

ลลิตากลืนน้ำลายลงคอ ขยับถอยหลังไปครึ่งก้าวเมื่อร่างสูงใหญ่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน

"คุณมีอะไรอีกล่ะ หมอวิน ดึกแล้ว ลูกฉันต้องการพักผ่อน" เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แม้จะรู้ตัวว่ากำลังเสียเปรียบในทุกด้าน

ภวินท์ไม่ตอบคำถามนั้น เขายืนนิ่ง สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาว ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก ดึงซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเอสี่ที่ถูกพับครึ่งออกมา

หัวใจของลลิตากระตุกวูบเมื่อเห็นซองนั้น

ชายหนุ่มโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวโต๊ะดังชัดเจนในความเงียบ

"เปิดดูสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งสั้นๆ เด็ดขาดและไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ

ลลิตามองซองสีน้ำตาลสลับกับใบหน้าเรียบตึงของเขา สองมือบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ "นี่อะไร"

"ผมบอกให้เปิดดู" ภวินท์ย้ำประโยคเดิม ก้าวเข้ามาประชิดอีกหนึ่งก้าว บีบพื้นที่ให้แคบลงจนลลิตาต้องถอยหลังไปชนขอบโซฟา

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังคงยืนนิ่งเม้มริมฝีปากแน่น ภวินท์จึงเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาเอง เขาจัดการดึงแผ่นกระดาษสีขาวด้านในออกมา กางมันออกและยื่นไปตรงหน้าเธอ

ลลิตาหลับตาลงเสี้ยววินาทีเพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะลืมตาขึ้นมองตัวอักษรบนหน้ากระดาษ

มันคือเอกสารรายงานผลจากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ตราประทับของโรงพยาบาลเด่นหลาอยู่มุมบนซ้าย บรรทัดต่อมาคือชื่อของนายแพทย์ภวินท์ และชื่อของเด็กชายพีรวิชญ์

สายตาของเธอเลื่อนต่ำลงไปยังบรรทัดสุดท้ายที่เป็นตัวหนา

...Probability of Paternity: 99.99%...

เรี่ยวแรงทั้งหมดของลลิตาเหือดหายไปในพริบตา เธอทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดสภาพ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้ทำลายข้ออ้างทุกอย่างที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองจนย่อยยับ

"ผมจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่คุณเผลอ" ภวินท์เริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความเยือกเย็นจนน่าขนลุก "ตอนที่พยาบาลเจาะเลือดพีทเพื่อเตรียมผ่าตัด ผมสั่งให้เก็บตัวอย่างเลือดเพิ่มอีกหลอด และส่งตรวจดีเอ็นเอเทียบกับผมแบบเร่งด่วน"

"คุณ... คุณแอบตรวจเลือดลูกฉันโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ยังไง คุณมันทำผิดจรรยาบรรณ!" ลลิตาเงยหน้าขึ้นตวาดเสียงสั่น โกรธที่เขาใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด และโกรธตัวเองที่ประมาทเกินไป

"จรรยาบรรณ?" ภวินท์แค่นหัวเราะในลำคอ โยนกระดาษผลตรวจลงบนโต๊ะ "ถ้าต้องเลือกระหว่างจรรยาบรรณหมอ กับการได้รู้ความจริงว่าผมมีสายเลือดของตัวเองเกิดมาบนโลกนี้แล้วถึงสี่ปี... คุณคิดว่าผมจะเลือกอะไร ลลิตา"

ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเธอ โน้มตัวลงมาใช้สองมือค้ำยันกับพนักพิงโซฟาทั้งสองข้าง กักขังร่างบางไว้ในวงแขนอย่างสมบูรณ์แบบ ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดหน้าผากมน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกลงไปในดวงตาที่กำลังสั่นไหวของเธอ

"เก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์" เขาเน้นย้ำตัวเลขนั้นช้าๆ ชัดๆ "พีรวิชญ์เป็นลูกของผม เด็กคนนั้นคือสายเลือดของผม และคุณ... ปิดบังเรื่องนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"

"ฉันไม่ได้ปิดบัง!" ลลิตาสวนกลับทันที พยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อต่อสู้แม้จะถูกต้อนจนมุม "ฉันแค่ใช้ชีวิตของฉัน คุณใช้ชีวิตของคุณ คืนนั้นมันก็แค่ความผิดพลาด มันจบไปแล้วตั้งแต่เช้าวันนั้น!"

"ความผิดพลาดงั้นเหรอ?" สันกรามของภวินท์ขบเข้าหากันจนขึ้นนูน ความโกรธที่พยายามกดข่มไว้เริ่มปะทุขึ้นมาตามจังหวะอารมณ์ "การที่คุณหอบลูกของผมหนีไปซ่อน ปล่อยให้ผมเป็นไอ้โง่ที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นพ่อคน คุณกล้าเรียกมันว่าความผิดพลาดที่จบไปแล้วได้ยังไง!"

"แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง!" หญิงสาวเถียงกลับเสียงดังลืมตัว ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากและหันไปมองเตียงผู้ป่วย เมื่อเห็นว่าลูกชายยังคงหลับสนิท เธอจึงหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงแต่เต็มไปด้วยความร้าวราน "จะให้ฉันอุ้มท้องไปเคาะประตูบ้านคุณแล้วบอกว่า 'หมอคะ ฉันท้องกับคุณเพราะเราเมาด้วยกันคืนนั้น' อย่างนั้นเหรอ? คุณจะรับผิดชอบไหม? คุณจะเชื่อไหมว่าเขาเป็นลูกคุณ? หรือคุณจะยัดเงินสักก้อนให้ฉันไปเอาเขาออก!"

ประโยคนั้นทำให้ภวินท์ชะงักไปชั่วครู่ แววตาแข็งกร้าววูบไหวลงเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็กลับมาดุดันตามเดิม

"คุณประเมินผมต่ำเกินไปลิตา" เขากระซิบเสียงลอดไรฟัน "ถ้าวันนั้นคุณบอกผม ผมไม่มีวันปล่อยให้คุณเดินออกจากโรงแรมไปคนเดียวแน่"

"คำพูดมันก็ง่ายทั้งนั้นแหละหมอวิน!" ลลิตาพยายามผลักแผงอกกว้างให้ถอยห่าง แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อน "คุณมีอนาคตไกล เป็นหมอศัลย์ที่ใครๆ ก็นับถือ ส่วนฉันเป็นแค่กราฟิกรับจ้างทั่วไป ชีวิตเรามันคนละโลกตั้งแต่แรก ฉันตัดสินใจถูกแล้วที่เลี้ยงเขามาเองคนเดียว"

"คนเดียว?" ภวินท์ทวนคำด้วยน้ำเสียงหยัน "คุณคิดว่าการให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาโดยไม่มีพ่อ มันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วเหรอ คุณถามพีทบ้างไหมว่าเขาอยากมีพ่อเหมือนเด็กคนอื่นหรือเปล่า!"

คำถามนั้นแทงทะลุเข้าไปในจุดที่เปราะบางที่สุดของลลิตา ความรู้สึกผิดที่ซ่อนไว้ลึกๆ ถูกขุดขึ้นมาโจมตี เธอรู้ดีว่าพีรวิชญ์โหยหาความอบอุ่นแบบครอบครัวที่สมบูรณ์แค่ไหน สายตาของลูกเวลาเห็นเพื่อนที่โรงเรียนอนุบาลเดินจูงมือพ่อ มันเป็นภาพที่บาดใจเธอเสมอมา

"ถึงไม่มีคุณ ฉันก็เลี้ยงเขามาได้เป็นอย่างดี!" ลลิตาเถียงข้างๆ คูๆ น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา "ฉันอุ้มท้องเขาร่วมสิบเดือน ฉันเป็นคนแพ้ท้องจนอ้วกแทบตาย ฉันเป็นคนทนเจ็บปวดตอนคลอดเขาออกมา ฉันอดนอนให้นม เช็ดตัวตอนเขาป่วย จ่ายค่าเทอม ค่ากินอยู่ทุกบาททุกสตางค์... แค่น้ำเชื้อหยดเดียวในคืนนั้น มันไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิ์มาทำตัวเป็นพ่อของเขาหรอกนะ!"

ความอดทนของภวินท์ขาดผึง

เขาละมือจากพนักพิงโซฟา เลื่อนลงมาคว้าเอวบางของเธอ รั้งร่างที่กำลังสั่นเทาให้ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากัน แรงดึงนั้นทำให้แผ่นอกของเธอปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง ลลิตาตกใจจนเผลอยกมือขึ้นยันหน้าอกเขาไว้

"สิทธิ์งั้นเหรอ?" ภวินท์ก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน มือหนาข้างหนึ่งละจากเอวคอด เลื่อนขึ้นมาบีบปลายคางของเธอ บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบที่กำลังลุกโชนด้วยแรงโทสะ "ผลดีเอ็นเอเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์บนโต๊ะนั่นไงคือสิทธิ์ของผม สิทธิ์ที่กฎหมายและสายเลือดให้ผมมาตั้งแต่เด็กคนนี้ปฏิสนธิ"

นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ บนมุมปากที่กำลังสั่นระริกของเธอ สัมผัสของเขาไม่ได้รุนแรงจนเจ็บปวด แต่มันเต็มไปด้วยการคุกคามและประกาศความเป็นเจ้าของ

"คุณอาจจะอุ้มท้องเขามา คุณอาจจะเลี้ยงเขามา... แต่คุณลบความจริงที่ว่าครึ่งหนึ่งในตัวเขาคือเลือดเนื้อของผมไม่ได้ ลิตา" น้ำเสียงของเขากดต่ำ พร่าพร่าและอันตราย "สี่ปีที่คุณปล้นเวลาของผมกับลูกไป ผมจะทวงมันคืนทุกวินาที"

"ปล่อยฉันนะ" ลลิตาพยายามสะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุม แต่ปลายนิ้วแข็งแรงกลับบีบกระชับคางเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่เปิดโอกาสให้เบือนหน้าหนีความจริง

"คุณหนีผมไม่ได้อีกแล้ว" ภวินท์กระซิบชิดริมฝีปาก เลื่อนสายตาลงมามองกลีบปากอวบอิ่มที่เขาจำรสชาติได้ดีไม่เคยลืม "ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมคือพ่อของพีรวิชญ์ ไม่ใช่แค่ในกระดาษผลตรวจ แต่ในชีวิตจริง"

ลลิตาเม้มริมฝีปากแน่น ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ เธอแพ้แล้ว แพ้ให้กับหลักฐาน แพ้ให้กับอำนาจของเขา และแพ้ให้กับความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ภวินท์มองดวงตากลมโตที่มีหยาดน้ำตาคลอหน่วย ความโกรธเกรี้ยวในอกเริ่มทุเลาลงเมื่อเห็นความหวาดกลัวและอ่อนแอของหญิงสาวตรงหน้า เขาค่อยๆ คลายแรงบีบที่ปลายคาง เลื่อนมือลงมาประคองพวงแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสเปลี่ยนจากการบังคับเป็นการลูบไล้ที่ทำให้ลลิตาต้องขนลุกซู่

"เราจะเลิกทะเลาะกันเรื่องอดีต" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่ความเด็ดขาดยังคงเดิม "พรุ่งนี้หมอเจ้าของไข้จะอนุญาตให้พีทกลับบ้านได้"

ลลิตามองหน้าเขาด้วยความไม่เข้าใจการเปลี่ยนอารมณ์กะทันหันนี้ "แล้วยังไง"

ชายหนุ่มลดมือลงจากแก้มของเธอ ถอยหลังออกไปครึ่งก้าวเพื่อเปิดพื้นที่ให้เธอหายใจ แต่สายตายังคงจับจ้องไม่วางตา

เขาชี้มือไปที่ร่างเล็กบนเตียงผู้ป่วย ก่อนจะหันกลับมามองลลิตาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการท้าทายและการประกาศศึกที่แท้จริง

"เตรียมคำตอบไว้ให้ดีลิตา พรุ่งนี้ตอนลูกตื่น คุณจะบอกเขาเอง หรือจะให้ผมบอกว่าผมเป็นใคร"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุ

    บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังแว่วมาตามสายลมยามค่ำคืนของเกาะภูเก็ต ท้องฟ้าเบื้องบนมืดสนิทประดับประดาด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของพูลวิลลาริมหน้าผาแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ศิลาและเพียงขวัญคุ้นเคยเป็นอย่างดีวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา ศิลาตัดสินใจฝากน้องศริน ลูกสาววัยสามขวบครึ่งไว้ให้อยู่ในการดูแลของคุณปู่คุณย่าที่กรุงเทพฯ แล้วแอบพาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนรอบสอง เพื่อรำลึกความหลังและเติมความหวานให้กับชีวิตคู่บริเวณระเบียงริมสระน้ำส่วนตัว แสงเทียนสีนวลตาจากเชิงเทียนประดับส่องสว่างกระทบผืนน้ำใส เพียงขวัญสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพริ้วไหว ยืนเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่ สองมือเรียววางทาบทับอยู่บนราวระเบียงกระจกใส ปล่อยให้สายลมเย็นสบายพัดผ่านเรือนผมสลวยศิลาเดินถือแก้วแชมเปญสองแก้วก้าวเข้ามาจากด้านในห้องพัก ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเข้มปลดกระดุมคอสบายๆ เขาสอดท่อนแขนแข็งแรงเข้าสวมกอดเอวคอดบางของภรรยาจากด้านหลัง รั้งร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้าง พร้อมกับเกยคางลงบนลาดไหล่เนียน"กำลังคิดอะไรอยู่ครับคน

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อน

    บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อนเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กหญิงวัยสามขวบดังก้องไปทั่วโถงทางเดินของแผนกศัลยกรรมทรวงอก ทำลายความเงียบสงัดและเคร่งเครียดที่มักจะปกคลุมตึกนี้เป็นประจำ พยาบาลหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดแวะทักทายและส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้กับ 'น้องศริน' ลูกสาวตัวน้อยของอาจารย์หมอศิลาและวิสัญญีแพทย์เพียงขวัญวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว ทว่าเพียงขวัญกลับถูกเรียกตัวด่วนให้เข้ามาสมทบในเคสผ่าตัดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อน ศิลาซึ่งเพิ่งออกเวรเช้าจึงต้องรับบทเป็นคุณพ่อลูกอ่อน กระเตงลูกสาวตัวกลมมาไว้ที่ห้องพักแพทย์ส่วนตัวเป็นการชั่วคราวภายในห้องพักแพทย์ที่เคยวางของเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยของเล่นพลาสติก สมุดระบายสี และตุ๊กตาหมีกระจัดกระจายอยู่บนโซฟาและพื้นพรมศิลาในสภาพที่ยังสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเสื้อเชิ้ตลำลอง กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมตรงหน้าลูกสาว นัยน์ตาคมกริบที่เคยใช้เพ่งมองรอยต่อของเส้นเลือดในห้องผ่าตัด บัดนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการจับรวบเส้นผมเส้นเล็กๆ ของน้องศรินให้รวมกันเป็นกระจุกเดียว"คุณพ่อขรา มัดจุกสองข้างเหมือนชินจังเลยนะคะ หน

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธอ

    บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธออากาศยามค่ำคืนของกรุงลอนดอนเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อโค้ตตัวหนา ศิลาผลักบานประตูห้องพักอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ตะขอหลังประตู โยนกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองตำราแพทย์และงานวิจัยที่ต้องอ่านนี่คือชีวิตที่เขาเลือก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกระดับแนวหน้าของโลก เขาเพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากร่วมกับอาจารย์แพทย์ชื่อดังของมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากมายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบศิลาเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำเปล่าเย็นจัดใส่แก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความเงียบสงัดภายในห้องพักโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้ง ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงเพลง และไม่มีเสียงบ่นเจื้อยแจ้วของใครบางคนที่คอยบอกให้เขาหาเวลาพักผ่อนบ้างชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาผ้าสีหม่น ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวเลื่อนปลดล็อกหน้าจออย่างเชื่องช้า สัญชาตญาณความเคยชินสั่งให้เขาก

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 2: วินาทีที่สูญเสียความเยือกเย็น

    บทพิเศษ 2: วินาทีที่สูญเสียความเยือกเย็นแสงไฟแอลอีดีทรงกลมขนาดใหญ่เหนือเตียงผ่าตัดสาดส่องลงมายังช่องอกของผู้ป่วยชายวัยห้าสิบปี ศิลายืนประจำตำแหน่งศัลยแพทย์มือหนึ่ง มือที่สวมถุงมือยางปลอดเชื้อจับคีมคีบเข็มขนาดเล็ก จัดการเย็บซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่วด้วยความแม่นยำ ทุกจังหวะการขยับข้อมือเป็นไปอย่างไหลลื่นและเด็ดขาด ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียวอายุการทำงานและประสบการณ์นับหมื่นชั่วโมงหล่อหลอมให้เขากลายเป็นเครื่องจักรที่เยือกเย็นที่สุดในห้องผ่าตัด ไม่เคยมีสถานการณ์ใดทำให้เขาเสียสมาธิได้จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ภายในห้องผ่าตัดดังขึ้นพยาบาลผู้ช่วยเดินไปรับสาย ฟังข้อความจากปลายทางเพียงไม่กี่วินาที เธอก็หันขวับมามองศัลยแพทย์ทรวงอกที่กำลังจดจ่ออยู่กับบาดแผลตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“อาจารย์ศิลาคะ ทางวอร์ดสูติกรรมโทรมาแจ้งด่วนค่ะ หมอขวัญน้ำเดินแล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมย้ายเข้าห้องคลอดค่ะ!”ปลายเข็มที่กำลังจะแทงทะลุเนื้อเยื่อหยุดนิ่งทันทีศิลาเงยหน้าขึ้นจากช่องอกของผู้ป่วย ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นขยายผ่าตัดเบิกกว้างขึ้น ลมหายใจเข้าออกสะดุดกึกไปหนึ่งจังหวะ เขากวาดสายตามองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้อง ตอ

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 1: ว่าที่คุณพ่อจอมหวง

    บทพิเศษ 1: ว่าที่คุณพ่อจอมหวงแฟ้มตารางเวรปฏิบัติงานของแผนกวิสัญญีวิทยาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส ศิลาพรูลมหายใจออกทางปาก สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปที่รายชื่อของภรรยาซึ่งถูกระบุให้รับผิดชอบเคสผ่าตัดมะเร็งลำไส้ที่กินเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าหกชั่วโมงอายุครรภ์ของเพียงขวัญก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่แล้ว ท้องของเธอเริ่มนูนป่องออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้น อาการแพ้ท้องในช่วงสามเดือนแรกที่เคยรุนแรงเริ่มทุเลาลง ทว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความพารานอยด์ขั้นสุดของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งอย่างเขาชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงตรง เพียงขวัญอยู่ในห้องผ่าตัดมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า ขาทั้งสองข้างของเธอต้องรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์เป็นเวลานานเกินไป ศิลาไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อกาวน์ให้เข้าที่ และสาวเท้าเดินตรงไปยังโซนห้องผ่าตัดทันทีเมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้องผ่าตัดหมายเลขสอง ศิลาไม่ได้เปิดประตูเข้าไปรบกวนการทำงานด้านใน เขาเพียงแค่ยืนกอดอก มองผ่านช่องกระจกใสบนบานประตู สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ร่างบอบบางในชุดสครับสีเขียวอ่อน เพียงขวัญกำลังย

  • คุณหมอปะป๊า   บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์

    บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์สองปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ศิลาและเพียงขวัญจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตคู่ของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งและวิสัญญีแพทย์สาวคนเก่งเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่อบอุ่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง การทำงานในโรงพยาบาลยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการมีใครสักคนคอยรอคอยและเป็นที่พักพิงให้กันและกันในทุกๆ วันเช้าตรู่วันครบรอบแต่งงานปีที่สอง แสงแดดอ่อนละมุนทาบทับลงบนเตียงกว้าง ศิลาขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ท่อนแขนแข็งแรงยังคงตระกองกอดร่างบอบบางของภรรยาเอาไว้แนบแผงอก ชายหนุ่มก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่ขมับของเพียงขวัญ สูดกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ ประจำตัวเธอเข้าปอด“ตื่นได้แล้วครับคนดี วันนี้เรามีนัดดินเนอร์ฉลองวันครบรอบกันนะ” เขากระซิบปลุกเสียงนุ่มเพียงขวัญขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับอกอุ่นของสามีอย่างออดอ้อน “ขออีกห้านาทีนะคะพี่ศิ ขวัญรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไป”ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิ “ต

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status