/ โรแมนติก / คุณหมอปะป๊า / บทที่ 4: เขตแดนที่ถูกรุกล้ำ

공유

บทที่ 4: เขตแดนที่ถูกรุกล้ำ

작가: Chareen
last update 게시일: 2026-06-23 23:44:45

 

แสงแดดอ่อนๆ ยามสายส่องผ่านม่านปรับแสงเข้ามาในห้องพักฟื้น พีรวิชญ์ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสพร้อมกับข่าวดีที่สุดของวัน อาการอักเสบหายสนิท แผลผ่าตัดแห้งดี และที่สำคัญ... วันนี้เขาจะได้กลับบ้าน

เด็กชายกระโดดโลดเต้นอยู่บนเตียงขณะที่ลลิตากำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า หญิงสาวพยายามฝืนยิ้มให้ลูกชาย ทั้งที่ในหัวกำลังหมุนติ้วด้วยความตึงเครียดที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อคืน

คำขู่ของภวินท์ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท 'พรุ่งนี้ตอนลูกตื่น คุณจะบอกเขาเอง หรือจะให้ผมบอกว่าผมเป็นใคร'

ลลิตาเลือกที่จะเงียบ เธอพยายามถ่วงเวลาให้ถึงที่สุด หวังเพียงว่าภวินท์จะติดเคสผ่าตัดด่วนจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องนี้ หรืออย่างน้อยก็ปล่อยให้เธอพาลูกกลับไปตั้งหลักที่คอนโดก่อน แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เข้าข้างเธอเลย

ประตูห้องพักฟื้นเปิดออก ภวินท์ก้าวเข้ามาในชุดเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตา ป้ายชื่อแพทย์เฉพาะทางติดอยู่บนอกซ้าย เขาส่งยิ้มกว้างให้เด็กชายบนเตียง ก่อนจะปรายตามองลลิตาที่ยืนเกร็งอยู่ข้างกระเป๋าสัมภาระ

"หมอวิน! พีทจะได้กลับบ้านแล้วครับ" พีรวิชญ์ชูสองแขนขึ้นสู่อากาศด้วยความดีใจ

"หมอทราบแล้วครับ คนเก่งของหมอแข็งแรงไวมากเลย" ภวินท์เดินเข้าไปลูบหัวเด็กน้อย สายตาอ่อนโยนของคนเป็นพ่อถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนจนลลิตาต้องเบือนหน้าหนี "เก็บของเสร็จหรือยังครับหม่าม้า"

เขาหันมาถามเธอด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไป คำว่า 'หม่าม้า' ที่หลุดออกจากปากเขาทำให้ลลิตารู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า มันไม่ใช่คำเรียกแบบหมอคุยกับญาติคนไข้ แต่มันแฝงความนัยที่คนสองคนรู้กันดี

"เสร็จแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันจะลงไปจ่ายบิลแล้วเรียกแท็กซี่กลับเอง" ลลิตาตอบเสียงเรียบ พยายามรักษาระยะห่าง

"ไม่ต้องเรียกแท็กซี่หรอก" ภวินท์สวนขึ้นทันควัน เขาหันไปยิ้มให้ลูกชาย "เดี๋ยววันนี้หมอวินจะขับรถไปส่งพีทที่บ้านเอง ดีไหมครับ"

"ดีครับ! พีทอยากนั่งรถหมอวิน" เด็กชายตอบรับอย่างกระตือรือร้น

"แต่ฉันเกรงใจ คุณหมอน่าจะมีงานต้องทำต่อ" ลลิตาพยายามค้าน สบตาเขาอย่างเอาเรื่อง

"ผมลางานช่วงบ่ายไว้แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลย... คุณแม่ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ" ภวินท์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่บอกให้รู้ว่าเขาเป็นคนคุมเกม และเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

การเดินทางกลับคอนโดเต็มไปด้วยความอึดอัด ลลิตานั่งตัวเกร็งอยู่บนเบาะหน้าคู่กับคนขับ ภายในรถเอสยูวียุโรปคันหรูมีเพียงเสียงเพลงคลาสสิกเปิดคลอเบาๆ สลับกับเสียงเจื้อยแจ้วของพีรวิชญ์ที่นั่งอยู่คาร์ซีทด้านหลัง

ภวินท์ขับรถด้วยความนุ่มนวล ท่าทีผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัย ส่วนอีกข้างวางพักอยู่บนคอนโซลกลาง ใกล้กับที่พักแขนของลลิตาจนเธอสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากผิวเนื้อของเขา ทุกครั้งที่เขาขยับตัวเปลี่ยนเกียร์ ต้นแขนแกร่งจะเฉียดสีกับไหล่บางของเธอเบาๆ สร้างกระแสไฟฟ้าสถิตที่ทำให้หญิงสาวต้องขนลุกซู่และพยายามขยับตัวชิดประตูรถให้มากที่สุด

ชายหนุ่มลอบมองท่าทางหวาดระแวงของคนข้างกายผ่านหางตา มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย เขาไม่ได้เอ่ยปากคาดคั้นเรื่องเมื่อคืน ปล่อยให้ความเงียบและความใกล้ชิดทำหน้าที่บีบคั้นประสาทของเธอไปเรื่อยๆ

รถคันหรูเลี้ยวเข้าจอดในช่องจอดรถของคอนโดมิเนียมระดับกลาง ลลิตารีบปลดเข็มขัดนิรภัยและเปิดประตูลงจากรถทันทีราวกับหนีตาย เธอเปิดประตูด้านหลังเพื่ออุ้มลูกชายลงมา แต่ภวินท์ไวกว่า เขาลงจากรถและจัดการช้อนร่างเล็กของพีรวิชญ์ขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม มืออีกข้างหิ้วกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ของเธอไปถือไว้เสร็จสรรพ

"คุณเอาลูกมาให้ฉันอุ้มเถอะ" ลลิตาพยายามแย่งลูกคืน

"แผลผ่าตัดเพิ่งหายดี พีทเดินเยอะไม่ดีหรอก ให้ผมอุ้มแหละดีแล้ว นำทางไปสิ" ภวินท์ตอบหน้าตาย เดินนำหน้าเธอตรงไปยังโถงลิฟต์อย่างคุ้นเคยราวกับเป็นเจ้าของสถานที่

ลลิตาถอนหายใจเฮือกใหญ่ จำยอมเดินตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปจนถึงหน้าประตูห้องพักบนชั้นแปด เธอแตะคีย์การ์ดและผลักประตูเข้าไป

ภายในคอนโดขนาดหนึ่งห้องนอนตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโทนสีอบอุ่น มีของเล่นเด็กวางเป็นระเบียบอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น ภวินท์อุ้มพีรวิชญ์ไปวางลงบนโซฟาอย่างเบามือ สายตาคมกริบเริ่มกวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา

เขาสำรวจชั้นวางรองเท้า... มีแต่รองเท้าผู้หญิงและเด็ก เขามองไปที่เคาน์เตอร์ครัว... ไม่มีแก้วน้ำหรือของใช้ผู้ชาย เขาลอบมองผ่านประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้... เตียงขนาดห้าฟุตมีหมอนเพียงสองใบ

ความรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นในใจของศัลยแพทย์หนุ่ม ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เธอไม่ได้ให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาแทนที่เขาในพื้นที่ส่วนตัวนี้เลย

"ขอบคุณที่มาส่งค่ะ หมดหน้าที่ของคุณแล้ว เชิญกลับไปทำงานต่อได้เลย" ลลิตาเอ่ยปากไล่ทันทีที่วางของเสร็จ เธอเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำเย็นออกมารินใส่แก้วเพื่อดับความร้อนรุ่มในใจ

"ไล่กันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ" ภวินท์เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาในโซนครัวที่เชื่อมต่อกับห้องนั่งเล่น "พีทเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ผมในฐานะหมอต้องอยู่สังเกตอาการสักพักสิ"

"ลูกฉันหายดีแล้ว และฉันก็ดูแลเขาเองได้"

"แต่ผมอยากอยู่ดูแลเขาด้วย... ในฐานะพ่อ" ประโยคหลังเขาจงใจลดเสียงลงเพื่อไม่ให้เด็กชายที่กำลังดูการ์ตูนอยู่หน้าทีวีได้ยิน

ลลิตาชะงักมือที่กำลังจับแก้วน้ำ หันขวับมามองหน้าเขา "เราคุยกันแล้วนะหมอวิน คุณจะมาบังคับให้ฉันบอกลูกตอนนี้ไม่ได้ เขายังเด็กเกินไปที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้กะทันหัน"

ภวินท์เดินเข้ามาใกล้จนหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเคาน์เตอร์ครัว "ผมให้เวลาคุณตัดสินใจมาทั้งคืนแล้วลิตา ถ้าคุณไม่กล้าพูด เดี๋ยวผมจะเดินไปบอกพีทเองว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนี้คือพ่อของเขา"

"อย่านะ!" ลลิตาเสียงหลง วางแก้วน้ำลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง "คุณจะทำร้ายจิตใจลูกเหรอ เขาเพิ่งสี่ขวบ จู่ๆ มีผู้ชายแปลกหน้ามาบอกว่าเป็นพ่อ คุณคิดว่าเด็กจะรับได้ทันทีหรือไง ให้เวลาฉันเตรียมตัวหน่อยไม่ได้หรือไง"

"เวลา? สี่ปีที่ผ่านมายังไม่พออีกหรือไง" ภวินท์สวนกลับทันควัน แววตาเริ่มแข็งกร้าวขึ้นมาอีกครั้ง "คุณขโมยสิทธิ์ความเป็นพ่อของผมไปตั้งสี่ปี พอผมจะทวงคืน คุณก็อ้างโน่นอ้างนี่"

"ฉันไม่ได้อ้าง! แต่ฉันต้องคิดถึงความรู้สึกของลูกเป็นอันดับแรก!"

บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ภวินท์จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังฉายแววหวาดวิตก เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มอารมณ์ร้อนรุ่มของตัวเองลงไป เขาไม่อยากใช้ความรุนแรงหรือบังคับขู่เข็ญเธอมากเกินไปนัก เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การทำลาย แต่คือการครอบครอง

"โอเค..." ภวินท์พยักหน้าช้าๆ ยอมถอยให้หนึ่งก้าว "ผมจะให้เวลาคุณเตรียมใจลูก แต่ไม่ใช่ตลอดไป ภายในหนึ่งอาทิตย์นี้ พีทต้องรู้ว่าผมเป็นใคร"

ลลิตาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยเธอก็ยืดเวลาออกไปได้อีกนิด "ตกลง... งั้นตอนนี้คุณก็กลับไปได้แล้ว"

"ใครบอกว่าผมจะกลับ" ภวินท์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ผมให้เวลาคุณเรื่องลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะยอมถอยออกจากชีวิตคุณ ผมจะอยู่ที่นี่... จนกว่าลูกจะหลับ"

หญิงสาวอ้าปากค้าง เตรียมจะเถียงกลับ แต่เสียงของพีรวิชญ์ก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"หม่าม้าครับ พีทหิวแล้ว อยากกินไข่ตุ๋นฝีมือหม่าม้า"

ลลิตาจำต้องกลืนคำด่าลงคอ หันไปยิ้มให้ลูกชาย "ได้ครับคนเก่ง รอหม่าม้าแป๊บเดียวนะ"

เธอหันกลับมาถลึงตาใส่ร่างสูงที่ยืนทำหน้าระรื่นอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปเปิดตู้เย็น หยิบไข่ไก่และเครื่องปรุงออกมาเตรียมทำอาหาร ภวินท์เดินตามมาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้สตูลหน้าเคาน์เตอร์ เท้าคางมองดูทุกการเคลื่อนไหวของเธออย่างไม่วางตา

การถูกจ้องมองด้วยสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความนัยทำให้ลลิตาทำอะไรไม่ถูกกะทันหัน เธอหยิบจับอุปกรณ์ในครัวอย่างเก้ๆ กังๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กสาวที่เพิ่งหัดทำกับข้าวครั้งแรก

เวลาผ่านไปจนไข่ตุ๋นสุกหอมกรุ่น ลลิตายกไปป้อนให้ลูกชายที่โซฟา ภวินท์เดินตามไปนั่งขนาบข้าง ช่วยหยิบกระดาษทิชชู่เช็ดปากให้เด็กน้อย ภาพนั้นดูเหมือนครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบ จนลลิตาต้องรีบปัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไป

หลังจากกินข้าวและกินยาเรียบร้อย ฤทธิ์ยาและอาการอ่อนเพลียก็ทำให้พีรวิชญ์ผล็อยหลับไปบนโซฟา ลลิตาอุ้มลูกเข้าไปนอนในห้อง จัดแจงห่มผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะปิดประตูห้องนอนแง้มไว้เพียงเล็กน้อย

เมื่อเธอเดินกลับออกมาที่โซนห้องครัวเพื่อล้างจานชาม ความเงียบก็โรยตัวลงมาครอบคลุมทั่วทั้งห้อง มีเพียงเสียงน้ำไหลจากก๊อกซิงค์ล้างจานเท่านั้น

ลลิตายืนล้างแก้วน้ำด้วยความรู้สึกกดดัน เธอรู้ว่าเขายังอยู่ในห้อง ไม่ได้กลับไปไหน สัญชาตญาณร้องเตือนว่าการอยู่กันตามลำพังในพื้นที่ปิดแบบนี้คือความเสี่ยงขั้นสูงสุด

เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้

ลลิตาตัวแข็งทื่อ มือที่กำลังถูฟองน้ำบนแก้วน้ำหยุดชะงัก เธอพยายามทำเป็นไม่สนใจ เปิดก๊อกน้ำให้แรงขึ้นเพื่อกลบเสียงฝีเท้าของเขา

แต่ร่างสูงใหญ่กลับเดินเข้ามาหยุดยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

แผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อแนบชิดเข้ากับแผ่นหลังบางของเธอ ไอความร้อนจากร่างกายของเขาทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามาสัมผัสผิวหนัง ลลิตาสะดุ้งสุดตัว หมายจะขยับหนี แต่ท่อนแขนแกร่งทั้งสองข้างกลับสอดเข้ามารวบกอดเอวคอดของเธอไว้หลวมๆ จากด้านหลัง

"คุณ... จะทำอะไร ปล่อยนะ" ลลิตาร้องประท้วงเสียงหลง พยายามแกะมือใหญ่ที่วางทาบอยู่บนหน้าท้องแบนราบของเธอออก แต่เขากลับประสานนิ้วล็อกไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก

"ลูกหลับแล้วนี่... ถึงเวลาคุยเรื่องของเราสองคนสักที" เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดต้นคอระหงจนลลิตาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

"ไม่มีเรื่องอะไรต้องคุย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ หมอวิน" เธอพยายามดิ้นรน แต่พื้นที่หน้าซิงค์ล้างจานที่แคบจำกัดทำให้เธอไม่มีทางหนี แผ่นหลังถูกต้อนให้เบียดชิดกับอกแกร่งมากขึ้นไปอีก

ภวินท์ไม่สนใจคำประท้วง เขาโน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ปลายจมูกโด่งไล้ไปตามแนวลำคอ สูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ของครีมอาบน้ำที่ผสมกับฟีโรโมนเฉพาะตัวของเธอ กลิ่นนี้... กลิ่นที่เขาจดจำได้ฝังใจตั้งแต่วันไนท์สแตนด์ที่ภูเก็ตเมื่อห้าปีก่อน

"ตัวคุณหอมเหมือนเดิมเลยนะ ลิตา..." เขากระซิบชิดผิวเนื้ออ่อนนุ่ม ริมฝีปากหยักกดจูบลงบนลาดไหล่บางผ่านเนื้อผ้าเบาๆ

ลลิตาเข่าอ่อนแรงไปชั่วขณะ สัมผัสที่คุ้นเคยในความทรงจำส่วนลึกถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ร่างกายของเธอตอบสนองต่อการกระตุ้นของเขาอย่างน่าละอาย หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เลือดในกายสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง

"อย่าทำแบบนี้... อ๊ะ!"

เธอเผลอครางอือในลำคอเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาขบเม้มเบาๆ ที่ติ่งหู มือหนาที่เคยวางนิ่งอยู่บนหน้าท้องเริ่มขยับลูบไล้ขึ้นมาตามหน้าอกหน้าใจ ลากผ่านบราเซียที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อยืดตัวบาง นิ้วหัวแม่มือจงใจปัดป่ายผ่านยอดปทุมถันที่เริ่มแข็งขึงตอบรับสัมผัส

"อย่า... คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉันแบบนี้" ลลิตาพยายามเค้นเสียงห้าม ยกมือที่เปียกน้ำขึ้นมาจับข้อมือของเขาเพื่อหยุดยั้งการกระทำ แต่แรงของเธอเทียบไม่ได้เลยกับแรงของผู้ชายตัวโต

"ทำไมจะไม่มีสิทธิ์" ภวินท์พลิกข้อมือกลับมากุมมือเล็กของเธอไว้ สอดประสานนิ้วเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น "เราเคยลึกซึ้งกันมากกว่านี้ตั้งหลายเท่า คุณลืมไปแล้วเหรอว่าคืนนั้น... ร่างกายคุณตอบสนองผมยังไง"

คำพูดที่ตรงไปตรงมาและหยาบโลนทำเอาลลิตาหน้าแดงซ่านด้วยความอับอายและโกรธเคือง เธอหันขวับกลับมาเผชิญหน้ากับเขา หวังจะต่อว่าให้เจ็บแสบ

แต่การหันกลับมาในพื้นที่แคบๆ ทำให้ปลายจมูกของเธอชนเข้ากับปลายจมูกของเขาพอดิบพอดี

ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงเหลือเพียงมิลลิเมตร นัยน์ตาคมกริบของภวินท์จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังตื่นตระหนก สายตาของเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่มืดมิดและเร่าร้อน มันเป็นสายตาของนักล่าที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ และเธอคือเหยื่ออันโอชะที่เขาไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปอีก

บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางเพศ (Sexual Tension) ที่พุ่งสูงปรี๊ด เสียงเครื่องปรับอากาศในห้องกลายเป็นเสียงที่เงียบงัน มีเพียงเสียงหอบหายใจของคนสองคนที่ดังก้องแข่งกัน

ภวินท์ค่อยๆ ก้มหน้าลงมาใกล้ ริมฝีปากหยักเลื่อนเข้าหาความอวบอิ่มที่กำลังเม้มแน่นเข้าหากัน ลลิตาหลับตาปี๋ หัวใจเต้นรัวราวกับจังหวะกลองรบ เธอรู้ว่าตัวเองควรจะผลักเขาออก ควรจะตบหน้าเขาสักฉาด แต่ร่างกายกลับทรยศ มันแข็งทื่อและโอนอ่อนผ่อนตามแรงดึงดูดนั้นอย่างน่าสมเพช

ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดริมฝีปากของเธอ...

แต่แล้ว... ภวินท์กลับหยุดการเคลื่อนไหวไว้เพียงแค่นั้น

เขาไม่ได้ทาบทับริมฝีปากลงมาอย่างที่เธอคาดคิด แต่กลับเบี่ยงหน้าไปกระซิบชิดริมฝีปากของเธอแทน

"ผมรู้ว่าคุณยังต้องการผม ลิตา..." น้ำเสียงแหบพร่าและยั่วยวนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

ภวินท์คลายอ้อมกอดออกช้าๆ ปล่อยให้ลลิตายืนคว้างอยู่หน้าซิงค์ล้างจาน เขาถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว สอดมือกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกง มองดูใบหน้าที่แดงก่ำและลมหายใจที่หอบสะท้านของหญิงสาวด้วยความพึงพอใจ

เขาจงใจจุดไฟปรารถนาให้ลุกโชน แล้วดึงตัวเองออกมากะทันหัน เพื่อปล่อยให้เธอทรมานกับความค้างคาและยอมรับความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ

ชายหนุ่มหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากห้องครัว เขาหยุดฝีเท้า หันกลับมามองลลิตาที่ยังคงยืนนิ่งงันกุมหน้าอกตัวเองอยู่ นัยน์ตาคมกริบฉายแววผู้ชนะอย่างชัดเจน

"ร่างกายคุณยังจำผมได้ดีเลยนี่ ลิตา... แล้วปากคุณจะแข็งไปได้อีกสักกี่วัน"

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุ

    บทพิเศษ 5: คำสัญญาที่ไม่มีวันหมดอายุเสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังแว่วมาตามสายลมยามค่ำคืนของเกาะภูเก็ต ท้องฟ้าเบื้องบนมืดสนิทประดับประดาด้วยหมู่ดาวนับล้านดวง บรรยากาศเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของพูลวิลลาริมหน้าผาแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ศิลาและเพียงขวัญคุ้นเคยเป็นอย่างดีวันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของพวกเขา ศิลาตัดสินใจฝากน้องศริน ลูกสาววัยสามขวบครึ่งไว้ให้อยู่ในการดูแลของคุณปู่คุณย่าที่กรุงเทพฯ แล้วแอบพาภรรยาคนสวยบินลัดฟ้ามาฮันนีมูนรอบสอง เพื่อรำลึกความหลังและเติมความหวานให้กับชีวิตคู่บริเวณระเบียงริมสระน้ำส่วนตัว แสงเทียนสีนวลตาจากเชิงเทียนประดับส่องสว่างกระทบผืนน้ำใส เพียงขวัญสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวพริ้วไหว ยืนเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่ สองมือเรียววางทาบทับอยู่บนราวระเบียงกระจกใส ปล่อยให้สายลมเย็นสบายพัดผ่านเรือนผมสลวยศิลาเดินถือแก้วแชมเปญสองแก้วก้าวเข้ามาจากด้านในห้องพัก ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตผ้าลินินสีเข้มปลดกระดุมคอสบายๆ เขาสอดท่อนแขนแข็งแรงเข้าสวมกอดเอวคอดบางของภรรยาจากด้านหลัง รั้งร่างของเธอเข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้าง พร้อมกับเกยคางลงบนลาดไหล่เนียน"กำลังคิดอะไรอยู่ครับคน

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อน

    บทพิเศษ 4: คุณหมอพ่อลูกอ่อนเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสดใสของเด็กหญิงวัยสามขวบดังก้องไปทั่วโถงทางเดินของแผนกศัลยกรรมทรวงอก ทำลายความเงียบสงัดและเคร่งเครียดที่มักจะปกคลุมตึกนี้เป็นประจำ พยาบาลหลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหยุดแวะทักทายและส่งรอยยิ้มเอ็นดูให้กับ 'น้องศริน' ลูกสาวตัวน้อยของอาจารย์หมอศิลาและวิสัญญีแพทย์เพียงขวัญวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ควรจะเป็นวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว ทว่าเพียงขวัญกลับถูกเรียกตัวด่วนให้เข้ามาสมทบในเคสผ่าตัดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อน ศิลาซึ่งเพิ่งออกเวรเช้าจึงต้องรับบทเป็นคุณพ่อลูกอ่อน กระเตงลูกสาวตัวกลมมาไว้ที่ห้องพักแพทย์ส่วนตัวเป็นการชั่วคราวภายในห้องพักแพทย์ที่เคยวางของเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยของเล่นพลาสติก สมุดระบายสี และตุ๊กตาหมีกระจัดกระจายอยู่บนโซฟาและพื้นพรมศิลาในสภาพที่ยังสวมเสื้อกาวน์สีขาวทับเสื้อเชิ้ตลำลอง กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นพรมตรงหน้าลูกสาว นัยน์ตาคมกริบที่เคยใช้เพ่งมองรอยต่อของเส้นเลือดในห้องผ่าตัด บัดนี้กำลังจดจ่ออยู่กับการจับรวบเส้นผมเส้นเล็กๆ ของน้องศรินให้รวมกันเป็นกระจุกเดียว"คุณพ่อขรา มัดจุกสองข้างเหมือนชินจังเลยนะคะ หน

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธอ

    บทพิเศษ 3: 1,460 วันที่ไม่มีเธออากาศยามค่ำคืนของกรุงลอนดอนเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเสื้อโค้ตตัวหนา ศิลาผลักบานประตูห้องพักอพาร์ตเมนต์ขนาดกะทัดรัดใจกลางเมืองเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ชายหนุ่มถอดเสื้อโค้ตแขวนไว้ที่ตะขอหลังประตู โยนกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองตำราแพทย์และงานวิจัยที่ต้องอ่านนี่คือชีวิตที่เขาเลือก ชีวิตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการและโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นศัลยแพทย์ทรวงอกระดับแนวหน้าของโลก เขาเพิ่งผ่านการผ่าตัดเคสยากร่วมกับอาจารย์แพทย์ชื่อดังของมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ได้รับคำชมเชยและการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานต่างชาติมากมายทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปตามเป้าหมายที่เขาวางไว้ในอดีตอย่างสมบูรณ์แบบศิลาเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำเปล่าเย็นจัดใส่แก้วและยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความเงียบสงัดภายในห้องพักโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้ง ไม่มีเสียงโทรทัศน์ ไม่มีเสียงเพลง และไม่มีเสียงบ่นเจื้อยแจ้วของใครบางคนที่คอยบอกให้เขาหาเวลาพักผ่อนบ้างชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาผ้าสีหม่น ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นิ้วเรียวยาวเลื่อนปลดล็อกหน้าจออย่างเชื่องช้า สัญชาตญาณความเคยชินสั่งให้เขาก

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 2: วินาทีที่สูญเสียความเยือกเย็น

    บทพิเศษ 2: วินาทีที่สูญเสียความเยือกเย็นแสงไฟแอลอีดีทรงกลมขนาดใหญ่เหนือเตียงผ่าตัดสาดส่องลงมายังช่องอกของผู้ป่วยชายวัยห้าสิบปี ศิลายืนประจำตำแหน่งศัลยแพทย์มือหนึ่ง มือที่สวมถุงมือยางปลอดเชื้อจับคีมคีบเข็มขนาดเล็ก จัดการเย็บซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่วด้วยความแม่นยำ ทุกจังหวะการขยับข้อมือเป็นไปอย่างไหลลื่นและเด็ดขาด ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียวอายุการทำงานและประสบการณ์นับหมื่นชั่วโมงหล่อหลอมให้เขากลายเป็นเครื่องจักรที่เยือกเย็นที่สุดในห้องผ่าตัด ไม่เคยมีสถานการณ์ใดทำให้เขาเสียสมาธิได้จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ภายในห้องผ่าตัดดังขึ้นพยาบาลผู้ช่วยเดินไปรับสาย ฟังข้อความจากปลายทางเพียงไม่กี่วินาที เธอก็หันขวับมามองศัลยแพทย์ทรวงอกที่กำลังจดจ่ออยู่กับบาดแผลตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“อาจารย์ศิลาคะ ทางวอร์ดสูติกรรมโทรมาแจ้งด่วนค่ะ หมอขวัญน้ำเดินแล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมย้ายเข้าห้องคลอดค่ะ!”ปลายเข็มที่กำลังจะแทงทะลุเนื้อเยื่อหยุดนิ่งทันทีศิลาเงยหน้าขึ้นจากช่องอกของผู้ป่วย ดวงตาคมกริบภายใต้แว่นขยายผ่าตัดเบิกกว้างขึ้น ลมหายใจเข้าออกสะดุดกึกไปหนึ่งจังหวะ เขากวาดสายตามองนาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้อง ตอ

  • คุณหมอปะป๊า   บทพิเศษ 1: ว่าที่คุณพ่อจอมหวง

    บทพิเศษ 1: ว่าที่คุณพ่อจอมหวงแฟ้มตารางเวรปฏิบัติงานของแผนกวิสัญญีวิทยาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส ศิลาพรูลมหายใจออกทางปาก สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น นัยน์ตาสีเข้มจดจ้องไปที่รายชื่อของภรรยาซึ่งถูกระบุให้รับผิดชอบเคสผ่าตัดมะเร็งลำไส้ที่กินเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่าหกชั่วโมงอายุครรภ์ของเพียงขวัญก้าวเข้าสู่เดือนที่สี่แล้ว ท้องของเธอเริ่มนูนป่องออกมาให้เห็นเด่นชัดขึ้น อาการแพ้ท้องในช่วงสามเดือนแรกที่เคยรุนแรงเริ่มทุเลาลง ทว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือความพารานอยด์ขั้นสุดของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งอย่างเขาชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมงตรง เพียงขวัญอยู่ในห้องผ่าตัดมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า ขาทั้งสองข้างของเธอต้องรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งครรภ์เป็นเวลานานเกินไป ศิลาไม่รอช้า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อกาวน์ให้เข้าที่ และสาวเท้าเดินตรงไปยังโซนห้องผ่าตัดทันทีเมื่อมาถึงบริเวณหน้าห้องผ่าตัดหมายเลขสอง ศิลาไม่ได้เปิดประตูเข้าไปรบกวนการทำงานด้านใน เขาเพียงแค่ยืนกอดอก มองผ่านช่องกระจกใสบนบานประตู สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ร่างบอบบางในชุดสครับสีเขียวอ่อน เพียงขวัญกำลังย

  • คุณหมอปะป๊า   บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์

    บทที่ 36 ครอบครัวที่สมบูรณ์สองปีผ่านไปนับตั้งแต่วันที่ศิลาและเพียงขวัญจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ชีวิตคู่ของศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งและวิสัญญีแพทย์สาวคนเก่งเต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่อบอุ่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่ถูกตกแต่งใหม่ให้กลายเป็นบ้านอย่างแท้จริง การทำงานในโรงพยาบาลยังคงดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการมีใครสักคนคอยรอคอยและเป็นที่พักพิงให้กันและกันในทุกๆ วันเช้าตรู่วันครบรอบแต่งงานปีที่สอง แสงแดดอ่อนละมุนทาบทับลงบนเตียงกว้าง ศิลาขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความเคยชิน ท่อนแขนแข็งแรงยังคงตระกองกอดร่างบอบบางของภรรยาเอาไว้แนบแผงอก ชายหนุ่มก้มลงประทับจูบแผ่วเบาที่ขมับของเพียงขวัญ สูดกลิ่นหอมสบู่อ่อนๆ ประจำตัวเธอเข้าปอด“ตื่นได้แล้วครับคนดี วันนี้เรามีนัดดินเนอร์ฉลองวันครบรอบกันนะ” เขากระซิบปลุกเสียงนุ่มเพียงขวัญขยับตัวยุกยิก ซุกหน้าลงกับอกอุ่นของสามีอย่างออดอ้อน “ขออีกห้านาทีนะคะพี่ศิ ขวัญรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย สงสัยเมื่อคืนจะนอนน้อยไป”ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล เขาทาบหลังมือลงบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิ “ต

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status