LOGINเสี่ยวซูกำลังเดินสำรวจบ้านอย่างรอบคอบ นางเดินไปทางหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบ เด็กสาวสะพายกระบี่ไว้ด้านหลังไม่ห่างมันไม่ได้ยาวขนาดนั้นเพียงแต่เสี่ยวซูเตี้ยจึงดูคล้ายว่ากระบี่ทมิฬสูงไปโดยปริยาย
"ท่านน้าคนงาม ที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวซูน้อยปากหวานเจอสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินถือตะกร้าผักผ่านมาพอดีจึงวิ่งดุ้กดิ้กเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น "หืม? เจ้าไม่ใช่คนที่นี่สินะ ที่แห่งนั้นคือบ้านหัวหน้าหมู่บ้านกำลังมีเรื่องจริงๆ นั่นแหละ เห็นแก่เจ้าพูดจาน่าฟังข้าจะบอกให้ เมื่อไม่นานมานี้พบทหารสามนายมาถามถึงคนเป็นผู้ชายสองคนเห็นบอกว่าเป็นคนที่ทางการต้องการตัวหากเจ้าพบเข้าอย่าไปใกล้เชียวนะ เห็นบอกโทษร้ายแรงด้วย!" หญิงสาวนางนั้นเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง เห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังชื่นชมตนเองก็ยิ่งเล่าลงรายละเอียดมากขึ้น "ขอบคุณท่านน้าคนงามเจ้าค่ะ!" เสี่ยวซูยิ้มตาหยีให้หญิงสาวก่อนจะรีบร้อนกลับมาที่ท้ายหมู่บ้าน เห็นได้ชัดว่าผู้ชายสองคนที่ว่าเป็นสองพี่น้องปู้คู่นั้นแม้เด็กน้อยใสซื่อแต่กลับฉลาดเฉลียว พวกเขาถูกคนทำร้ายมานี่นาจะไปเป็นคนร้ายของทางการได้อย่างไรกัน เสี่ยวซูคิดแล้วก็คิดไม่ออกเด็กสาวไหนเลยจะเคยเห็นอุบายต่ำช้าในการล่อลวงศัตรูแบบโจ่งแจ้งเช่นนี้ เสี่ยวซูน้อยเดินสายธรรมกับท่านอาจารย์มาตั้งแต่เด็กย่อมคิดไม่ออกอยู่แล้ว "พี่เย่! เสี่ยวซูมีเรื่อง!" เสียงเด็กสาวดังเข้ามาตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวคน ปู้เหิงเย่หันหน้ากลับไปมองทางด้านหน้ายังไม่พบนางด้วยซ้ำ เขากำลังทำอาหารกลิ่นหอมกรุ่มคละคลุ้งไปทั่วเรือน ในมือถือไม้พายยืนรอเด็กสาวโผล่แต่ก็ยังไม่โผล่มีเพียงเสียงเตาะแตะของฝีเท้านางเท่านั้น "พี่เย่! พี่เย่อยู่หรือไม่?" เสี่ยวซูไหนเลยจะเห็นเขาได้นางยังวิ่งไม่ทันพ้นต้นหญ้าริมทางของรั้วบ้านเลยจึงตะโกนถามด้วยความร้อนใจกลัวว่าทั้งคู่จะถูกค้นพบเสียแล้ว "เสี่ยวซูไปมีเรื่องกับใครหรือ?!" ปู้สวีโยวเป็นคนเอ่ยถาม ได้ยินนางบอกว่ามีเรื่องคิดว่าเด็กสาวไปล่วงเกินใครแล้วจึงตกใจจนตาโต "ไม่ใช่เสี่ยวซูนะ! เป็นพวกท่านที่กำลังจะมีเรื่องต่างหาก" เสี่ยวซูหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าหม้อแกงเนื้อตรงหน้าใบหน้าจิ้มลิ้มจมอยู่กับเนื้อตรงหน้าจนลืมสิ้นความกังวล "เสี่ยวซูพูดให้ชัดเจนก่อน" ปู้เหิงเย่เห็นเด็กสาวน้ำลายแทบยืดจึงรีบเอ่ยถามเด็กน้อยจอมหิวโหยให้ชัดเจนก่อน "อ๋อ! เสี่ยวซูไปเห็นคนเยอะมากที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านจึงถามท่านน้าคนหนึ่งมา ท่านน้าบอกว่าไม่นานมานี้มีทหารทางการมาตามหาเด็กผู้ชายสองคน บอกว่าเป็นนักโทษที่ทางการต้องการ เสี่ยวซูว่าต้องใช่พี่เย่จึงรีบนำข่าวมาบอก" เด็กสาวมีท่าทางครุ่นคิดทบทวนคำพูดว่านำมาส่งต่อครบถ้วนหรือไม่ "ทหารทางการรึ..." ปู้เหิงเย่ก้มมองแขนตนเองที่ยามนี้พันแผลไว้ด้วยเศษผ้าในบ้านร้างหลังนี้ เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ในตอนนี้หากนำของมีค่าไปแลกอาจเป็นเบาะแสให้คนร้ายตามตัวจึงจำใจต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน หากหาที่นี่ไม่พบเกรงว่าคงจะไปที่อื่นแล้ว คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ตั้งใจว่าจะพักอยู่ที่นี่สักระยะก่อนค่อยออกเดินทาง "พี่ชายหรือว่าจะเป็นพวกเขา?" ปู้สวีโยวกระซิบถามพี่ชายท่าทางหวาดกลัว กว่าพวกเขาจะหนีมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ หากถูกพบต้องโดนสังหารอีกแน่ ในตอนนั้นพี่ชายตนยังพอมีวรยุทธสามารถต่อกรพวกมันได้ หากมาตอนนี้ก็ไร้หนทางแล้วจริงๆ "อย่าเพิ่งกังวลไป" ปู้เหิงเย่ลูบหัวน้องชายก่อนจะหันไปทำอาหารต่อ เมื่อครู่เขาไปล่าสัตว์ป่าแม้จะได้เพียงไก่ป่าก็นับว่าดีมากแล้ว ดูเหมือนว่าคงต้องหาทางอื่นหากรอหาของป่าอย่างเดียวคงต้องมีวันที่หิวโซ วันต่อมาเสี่ยวซูน้อยก็แบกกระบี่ทมิฬเดินรอบหมู่บ้านอีกครั้ง เด็กน้อยเดินเตะฝุ่นไปมาก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ใต้ต้นสนใหญ่ในสวนไผ่ตรงชายป่า เด็กสาวสงสัยว่าเขากำลังหาอะไรจึงเดินไปทางนั้นทันที "ท่านตากำลังหาอะไรอยู่เหรอ?" เสี่ยวซูน้อยเอียงคอถามเห็นเขาก้มๆ เงยๆ นางก็ทำตามด้วยความอยากรู้ เขาหันซ้ายนางก็หันซ้าย เขาหันขวาสาวน้อยก็หันขวา ชายชราวัยราวๆ หกสิบปีไม่ได้ยินเสียงหนูน้อยเขาหันมาหัวชนเข้ากับเสี่ยวซูจึงรู้ว่านางอยู่ตรงนี้ "ไอ้หยา!" เขาอุทานออกมามือหนึ่งกุมศีรษะเอาไว้ไม่ได้เจ็บมากแต่ก็ทำให้มึนงงไปชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่านางเป็นเด็กเหตุใดหัวแข็งถึงเพียงนี้ "เจ้าหนูเจ้าหาอะไรรึ?" ชายแก่เอ่ยถามหนูน้อยที่ก้มๆ เงยๆ ตามตนเอง "เสี่ยวซูช่วยท่านตาหาอยู่" เสี่ยวซูน้อยตอบโดยไม่มองหน้าเขานางยังคงเดินวนต้นสนใหญ่ต้นนั้นไม่หยุด ไม่เข้าใจว่าที่นี่มีอะไรนางเห็นเพียงหญ้าที่ขึ้นรอบๆ ต้นสนนี้ก็เท่านั้น "เจ้ารู้รึข้ากำลังหาอะไร!" ชายแก่ตกใจคิดว่านางแอบฟังเขามานานในใจคิดว่านางจะมาแย่งของกับตนหรือไม่ "หึ เสี่ยวซูไม่รู้" เด็กสาวพึ่งนึกได้จึงหยุดก้มหา นางมองเขาแววตาใสแป๋วรอคอยคำตอบในสิ่งที่ชายชราต้องการอยู่ "เหอๆ แม่หนูน้อยเจ้าจะช่วยคนแก่เช่นข้าได้รึ" เขามองเด็กสาวมีใจช่วยเหลือก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังหาของสำคัญกลับเสนอตัวช่วยทั้งที่ไม่รู้เรื่องราว นับถือน้ำใจจริงๆ "ท่านตาพูดมาเสี่ยวซูอาจจะช่วยได้นะ" แม่หนูน้อยเอียงคอมองมือสองข้างเท้าเอวพร้อมให้ความช่วยเหลือเต็มที่ "หากเจ้าหาพบข้ามีรางวัลให้!" . . . "นี่ใช่หม้อดินโบราณที่ท่านตาบอกหรือเปล่า?" เด็กสาวยกหม้อดินขนาดใหญ่สีน้ำตาลเข้มปากหม้อถูกปิดเอาไว้แน่นตรึงไว้ด้วยเชือกสีน้ำตาลเก่าๆ น้ำหนักของมันนั้นเกือบเท่าน้ำหนักตัวของเสี่ยวซูได้เลย ทว่าแม่หนูน้อยกลับยกขึ้นเหนือศีรษะได้อย่างสบาย "เอ๊ะ! นะ...นั่น! นั่นมันใช่! ใช่ที่สุด" ชายชราตะโกนออกมาด้วยความยินดี เขามองไปยังเด็กสาวยังไม่พบความผิดปกติที่นางสามารถยกหม้อดินโบราณที่บรรจุของไว้อย่างหนัก หม้อดินนี้เป็นของสืบทอดบรรพบุรุษของเขาบอกให้เปิดมันในยามวิกฤติด้านในสามารถทำให้ชีวิตเขาสุขสบายไปได้อีกนาน เดิมทีชายแก่คิดว่าต้องเป็นทรัพย์สมบัติเป็นแน่ เด็กสาวไม่ได้พบมันที่ใต้ต้นสนใหญ่นางกลับพบมันห่างออกไปอีกสิบก้าวอยู่ใต้โพรงหญ้าที่รกทึบ 'เจ้าดำนี่ช่างเก่งกาจยิ่ง!' เสี่ยวซูน้อยเอ่ยชมกระบี่ทมิฬบนหลังตน ใบหน้ากลมแย้มยิ้มจนแก้มยกสูง 'นายท่านข้าสัมผัสได้ว่าในนั้นมีพลังวิญญาณแข็งแกร่งอยู่' เสียงเจ้าดำดังเข้ามาในโสตประสาทเด็กสาว หากไม่ใช่ว่ามันสัมผัสถึงพลังวิญญาณนี้ มันก็คงจะไม่มีทางรู้จุดซ่อนของหม้อดินโบราณเช่นกัน 'อืม...มันเป็นของท่านตานี่นา' เสี่ยวซูไม่ได้สนใจของผู้อื่นนางส่งหม้อดินโบราณให้แก่ชายชรา ยังไม่ทันรับน้ำหนักได้ดีหม้อนั้นก็ตกลงกับพื้นเสียก่อน เพล้ง! "นี่มันหนักเกินไปแล้ว!" ชายชรามองหม้อดินโบราณที่แตกลงต่อหน้าต่อตาร้องอุทานออกมาเสียงดัง เขาเพิ่งนึกประหลาดใจก็ตอนนี้เหตุใดเด็กสาวตัวน้อยจึงยกมันได้ง่ายดายเล่า! ของข้างในหม้อดินโบราณไม่ได้มีสมบัติล้ำค่าดังคาดแต่เป็นแผ่นหนังผืนหนึ่งสีน้ำตาลอ่อน สภาพย่ำแย่คล้ายผ้าขี้ริ้วก็ไม่ปาน ทั้งสองก้มลงมองพร้อมกันอย่างประหลาดใจ "หืม?" "เอ๋?" เห็นได้ชัดว่ามีเพียงเศษผ้าอันเดียวเหตุใดมันจึงหนักคล้ายแบกโอ่งเช่นนี้เล่า "โธ่~วาสนาข้า นึกว่าจะได้สมบัติก่อนไปเสียอีก" ชายชราพึมพำเสียงเบาคนเดียวมองเสี่ยวซูตัวน้อยที่เอียงซ้ายทีขวาทีมองแผ่นหนังที่ปรากฏลวดลายยึกยือไปมาอย่างสนอกสนใจ "เอ้า! นี่ของเจ้า" ชายแก่หยิบแผ่นหนังขนาดเล็กรูปสี่เหลี่ยมที่มุมขาดเล็กน้อยยื่นให้เสี่ยวซู บนแผ่นหนังนั้นมีลวดลายขีดเขียนคล้ายแผนที่ทว่าแตกต่างตรงไม่มีเส้นทางบอกแน่ชัด อีกทั้งยังไม่คล้ายแผนที่ที่ตั้งบนผืนแผ่นดินแห่งนี้เท่าไรนัก ลายเส้นแตกแขนงไปมาสะเปะสะปะไม่คงที่ขยายออกจากกันราวกิ่งไม้แตกก้านสาขา "ท่านตาให้เสี่ยวซูช่วยดูหรือ?" เด็กสาวรับมาพลางจดจ้องอย่างจริงจัง คิ้วน้อยๆ ขมวดเข้าหากันราวกับรู้ความบนแผ่นหนังผืนนั้น แม่หนูน้อยยกแผ่นหนังเข้าใกล้สายตาอีกระดับจนจมูกจะชนกับมันอยู่รอมร่อ "เสี่ยวซูดูไม่เป็น" ถือไปถือมาพลิกกลับไปกลับมาทั้งเอียงซ้ายขวา เขย่าก็ทำมาแล้วผ่านไปนานราวสองเค่อเด็กสาวจึงถอนสายตากลับมา มองไปยังชายแก่ที่อยู่ด้านข้างอย่างสิ้นหวัง "เอ๊ะ! ท่านตาเล่า?" เด็กสาวหมุนรอบตัวไปมากลับไร้ร่องรอยชายชราที่ควรยืนอยู่ข้างกายตน รอบบริเวณลานกว้างไร้ผู้คนแม้แต่ต้นสนก็หายไปด้วย เด็กสาวเบิกตาโพลงมองแผ่นหนังในมือคิดว่าจะหายไปเช่นกันดังนั้นจะสรุปได้ว่าตนเพ้อฝันไปเอง แต่ทว่าแผ่นหนังยังอยู่ที่มือน้อยๆ ไม่หายไปไหน "เอ๋? ท่านตาวิ่งเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ..." แม่หนูน้อยยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์นัก ไม่อยากพูดในสิ่งที่คาดเดาบรรยากาศรอบด้านเริ่มแปลกตาไป แม้แต่เส้นทางที่เดินมาเดิมทีก็ไม่ใช่ทางเดิน ที่แห่งนี้มีแต่ป่ารกทึบ เด็กสาวกำแผ่นหนังแน่นสองเท้าป้อมน้อยของนางเริ่มขยับด้วยความเร็วสูงสายตายังคงมองรอบข้างอย่างไม่วางใจ ดวงตาใสแป๋วเบิกโพลงตลอดเวลาปากน้อยๆ เบ้ลงแม้แต่ผมแกละสองข้างก็กระดอนขึ้นลงตามแรงฝีเท้า "เอ๊ะ? นั่นเสี่ยวซูนี่นา เสี่ยวซูทางนี้!" เสียงตะโกนของปู้สวีโยวดังมาจากทางป่าไผ่ที่อยู่ใกล้ๆ เขากับปู้เหิงเย่เพิ่งกลับจากหาของป่าคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่พวกเขาคิดว่าอยู่บ้านกลับมาวิ่งเล่นแถวนี้ "เอ๋? พี่ใหญ่เหตุใดเสี่ยวซูถึงวิ่งหน้าตั้งหน้าตึงขนาดนั้นกัน" ปู้สวีโยวเร่งฝีเท้าตามออกมาดูที่ทางเดินเห็นเพียงด้านหลังของนางผมแกละโดดเด้งราวม้าวิ่งในมือยังประคองอะไรบางอย่างถือค้างทั้งยังวิ่งอีกด้วย แปลกจริง "นั่นสิ รีบไปดูนางเถิด" ปู้เหิงเย่เองก็แปลกใจ ปกติแล้วเด็กสาวมักจะเดินมากกว่า อะไรกันทำให้นางวิ่งแจ้นจนฝุ่นตลบหลังแม้แต่เสียงเรียกก็ไม่ได้ยินหมู่บ้านเขตแดนนี้อยู่ห่างจากตลาดไม่ไกลเนื่องจากละแวกนี้ล้วนแต่เป็นทางผ่านข้ามเขตแดน เด็กสาวแบกกระบี่บนหลังออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ที่นี่ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแต่ตื่นเช้าทั้งสิ้น ฟ้ายังไม่สางก็เห็นชาวบ้านหลายคนแบกตะกร้าออกจากบ้านขึ้นเขากันแล้ว บ้างก็ออกเดินทางไปขายผักขายของป่าที่ตลาดด้านหน้าเรียกว่าตลาดหน้าด่าน เป็นตลาดเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด"อื้ม! อาหย่อย!" เสี่ยวซูน้อยพูดอุบอิบไปตามทางปากน้อยๆกำลังเคี้ยวน่องไก่ย่างเสียบไม้น่องใหญ่ที่ปู้เหิงเย่ทำให้ตอนเช้ามืดมาตามทาง เด็กสาวทั้งกินทั้งชมไม่ขาดปากเนื่องจากรสชาติอร่อยถูกใจ อีกทั้งก่อนออกจากบ้านปู้เหิงเย่ยังบอกให้สาวน้อยซื้อของอร่อยกินด้วย เช้านี้เสี่ยวซูน้อยจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษตามทางไปตลาดมีบ้านเรือนคนตลอดแนวเสี่ยวซูก็เดินสอดส่องตามบ้านนั้นบ้านนี้ไปเรื่อยไม่เร่งรีบ เด็กสาวสำรวจรอบบริเวณอย่างสนอกสนใจ พ้นประตูรั้วบ้านหลังนี้ไปก็พบแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่กันแล้ว เด็กสาวฝีเท้าช้าลงไปอีกก้าว ดวงตากลมประกายแวววาว แม้แต่ไก่ย่างรสชาติยอดเยี่ยมเมื่อครู่ก็จืดลงทันตา "ซาลาเปาร้อนๆ ขนมจีบเพิ่งนึ่งร้อนๆ""พุทราเชื่อมหวานๆ พุทราลูกใหญ่ๆหวานเจี๊ยบ""เซาป
เสี่ยวซูน้อยที่วิ่งอ้อมบ้านรอบที่สามแล้วไม่รู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยขาป้อมๆนั้นสับเร็วเต็มที่ บ้านหลังเล็กที่หญ้าขึ้นรกรอบบริเวณบ้าน บัดนี้กลับเกลี้ยงเกลาเป็นลู่ทางอย่างดี เนื่องจากเด็กสาวตัวน้อยวิ่งย่ำจนทางเรียบ ต้นหญ้านอนเรียงรายราบกับพื้นจนจมดิน'เจ้าดำหรือนี่จะเป็นสิ่งนั้นที่ท่านอาจารย์บอกกัน!' เสี่ยวซูน้อยเอ่ยถามกระบี่ทมิฬบนหลังตน นางวิ่งเพราะตื่นเต้นและตกใจ หากวิ่งแล้วเด็กสาวจะได้รู้สึกเหนื่อยแทนความรู้สึกตื่นเต้น คิดได้ดังนั้นเด็กสาวจึงวิ่งรอบบ้านไม่หยุด'นายท่านเขาไม่ใช่เทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างที่พระอาจารย์บอกท่าน เขาเป็นเพียงภูตส่งสารเท่านั้น เพียงแต่อยู่ระดับสูงหน่อยจึงมีความสามารถเช่นนี้ได้' เสียงเจ้าดำตอบเข้ามาในโสตประสาทเด็กสาว สาวน้อยยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจภูตส่งสารที่ว่านั้นมันคือตัวอะไร อีกทั้งหายตัวได้ไม่พอยังสามารถสร้างภาพลวงตาได้อีกหรือ?เสี่ยวซูมีสีหน้ายุ่งเหยิงใบหน้าน้อยเริ่มยับยู่ยี่ตามความรู้สึก ตอนที่ท่านอาจารย์สอน นางไม่น่าแอบงีบหลับเลยมิเช่นนั้นป่านนี้ภูตส่งสารที่ว่าก็คงรู้จักไปนานแล้ว อีกทั้งจะได้ไม่ต้องมาตกใจวิ่งหนีจนขาสั่นเช่นนี้แต่ที่นี่เป็นอาณาเข
เสี่ยวซูกำลังเดินสำรวจบ้านอย่างรอบคอบ นางเดินไปทางหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบ เด็กสาวสะพายกระบี่ไว้ด้านหลังไม่ห่างมันไม่ได้ยาวขนาดนั้นเพียงแต่เสี่ยวซูเตี้ยจึงดูคล้ายว่ากระบี่ทมิฬสูงไปโดยปริยาย"ท่านน้าคนงาม ที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวซูน้อยปากหวานเจอสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินถือตะกร้าผักผ่านมาพอดีจึงวิ่งดุ้กดิ้กเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น"หืม? เจ้าไม่ใช่คนที่นี่สินะ ที่แห่งนั้นคือบ้านหัวหน้าหมู่บ้านกำลังมีเรื่องจริงๆ นั่นแหละ เห็นแก่เจ้าพูดจาน่าฟังข้าจะบอกให้ เมื่อไม่นานมานี้พบทหารสามนายมาถามถึงคนเป็นผู้ชายสองคนเห็นบอกว่าเป็นคนที่ทางการต้องการตัวหากเจ้าพบเข้าอย่าไปใกล้เชียวนะ เห็นบอกโทษร้ายแรงด้วย!"หญิงสาวนางนั้นเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง เห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังชื่นชมตนเองก็ยิ่งเล่าลงรายละเอียดมากขึ้น"ขอบคุณท่านน้าคนงามเจ้าค่ะ!" เสี่ยวซูยิ้มตาหยีให้หญิงสาวก่อนจะรีบร้อนกลับมาที่ท้ายหมู่บ้าน เห็นได้ชัดว่าผู้ชายสองคนที่ว่าเป็นสองพี่น้องปู้คู่นั้นแม้เด็กน้อยใสซื่อแต่กลับฉลาดเฉลียว พวกเขาถูกคนทำร้ายมานี่นาจะไปเป็นคนร้ายของทางการได้อย่างไรกัน เสี่ยวซูคิดแล้วก็คิดไม่ออกเด็กสาวไหนเลยจะเคยเห็นอ
เสียงลมดังเข้ามาเป็นระยะ ด้านนอกสว่างสดใสไร้พายุหิมะแล้ว แม้จะเป็นเขตแดนรกร้างทว่าแอ่งเขาลั่วลวี่นี้ไม่ได้ไร้สิ่งมีชีวิต เสียงนกกู่ร้องตั้งแต่เช้าตรู่ปลุกให้บุคคลที่หลบอยู่ภายในถ้ำน้อยตื่นจากการหลับใหลเนื่องจากสถานที่นี้เงียบเชียบแม้แต่เสียงลมยังได้ยินชัดเจนเด็กชายผู้นอนไร้สติมาหลายวันจึงขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นก่อนขนตายาวจะกระเพื่อมไหว นัยน์ตาสีนิลเปิดขึ้นในที่สุดเขาพยายามปรับสายตาให้เป็นปกติก่อนจะสำรวจโดยรอบตามสัญชาตญาณอึก!ปู้เหิงเย่เผลอขยับร่างกายแรงจึงกระทบต่อบาดแผลภายนอกที่ยังไม่สมานดี บาดแผลภายในกลับหายปลิดทิ้งราวไม่เคยมีมาก่อน ก่อนหน้านี้เขาถูกทำลายวรยุทธฝืนใช้กำลังเดินลมปราณจนธาตุไฟเข้าแทรกจุดชีพจรลมปราณตันไม่สามารถสัมผัสได้ บัดนี้กลับรู้สึกว่าพลังไหลเวียนในกายได้คล่องตัว แม้จะถูกทำลายวรยุทธแล้วก็ยังคงสามารถฝึกฝนได้ใหม่ ช่างวิเศษยิ่ง!แต่ทว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขาในขณะที่ตนไม่ได้สติกัน นึกได้ดังนั้นชายหนุ่มก็พยายามยันกายลุกขึ้นมองไปรอบบริเวณ ภายในนี้เป็นถ้ำไม่ผิดแต่อุณหภูมิกลับต่ำผิดปกติชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองออกไปด้านนอกโพรงหินที่เป็นช่องว่าง เห็นเพียงสีขาวโพลนก็เด
แค่ก แค่กเสียงไอดังออกมาจากปากทางถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางเทือกเขาที่รกร้าง ด้านในมีดรุณีน้อยนางหนึ่งกำลังนั่งไอโขกลมหนาวอยู่หน้ากองไฟกองใหญ่ ใบหน้านางซีดเซียวราวกระดาษบนเรือนร่างห่มคลุมกายด้วยเสื้อผ้าเก่าคลุมทับด้านนอกด้วยหนังสัตว์ที่ไม่ได้แปรรูปพรรณเป็นเสื้อคลุม ทว่าสะอาดสะอ้านราวถูกทำความสะอาดอย่างดีด้านนอกถ้ำมีพายุหิมะรุนแรงสีขาวโพลนปกคลุมปากถ้ำจนมีช่องว่างเป็นรูขนาดเล็กตามซอกหินที่ไม่เรียบเท่านั้น สถานที่แห่งนี้เรียกว่าแอ่งภูเขาลั่วลวี่ เป็นจุดต่ำของแนวเขาราบกว้างขวางก่อนเข้าเขตแดนซีเป่ย ที่แห่งนี้ทั้งหนาวเหน็บทั้งยังไร้ซึ่งทรัพยากรที่สมบูรณ์แม้เนื้อที่บนเทือกเขาจะกว้างขวางแต่เนื่องจากสภาพอากาศและวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ทำให้ไม่มีบ้านเรือนคนในละแวกนี้ ดีที่แอ่งลั่วลวี่นี้เป็นจุดต่ำจึงพอมีทางรอดอยู่บ้าง"ฮู่ว~ วันนี้หนาวจังแฮะ" เสียงแหบแห้งดังขึ้น ดรุณีน้อยวัยแปดขวบร่างกายอ้วนกลมตัวเล็กกระจ้อยใบหน้าดูไม่มีความสุขเนื่องจากขาดอาหารชั้นยอดมาหลายวัน แม้จะไม่ได้ไร้ของกินซะทีเดียวแต่ก็นับว่าขาดแคลนมากแล้วสำหรับเด็กสาวตัวน้อยเด็กสาวกระชับหนังสัตว์บนกายแน่นมือหนึ่งหยิบแผ่นแป้งแข็งๆ กับเนื้อ







