Share

4 แผ่นหนังเนตรวารี

Author: L01
last update publish date: 2026-10-13 19:46:50

เสี่ยวซูน้อยที่วิ่งอ้อมบ้านรอบที่สามแล้วไม่รู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยขาป้อมๆนั้นสับเร็วเต็มที่ บ้านหลังเล็กที่หญ้าขึ้นรกรอบบริเวณบ้าน บัดนี้กลับเกลี้ยงเกลาเป็นลู่ทางอย่างดี เนื่องจากเด็กสาวตัวน้อยวิ่งย่ำจนทางเรียบ ต้นหญ้านอนเรียงรายราบกับพื้นจนจมดิน

'เจ้าดำหรือนี่จะเป็นสิ่งนั้นที่ท่านอาจารย์บอกกัน!'

เสี่ยวซูน้อยเอ่ยถามกระบี่ทมิฬบนหลังตน นางวิ่งเพราะตื่นเต้นและตกใจ หากวิ่งแล้วเด็กสาวจะได้รู้สึกเหนื่อยแทนความรู้สึกตื่นเต้น คิดได้ดังนั้นเด็กสาวจึงวิ่งรอบบ้านไม่หยุด

'นายท่านเขาไม่ใช่เทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างที่พระอาจารย์บอกท่าน เขาเป็นเพียงภูตส่งสารเท่านั้น เพียงแต่อยู่ระดับสูงหน่อยจึงมีความสามารถเช่นนี้ได้'

เสียงเจ้าดำตอบเข้ามาในโสตประสาทเด็กสาว สาวน้อยยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจภูตส่งสารที่ว่านั้นมันคือตัวอะไร อีกทั้งหายตัวได้ไม่พอยังสามารถสร้างภาพลวงตาได้อีกหรือ?

เสี่ยวซูมีสีหน้ายุ่งเหยิงใบหน้าน้อยเริ่มยับยู่ยี่ตามความรู้สึก ตอนที่ท่านอาจารย์สอน นางไม่น่าแอบงีบหลับเลยมิเช่นนั้นป่านนี้ภูตส่งสารที่ว่าก็คงรู้จักไปนานแล้ว อีกทั้งจะได้ไม่ต้องมาตกใจวิ่งหนีจนขาสั่นเช่นนี้

แต่ที่นี่เป็นอาณาเขตล่างนี่นา? ท่านอาจารย์บอกว่าความสามารถเช่นนี้ต้องเข้าเขตซีเป่ยแผ่นดินใหญ่เสียก่อนถึงจะพบเจอกับสิ่งมหัศจรรย์

'ภูตส่งสารเก่งกาจหรือไม่? เขาจะไม่ตามมาตีเสี่ยวซูหรือที่นำแผ่นหนังนี้มาด้วย'

เด็กสาวเริ่มวิตกกังวลขึ้นมาไม่รู้ว่าภูตส่งสารที่ว่าเก่งกาจเพียงใด

'นายท่านไม่ต้องกังวล ภูตส่งสารเป็นภูตนำสารมาส่งผู้รอคอยเท่านั้น เขาส่งให้ท่านนั่นหมายความว่าเขาตั้งใจมอบให้ท่าน แผ่นหนังนี้เดิมทีเป็นของท่าน'

เจ้าดำสาธยายให้ผู้เป็นนายฟังแค่นั้น แผ่นหนังนี้มีชื่อเรียกในยุทธภพว่า แผ่นหนังเนตรวารี เป็นแผนที่ลับโบราณบนแผ่นหนังสลักเป็นลายเส้นหมายถึงทิศทางส่วนที่แตกออกเป็นสาขาหมายถึงตำแหน่งผู้ส่งมอบ

เสี่ยวซูน้อยครุ่นคิดพักหนึ่งฝีเท้าเริ่มช้าลง เห็นทีนางคงต้องเร่งฝึกบำเพ็ญแล้ว จะได้เข้าใจความหมายเจ้าดำ

"พี่ใหญ่เสี่ยวซูวิ่งรอบบ้านทำไมกัน?"

ปู้สวีโยวมองสหายวัยเดียวกับตนที่นับวันยิ่งแปลกคนนี้ นางวิ่งรอบบ้านหลายรอบโดยความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย นางมีกำลังวังชามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร

"เสี่ยวซู!"

เหวอ!

ปึก!

ตุ้บ!

เสียงบางอย่างกระทบกับพื้นดังตุ้บเสียงดังจนดินบริเวณนั้นกระจุยกระจาย เด็กสาวตัวกลมสะดุดขาตัวเองล้มหน้าคะมำกับดินเต็มๆ ใบหน้ากลมเงยขึ้นมามอมแมมจนดูไม่ออกว่าใบหน้าเป็นเช่นไร

"อุ้บ! ฮ่าๆเสี่ยวซูมอมเป็นแมวเลย!" ปู้สวีโยวกุมท้องหัวเราะจนตัวโยน เขามองไปยังคนที่นอนราบกับพื้นเงยขึ้นเพียงใบหน้ากำลังหันมาทางนี้ท่าทางงุนงงนั้นยิ่งทำให้เสียงหัวเราะดังกว่าเดิม

"อาโยว...เสี่ยวซูเจ็บหรือไม่?" ปู้เหิงเย่หันไปดุน้องชายที่กำลังขำขันเด็กสาวอยู่ด้านข้างอย่างไม่จริงจัง ก่อนจะถามไถ่เด็กน้อยด้วยความห่วงใย เขาเดินเข้าไปช่วยพยุงนางขึ้นพลางใช้แขนเสื้อเช็ดคราบดินที่เปรอะเปื้อนใบหน้ากลมออกให้อีกด้วย

"เสี่ยวซูไม่เจ็บ" เด็กสาวส่ายหน้าแรงๆหลายทีนางเก็บแผ่นหนังเข้ากระเป๋าไปแล้วสองมือปัดเสื้อผ้าที่เลอะดินออก

"ว่าแต่ เสี่ยวซูวิ่งทำไมรึ?" ปู้เหิงเย่มองรอบบริเวณราวกำลังหาต้นตอที่ทำให้เด็กสาววิ่งหนีอยู่ ทว่าหาเท่าไรก็ไม่พบจึงถามนางด้วยความอยากรู้

"เสี่ยวซูออกกำลังกายอยู่" เด็กสาวยืนเข้าที่เข้าทางแล้วจึงเอ่ยตอบสองคนตรงหน้า เด็กสาวพบว่าในมือของพวกเขามีตะกร้าสานใบใหญ่ใส่เห็ดและของป่ามามากมายดวงตากลมโตจ้องมองไปที่ของกินเหล่านั้นคิดถึงตอนที่มันทำเป็นมื้อใหญ่ให้ตนรอยยิ้มก็ผุดขึ้นทันตา

"ออกกำลังกายรึ? เสี่ยวซูก็อ้วนจริงๆนั่นแหละ..." ปู้สวีโยวมองขึ้นมองลงทุกส่วนของร่างกายสหายน้อย ตัวนางกลมกลึงไปหมด แม้แต่แก้มน้อยๆสองก้อนนั้นยังกลมย้วยตอนวิ่ง เด็กชายคิดเช่นไรก็พูดเช่นนั้น

"ฮึ่ม! เสี่ยวซูไม่ได้อ้วนนะ พระอาจารย์บอกว่าเสี่ยวซูยังเด็กอยู่ต่างหาก!" เด็กสาวเถียงคำโตไม่ยอมรับว่าตนเองอ้วนเด็ดขาด ท่านอาจารย์เคยบอกว่าโตขึ้นแล้วนางจะเป็นสาวงาม ตอนนี้ยังเด็กกินอะไรตามใจได้ทั้งสิ้น เด็กสาวพยักหน้าแรงๆไม่ยอมเชื่อคำลวงคนตรงหน้าที่คิดเก็บของกินไว้คนเดียว

"ฮ่าๆ ใช่ๆ เสี่ยวซูพูดถูกน่ารักน่าชังเช่นนี้จะอ้วนได้อย่างไรกัน น้องเล็กเจ้าพูดจาเหลวไหล" ปู้เหิงเย่เองก็เอ่ยสำทับให้เด็กสาวเมื่อเห็นใบหน้ากลมเริ่มทะมึนทึงแล้ว

"ยังเป็นพี่เย่ที่ดีที่สุด!" เด็กสาวพยักหน้าแรงๆอย่างเห็นด้วย

"ได้ยินเสี่ยวซูเอ่ยถึงพระอาจารย์มาตลอดทาง ข้าสงสัยว่าพระอาจารย์เกี่ยวข้องอย่างไร?" ปู้สวีโยวเพิ่งนึกได้ว่าเขาเปิดเผยต่อเด็กสาวมาตลอดทางแต่ลืมถามไถ่ที่มาของสาวน้อย

"พระอาจารย์คือคนที่เก่งกาจที่สุดในใต้หล้าน่ะสิ" เสี่ยวซูน้อยพูดตามความจริงไม่ได้โอ้อวดแม้แต่น้อย ถึงวาจาจะฟังดูเกินจริงไปหน่อย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อเสียงของพระอาจารย์นั้นเป็นที่เลื่องลือจริงๆในคุนหลุน

"....ข้าทราบแล้ว เช่นนั้นข้าถามใหม่ เสี่ยวซูเดินทางมาจากที่ใด" ปู้สวีโยวแก้คำถามให้นางจะได้ไม่ต้องฟังถ้อยคำคุยโวใหญ่โตของสหายตัวน้อย

"อ๋อ~เสี่ยวซูมาจากวัดเจาหมิงแห่งคุนหลุน ท่านทั้งสองรู้จักหรือไม่?" เสี่ยวซูน้อยเอียงคอถามเกรงว่าสถานที่นี้จะไม่เป็นที่รู้จักนักจึงคิดจะอธิบายเพิ่มเติม

"ย่อมรู้! รู้แน่นอน! คุนหลุน วัดเจาหมิง ปรมาจารย์ไท่ซือเซียนนักพรตตบะแกร่งกล้า ได้ยินมาว่าเป็นคนในยุทธภพวรยุทธลึกล้ำผู้สำเร็จเคล็ดวิชาลับขั้นสูง!" ปู้เหิงเย่กล่าวด้วยความตื่นเต้นมองนางด้วยตาเป็นประกาย คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวตรงหน้าจะมีพื้นเพที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

"โอ้! ข้าก็เคยอ่านเจอในตำรายอดผู้กล้า ในยุทธภพเขาเลื่องชื่อจนติดอันดับแท่นทองคำผู้กล้าเชียว!" ปู้สวีโยวก็เอ่ยสำทับมองสหายตัวน้อยอย่างเลื่อมใสไม่ปกปิด

"ใช่ๆ! ปรมาจารย์ไท่ซือเป็นผู้สำเร็จเคล็ดวิชาลับลือกันว่าท่านได้บรรลุเป็นเทพเซียนไปแล้ว!"

"ข้าก็อ่านเจอปรมาจารย์ไท่ซือเดินทางสิบทิศออกปราบปีศาจ เล่าว่าเพียงได้ยินชื่อของเขาก็สามารถขู่ขวัญผู้คนได้แล้ว!"

ทั้งสองเล่าเรื่องอย่างออกรสชาติคำบอกเล่าที่มีมูลความจริงนี้ดังก้องไปทั่วหล้าผู้ฝึกตนสายธรรมใดบ้างไม่เลื่อมใสปรมาจารย์ไท่ซือ ย่อมไม่มี! 

พูดไปพูดมาเด็กสาวกลับไม่โต้ตอบแม้แต่ครึ่งคำ จู่ๆเสียงเล็กก็ดังขึ้นขัดทั้งสอง

"ว่าแต่ปรมาจารย์ไท่ซือคือผู้ใดเหรอ?"

เสี่ยวซูน้อยฟังเขาไม่รู้ความสักนิด ปรมาจารย์อะไรกัน ที่วัดเจาหมิงมีเหล่าพี่น้องที่วัดกับหลวงจีนสี่คน หากรวมพระอาจารย์ก็เป็นห้าคนพอดี เด็กสาวชูนิ้วน้อยๆขึ้นนับไม่ว่านับไล่เรียงรายชื่ออย่างไรก็ไม่พบชื่อปรมาจารย์ไท่ซือที่พวกเขากล่าวถึงเลย

"..."

"..."

"?" เสี่ยวซูเอียงคอมองสองคนอย่างไม่เข้าใจ ก็นางไม่รู้จริงๆนี่นา พระอาจารย์บอกให้หมั่นฝึกฝนจึงไม่ค่อยได้ออกไปไหนไกล เด็กสาวจดจำชื่อของปรมาจารย์ไท่ซือเอาไว้แล้ว หากเดินทางกลับวัดเจาหมิงเมื่อไรจะได้เอาไปถามพระอาจารย์ถูก

"อ้อ...เอ่อช่างเถิด"

"พวกเราพักที่นี่อีกสักพักค่อยออกเดินทางต่อ หากทหารพวกนั้นหาคนไม่พบย่อมต้องวนกลับมาที่เดิมเป็นแน่  ข้าสำรวจมาที่หมู่บ้านนี้มีรถม้ารับจ้าง หากพวกเราจะออกจากประตูเมืองก็ต้องนำของมีค่าไปแลกเงินเสียก่อน ทว่าพวกข้าในตอนนี้ถูกตามล่าหากไปไหนมาไหนสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเกิดเรื่องได้..."

ปู้เหิงเย่เล่าถึงปัญหาที่ติดอยู่ในตอนนี้

"พูดมาตั้งนานพี่เย่บอกเถอะว่าปัญหามันอยู่ที่ใด?" เด็กน้อยฟังเขาพูดมาตั้งนานยังจับใจความไม่ได้จึงเอ่ยถามสาเหตุที่แท้จริงเลยดีกว่า

"เสี่ยวซูรู้จักวิธีจำนำหรือไม่?" ปู้เหิงเย่ฝากฝังความหวังเอาไว้กับเด็กน้อย บนตัวเขาพอมีของมีค่าอยู่บ้างที่ไม่ใช่ของใช้ส่วนตัว

"รู้สิ เสี่ยวซูรู้ดีที่สุดเลยแหละ!" เด็กสาวพยักหน้าแรงๆ ตอนอยู่วัดเจาหมิงเนื่องจากได้รับปัจจัยเป็นของมีค่าบ้างก็ของวิเศษ มีทั้งของประจำตระกูลล้วนแต่เคยนำไปแลกเนื้อมาแล้วทั้งสิ้น พระอาจารย์บอกว่าของเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของนอกกายทั้งเก็บเป็นทรัพย์สมบัตินั้นไม่เหมาะสมให้ไปแลกเนื้อเพื่อแจกจ่ายทุกคนดีกว่า

เด็กสาวหวนนึกถึงตอนได้กินอาหารมื้อใหญ่แสนอร่อยยามที่ออกจากโรงจำนำทุกครั้ง ตอนที่เด็กสาวออกเดินทางพระอาจารย์ก็เป็นห่วงแต่ความเป็นอยู่ของสาวน้อยจึงให้เอาที่ดินของนายอำเภอที่นำมาถวายแปลงใหญ่ไปแลกของกินให้เสี่ยวซูน้อยก่อนออกเดินทางด้วย

'เสี่ยวซูเอ้ย อาจารย์เตรียมของกินเสร็จแล้วหากหิวก็กินได้หนำใจไม่ต้องอดอยาก หากไม่พอให้ส่งสารมาหาอาจารย์ได้ทุกเมื่อที่วัดเจาหมิงของเราไม่ขาดแคลนเงินทอง'

เด็กสาวไม่รู้ว่าภายภาคหน้าต้องไปอีกไกลเท่าไรพยายามมัธยัสถ์ให้ถึงที่สุดกลัวว่าวันหน้าจะอดกินเนื้อ กินน้อยแต่กินทุกวันดีกว่ากินเยอะแต่อดไปหลายวันเด็กสาวคิดเช่นนี้มาตลอดจึงกัดก้อนแป้งกับเนื้อแห้งพอรู้รสชาติในแต่ละวัน แม้แต่เสื้อผ้ายังไม่กล้าเปลี่ยนผลัดตัวใหม่กลัวว่าพอไปถึงแดนเหนือที่เลื่องชื่อแล้วจะไม่พอใช้

เสี่ยวซูน้อยไม่รู้ว่าที่แดนเหนือราคาจ่ายล้วนแต่ใช้แก่นแท้สัตว์อสูรไม่มีเงินตราให้จับจ่ายอย่างที่คิด จึงเพียรพยายามอดออมไม่ยอมใช้มันจนถึงทุกวันนี้

"เช่นนั้นก็ดียิ่ง!" ปู้สวีโยวเป็นคนตะโกนออกมาเขามองสาวน้อยด้วยความตื่นตะลึง แม้แต่การจำนำนางก็รู้จักด้วยรึ เห็นท่าทางนางคล้ายเด็กสาวบ้านทั่วไปคาดไม่ถึงว่าเข้าโรงจำนำบ่อย

"ของสิ่งนี้เป็นงานสลักที่ข้าพกติดตัวมาด้วยแม้ไม่ได้ราคาสูงแต่ก็พอค่าเดินทาง เช่นนั้นก็ต้องรบกวนเสี่ยวซูแล้วล่ะ ขอบใจเสี่ยวซูมาก" ปู้เหิงเย่มองเด็กสาวแก้มแดงด้านหน้ารู้สึกเลื่อมใสเด็กสาวขึ้นมากกว่าเดิม

"อื้ม! ไม่ต้องขอบคุณเสี่ยวซูหรอกแค่นี้สบายมาก" เสี่ยวซูน้อยสองมือไพล่หลังพยักหน้าน้อยๆท่าทางราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังถ่อมตนอยู่ นางเห็นพระอาจารย์ชอบทำท่าทางเช่นนี้เวลาหลวงจีนมาขอคำชี้แนะ เด็กสาวคิดว่าท่าทางเช่นนั้นช่างสง่างามยิ่งจึงหยิบยืมมาใช้บ้าง

ปู้เหิงเย่มองท่าทางเด็กสาวแล้วอดที่จะหันหน้าหนีไม่ได้ ใบหน้าคมกลั้นขำจนคอขึ้นสีแดง เขาพยายามจริงจังกับสถานการณ์ไม่อยากทำให้เด็กสาวต้องอับอายจึงแสร้งกระแอมไออยู่หลายที ตัวเขาเคยเห็นแต่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ใช้ท่าทางเช่นนี้เสริมสร้างบารมีให้กับตนเอง พอเป็นเด็กสาวตัวน้อยทำบ้างบรรยากาศกลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง

"พี่เย่ป่วยอีกแล้วรึ?" เสี่ยวซูน้อยไม่รู้ว่าเขากำลังหัวเราะเยาะให้ท่าทางขึงขังของนางจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นชายหนุ่มไอค่อกแค่กไม่หยุด

"ฮะ...แฮ่ม! ไม่ใช่ๆ เป็นข้าพูดมากไปจึงสำลักน้ำลาย" ปู้เหิงเย่ยกยิ้มกว้างจนแก้มยกสูง

"เช่นนั้นพี่เย่ก็ค่อยๆพูดล่ะ" เสี่ยวซูแนะนำพี่ชายตรงหน้าจริงจัง สงสัยสำลักแรงทั้งหน้าทั้งคอแดงเถือกไปหมดแล้ว

"...อืม"

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จอมยุทธน้อยอาภรณ์แดง   5 เสี่ยวซูจะโมโหแล้วนะ! (1)

    หมู่บ้านเขตแดนนี้อยู่ห่างจากตลาดไม่ไกลเนื่องจากละแวกนี้ล้วนแต่เป็นทางผ่านข้ามเขตแดน เด็กสาวแบกกระบี่บนหลังออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ที่นี่ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแต่ตื่นเช้าทั้งสิ้น ฟ้ายังไม่สางก็เห็นชาวบ้านหลายคนแบกตะกร้าออกจากบ้านขึ้นเขากันแล้ว บ้างก็ออกเดินทางไปขายผักขายของป่าที่ตลาดด้านหน้าเรียกว่าตลาดหน้าด่าน เป็นตลาดเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด"อื้ม! อาหย่อย!" เสี่ยวซูน้อยพูดอุบอิบไปตามทางปากน้อยๆกำลังเคี้ยวน่องไก่ย่างเสียบไม้น่องใหญ่ที่ปู้เหิงเย่ทำให้ตอนเช้ามืดมาตามทาง เด็กสาวทั้งกินทั้งชมไม่ขาดปากเนื่องจากรสชาติอร่อยถูกใจ อีกทั้งก่อนออกจากบ้านปู้เหิงเย่ยังบอกให้สาวน้อยซื้อของอร่อยกินด้วย เช้านี้เสี่ยวซูน้อยจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษตามทางไปตลาดมีบ้านเรือนคนตลอดแนวเสี่ยวซูก็เดินสอดส่องตามบ้านนั้นบ้านนี้ไปเรื่อยไม่เร่งรีบ เด็กสาวสำรวจรอบบริเวณอย่างสนอกสนใจ พ้นประตูรั้วบ้านหลังนี้ไปก็พบแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่กันแล้ว เด็กสาวฝีเท้าช้าลงไปอีกก้าว ดวงตากลมประกายแวววาว แม้แต่ไก่ย่างรสชาติยอดเยี่ยมเมื่อครู่ก็จืดลงทันตา "ซาลาเปาร้อนๆ ขนมจีบเพิ่งนึ่งร้อนๆ""พุทราเชื่อมหวานๆ พุทราลูกใหญ่ๆหวานเจี๊ยบ""เซาป

  • จอมยุทธน้อยอาภรณ์แดง   4 แผ่นหนังเนตรวารี

    เสี่ยวซูน้อยที่วิ่งอ้อมบ้านรอบที่สามแล้วไม่รู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยขาป้อมๆนั้นสับเร็วเต็มที่ บ้านหลังเล็กที่หญ้าขึ้นรกรอบบริเวณบ้าน บัดนี้กลับเกลี้ยงเกลาเป็นลู่ทางอย่างดี เนื่องจากเด็กสาวตัวน้อยวิ่งย่ำจนทางเรียบ ต้นหญ้านอนเรียงรายราบกับพื้นจนจมดิน'เจ้าดำหรือนี่จะเป็นสิ่งนั้นที่ท่านอาจารย์บอกกัน!' เสี่ยวซูน้อยเอ่ยถามกระบี่ทมิฬบนหลังตน นางวิ่งเพราะตื่นเต้นและตกใจ หากวิ่งแล้วเด็กสาวจะได้รู้สึกเหนื่อยแทนความรู้สึกตื่นเต้น คิดได้ดังนั้นเด็กสาวจึงวิ่งรอบบ้านไม่หยุด'นายท่านเขาไม่ใช่เทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างที่พระอาจารย์บอกท่าน เขาเป็นเพียงภูตส่งสารเท่านั้น เพียงแต่อยู่ระดับสูงหน่อยจึงมีความสามารถเช่นนี้ได้' เสียงเจ้าดำตอบเข้ามาในโสตประสาทเด็กสาว สาวน้อยยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจภูตส่งสารที่ว่านั้นมันคือตัวอะไร อีกทั้งหายตัวได้ไม่พอยังสามารถสร้างภาพลวงตาได้อีกหรือ?เสี่ยวซูมีสีหน้ายุ่งเหยิงใบหน้าน้อยเริ่มยับยู่ยี่ตามความรู้สึก ตอนที่ท่านอาจารย์สอน นางไม่น่าแอบงีบหลับเลยมิเช่นนั้นป่านนี้ภูตส่งสารที่ว่าก็คงรู้จักไปนานแล้ว อีกทั้งจะได้ไม่ต้องมาตกใจวิ่งหนีจนขาสั่นเช่นนี้แต่ที่นี่เป็นอาณาเข

  • จอมยุทธน้อยอาภรณ์แดง   3 หม้อดินโบราณปริศนา

    เสี่ยวซูกำลังเดินสำรวจบ้านอย่างรอบคอบ นางเดินไปทางหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบ เด็กสาวสะพายกระบี่ไว้ด้านหลังไม่ห่างมันไม่ได้ยาวขนาดนั้นเพียงแต่เสี่ยวซูเตี้ยจึงดูคล้ายว่ากระบี่ทมิฬสูงไปโดยปริยาย"ท่านน้าคนงาม ที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวซูน้อยปากหวานเจอสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินถือตะกร้าผักผ่านมาพอดีจึงวิ่งดุ้กดิ้กเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น"หืม? เจ้าไม่ใช่คนที่นี่สินะ ที่แห่งนั้นคือบ้านหัวหน้าหมู่บ้านกำลังมีเรื่องจริงๆ นั่นแหละ เห็นแก่เจ้าพูดจาน่าฟังข้าจะบอกให้ เมื่อไม่นานมานี้พบทหารสามนายมาถามถึงคนเป็นผู้ชายสองคนเห็นบอกว่าเป็นคนที่ทางการต้องการตัวหากเจ้าพบเข้าอย่าไปใกล้เชียวนะ เห็นบอกโทษร้ายแรงด้วย!"หญิงสาวนางนั้นเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง เห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังชื่นชมตนเองก็ยิ่งเล่าลงรายละเอียดมากขึ้น"ขอบคุณท่านน้าคนงามเจ้าค่ะ!" เสี่ยวซูยิ้มตาหยีให้หญิงสาวก่อนจะรีบร้อนกลับมาที่ท้ายหมู่บ้าน เห็นได้ชัดว่าผู้ชายสองคนที่ว่าเป็นสองพี่น้องปู้คู่นั้นแม้เด็กน้อยใสซื่อแต่กลับฉลาดเฉลียว พวกเขาถูกคนทำร้ายมานี่นาจะไปเป็นคนร้ายของทางการได้อย่างไรกัน เสี่ยวซูคิดแล้วก็คิดไม่ออกเด็กสาวไหนเลยจะเคยเห็นอ

  • จอมยุทธน้อยอาภรณ์แดง   2 สองพี่น้องปู้

    เสียงลมดังเข้ามาเป็นระยะ ด้านนอกสว่างสดใสไร้พายุหิมะแล้ว แม้จะเป็นเขตแดนรกร้างทว่าแอ่งเขาลั่วลวี่นี้ไม่ได้ไร้สิ่งมีชีวิต เสียงนกกู่ร้องตั้งแต่เช้าตรู่ปลุกให้บุคคลที่หลบอยู่ภายในถ้ำน้อยตื่นจากการหลับใหลเนื่องจากสถานที่นี้เงียบเชียบแม้แต่เสียงลมยังได้ยินชัดเจนเด็กชายผู้นอนไร้สติมาหลายวันจึงขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นก่อนขนตายาวจะกระเพื่อมไหว นัยน์ตาสีนิลเปิดขึ้นในที่สุดเขาพยายามปรับสายตาให้เป็นปกติก่อนจะสำรวจโดยรอบตามสัญชาตญาณอึก!ปู้เหิงเย่เผลอขยับร่างกายแรงจึงกระทบต่อบาดแผลภายนอกที่ยังไม่สมานดี บาดแผลภายในกลับหายปลิดทิ้งราวไม่เคยมีมาก่อน ก่อนหน้านี้เขาถูกทำลายวรยุทธฝืนใช้กำลังเดินลมปราณจนธาตุไฟเข้าแทรกจุดชีพจรลมปราณตันไม่สามารถสัมผัสได้ บัดนี้กลับรู้สึกว่าพลังไหลเวียนในกายได้คล่องตัว แม้จะถูกทำลายวรยุทธแล้วก็ยังคงสามารถฝึกฝนได้ใหม่ ช่างวิเศษยิ่ง!แต่ทว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขาในขณะที่ตนไม่ได้สติกัน นึกได้ดังนั้นชายหนุ่มก็พยายามยันกายลุกขึ้นมองไปรอบบริเวณ ภายในนี้เป็นถ้ำไม่ผิดแต่อุณหภูมิกลับต่ำผิดปกติชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองออกไปด้านนอกโพรงหินที่เป็นช่องว่าง เห็นเพียงสีขาวโพลนก็เด

  • จอมยุทธน้อยอาภรณ์แดง   1 เสี่ยวซูน้อย

    แค่ก แค่กเสียงไอดังออกมาจากปากทางถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางเทือกเขาที่รกร้าง ด้านในมีดรุณีน้อยนางหนึ่งกำลังนั่งไอโขกลมหนาวอยู่หน้ากองไฟกองใหญ่ ใบหน้านางซีดเซียวราวกระดาษบนเรือนร่างห่มคลุมกายด้วยเสื้อผ้าเก่าคลุมทับด้านนอกด้วยหนังสัตว์ที่ไม่ได้แปรรูปพรรณเป็นเสื้อคลุม ทว่าสะอาดสะอ้านราวถูกทำความสะอาดอย่างดีด้านนอกถ้ำมีพายุหิมะรุนแรงสีขาวโพลนปกคลุมปากถ้ำจนมีช่องว่างเป็นรูขนาดเล็กตามซอกหินที่ไม่เรียบเท่านั้น สถานที่แห่งนี้เรียกว่าแอ่งภูเขาลั่วลวี่ เป็นจุดต่ำของแนวเขาราบกว้างขวางก่อนเข้าเขตแดนซีเป่ย ที่แห่งนี้ทั้งหนาวเหน็บทั้งยังไร้ซึ่งทรัพยากรที่สมบูรณ์แม้เนื้อที่บนเทือกเขาจะกว้างขวางแต่เนื่องจากสภาพอากาศและวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ทำให้ไม่มีบ้านเรือนคนในละแวกนี้ ดีที่แอ่งลั่วลวี่นี้เป็นจุดต่ำจึงพอมีทางรอดอยู่บ้าง"ฮู่ว~ วันนี้หนาวจังแฮะ" เสียงแหบแห้งดังขึ้น ดรุณีน้อยวัยแปดขวบร่างกายอ้วนกลมตัวเล็กกระจ้อยใบหน้าดูไม่มีความสุขเนื่องจากขาดอาหารชั้นยอดมาหลายวัน แม้จะไม่ได้ไร้ของกินซะทีเดียวแต่ก็นับว่าขาดแคลนมากแล้วสำหรับเด็กสาวตัวน้อยเด็กสาวกระชับหนังสัตว์บนกายแน่นมือหนึ่งหยิบแผ่นแป้งแข็งๆ กับเนื้อ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status