Se connecterเสี่ยวซู เป็นศิษย์เพียงคนเดียวของปรมาจารย์ไท่ซือพระอาจารย์แห่งวัดเจาหมิง ผู้สำเร็จเคล็ดวิชาลับขั้นสูงและละทางโลก เด็กสาวออกท่องยุทธภพตั้งแต่อายุยังน้อย หวังออกไปตามพี่ชายกลับบ้าน เจ็ดปีแล้วเขายังไม่กลับมา แม่หนูน้อยตัวอ้วนกลมออกจากวัดเจาหมิงได้กระบี่ทมิฬเล่มยาวคู่ใจจากท่านอาจารย์ติดตามไปด้วย หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ร่วมเคียงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แดนเหนือ ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาลเสี่ยวซูน้อยจะตามหาพี่ชายที่ไม่เคยพบหน้าแต่ได้ยินเพียงคำบอกกล่าวได้อย่างไร แดนเหนือนั้นนับเป็นดินแดนศูนย์กลางสามารถไปยังดินแดนอื่นได้โดยมีสนามรบโบราณที่เป็นช่องว่างมิติขนาดใหญ่ ยุทธภพกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีดินแดนหนึ่งที่ชื่อว่าแดนอสูร แดนอสูรทั้งลึกลับและแข็งแกร่งได้ยินแต่มีคนเข้าไปแต่ไม่ได้ยินว่ามีใครกลับออกมา แดนอสูรจึงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวยุทธ์ เสี่ยวซูน้อยที่ร่อนเร่พเนจรเดินเตะฝุ่นตามหาพี่ชายไปมากลับมาโผล่ที่แดนอสูรได้ สาวน้อยจะเอาตัวรอดได้อย่างไร *นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนว แฟนตาซี ผจญภัย เกี่ยวกับโลกผู้ฝึกตน แนวสบายๆคลายเครียดอ่านได้ตลอด เตรียมพร้อมออกเดินทางไปกับเสี่ยวซูน้อยและกระบี่ทมิฬหรือเจ้าดำกันได้แล้ววันนี้*
Voir plusแค่ก แค่ก
เสียงไอดังออกมาจากปากทางถ้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ใจกลางเทือกเขาที่รกร้าง ด้านในมีดรุณีน้อยนางหนึ่งกำลังนั่งไอโขกลมหนาวอยู่หน้ากองไฟกองใหญ่ ใบหน้านางซีดเซียวราวกระดาษบนเรือนร่างห่มคลุมกายด้วยเสื้อผ้าเก่าคลุมทับด้านนอกด้วยหนังสัตว์ที่ไม่ได้แปรรูปพรรณเป็นเสื้อคลุม ทว่าสะอาดสะอ้านราวถูกทำความสะอาดอย่างดี ด้านนอกถ้ำมีพายุหิมะรุนแรงสีขาวโพลนปกคลุมปากถ้ำจนมีช่องว่างเป็นรูขนาดเล็กตามซอกหินที่ไม่เรียบเท่านั้น สถานที่แห่งนี้เรียกว่าแอ่งภูเขาลั่วลวี่ เป็นจุดต่ำของแนวเขาราบกว้างขวางก่อนเข้าเขตแดนซีเป่ย ที่แห่งนี้ทั้งหนาวเหน็บทั้งยังไร้ซึ่งทรัพยากรที่สมบูรณ์แม้เนื้อที่บนเทือกเขาจะกว้างขวางแต่เนื่องจากสภาพอากาศและวิสัยทัศน์ที่ย่ำแย่ทำให้ไม่มีบ้านเรือนคนในละแวกนี้ ดีที่แอ่งลั่วลวี่นี้เป็นจุดต่ำจึงพอมีทางรอดอยู่บ้าง "ฮู่ว~ วันนี้หนาวจังแฮะ" เสียงแหบแห้งดังขึ้น ดรุณีน้อยวัยแปดขวบร่างกายอ้วนกลมตัวเล็กกระจ้อยใบหน้าดูไม่มีความสุขเนื่องจากขาดอาหารชั้นยอดมาหลายวัน แม้จะไม่ได้ไร้ของกินซะทีเดียวแต่ก็นับว่าขาดแคลนมากแล้วสำหรับเด็กสาวตัวน้อย เด็กสาวกระชับหนังสัตว์บนกายแน่นมือหนึ่งหยิบแผ่นแป้งแข็งๆ กับเนื้อตากแห้งในถุงที่พกติดข้างเอวมาตลอดทาง เรื่องรสชาติไม่ต้องถามถึงเพียงดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกวันก็เพียงพอแล้ว "ดูเหมือนว่าพายุจะยังไม่ซาสินะ" เสี่ยวซูกินไปสักพักก็เริ่มรู้สึกท้อใจ นางพยายามมัธยัสถ์อย่างถึงที่สุดแต่อาหารเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายนางจริงๆ ภายในถ้ำนั้นดาษดื่นทั่วไปเด็กสาวหาที่นอนเอนกายตรงซอกมุมหนึ่งของโขดหินใหญ่เพื่อกำบังลมหนาวยามกลางคืน นางติดอยู่ที่นี่มาสองวันเต็มแล้วเนื่องจากมีพายุหิมะ เสียงดัง วืด วืด ดังเข้ามาในถ้ำเป็นระยะแถบนี้ยังไม่พบสัตว์ร้ายทำให้สองวันมานี้เสี่ยวซูเอนกายนอนได้อย่างสบายใจ นางวางกระบี่ทมิฬเอาไว้ข้างกายอย่างหวงแหน กระบี่ทมิฬเล่มนี้ความยาวเท่ากับความสูงของตัวนางทีเดียวเล่มกระบี่ที่บางเฉียบทั้งยังเบาดุจขนนกตัวกระบี่สีดำเมี่ยมไร้คมปลายทื่อคล้ายกระบี่ไร้ค่า ทว่ามันเก่งกาจยิ่งเสี่ยวซูรู้ดีที่สุด 'นายท่านกำลังมีคนมาทางนี้' เสียงหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาทของเด็กสาวที่งีบหลับไปแล้วพักใหญ่ เวลานี้ด้านนอกมืดมิดบ่งบอกถึงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว เด็กสาวงัวเงียอยู่พักหนึ่งเมื่อได้ยินเสียง 'เจ้าดำ' ที่แจ้งเตือนภัย เสี่ยวซูดีดกายลุกขึ้นทันทีที่ประมวลผลได้นางสะบัดข้อมือหนึ่งทีไอพลังไร้ลักษณ์สายหนึ่งถูกส่งไปทางกองไฟขนาดใหญ่ที่กำลังลุกโหมจนมอดดับ เด็กสาวใช้มือนาบกับพื้นก่อนจะเอนกายลงแนบหูข้างหนึ่งชิดพื้นที่เย็นเฉียบฟังเสียงความเคลื่อนไหวอย่างระแวดระวัง เสียงความเคลื่อนไหวแผ่วเบาดังเป็นระลอกไม่สม่ำเสมอ ไม่ใช่ฝีเท้าของสัตว์ แต่เป็นมนุษย์ ทั้งยังวุ่นวายสับสนต้องมีมากกว่าหนึ่งคน ฝีเท้านี้ไม่หนักแน่นทั้งยังระส่ำระสายไร้ทิศทางคงจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ เด็กสาวครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจจดจำคำสอนของท่านอาจารย์ขึ้นใจ 'เสี่ยวซูเอ๋ยเจ้าจงจำไว้ คนที่อยู่รอดคือคนที่แข็งแกร่ง คนแข็งแกร่งที่อยู่รอดคือคนที่รู้จักประมาณตน อย่าใช้เคล็ดวิชาลับสุ่มสี่สุ่มห้าเล่า' อีกด้านหนึ่งของแอ่งเขาลั่วลวี่ พ้นภูเขาออกมามีกองหิมะกองเป็นพะเนินสูงเสียดฟ้าหากย่ำเท้าเข้าไปคงต้องจมลงไปนอนอยู่ใต้กองน้ำแข็งนี้เป็นแน่ มีเด็กชายสองคนกำลังพยุงกันมาอย่างทุลักทุเลตามเส้นทางมีหยดสีแดงทิ้งรอยเอาไว้จนจมหายไปกับกองหิมะ เด็กชายคนหนึ่งคล้ายกับหมดสติไปแล้วถูกอีกคนแบกมาด้วยความลำบากบนใบหน้าของเขามีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนเป็นสาย เสียงร้องไห้ที่เงียบเชียบไร้ผู้คนได้ยินนั้นทำให้เด็กชายเริ่มหวาดกลัว ความมืดมิดผนวกกับความหนาวเหน็บทำให้เขาเริ่มสิ้นหวัง หนทางรอดในครั้งนี้เห็นทีคงไม่มีแล้ว "...พี่ชาย....เราจะทำอย่างไรดี...ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย...ฮึก" เด็กชายสะอื้นเสียงสั่นมือหนึ่งประคองอีกร่างที่ไร้สติเอาไว้มั่นเขามองซ้ายแลขวาก็เห็นเพียงกองหิมะที่ขวางกั้นอยู่เท่านั้น คล้ายกับว่าสวรรค์ยังคงเมตตาทางด้านหน้าไม่ไกลมีโพรงขนาดใหญ่อยู่ที่นั่นคล้ายกับถ้ำ! ปู้สวีโยวตัวเล็กกว่าปู้เหิงเย่มากเขาพยายามแบกหามพี่ชายของตนมาตั้งแต่ตีนเขาฝั่งล่างของแอ่งเขาลั่วลวี่นี้ เนื่องจากปู้เหิงเย่ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่ต่อสู้กับมือสังหารก่อนหน้ากว่าจะหลบหนีมาได้ก็แสนยากลำบากใครจะรู้ว่ามาโผล่อีกทีท่ามกลางหุบเขาที่ทุรกันดารเช่นนี้ ทั้งหนาวเหน็บทั้งยังขาดอาหารหากทั้งสองยังคงหาทางออกไม่ได้เกรงว่าไม่ตายเพราะมือสังหารอาจตายเพราะไม่มีของกิน "ฮึบ! ฮู่ว~" ปู้สวีโยววางพี่ชายของตนเอาไว้ด้านหน้าโขดหินลืมมองสังเกตรอบด้านเพราะตลอดระยะทางมานี้ยังไม่ได้หยุดพักที่ใด เขามีสีหน้าย่ำแย่กว่าเดิมเมื่อเห็นบาดแผลของพี่ชายบริเวณแขนฉีกขาดลึกและยาวกว่าเดิมเลือดที่ไหลออกมาก็ล้นทะลักออกมาไม่หยุดดวงหน้าน้อยเบ้ลงคล้ายจะร้องไห้อีกรอบ "พวกเจ้ามาจากที่ใดหรือ?" เสียงเด็กสาวดังมาจากด้านหลังของเด็กชายนางเอียงศีรษะมองเขาที่ไม่สนใจตนตั้งแต่แรกพลางสำรวจเด็กน้อยทั้งสองที่เข้ามาใหม่ เหวอ! ปู้สวีโยวร้องเสียงดังขาน้อยซวนเซสะดุดอากาศแทบล้มหัวคะมำพื้นหินของถ้ำ เด็กชายหันไปมองตามเสียงคิดว่าเจอผีเข้าแล้วเสียงร้องไห้ที่เพิ่งหยุดไปกำลังจะกลับมาอีกครั้งพลันเห็นเด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับตนจึงหุบปากทัน ดวงตากลมที่มีหยาดน้ำคลออยู่ไม่จางจ้องมองเสี่ยวซูอย่างงุนงงพูดไม่ออกไปชั่วขณะกำลังคิดว่านางเป็นคนหรือภูตผีกันแน่ ท่ามกลางหุบเขารกร้างทั้งอากาศไม่อำนวยกลับมีเด็กสาวตัวป้อมอยู่ได้ไม่น่าประหลาดเกินไปหรือ "จะ...เจ้า..เป็นคนหรือผีกัน!" ปู้สวีโยวถอยหลังแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะจับแขนอีกข้างของพี่ชายตนเองไว้แน่นไม่ยอมห่างกันแม้ครึ่งก้าว เด็กชายจ้องมองเด็กสาวทั้งสองจ้องตากันเขม็ง ผ่านไปนานเสี่ยวซูน้อยถึงละสายตาจากพี่ชายของเขาได้เอ่ยตอบกลับมาว่า "เสี่ยวซูเป็นคนน่ะสิ" เด็กน้อยพูดอมลมจนแก้มป่องนางกอดอกมองเด็กชายขี้แยตรงหน้าไม่คิดกลั่นแกล้งเขาแล้ว ใบหน้ากลมมนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนแต่ขาดวิ่นแม้จะดูดีกว่าของนางอยู่บ้างก็ไม่ต่างกันสักเท่าไร ข้างเอวของเขามีเชือกผูกห้อยหยกก้อนหนึ่งอยู่ของสิ่งนี้เด็กสาวเคยเห็นบ่อยครั้งตอนอยู่ที่วัดเจาหมิงพระอาจารย์ไท่ซือนำมันมามอบให้นางไม่น้อยตอนไปแลกเนื้อ หากนำไปแลกเนื้อคงกินอิ่มไปหลายมื้อเป็นแน่ เสี่ยวซูน้อยไม่ได้สนใจสิ่งอื่นนอกจากหยกพกก้อนนั้นของปู้สวีโยว "เฮ้! เจ้ามองอะไร...ข้าก็ไม่มีเงินนะ!" ปู้สวีโยวเห็นนางจ้องตนตาเป็นมันจึงรีบปฏิเสธเผื่อนางคิดปล้นชิงทรัพย์ "อึก!" เสียงคนที่นอนหมดสติมานานดังขึ้นเรียกความสนใจทั้งคู่จนต้องหันไปมอง สีหน้าที่ซีดเซียวแม้แต่ปากก็ขาวราวกระดาษดูเจ็บปวดทรมานไม่น้อย ใบหน้าคมคายนิ่วเข้าหากันคล้ายกับว่ากำลังทรมาน "ท่านพี่!" ปู้สวีโยวไม่มัวแต่เถียงกับเด็กสาวแล้วเขาร้อนใจจนมือไม้สะเปะสะปะลูบคลำใบหน้าพี่ชายทั้งมองไปที่บาดแผลทำอะไรไม่ถูก "ขอเสี่ยวซูดูหน่อย" เด็กสาวเห็นท่าทางของพี่ชายเขาแล้วก็ใจคอไม่ดี หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้มีหวังได้ตายก่อนออกจากหุบเขาลั่วลวี่พอดี "เจ้าจะทำอะไร? เจ้าช่วยเขาได้หรือ?" ปู้สวีโยวหันหน้ากลับมามองเด็กสาวตัวน้อยที่ยืนด้านหลังตนนางกำลังค้นกระเป๋าสะพายข้างใบเล็กกระจิ๋วที่อยู่บนตัวนางใบหน้ากลมมุ่ยท่าทางจริงจังจนเด็กชายไม่กล้าถามต่อ "เจอแล้ว! นี่เป็นยาที่ท่านอาจารย์ให้เสี่ยวซูไว้ มันต้องช่วยพี่ชายเจ้าได้แน่นอน" เสี่ยวซูยื่นยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งให้เขา ตอนออกจากวัดเจาหมิงท่านอาจารย์ไม่ได้ให้ของวิเศษอะไรมากมายมีเพียงยาลูกกลอนหลายแขนงที่ท่านอาจารย์ให้ติดตัวไว้ยามเจอวิกฤต สองคนนี้มาพบเจอนางเช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาล้วนแต่มีวาสนา ท่านอาจารย์ยังบอกอีกว่าทุกสรรพสิ่งล้วนแต่ถูกกำหนดมาแล้ว ชะตาฟ้ามิอาจฝืน ในเมื่อถูกลิขิตมาพบเสี่ยวซูน้อยเช่นนั้นก็ต้องช่วยเหลือ ปู้สวีโยวไม่คิดเล็กคิดน้อยเขามาอาศัยนางจะไประแวงนางได้อย่างไรอีกอย่างไร้ซึ่งหนทางแล้วความสามารถเขาก็ไม่มีชีวิตของพี่ชายคงต้องฝากเด็กสาวตัวน้อยคนนี้แล้ว "ขอบใจเจ้ามาก เจ้าบอกเจ้าชื่อเสี่ยวซูใช่หรือไม่ ข้าปู้สวีโยวเจ้าเรียกข้าอาโยวก็ย่อมได้" เด็กชายท่าทีผ่อนคลายขึ้นมองพี่ชายที่กลืนยาลูกกลอนลงไปสีหน้าเขาผ่อนคลายขึ้นมากอดที่จะยกยิ้มออกมาไม่ได้ วิเศษเพียงนี้เชียว! เด็กชายคิดในใจความเลื่อมใสในตัวเสี่ยวซูก็มีมากขึ้น "อาโยวกับพี่ชายทำไมหลงมาที่นี่ได้ล่ะ" "ข้ากับพี่ชายถูกโจรชั่วทำร้ายมาพี่ชายข้ารู้วรยุทธอยู่บ้างจึงปกป้องข้าจนได้รับบาดเจ็บหนัก พวกเราหนีมาเรื่อยๆ โดยไม่รู้ทาง ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร" ปู้สวีโยวเล่าให้นางฟังอย่างเปิดเผย เขาอายุแปดปีส่วนพี่ชายอายุสิบสามแล้ว ทั้งสองพลัดหลงกับผู้ติดตามตอนถูกไล่ล่าสังหาร ผ่านมาห้าวันแล้วที่พวกเขาต้องคอยหลบซ่อนทั้งพี่ชายยังบาดเจ็บเขาไม่รู้ว่าที่นี่คือสถานที่แบบไหนทั้งยังไม่รู้ว่าต้องไปทางไหนเนื่องจากที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นพี่ชายที่คอยดูแลจัดการตลอด "เป็นเช่นนี้นี่เอง แบกพี่ชายเข้ามาข้างในสิ เสี่ยวซูจะก่อไฟให้" เด็กสาวตัวน้อยเดินนำเข้าไปในถ้ำข้างใน กองไฟเดิมที่ถูกดับไปเมื่อไม่นานไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่เลย เด็กสาวรีบก่อไฟโดยอาศัยความคล่องแคล่วหลอกตาเด็กชายงุ่นง่านผู้นั้นนางสะบัดมือหนึ่งทีเปลวไฟสายหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้ากองไฟกองเดิมจุดติดกับไม้แห้งที่นางหามาได้เมื่อก่อนหน้าจนลุกโหมขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ใดจะรู้ว่าเด็กสาวตัวน้อยมีรากวิญญาณเพลิงตั้งแต่กำเนิด นางเรียนรู้เคล็ดวิชาหลายศาสตร์หลายแขนงจากปรมาจารย์ไท่ซือได้รวดเร็วโดยธาตุไฟไม่เข้าแทรกหาใช่เพราะโชคช่วยหรือฝึกวิถีลับ แต่เป็นเพราะเด็กสาวมีรากวิญญาณเพลิงสามารถควบคุมไฟได้ดีต่างหาก 'อย่างไรเสียอาโยวก็ไม่รู้วรยุทธคงไม่รู้หรอกกระมังว่าเสี่ยวซูแอบใช้วิธีลัด' เด็กสาวพยักหน้าแรงหนึ่งทีราวกับเห็นด้วยกับความคิดเห็นตนเองหมู่บ้านเขตแดนนี้อยู่ห่างจากตลาดไม่ไกลเนื่องจากละแวกนี้ล้วนแต่เป็นทางผ่านข้ามเขตแดน เด็กสาวแบกกระบี่บนหลังออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ที่นี่ผู้คนในหมู่บ้านล้วนแต่ตื่นเช้าทั้งสิ้น ฟ้ายังไม่สางก็เห็นชาวบ้านหลายคนแบกตะกร้าออกจากบ้านขึ้นเขากันแล้ว บ้างก็ออกเดินทางไปขายผักขายของป่าที่ตลาดด้านหน้าเรียกว่าตลาดหน้าด่าน เป็นตลาดเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด"อื้ม! อาหย่อย!" เสี่ยวซูน้อยพูดอุบอิบไปตามทางปากน้อยๆกำลังเคี้ยวน่องไก่ย่างเสียบไม้น่องใหญ่ที่ปู้เหิงเย่ทำให้ตอนเช้ามืดมาตามทาง เด็กสาวทั้งกินทั้งชมไม่ขาดปากเนื่องจากรสชาติอร่อยถูกใจ อีกทั้งก่อนออกจากบ้านปู้เหิงเย่ยังบอกให้สาวน้อยซื้อของอร่อยกินด้วย เช้านี้เสี่ยวซูน้อยจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษตามทางไปตลาดมีบ้านเรือนคนตลอดแนวเสี่ยวซูก็เดินสอดส่องตามบ้านนั้นบ้านนี้ไปเรื่อยไม่เร่งรีบ เด็กสาวสำรวจรอบบริเวณอย่างสนอกสนใจ พ้นประตูรั้วบ้านหลังนี้ไปก็พบแม่ค้าพ่อค้าหาบเร่กันแล้ว เด็กสาวฝีเท้าช้าลงไปอีกก้าว ดวงตากลมประกายแวววาว แม้แต่ไก่ย่างรสชาติยอดเยี่ยมเมื่อครู่ก็จืดลงทันตา "ซาลาเปาร้อนๆ ขนมจีบเพิ่งนึ่งร้อนๆ""พุทราเชื่อมหวานๆ พุทราลูกใหญ่ๆหวานเจี๊ยบ""เซาป
เสี่ยวซูน้อยที่วิ่งอ้อมบ้านรอบที่สามแล้วไม่รู้ถึงความเหน็ดเหนื่อยขาป้อมๆนั้นสับเร็วเต็มที่ บ้านหลังเล็กที่หญ้าขึ้นรกรอบบริเวณบ้าน บัดนี้กลับเกลี้ยงเกลาเป็นลู่ทางอย่างดี เนื่องจากเด็กสาวตัวน้อยวิ่งย่ำจนทางเรียบ ต้นหญ้านอนเรียงรายราบกับพื้นจนจมดิน'เจ้าดำหรือนี่จะเป็นสิ่งนั้นที่ท่านอาจารย์บอกกัน!' เสี่ยวซูน้อยเอ่ยถามกระบี่ทมิฬบนหลังตน นางวิ่งเพราะตื่นเต้นและตกใจ หากวิ่งแล้วเด็กสาวจะได้รู้สึกเหนื่อยแทนความรู้สึกตื่นเต้น คิดได้ดังนั้นเด็กสาวจึงวิ่งรอบบ้านไม่หยุด'นายท่านเขาไม่ใช่เทพเซียนเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างที่พระอาจารย์บอกท่าน เขาเป็นเพียงภูตส่งสารเท่านั้น เพียงแต่อยู่ระดับสูงหน่อยจึงมีความสามารถเช่นนี้ได้' เสียงเจ้าดำตอบเข้ามาในโสตประสาทเด็กสาว สาวน้อยยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจภูตส่งสารที่ว่านั้นมันคือตัวอะไร อีกทั้งหายตัวได้ไม่พอยังสามารถสร้างภาพลวงตาได้อีกหรือ?เสี่ยวซูมีสีหน้ายุ่งเหยิงใบหน้าน้อยเริ่มยับยู่ยี่ตามความรู้สึก ตอนที่ท่านอาจารย์สอน นางไม่น่าแอบงีบหลับเลยมิเช่นนั้นป่านนี้ภูตส่งสารที่ว่าก็คงรู้จักไปนานแล้ว อีกทั้งจะได้ไม่ต้องมาตกใจวิ่งหนีจนขาสั่นเช่นนี้แต่ที่นี่เป็นอาณาเข
เสี่ยวซูกำลังเดินสำรวจบ้านอย่างรอบคอบ นางเดินไปทางหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบ เด็กสาวสะพายกระบี่ไว้ด้านหลังไม่ห่างมันไม่ได้ยาวขนาดนั้นเพียงแต่เสี่ยวซูเตี้ยจึงดูคล้ายว่ากระบี่ทมิฬสูงไปโดยปริยาย"ท่านน้าคนงาม ที่นี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวซูน้อยปากหวานเจอสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินถือตะกร้าผักผ่านมาพอดีจึงวิ่งดุ้กดิ้กเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น"หืม? เจ้าไม่ใช่คนที่นี่สินะ ที่แห่งนั้นคือบ้านหัวหน้าหมู่บ้านกำลังมีเรื่องจริงๆ นั่นแหละ เห็นแก่เจ้าพูดจาน่าฟังข้าจะบอกให้ เมื่อไม่นานมานี้พบทหารสามนายมาถามถึงคนเป็นผู้ชายสองคนเห็นบอกว่าเป็นคนที่ทางการต้องการตัวหากเจ้าพบเข้าอย่าไปใกล้เชียวนะ เห็นบอกโทษร้ายแรงด้วย!"หญิงสาวนางนั้นเอ่ยเตือนอย่างจริงจัง เห็นเด็กน้อยน่ารักน่าชังชื่นชมตนเองก็ยิ่งเล่าลงรายละเอียดมากขึ้น"ขอบคุณท่านน้าคนงามเจ้าค่ะ!" เสี่ยวซูยิ้มตาหยีให้หญิงสาวก่อนจะรีบร้อนกลับมาที่ท้ายหมู่บ้าน เห็นได้ชัดว่าผู้ชายสองคนที่ว่าเป็นสองพี่น้องปู้คู่นั้นแม้เด็กน้อยใสซื่อแต่กลับฉลาดเฉลียว พวกเขาถูกคนทำร้ายมานี่นาจะไปเป็นคนร้ายของทางการได้อย่างไรกัน เสี่ยวซูคิดแล้วก็คิดไม่ออกเด็กสาวไหนเลยจะเคยเห็นอ
เสียงลมดังเข้ามาเป็นระยะ ด้านนอกสว่างสดใสไร้พายุหิมะแล้ว แม้จะเป็นเขตแดนรกร้างทว่าแอ่งเขาลั่วลวี่นี้ไม่ได้ไร้สิ่งมีชีวิต เสียงนกกู่ร้องตั้งแต่เช้าตรู่ปลุกให้บุคคลที่หลบอยู่ภายในถ้ำน้อยตื่นจากการหลับใหลเนื่องจากสถานที่นี้เงียบเชียบแม้แต่เสียงลมยังได้ยินชัดเจนเด็กชายผู้นอนไร้สติมาหลายวันจึงขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นก่อนขนตายาวจะกระเพื่อมไหว นัยน์ตาสีนิลเปิดขึ้นในที่สุดเขาพยายามปรับสายตาให้เป็นปกติก่อนจะสำรวจโดยรอบตามสัญชาตญาณอึก!ปู้เหิงเย่เผลอขยับร่างกายแรงจึงกระทบต่อบาดแผลภายนอกที่ยังไม่สมานดี บาดแผลภายในกลับหายปลิดทิ้งราวไม่เคยมีมาก่อน ก่อนหน้านี้เขาถูกทำลายวรยุทธฝืนใช้กำลังเดินลมปราณจนธาตุไฟเข้าแทรกจุดชีพจรลมปราณตันไม่สามารถสัมผัสได้ บัดนี้กลับรู้สึกว่าพลังไหลเวียนในกายได้คล่องตัว แม้จะถูกทำลายวรยุทธแล้วก็ยังคงสามารถฝึกฝนได้ใหม่ ช่างวิเศษยิ่ง!แต่ทว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขาในขณะที่ตนไม่ได้สติกัน นึกได้ดังนั้นชายหนุ่มก็พยายามยันกายลุกขึ้นมองไปรอบบริเวณ ภายในนี้เป็นถ้ำไม่ผิดแต่อุณหภูมิกลับต่ำผิดปกติชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองออกไปด้านนอกโพรงหินที่เป็นช่องว่าง เห็นเพียงสีขาวโพลนก็เด











