Mag-log inตอนที่ 15
“ท่านมีสิทธิ์อันใดจะมาค้นตัวข้า แล้วหากท่านคิดจะค้นตัวข้า ข้าจะใช้กริชทำร้ายท่านแน่” มูนาตะคอกใส่ ชูกริชในมือออกมาตวัดแกว่งไปมา
“เก่งใช่ย่อยนะพ่อหนุ่มน้อย ข้าชักชอบผู้ชายอย่างเจ้าแล้วล่ะสิ” ฟารีฟหัวเราะจนอกกระเพื่อม หาได้เกรงกลัวกริชคมกริบในมือเล็กแม้แต่น้อย
“ท่านเป็นพวกผิดเพศหรือไร ถึงมาบอกว่าชอบผู้ชายเช่นข้า” มูนาบอกเสียงกร้าว พยายามข่มความหวาดกลัวเอาไว้ในอก แล้วเพ่งสายตาดุดันออกไป แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย
“เจ้านี่ช่างคิดไปได้ แล้วถ้าข้าจะชอบเจ้าขึ้นมาจริงๆ เจ้าล่ะ จะชอบข้าบ้างหรือไม่”
“ไม่! ข้าไม่ใช่พวกผิดเพศเช่นท่าน ส่วนท่าน หลีกให้ห่างข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะรีบไปให้พ้นๆ สายตาของท่าน”
“ตกลง! ไม่ชอบก็ไม่ชอบ เพราะตัวข้าก็ชอบผู้หญิงมากกว่าจะชอบพวกเดียวกันเสียด้วย เพราะผู้หญิงมีทั้งนมมีทั้งเอวให้ข้าลูบไล้ แต่...ถ้าเจ้าเป็นผู้หญิง ข้าจะรับเจ้าเป็นเมียข้า เพราะดูท่าทางเจ้าแล้ว เจ้าไม่น่าจะใช่ผู้ชาย” ถ้อยคำจับผิดของฟารีฟทำเอามูนาสะดุ้งโหยง แต่ก็ยังเก็บอาการได้ทัน ไม่เอะอะหรือรีบเร่งโพล่งปฏิเสธออกไป แต่ดวงตาสวยคมก็วาววับด้วยความไม่พอใจส่งไปยังคนพูด
“ว่าไงล่ะ ตกลงเจ้าเป็นผู้ชายจริงหรือไม่” ฟารีฟถามย้ำ ยกมือขึ้นกอดอก
“ข้าเป็นผู้ชาย แต่ข้าอยู่กับแม่ของข้าตามลำพัง เลยอาจทำให้ข้ามีท่าทางเหมือนผู้หญิง ว่าแต่ท่านจะมาสงสัยตัวข้าไปทำไม ในเมื่อข้าไม่ได้รู้จักพวกท่านสักนิด” เสียงห้าวเหมือนเด็กเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มตอบกลับ พยายามเมินหลบสายตาคมๆ สองคู่นั้นพัลวัน
“ก็เพราะข้าจะรับเจ้าเป็นลูกน้องข้ายังไงล่ะ เจ้าจะตกลงหรือไม่” ฟารีฟบอกความจำนงทันทีและไม่คิดจะปล่อยให้แม่สาวน้อยมูนาระหกระเหินอยู่กลางทะเลทรายตามลำพังอีกแล้ว
“ข้าไม่อยากเป็นลูกน้องของท่าน” มูนาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเกือบจะกระชาก สาวเท้าก้าวถอยหลังจนไปสะดุดเนินทรายจนล้มลงไป แต่มีอ้อมแขนแกร่งถลาเข้ามารับไว้ได้ทันก่อนที่หญิงสาวจะล้มหงายหลังลงไปนอนคลุกเม็ดทราย
“ปล่อย! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” ตามประเพณีหญิงชายไม่ควรอยู่ใกล้กันหรือแม้แต่แตะต้องตัวกัน มูนาจึงร้องสั่งเสียงหลง โดยลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองต้องดัดเสียงให้เป็นผู้ชาย ทำให้เสียงที่เปล่งออกไปจึงแหลมสูง เรียกรอยยิ้มให้กับหนุ่มอาหรับทั้งสามไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครคิดจะทักท้วงว่ารู้เท่าทันมุกของพ่อหนุ่มน้อย
“ปล่อยตอนนี้ เจ้าก็ลงไปนอนคลุกทรายสิ หรือเจ้าชอบคลุกทราย” ขาดคำฟารีฟก็ปล่อยมือทันที
“โอ๊ย! ท่านปล่อยข้าทำไมกัน ข้าเจ็บไปหมดแล้ว” คนพูดยันตัวลุกขึ้นพลางปัดทรายออกจากตัว ก่อนจะก้มลงไปหยิบห่อผ้าพร้อมกริช แต่กริชกลับถูกมือใหญ่มาฉวยเอาไปเสียก่อน มูนาหันมองด้วยความไม่พอใจ
“เอากริชของข้าคืนมานะท่าน” เจ้าของกริชออกคำสั่งเสียงกระชาก ดวงตาคมสวยวาววับ ส่วนฟารีฟก็ก้มลงเพ่งมองกริชโดยเฉพาะด้ามกริชที่สลักชื่อเอาไว้ มุมปากหยักกระตุกยิ้มพอใจกับชื่อที่สลักอยู่ที่ด้ามกริช
“ข้าไม่คืนให้ จนกว่าเจ้าจะยอมตกลงเป็นลูกน้องของข้า” ฟารีฟยื่นข้อเสนอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“ท่านมีสิทธิ์อะไรมายื่นข้อเสนอแบบนี้กับข้า ในเมื่อกริชนั้นเป็นของข้า” มูนาบอกเสียงกระชากห้วน ดวงตาคมสวยวาววับด้วยแรงโทสะ เกิดมาเธอยังไม่เคยพบเคยเห็นผู้ชายหน้าด้านแบบนี้มาก่อนเลย แต่จะให้เธอทำอย่างไรได้ในเมื่อกริชเล่มนั้นคือตัวแทนความรักที่บิดามีให้เธอ และเธอไม่มีวันให้กริชเล่มนั้นตกไปอยู่ในมือของใครแน่
“ก็ข้าเป็นคนเก็บได้ก่อนเจ้า กริชนี้ก็ต้องเป็นของข้าสิ แต่ถ้าเจ้าอยากได้คืน เจ้าก็ตกลงเป็นลูกน้องของข้าก่อนสิ”
“ข้าไม่อยากเป็นลูกน้องของใคร เพราะชีวิตของข้า ข้าจะเป็นคนลิขิตเอง แล้วที่สำคัญกริชนั้นท่านเป็นคนแย่งไปจากข้า ท่านเอาของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้” มูนาโต้กลับด้วยความโมโห นึกอยากจะเดินหนีๆ ไปเสียให้พ้น แต่จำต้องทนเพราะเธออยากได้กริชที่บิดามอบให้คืนมาเสียก่อน
“เสียใจด้วยมูนา เพราะจากนี้ไปข้าจะเป็นคนลิขิตชีวิตเจ้าด้วยมือของข้า” ฟารีฟกระตุกยิ้มร้าย แต่มูนาไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มนั้น นอกเสียแววตาคมดุจเหยี่ยวที่เจ้าเล่ห์เกินจะทน
“ใครใช้ให้ท่านมาเรียกชื่อของข้า”
“ก็ข้าอ่านจากด้านกริชนี่ไง แต่แปลกชื่อของเจ้าเหมือนชื่อผู้หญิงเสียมากกว่า ข้าชักสงสัยเจ้าขึ้นมาอีกแล้วสิว่าตกลงเจ้าเป็นชายหรือหญิงกันแน่” ฟารีฟขยับเท้าเข้าไปใกล้พ่อหนุ่มน้อยที่ถอยพรืดด้วยความตกใจ
“ท่านจะทำอะไร!” ดวงตาคมสวยเบิกกว้าง เร่งสาวเท้าถอยหนีใบหน้าของชายหนุ่ม ที่เธอก็อยากจะรู้จริงๆ ว่าใบหน้าที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้ากัฟฟีเยนั้นจะเป็นเช่นไร แต่คงจะหน้าตาเยี่ยงมหาโจรเป็นแน่แท้ ถึงได้มารยาททรามเช่นนี้
“ข้าจะพิสูจน์ตัวเจ้ายังไงเล่า” ฟารีฟเน้นเสียงโทนต่ำลง แล้วไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกตื่นเต้นนัก ยามจะได้เข้าใกล้แม่สาวน้อยนามว่ามูนาที่กำลังพยายามจะปกปิดว่าตัวเองเป็นหญิง ดวงตาของมูนาขยายกว้างมากขึ้น จากนั้นก็หันหลังแล้ววิ่งหนีไป ฟารีฟถึงกับสบถลั่น แล้วเร่งฝีเท้าตามติดหญิงสาวโดยมีราฮิมและคอลิดคอยมอง ก่อนจะจูงม้าของฟารีฟตามคนทั้งสองไป
อวสานหนึ่งเดือนต่อมาข่าวการประกาศสละราชบัลลังก์ขององค์ฟาตินก็ดังไปทั่วประเทศอัสคาซาน รวมไปถึงประเทศใกล้เคียงที่ต่างก็ส่งตัวแทนเข้าร่วมพิธีที่ถูกจัดภายในพระราชวังอัสเซโรซานาพร้อมการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เหล่าประชาชนทั่วประเทศอัสคาซานก็พากันร่วมเฉลิมฉลองในหมู่บ้านของตน พร้อมกับการได้รับข้าวของบริจาคจากราชวังที่องค์ฟาเดลทรงให้ตัวแทนนำออกมาแจกจ่ายให้กับประชาชนของพระองค์ เพื่อเป็นการตอบแทนที่ประชาชนทุกคนต่างร่วมยินดีที่พระองค์ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศอัสคาซาน ในขณะภายในพระราชวังกำลังจัดพิธีเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่อยู่นั้น ที่เนินทรายสูงมีหญิงชายนั่งกอดกันอยู่บนหลังม้าใกล้กับโอเอซิสขนาดเล็ก เพื่อเดินทางกลับหมู่บ้านบาลายูดา หลังจากฟารีฟได้พามูนาเดินทางกลับไปเยี่ยมผู้ให้กำเนิดที่หมู่บ้านคาเบียนเซีย ที่เวลานี้มีแต่ความสงบสุขไม่ต่างจากหมู่บ้านบาลายูดา “ท่านพี่” มูนาขานเรียกเจ้าของอ้อ
ตอนที่ 82จังหวะรักร้อนแรงขึ้นพอๆ กับเสียงครวญครางของสองสามีภรรยา แล้วฟารีฟก็จับร่างเมียรักพลิกนอนคว่ำหน้า ขยับตัวขึ้นทาบทับ เบียดความรุ่มร้อนเข้าหา ปากหยักพรมจูบไปทั่วไหล่ลาดและแผ่นหลังเนียน มือหนาคว้าเอวเล็กไว้แล้วยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อผสานความรักต่อกัน มืออีกข้างก็ลากผ่านไปทางด้านหน้าเพื่อเคล้นคลึงอกอิ่มไปพร้อมกัน เหงื่อไหลย้อยเป็นทางเมื่อความกระชั้นโถมขึ้นหนักหน่วง ชั่วอึดใจคนที่รับความแข็งแกร่งก็ครางลั่นยาวเหยียด สมองที่มืดมนสว่างวาบเมื่อความทรมานที่มาพร้อมความซาบซ่านถึงจุดสิ้นสุด มูนาถึงกับอ่อนปวกเปียกไปทั้งตัว จนต้องฟุบหน้าแนบไปกับฟูกนุ่ม ด้านฟารีฟเมื่อเห็นว่าเมียรักเดินทางไปถึงสวรรค์เรียบร้อยแล้ว จึงเร่งทะยานพาตัวเองไปถึงจุดนั้นตามเธอไปติดๆ เพียงไม่นานก็เปล่งเสียงครางลึกอย่างสุขสม เมื่อปลดปล่อยความรักทั้งหมดทั้งมวลให้เมียรักจอมดื้อรั้นไปแล้ว ก่อนทิ้งร่างลงนอนทาบ อ้อมแขนกำยำสอดเข้าไปโอบกอดร่างนุ่มที่ยังสั่นสะท้านเพราะฤทธิ์รักไว้แน่น จูบซับเม็ดเหงื่อให้อย่างอ่อนโยน แต่เหมือนความต้องการของเขาไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อเนื้อสัมผัสเนื้อจึงเกิดกระแสความปรารถนาขึ้น
ตอนที่ 81ฟารีฟขยับตัวเพียงนิดเพื่อจะเริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าบนกายเมียรักออก ปากของเขาลากลงมาที่ลำคอระหง จูบซับอย่างเอาใจคนใต้ร่าง โดยที่มืออีกข้างก็สอดหายเข้าไปใต้ชายผ้าที่รั้งขึ้นมาจนถึงโคนขาเรียว วาดผ่านแผ่วเบาไปบนความนุ่มละมุมของความเป็นหญิง กอบกุมลูบไล้ด้วยความพึงพอใจ ก่อนจับร่างเล็กพลิกให้นอนคว่ำ แล้วเข้าทาบทับทางด้านหลัง ไซ้จมูกและปากไปกับก้านคอขาวผ่อง พร้อมปลดพันธนาการของตัวเองจนเหลือเพียงกายเปลือยเปล่า ผิดกับอาภรณ์บนกายเมียรักเขาค่อยๆ ถอดออกทีละชิ้น พยายามใจเย็นที่สุดในชีวิต ซึ่งเมื่อผิวนวลขาวของเมียรักเผยตรงจุดไหนเขาก็ก้มหน้าพรมจูบไปตรงนั้น แล้วจบลงที่สะโพกงอนงามหลังจากที่ตอนนี้หญิงสาวนอนเปลือยอวดเรือนร่างให้เห็นตลอดทั้งตัว“ยอดรักของพี่” ฟารีฟเคลื่อนตัวขึ้นไปกระซิบคำหวานใส่ใบหูเล็ก แล้วกดปากร้อนลงกับแก้มนุ่ม ทาบเรือนกายส่วนหน้าแนบชิดกับเรือนร่างบอบบางด้านหลัง ทำให้มูนาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าผู้เป็นสามีจะไร้อาภรณ์เช่นเดียวกัน หนำซ้ำความแข็งขึงที่ถูไถไล้วนเวียนกับสะโพกของเธอ ก็ส่งผลให้ใบหน้าคมสวยร้อนผ่าวและเห่อแดงขึ้นมาทันตา
ตอนที่ 80“เจ้าจะกลับไปหาไอ้ราชิดหรือไงมูนา!” ฟารีฟตะคอกถามเสียงแข็งกระด้าง จากที่โมโหเพราะความดื้อรั้นของเมียรักอยู่นั้น ตอนนี้กลับมีแรงหึงหวงเข้ามาเพิ่ม ยิ่งทำให้ใบหน้าคมที่เต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อยบึ้งตึงมากยิ่งขึ้น “หากใช่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่าน” มูนาเชิดใบหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ขุ่นเคืองเขาที่ดึงคนอื่นเข้ามาเกี่ยวทั้งที่ต้นเหตุของเรื่องคือเขาคนเดียวเท่านั้นที่หลอกลวงเธอมาตลอด “มูนา!” ฟารีฟคำรามลั่น แววตาคมลุกวาวไม่จากกองไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เป็นจุณ “ออกไป! ไปให้พ้นหน้าข้า” ปากบอกขณะที่มือก็คว้าหมอนที่เกลื่อนพื้นขึ้นมาปาใส่ร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เหี้ยมจัด ตามด้วยข้าวของที่พอจะฉวยหยิบขึ้นมาได้จนฟารีฟต้องถลันเข้ามาคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น พร้อมกับตวาดเสียงแข็งเพื่อปราม&nb
ตอนที่ 79หลายวันผ่านพ้นไปนับตั้งแต่เรื่องราวเศร้าสะเทือนใจชาวบ้านค่อยๆ จางหาย แต่ชาวบ้านทุกคนก็มิเคยลืมเลือนพ่อเฒ่าซุกกี ทุกอย่างในหมู่บ้านบาลายูดากลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งดูไม่ค่อยเป็นสุขนัก เมื่อเมียรักยังไม่ยอมพูดจาด้วย หลังฟารีฟเริ่มปฏิบัติการง้อเมียรักอยู่หลายวันแต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ และในค่ำคืนนี้ก็เช่นกันที่ฟารีฟยังคงเดินหน้าง้อเมียรักเช่นเดิมผิดกับมูนาที่นับวันก็ยิ่งโกรธเคืองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีมากขึ้นทุกวัน หลังเขาสั่งกักขังเธอไว้แต่ในบ้านราวกับสัตว์เลี้ยงเมื่อเธอยืนยันว่าจะไปจากเขา ‘คนใจร้าย อย่าให้ข้าหนีไปได้นะ ชาตินี้ทั้งชาติ ข้าจะไม่มีวันให้อภัยท่านแน่ คนหลอกลวง!’มูนาเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างโกรธจัด หากแต่ตนก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั่งระบายความเคียดแค้นกับผ้าห่มที่ถูกกระชากทิ้งลงพื้นไปไม่รู้กี่ครั้ง ทว่าก็ถูกดึงกลับขึ้นมาแล้วจับขมวดเป็นก้อนกลมแล้วปาทิ้งอยู่อย่างนั้น
ตอนที่ 78“นัจมีย์ไม่ทราบหรอกเจ้าค่ะ พอเห็นนัจมีย์ก็รีบมาบอกคุณหนูนี่แหละเจ้าค่ะ หรือว่า! พวกชาวบ้านจะรู้กันแล้วว่าคนที่วางยาท่านพ่อเฒ่าคือคุณหนู แล้วจะทำอย่างไรกันดีล่ะเจ้าคะคุณหนู” นัจมีย์โผเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาอันดาด้วยเนื้อตัวสั่นงันงก น้ำตาก็ไหลพรากด้วยความหวาดกลัว“หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้นัจมีย์ แล้วก็จำไว้ว่าข้าไม่ได้เป็นคนวางยาท่านลุง แต่เป็นเจ้าต่างหากที่เป็นคนใส่ยาพิษลงไปในอาหารของท่านลุง แล้วก็เป็นเจ้าอีกเช่นกันที่ใส่ยาพิษลงไปในขนมของนังมูนา” อันดาสะบัดขาของตนออกจากเกาะกุมของสาวใช้“คุณหนู! เหตุใดถึงได้พูดเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” นัจมีย์หน้าไร้เลือดมาหล่อเลี้ยงพร้อมส่ายหน้าที่เจิ่งนองด้วยน้ำตาไปมา“ก็มันเป็นเจ้าจริงๆ ที่เป็นคนวางยาท่านลุงของข้า” อันดายังคงโบ้ยความผิดให้สาวใช้“แต่นัจมีย์ทำไปเพราะคำสั่งของคุณหนูนะเจ้าคะ”“หุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้นัจมีย์!” อันดาโผเข้าไปตบหน้าของสาวใช้ฉาดใหญ่ แล้วบังคับให้นัจมีย์ยอมรับผิดเพียงคนเดียว แต่นัจมีย์ยังไม่ได้
ตอนที่ 73“แล้วเจ้ารู้ตัวคนที่นำขนมจากท่านหญิงไปให้พ่อเฒ่าหรือไม่ ไอช่า” ราฮิมย้อนถามเสียงเรียบๆ ใจก็ครุ่นคิดว่าใครที่จะเป็นคนคนนั้นที่จะยืนยันได้ว่ามูนาไม่ได้เป็นคนวางยาพ่อเฒ่าซุกกี“ข้าไม่รู้หรอก เพราะ
ตอนที่ 70พระราชวังอัสเซโรซานาลียะห์กำลังเดินนำฮาเรนน่าให้เข้าไปพบกับมีนาภายในห้องพักส่วนตัว หลังจากองค์ฟาเดลเสด็จออกไปได้ไม่นาน ขณะที่มีนาก็เอาแต่นั่งทำหน้าไม่สู้ดีนัก เมื่อรู้บรรดาคนใหญ่คนโตในวังห
ตอนที่ 69“ข้าไม่คิดโกรธใครอื่น นอกเสียจากผู้ชายคนนั้น คนที่หลอกลวงข้า ข้าเกลียดเขา เจ้าได้ยินหรือไม่ไอช่า”มูนาพร่ำบอกเพื่อนรักด้วยเสียงกลั้นสะอื้นไห้ ปวดร้าวในอกจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเช่นไร ในเมื่อคนที่เธออยู
ตอนที่ 68“หัวหน้า! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”สิ้นคำขานเรียกราฮิมก็เล่ารายละเอียดให้ผู้เป็นนายเหนือหัวฟัง หลังจากลูกน้องที่ทำหน้าที่ดูแลมูนาส่งข่าวมาบอก ในเวลาเดียวกันนั้นคนของทางวังหลวงก็ส่งคนมาแจ้งให้ฟารีฟเร่งเดินทางเข้าวังหลวงด้วย







