เข้าสู่ระบบหลังจากเมรินกระทืบเท้าขึ้นบันไดไป จ็อดก็รีบกระโดดมาเกาะไหล่ก้องทันที “เฮ้ยไอ้ก้อง! เอ็งยังไม่ตอบข้าเลยนะ สรุปคลิปใน Cloud ย่านสลัมที่ข้าแฮกได้เมื่อคืน คือเอ็งจริงๆ ใช่ไหมที่ไปอุ้มนางฟ้าออกมาจากกองไฟ?”
ก้องขยับไหล่ให้เพื่อนปล่อย “เออ ข้าเอง แต่ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่หรอกนะ แค่ไม่อยากให้คนตายหน้าบ้านเรา” “โธ่... พ่อเทพบุตรน้ำมันเครื่อง!” จ็อดแซวพลางทำท่าหัวใจ “แล้วเอ็งรู้ได้ไงว่าพ่อเขาดัดนิสัยย้ายมาที่นี่? หรือว่าเอ็งแอบไปแฮกข้อมูลส่วนตัวเขามา?” ก้องชูหน้าจอโฮโลแกรมที่ข้อมือให้จ็อดดู “ดูนี่... ใบสั่งงานจากสยามคอร์ปส่งตรงมาที่ ID พนักงานของข้า ‘เตรียมห้อง 402 ให้เมริน เอส. ภายใต้โปรแกรมดัดสันดาน’ หมายเหตุตัวเบ้อเร่อว่า ‘ห้ามช่วยจนกว่าจะมีคำสั่ง’ พ่อเขาคงกะจะดัดนิสัยจริงๆ นั่นแหละ” “โห... โหดสัสรัสเซียมากครับท่านประธาน!” ไอ้ไข่ต้มอุทาน “แสดงว่าเอ็งคือ ‘พี่เลี้ยง’ จำเป็นของนางฟ้าคนนี้เหรอวะ?” “พี่เลี้ยงบ้านแกสิ” ก้องตอบพลางมองขึ้นไปบนชั้น 4 “คนคุมงาน (Supervisor) ต่างหาก ถ้าเขาทำห้องพัง ข้าเนี่ยแหละที่ต้องโดนหักเงินเดือน” ภายในห้อง 402 (เวลา 16:30 น.) เมรินยืนอยู่กลางห้องที่ขนาดเท่ากับห้องน้ำในคฤหาสน์ของเธอ กลิ่นอับชื้นของปูนเก่าจางๆ ปะทะจมูก เธอพยายามกดสวิตช์เปิดไฟ แต่ไฟกลับติดๆ ดับๆ เหมือนในหนังผี “นี่มันนรกชัดๆ!” เมรินโยนกระเป๋าแบรนด์เนมลงบนเตียงที่สปริงส่งเสียง เอี๊ยด ทันทีที่สัมผัส “ไอ้พนักงานหน้าจืดนั่นบอกว่าแอร์เสียใช่ไหม? ฮึ! คิดว่าฉันทำไม่เป็นหรือไง ระบบควบคุมอุณหภูมิสมัยนี้มันก็แค่กดปุ่ม Reset เท่านั้นแหละ” เธอเดินไปที่ตู้ควบคุมไฟฟ้าเก่าๆ ที่อยู่เหนือประตู ห้องนี้ไม่ได้ใช้ระบบดิจิทัลล้ำสมัยเหมือนตึกชั้นบน แต่มันคือระบบ "Manual" ที่เต็มไปด้วยคัตเอาท์และฟิวส์กระเบื้อง เมรินหยิบลิปสติกแท่งละสามพันเครดิตขึ้นมาพยายามจะแงะฝาตู้ไฟออก “มันต้องมีปุ่มสัมผัสสิ... หรือต้องสแกนลายนิ้วมือ?” เธอบ่นพลางออกแรงแงะ เปรี๊ยะ! ประกายไฟสีฟ้าพุ่งออกมาจากตู้ไฟ เมรินตกใจจนเผลอทำลิปสติกหลุดมือเข้าไปติดในร่องเซอร์กิตบราเดอร์ ปัง! เสียงระเบิดย่อยๆ ดังขึ้น พร้อมกับความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทั้งตึกอุดมสุข ไม่ใช่แค่ห้องเธอ... แต่หมายถึง "ทั้งตึก" ด้านล่างตึก จ็อดที่กำลังซดน้ำก๋วยเตี๋ยวถึงกับสำลัก “เฮ้ย! ใครทำไฟช็อตวะ! ทีวีโฮโลแกรมข้ากำลังฉายถ่ายทอดสดแข่งรถพุ่งชนกันอยู่เลย!” ก้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร “ห้อง 402...” เขาคว้ากระเป๋าเครื่องมือและไฟฉายกระบอกยาว เดินขึ้นบันไดที่มืดสนิทด้วยความเคยชิน เมื่อถึงหน้าห้อง 402 เขาเคาะประตูแรงๆ “คุณหนูเมริน! ยังมีชีวิตอยู่ไหม?” ประตูแง้มออกเบาๆ เมรินโผล่หน้าออกมาในความมืด ใบหน้าสวยๆ บัดนี้มีคราบเขม่าสีดำติดอยู่ที่แก้มข้างหนึ่ง ผมที่เคยเรียบสลวยกลับฟูฟ่องเพราะไฟฟ้าสถิต “นะ... นายมาพอดีเลย ไอ้ตู้ผีนี่มันโจมตีฉัน!” เมรินพูดเสียงสั่น แต่ยังพยายามรักษามาด “ฉันแค่จะเช็กระบบแอร์ แต่มันคงไม่คุ้นกับความงามระดับพรีเมียมของฉัน มันเลย... ประท้วง” ก้องฉายไฟฉายไปที่ใบหน้าของเธอ แล้วเขาก็หลุดขำออกมาเป็นครั้งแรก “ขำอะไร!” เมรินตวาด “ขำคนสวยที่หน้าเหมือนแมวโดนระเบิดครับ” ก้องเบียดตัวเข้าห้องไป “ถอยไปครับ ก่อนที่คุณจะทำตึกนี้ไหม้จนไม่มีที่ซุกหัวนอน” เขาเปิดฝาตู้ไฟออกแล้วใช้คีมคีบ "ลิปสติกสีแดงชมพู" ที่บัดนี้ละลายติดอยู่กับแผงวงจรออกมา “นี่คืออุปกรณ์ซ่อมไฟของคุณเหรอครับ? ลิปสติกรุ่น Limited Edition นี่เองที่ทำให้ชาวบ้านเขาดูทีวีไม่ได้ทั้งซอย” เมรินหน้าแดงก่ำด้วยความอาย “ก็ฉันไม่รู้นี่! ที่บ้านฉันแค่สั่งงานด้วยเสียงไฟก็ติดแล้ว!” ก้องนิ่งไปครู่หนึ่ง ขณะที่เขากำลังต่อสายไฟใหม่ แสงจากไฟฉายที่วางไว้บนโต๊ะสะท้อนเข้ากับดวงตาของเขา เมรินเผลอมองเสี้ยวหน้าของเขาที่ดูจริงจังและเชี่ยวชาญ มือของเขาที่ขยับไปมาอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางประกายไฟดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด ‘ทำไมไอ้ผู้ชายธรรมดาคนนี้... ถึงดูพึ่งพาได้ขนาดนี้กันนะ?’ เธอคิดในใจก่อนจะรีบส่ายหน้าไล่ความคิดบ้าๆ ออกไป “เสร็จแล้ว” ก้องพูดพร้อมสับคัตเอาท์ลง ไฟในห้องสว่างขึ้นทันทีรวมถึงแอร์เก่าๆ ที่เริ่มส่งเสียงคราง ครืดๆ และพ่นลมเย็นเจือกลิ่นฝุ่นออกมา “ว้าว! นายเก่งเหมือนกันนะเนี่ย” เมรินอุทานอย่างลืมตัว “มันคืองานของผมครับ” ก้องเก็บเครื่องมือแล้วเดินไปที่ประตู “อ้อ... แล้วรอยดำที่หน้าคุณน่ะ เช็ดออกซะนะ มันทำให้คุณดูเหมือน ‘คนธรรมดา’ มากกว่า ‘ไฮโซ’ น่ะ” ก้องเดินจากไป ทิ้งให้เมรินรีบวิ่งไปส่องกระจกและกรีดร้องเมื่อเห็นสภาพตัวเอง แต่ลึกๆ ในใจที่เคยปิดตายของเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่เรียกว่า "ความประทับใจ" เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย... ท่ามกลางกลิ่นไหม้ของลิปสติกและเสียงแอร์พังๆอากาศภายในสำนักงานสาขาย่อยของ บริษัท ไททัน เอสเตท (Titan Estate) เย็นเฉียบด้วยระบบปรับอากาศแบบ Central Air ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 18 องศาเซลเซียส แต่มันกลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในใจของ นายวิโรจน์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายได้เลยเขานั่งจ้องมองหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงสถานะการโอนเงิน ตัวเลขสีเขียวสว่างวาบระบุยอดเงินจำนวน 2,548,000 เครดิต (เงินต้นบวกดอกเบี้ยทบต้นมหาโหดตลอด 10 ปี) ที่เพิ่งถูกโอนเข้ามาเมื่อสามนาทีก่อนเบื้องหน้าเขา คือหญิงสาวร่างเล็กในชุดสูทสีดำทึบ (ที่ยืมพะแพงมา) สวมแว่นกันแดดสีชาปกปิดแววตาที่เหนื่อยล้า แต่ริมฝีปากกลับเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดที่เหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ“ตรวจสอบครบถ้วนแล้วใช่ไหมคะ?” เมริน เอ่ยถามเสียงเรียบ “ถ้าครบแล้ว ก็รบกวนประทับตรา ‘ชำระหนี้เสร็จสิ้น’ ลงในเอกสารไถ่ถอนจำนองด้วยค่ะ ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ ไม่อยากเสียเวลากับอากาศแย่ๆ ในห้องนี้นานนัก”วิโรจน์กัดฟันกรอด มือที่ถือตราประทับดิจิทัลสั่นระริก เขาไม่เคยคิดเลยว่า "ลูกไก่" ที่เขาคิดว่าจะบีบให้ตายคามือเมื่อวาน จะกลายร่างเป็น "นางพญาอินทรี" ที่บินโฉบเอาเหยื่อคืนไปได้ในชั่วข้ามคืนปึ้ก!เสียงตราประทับกระแทกลงบนกระดาษอ
ความเงียบที่ปกคลุมร้านก๋วยเตี๋ยวป้าชื่นในเช้าวันนี้ ช่างแตกต่างจากความเงียบสงบในยามเช้าทั่วไป มันคือความเงียบของ "จุดจบ"ป้ายสติกเกอร์สีแดงคำว่า "ห้ามใช้อาคาร (อันตราย)" ที่แปะคาดประตูเหล็กม้วนหน้าร้าน ดูเหมือนยันต์กันผีที่สะกดวิญญาณของทุกคนไว้ ป้าชื่น นั่งเหม่อลอยอยู่บนม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้เก่าแก่ ดวงตาที่เคยส่องประกายใจดีบัดนี้หม่นหมองไร้แวว“สองล้านห้าแสนเครดิต...” ป้าชื่นพึมพำตัวเลขหนี้สินรวมดอกเบี้ยทบต้น 10 ปี “ป้าจะไปหาที่ไหนมาทันใน 7 วัน... ขายไตป้ายังไม่พอเลย”เมริน นั่งกัดเล็บอยู่ข้างๆ สมองของเธอประมวลผลเร็วจี๋ราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ พยายามหาช่องทางกฎหมาย หรือทรัพย์สินอะไรก็ตามที่พอจะแปลงเป็นเงินได้ แต่ยิ่งคิด ทางออกก็ยิ่งตีบตัน‘ขายหุ้นส่วนตัว? ไม่ได้ พ่อบล็อกบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไว้... ยืมพะแพง? ไม่ได้ ยัยนั่นเพิ่งหมดตัวกับคอลเลกชันใหม่...’ทันใดนั้น ก้อง เดินเข้ามาวางสมุดบัญชีธนาคารเก่าๆ เล่มหนึ่งลงบนโต๊ะหินอ่อน“ป้าครับ... เอาเงินนี่ไป”เมรินและป้าชื่นเงยหน้ามอง ก้องเปิดสมุดบัญชีให้ดู ยอดเงินคงเหลือคือ 540,000 เครดิต“นี่คือเงินเก็บของผมทั้งหมด” ก้องพูดเสียงเรียบ “มันอาจจ
ค่ำคืนนี้ ย่านพระนคร 2.0 สว่างไสวยิ่งกว่าคืนวันลอยกระทงหลังจากใช้เวลาซ่อมแซมและรีโนเวทมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ด้วยแรงกายแรงใจของทุกคน ในที่สุด "ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าชื่น (โฉมใหม่)" ก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ!ภาพลักษณ์ใหม่ของร้านทำเอาชาวบ้านและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องขยี้ตาดู สังกะสีเก่าๆ ถูกขัดเงาและเพ้นท์ด้วยสีนีออนสะท้อนแสงเป็นลวดลายกราฟฟิตี้ไทยประยุกต์ (ฝีมือจ็อด) เสาเหล็กถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนโครงสร้างยานอวกาศ (ฝีมือก้อง) และป้ายหน้าร้านเป็นโฮโลแกรมหมุนติ้วเขียนว่า "PA CHUEN: NEO-NOODLES" (ไอเดียเมริน)“โต๊ะ 4 เส้นเล็กแห้งสอง! โต๊ะ 7 เกาเหลาไม่งอก!”เสียงใสๆ ของ เมริน ดังแข่งกับเสียงเพลงหมอลำซิ่งรีมิกซ์ วันนี้เธอไม่ได้มาในมาดคุณหนูหรือผู้บริหาร แต่มาในชุดเด็กเสิร์ฟสไตล์ Cyber-Cheongsam (กี่เพ้าประยุกต์) สีแดงสดรัดรูปที่ พะแพง ส่งโดรนด่วนมาให้ใส่เพื่อเรียกแขกโดยเฉพาะ ผมสีบลอนด์ถูกมัดเป็นจุกคู่ดูทะมัดทะแมง“รับทราบครับเจ๊!” จ็อด ที่วันนี้รับบทเป็นผู้ช่วยเชฟตะโกนตอบ เขาคุมเครื่อง ‘Noodle Master 3000’ (แขนกลลวกก๋วยเตี๋ยวที่ซ่อมเสร็จแล้ว) อย่างคล่องแคล่ว แขนกลคาร์บอนไฟเบอร์สีชมพูสะ
เสียงเห่าขรมดังมาจากเพิงสังกะสีท้ายซอยที่เป็นที่พักของ ไข่ต้ม และ ไข่ตุ๋น สองแฝดจอมป่วนประจำย่านพระนคร 2.0 ปกติแล้วที่นี่คือเขตหวงห้ามที่ใครๆ ก็ไม่อยากเฉียดใกล้ เพราะกลัวโดนแฝดแกล้ง แต่เช้านี้ เมริน เดินดุ่มๆ เข้าไปพร้อมกับ ก้อง เพราะเธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง“เจ้าไข่แฝดแอบขโมยไส้กรอกร้านป้าชื่นไปอีกแล้วเหรอ?” เมรินถามก้องพลางขมวดคิ้ว “ฉันเห็นไข่ต้มวิ่งหน้าตื่นหอบถุงใหญ่เบ้อเริ่มเข้าไปในนั้น”“อาจจะ...” ก้องตอบไม่เต็มเสียง “แต่ช่วงนี้สองคนนั้นดูซูบๆ ไปนะ ทั้งที่แอบเอาของกินไปตั้งเยอะ”เมื่อทั้งคู่เดินไปถึงหลังเพิง ภาพที่เห็นทำเอาเมรินต้องหยุดชะงักไข่ต้มและไข่ตุ๋นไม่ได้กำลังนั่งกินไส้กรอกอย่างเอร็ดอร่อย... แต่พวกเขากำลังนั่งยองๆ ป้อนไส้กรอกเหล่านั้นให้กับ ฝูงสุนัขและแมวจรจัด นับสิบตัว!และพวกมันไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็น "สัตว์พิการไซบอร์ก" บางตัวขาขาดแล้วถูกแทนที่ด้วยท่อพีวีซี บางตัวตาบอดข้างหนึ่งและมีเลนส์กล้องเก่าๆ แปะอยู่ สภาพมอมแมมแต่ดูมีความสุขที่ได้กินอาหาร“กินเยอะๆ นะไอ้ด่าง...” ไข่ตุ๋นลูบหัวสุนัขที่มีขาหน้าเป็นล้อรถเข็นเด็ก “เดี๋ยวพี่จะหาเงินมาซื้อน้ำมันหล่อลื่นข้อต่อใ
หลังจากภารกิจก๋วยเตี๋ยวสีรุ้งผ่านพ้นไป ร้านป้าชื่นก็กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง (แม้ผนังจะยังเรืองแสงวิบวับในตอนกลางคืนจนลูกค้าต้องใส่แว่นกันแดด) แต่ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือ "แรงงาน"ด้วยวัยที่มากขึ้นและสุขภาพที่เริ่มถดถอย ประกอบกับการต้องยืนลวกก๋วยเตี๋ยวหน้าเตาร้อนๆ ทั้งวัน ทำให้ ป้าชื่น เริ่มมีอาการปวดหลังและเข่าเสื่อมจนเห็นได้ชัด เย็นวันหนึ่ง เมริน สังเกตเห็นป้าชื่นนวดขาตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดหลังปิดร้าน“ไม่ได้การแล้ว...” เมรินพึมพำกับตัวเองขณะนั่งทำบัญชีร้าน “เราต้องหาผู้ช่วย หรือไม่ก็เครื่องทุ่นแรง... แต่เครื่องจักรทำอาหารอัตโนมัติเครื่องละตั้ง 5 แสนเครดิต งบเราไม่พอแน่”เธอหันไปถาม ก้อง ที่กำลังซ่อมพัดลมอยู่ “ก้อง... แถวนี้พอจะมีใครขายเครื่องจักรครัวมือสองสภาพดีๆ บ้างไหม?”ก้องชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ตึกแถวสภาพโทรมๆ ท้ายซอยที่มีเสียงเคาะเหล็กดัง โป๊กๆ ตลอดเวลา“ลองไปถาม ‘ศาสตราจารย์จ็อด’ ดูสิครับ รายนั้นเขาชอบเก็บของเก่ามาโมดิฟาย บางทีอาจจะมีของดีซ่อนอยู่”“จ็อดเนี่ยนะ?” เมรินทำหน้าไม่อยากเชื่อ “ฉันนึกว่าเขาซ่อมเป็นแต่รถเข็นขายลูกชิ้นกับแขนตัวเองซะอีก”“อย่าดูถูกจ็อดนะ
เช้าวันเสาร์ที่สดใส (แม้ฝุ่น PM จะยังคงหนาแน่น) ย่านพระนคร 2.0 กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะเหตุไฟไหม้หรือการประท้วง แต่เป็นเพราะภารกิจ "Makeover ร้านป้าชื่น" ที่นำทีมโดยดีไซเนอร์จำเป็นอย่าง เมรินซากร้านที่เคยดำเป็นตอตะโก ถูกรื้อถอนออกจนเกลี้ยง เหลือเพียงโครงสร้างเสาเหล็กที่ยังแข็งแรง เมรินยืนอยู่บนลังไม้กลางลาน สวมหมวกนิรภัยสีเหลือง (ที่แปะสติ๊กเกอร์ Hello Kitty) ในมือถือแบบแปลนโฮโลแกรมที่เธอร่างขึ้นเองเมื่อคืน“ฟังนะทุกคน!” เมรินตะโกนสั่งการผ่านโทรโข่ง “คอนเซปต์ร้านใหม่ของเราคือ ‘Cyber-Vintage Nostalgia’ เราจะผสมผสานความคลาสสิกของสังกะสีเก่า เข้ากับไฟนีออนสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้าทั้งรุ่นปู่และวัยรุ่น!”จ็อด ที่กำลังแบกแผ่นสังกะสีทำหน้างง “ไซเบอร์... วินเทจ... หยังวะ? สรุปคือเอาของเก่ามาทาสีใหม่ใช่ไหมเจ๊?”“ประมาณนั้นแหละ! อย่าเพิ่งถามเยอะ! ไปผสมสีเร็วเข้า!” เมรินชี้นิ้วสั่งก้อง เดินเข้ามาพร้อมกับถังสีและแปรงทาสี เขามองดูเมรินที่ดูทะมัดทะแมงผิดหูผิดตาด้วยรอยยิ้ม“ท่านประธานครับ สีรองพื้นพร้อมแล้ว จะให้เริ่มทาตรงไหนก่อนดี?”“เริ่มที่เสาเอกก่อนเลย” เมรินกระโดดลงจากลังไ







