เข้าสู่ระบบค่ำคืนในตำหนักเงียบสงบตะเกียงน้ำมันส่องแสงอุ่นอ่อน ทอดเงาไหวบนผนัง หลิงอันนั่งพิงโต๊ะเตี้ย มือกุมถ้วยชาร้อน ส่วนเยี่ยนหยางยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองแสงไฟในวังหลวงที่เรียงรายราวหมู่ดาว“จากนี้เราไม่ควรปล่อยให้เรื่องมันไหลไปเองแล้ว”เยี่ยนหยางพูดขึ้น เสียงเรียบ แต่ชัดเจน หลิงอันพยักหน้า“ใช่ ถ้าเราไม่เดินก่อน คนอื่นจะเดินแทนเรา”ทั้งสองไม่ใช้คำราชาศัพท์ไม่ใช้ตำแหน่งในยามที่อยู่กันสองคน พวกเขาคือ “ฉัน” กับ “เธอ” เหมือนโลกเดิมเยี่ยนหยางหันกลับมาสายตาไม่ใช่ขององค์ชายผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นชายคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงอนาคต“จุดสำคัญมีสามคน”เขาพูดต่อ“พระพันปี จักรพรรดิ และจักรพรรดินี”หลิงอันยิ้มบาง“พระพันปีคือคนตัดสินบรรยากาศจักรพรรดิคือคนให้ผลลัพธ์จักรพรรดินี…คือคนพยายามบิดเกม”เยี่ยนหยางหัวเราะเบา ๆ“เธอสรุปได้ตรงมาก”เขานั่งลงตรงข้ามหลิงอัน วางมือบนโต๊ะสีหน้าจริงจังขึ้น“เราต้องทำให้ทั้งสามคน ‘เห็นภาพเดียวกัน’ไม่ใช่เชื่อใครแต่รู้สึกว่า…ทางนี้คือทางที่ปลอดภัยที่สุด”หลิงอันมองเขานิ่ง ๆ“งั้นเริ่มจากพระพันปี ฉันจะดูแลตรงนั้นเองส่วนจักรพรรดิ…นาย”เยี่ยนหยางพยักหน้า“จักรพรรดินี ปล่อยให้เวลาเป็นคนกั
ยามค่ำคืนในตำหนักเงียบสงัด แสงตะเกียงน้ำมันส่องวาบไหวสะท้อนม่านโปร่ง สีทองนวลละมุนไปทั่วห้อง หลิงอันนั่งขัดสมาธิบนเตียง มือกุมถ้วยชาร้อน ขณะที่เยี่ยนหยาง—หรือ เฟิงเหยา ในเวลาที่มีเพียงสองคน—เอนหลังพิงโต๊ะเตี้ย ปลดเสื้อคลุมออกอย่างสบายอารมณ์“ไป๋เสวี่ยอันเริ่มขยับแล้ว”หลิงอันพูดขึ้นเสียงเบา แต่แววตานิ่งจนผิดปกติ เฟิงเหยาชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเธอ“เธอแน่ใจ?”“แน่ใจ”หลิงอันวางถ้วยชาลง “นิยายช่วงนี้…ควรจะเป็นช่วงที่ฉันถูกกดหัวซ้ำ ๆ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว”เฟิงเหยาหรี่ตา“เธอหมายความว่า…เธอก็เหมือนเธอ?”หลิงอันสูดลมหายใจลึก ก่อนพยักหน้า“ไป๋เสวี่ยอัน ‘หลุดเข้ามา’ เหมือนฉัน แต่ต่างกันตรงที่—นางเชื่อว่านางยังเป็นตัวเอก”ความเงียบปกคลุมชั่วครู่มีเพียงเสียงตะเกียงแตกเปาะเบาๆ เฟิงเหยาลุกขึ้น เดินมานั่งตรงข้ามหลิงอัน ระยะห่างใกล้พอจะสัมผัสลมหายใจของกันและกัน“แล้วเธอแน่ใจไหม ว่าเธอไม่อยากปล่อยให้นางพลาดเอง?”หลิงอันส่ายหน้า“ไม่ได้…เฟิงเหยา ในชาติก่อนฉันตายเพราะความประมาท คิดว่าคนที่รู้เนื้อเรื่องจะไม่กล้าทำเกินบท”เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาจริงจัง“แต่ครั้งนี้ฉันจะไม่รอให้นางลงมือก่อน”เฟิงเห
ยามบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์อ่อนรำไรส่องผ่านบานหน้าต่างกระทบโต๊ะไม้ในห้องทรงงานเยี่ยนหยางนั่งอ่านฎีกาอยู่เงียบ ๆ ปลายนิ้วพลิกกระดาษไปทีละแผ่น ทว่าใจกลับไม่อยู่กับตัวอักษรตรงหน้าสายตาของเขาเผลอเงยขึ้นนอกหน้าต่าง…กิ่งเหมยกิ่งหนึ่งกำลังผลิดอกสีขาวอมชมพูอ่อนสะท้อนแสงแดดอ่อนราวกับจะเตือนความทรงจำบางอย่างเขานิ่งไปครู่หนึ่งภาพหนึ่งผุดขึ้นมา—ภูเขาลูกเล็กทางทิศตะวันออก นอกเขตวังหลวง ครั้งหนึ่งเขาเคยไปสำรวจพื้นที่แถบนั้น ดอกเหมยบานสะพรั่งเต็มไหล่เขา เงียบสงบจนเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน“เหมยบานแล้ว…”เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากเขาปิดหนังสือลงช้า ๆความคิดเดียวชัดเจนขึ้นมาในใจ—เขาอยากให้หลิงอันเห็น—ยามเย็น หลิงอันกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้อง ชายตามองตามตัวอักษรแต่หัวใจกลับว่างเปล่า จนกระทั่งบานประตูถูกเปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว“เยี่ยนหยาง?”นางเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ เขาเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าดูอ่อนโยนกว่าทุกวัน“เปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ” เขาพูดเสียงต่ำ “ข้าจะพาเจ้าไปที่หนึ่ง”ยังไม่ทันที่หลิงอันจะได้ถามอะไร ร่างสูงก็โน้มลงมา อุ้มนางขึ้นอย่างมั่นคง หลิงอันร้องอุทานเบา ๆ ก่อนจะเผลอคว้าแขนเสื้อเขาไว้
เสียงกลองชัยจากหน้าประตูวังยังไม่ทันจาง ข่าวการกลับมาของกองทัพองค์ชายเยี่ยนหยางก็แพร่กระจายไปทั่วราวกับสายลมต้นเหมยในฤดูใบไม้ผลิ เร็วกว่ากำหนด…เร็วกว่าที่ใครคาดคิด ในตำหนักหลงเยว่ หลิงอันเพิ่งออกจากการคัดเลือกรอบสุดท้าย สีหน้าสงบนิ่งแม้ฝ่ามือจะเย็นเฉียบ นางรู้ผลแล้ว แต่ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ นางตั้งใจจะกลับตำหนัก ทว่าร่างหนึ่งกลับก้าวขวางทางไว้เสียก่อนไป๋เสวี่ยอัน“ได้ยินข่าวหรือยัง” เสียงนั้นแฝงรอยยิ้มเย็น “องค์ชายเยี่ยนหยางกลับมาแล้ว”หลิงอันชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตานิ่งสนิท “แล้วอย่างไร”ไป๋เสวี่ยอันหัวเราะเบา ๆ “ข้าแค่สงสัย… เมื่อองค์ชายกลับมา เห็นทีบางคนอาจจะหมดประโยชน์ ชายาที่ไม่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการ จะยืนอยู่ตรงไหนกันนะ”ถ้อยคำเสียดแทง แต่หลิงอันกลับยืนนิ่ง ไม่ถอย ไม่โต้ เพียงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สงบเกินคาด“ข้าอยู่ตรงไหน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าตัดสิน”ไป๋เสวี่ยอันกำลังจะเอ่ยต่อ ทว่าเสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากด้านหลัง ความกดดันแผ่ซ่านโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด หลิงอันหันกลับไปก่อน และหัวใจก็เต้นแรงในทันที ชุดเกราะยังไม่ถอดหมด ผ้าคลุมทัพสีเข้มพาดบ่า ร่างส
ยามสนธยา แสงอาทิตย์ยามใกล้ลับขอบฟ้าสาดลงบนค่ายทหารเป็นสีส้มหม่น เยี่ยนหยางนั่งอยู่ภายในกระโจมหลัก แผนที่สงครามกางอยู่ตรงหน้า ทว่าดวงตาคมกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับเส้นทางหรือกำลังพล มือแกร่งคลี่ ผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมย ออกมาอย่างทะนุถนอม ด้ายปักยังแน่น เรียงลวดลายไม่สม่ำเสมอนัก ราวกับมือที่ปักยังไม่ชำนาญ แต่กลับทำให้หัวใจเขาอ่อนยวบลงทุกครั้งที่มอง“…อันอัน…”เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัวข้างผ้าเช็ดหน้า คือ ปิ่นปักผมของเขาเอง ที่หลิงอันรับไว้ในวันออกศึก นางคงยังเก็บมันไว้ใกล้ตัว เช่นเดียวกับที่เขาเก็บของของนางไม่ห่างกาย“รายงาน!”เสียงทหารหน้ากระโจมดังขึ้น ทำให้เยี่ยนหยางเก็บของทั้งสองชิ้นใส่อกเสื้อก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“เข้ามา”ทหารสารวัตรคุกเข่าลง สีหน้าตึงเครียด“ข่าวจากแนวรบองค์ชายเยี่ยนหมิงพ่ะย่ะค่ะ… สถานการณ์ไม่สู้ดี ศัตรูตีโอบสองด้าน กองกำลังเริ่มแตก ขวัญทหารตกต่ำ”เยี่ยนหยางกำหมัดแน่น ภาพในความทรงจำเก่าๆ ซ้อนทับขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม อุบัติเหตุ เลือด เสียงกรีดร้อง… และการสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเด็ดขาด“สั่งเคลื่อนทัพ”เสียงของเขานิ่ง
หลังขบวนทัพเคลื่อนลับสายตา เสียงเกราะ เสียงม้าค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงลานหน้าวังที่เงียบงันหลิงอันยืนมองอยู่อีกครู่ “หึ…”เสียงหัวเราะเบาๆ แฝงความเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านหลังหลิงอันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ไป๋เสวี่ยอันก้าวเข้ามา ชายตาเหลือบมองทางที่กองทัพจากไป ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนแสร้งเป็นห่วง“องค์ชายไม่อยู่แล้ว… ต่อไปนี้ใครจะคุ้มกะลาหัวเจ้าล่ะ หลิงอัน”หลิงอันหันกลับมาอย่างช้าๆ ใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย“ถึงองค์ชายจะไม่อยู่” นางเอ่ยเสียงราบ “แต่ข้าก็ยังเป็นชายาขององค์ชายเยี่ยนหยาง มีตำแหน่งสูงกว่าเจ้า”นางก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว สายตาคมสงบ“ในวังนี้… ใครกันจะกล้ารังแกข้า”ไป๋เสวี่ยอันชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะแค่นหัวเราะอีกครั้ง“ตำแหน่งน่ะหรือ” นางเอียงศีรษะ “ข้าได้ยินมาว่า ถึงจะเป็นสามีภรรยากัน แต่ก็ไม่เคยหลับนอนร่วมเตียงเลย แบบนี้ยังนับว่าเป็นชายาได้หรือ”บรรยากาศรอบตัวเหมือนเย็นลงทันที หลิงอันมองอีกฝ่ายอย่างนิ่งสงบ ก่อนริมฝีปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ“ข่าวลือนี่… ช่างแพร่เร็วจริง”นางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่ว แต่ชัดเจน“เมื่อคืน ข้ากับองค์ชายนอนด้ว







