Masukบนโต๊ะอาหารไม้หอมภายในตำหนักหลงเยว่ มีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยเบาๆ กับเสียงลมยามค่ำที่พัดผ่านม่านหน้าต่าง หลิงอันนั่งกินข้าวอย่างสำรวมท่วงท่าเรียบร้อยตามแบบสตรีในวังแต่ไม่ถึงกับเกร็ง—เป็นความสบายที่ไม่ต้องเสแสร้ง
ตรงข้ามกันองค์ชายเยี่ยนหยาง… กลับไม่ได้แตะตะเกียบมานานแล้วสายตาของเขาหยุดอยู่ที่นาง ไม่ใช่เพราะอาหารไม่ถูกปากแต่เพราะภาพตรงหน้ามันทับซ้อนกับความทรงจำที่เขาไม่อาจควบคุมได้ ในอดีต—ในชีวิตของ เฟิงเหยาหญิงสาวคนหนึ่งเคยนั่งตรงนี้ยิ้มให้เขาแบบเดียวกัน เรียกเขาด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านอย่ามัวแต่มอง ข้าวจะเย็นเสียก่อน” “….” เยี่ยนหยางหลุบตาลงช้าๆ ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางโดยไม่รู้ตัวหลิงอันชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฝ่าบาท…?” “อาหารไม่ถูกพระโอษฐ์หรือเจ้าคะ” คำถามนั้นดึงเขากลับสู่ปัจจุบัน “ไม่” เสียงขององค์ชายต่ำ นุ่มกว่าที่เคย “เพียงแต่…” เขาหยุดคำพูดราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดต่อดีหรือไม่ “…เจ้ากินแล้ว ดู…สบายใจดี” หลิงอันชะงักเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบางๆ “เพราะที่นี่คือ ตำหนักของหม่อมฉันแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ” “หม่อมฉันคิดว่า…การกินข้าวอย่างสงบ คือความสุขเล็ก ๆ ที่ควรรักษาไว้” คำตอบนั้นทำให้หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบเหมือนเดิม...น้ำเสียง วิธีคิด… แม้แต่คำพูด เขายื่นมือไปหยิบตะเกียบคราวนี้เริ่มกินข้าวบ้าง แต่สายตายังคงลอบมองนางเป็นระยะหลิงอันสังเกตเห็นปลายหูขององค์ชาย… แดงจางๆ นางก้มหน้าลงเล็กน้อยแสร้งทำเป็นไม่เห็น แต่หัวใจกลับเต้นเร็วขึ้นอย่างไร้เหตุผล “วันนี้…” เยี่ยนหยางเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เรื่องเข้าเฝ้า… เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล” หลิงอันเงยหน้ามอง “องค์ชายใหญ่—เยี่ยนหมิง—พูดมากกว่าที่คิด” “แต่คำพูดของเขา ไม่มีสิ่งใดต้องเก็บมาใส่ใจ” หลิงอันยิ้มบาง “หม่อมฉันเข้าใจดีเจ้าค่ะ” นางเว้นจังหวะก่อนจะเอ่ยต่ออย่างแผ่วเบา “ตราบใดที่หม่อมฉันอยู่ในตำหนักหลงเยว่ก็จะเป็นคนขององค์ชายจันทรา” คำว่า คนของข้าแม้นางไม่ได้เอ่ยตรงๆแต่เยี่ยนหยางกลับได้ยินชัดเจนในหัวใจเขาวางตะเกียบลงช้าๆ แล้วเอื้อมมือไปข้างหน้า ไม่ได้จับเพียงแค่วางมือไว้ใกล้มือของนางใกล้พอให้รับรู้ถึงความอบอุ่น “เช่นนั้น…” เสียงของเขานุ่มลงอย่างเห็นได้ชัด “คืนนี้…พักผ่อนให้ดี” “พรุ่งนี้ ข้าจะให้คนพาเจ้าไปเดินสวนดอกเหมย” “…ข้าคิดว่า เจ้าน่าจะชอบ” หลิงอันพยักหน้าเบาๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นอย่างอ่อนโยน “เพคะ” ใต้แสงตะเกียงอุ่นสองเงาร่างนั่งอยู่ตรงข้ามกันไม่ต้องเอ่ยคำหวานใด แต่ความรู้สึกกลับแผ่ซ่านทั่วทั้งตำหนักหลงเยว่และในใจขององค์ชายเยี่ยนหยางเสียงหนึ่งกระซิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังมื้ออาหารสิ้นสุดลง คนรับใช้ค่อย ๆ เก็บสำรับออกจากตำหนักหลงเยว่ ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่แฝงด้วยความอ่อนโยนบางอย่าง หลิงอันยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบตามมารยาท ก่อนจะลุกขึ้นเล็กน้อย “หม่อมฉันขอตัวกลับเรือนพักนะเพคะ วันนี้องค์ชายคงเหนื่อยจากการเข้าเฝ้า” นางพูดเรียบง่าย ไม่ได้สังเกตเลยว่าสายตาขององค์ชายเยี่ยนหยาง…จับจ้องนางอยู่นานตั้งแต่เมื่อใด “เดี๋ยว” เสียงทุ้มเรียกไว้หลิงอันชะงัก หันกลับมาอย่างสงสัยองค์ชายเยี่ยนหยางลุกจากที่ประทับ เดินเข้ามาใกล้กว่านางเพียงก้าวเดียว ระยะห่างนั้นไม่ใกล้จนเสียมารยาท แต่ก็ไม่ไกลจนเย็นชา “เรื่องที่เข้าเฝ้าเมื่อเช้า…” เขาเอ่ยช้า ๆ ราวกับเลือกคำ “เสด็จพ่อทรงถามว่า เจ้า… อยู่ที่ตำหนักนี้เป็นอย่างไร” หลิงอันชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง “หม่อมฉันตอบแทนองค์ชายไม่ได้หรอกเพคะ” “ข้าตอบไปแล้ว” เขาพูดต่อทันที “ข้าบอกว่า… เจ้าอยู่ดี” คำว่า อยู่ดี จากปากเขาทำให้หัวใจหลิงอันเต้นแรงอย่างไม่ทราบสาเหตุ “องค์ชาย…” นางลังเลเล็กน้อย “แล้วองค์ชายล่ะเพคะ ถูกซักถามอะไรอีกหรือไม่” เยี่ยนหยางหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นไม่แข็ง ไม่เย็น “เสด็จพ่อถามว่าข้าจะรับชายาเอกเมื่อใด” หลิงอันเผลอกำมือแน่นแต่เขากลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าบอกว่า… ยังไม่ถึงเวลา” เขามองนางตรงๆ สายตานั้นทำให้นางรู้สึกแปลก—ไม่ใช่สายตาขององค์ชายต่อชายาแต่คล้าย… คนที่กำลังรอคอยบางสิ่ง “หลิงอัน” เขาเรียกชื่อนาง ไม่ใช่ยศ ไม่ใช่ตำแหน่ง “เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบทำอะไร” “อยู่ที่ตำหนักหลงเยว่… ในแบบที่เจ้าเป็นก็พอ” คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่สำหรับเขา—มันคือคำมั่นหลิงอันก้มศีรษะต่ำแก้มขึ้นสีระเรื่อโดยไม่รู้ตัว “เพคะ…” นางหมุนตัวจากไปทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนของชาและดอกไม้ติดปลายแขนเสื้อ --- เยี่ยนหยางยืนอยู่ที่เดิมนานมากก่อนจะยกมือขึ้นแตะอกซ้ายของตนเองหัวใจเต้นแรง—แรงเกินกว่าที่ควรเป็นภาพในอดีตแทรกเข้ามาอีกครั้งหญิงสาวคนหนึ่งเรียกเขาเบาๆ “เฟิงเหยา…” “อันอันอยู่นี่” เขาหลับตา แล้วแย้มยิ้มอ่อนๆ โดยไม่รู้ตัว “อันอัน…” เสียงนั้นเบาจนแทบไม่ได้ยินคืนนี้…จันทร์เหนือวังหลวงสว่างกว่าทุกคืนที่ผ่านมา สวนดอกเหมยใต้แสงอาทิตย์อ่อน ลมปลายฤดูพัดผ่านอย่างแผ่วเบา กลีบดอกเหมยสีขาวอมชมพูร่วงโปรยลงมาดั่งหิมะบางเบาหลิงอันเดินช้าๆ ไปตามทางหิน มือประสานกันไว้ด้านหน้า เสื้อคลุมบางสีอ่อนสะท้อนแสงแดดยามสาย “ที่นี่… สงบดีนะเพคะ” นางเอ่ยเสียงเบา คล้ายเกรงว่าหากดังเกินไปจะรบกวนบรรยากาศองค์ชายเยี่ยนหยางเดินเคียงข้าง ไม่ได้ตอบในทันทีสายตาของเขากลับหยุดอยู่ที่ใบหน้าของนาง—รอยยิ้มบาง ดวงตาที่สงบแต่แฝงความแข็งแกร่งภาพหนึ่งซ้อนทับขึ้นมาในความทรงจำโดยไม่ตั้งใจ ‘อันอัน… เจ้าอย่าเดินเร็วนัก’ เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเผลอยิ้มอ่อนออกมา หลิงอันหันมาเห็นพอดี “ฝ่าบาท… ยิ้มอะไรหรือเพคะ?” เยี่ยนหยางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างแนบเนียน “เปล่า” เสียงตอบเรียบ แต่ปลายเสียงกลับนุ่มลงกว่าทุกครา เขายื่นมือไปแตะกิ่งเหมยกิ่งหนึ่ง ดึงลงมาเบา ๆ กลีบดอกสั่นไหว ก่อนจะเด็ดดอกเหมยสีอ่อนดอกหนึ่งออกมาหลิงอันยังไม่ทันเอ่ยถาม—ปลายนิ้วของเขาก็เอื้อมมาใกล้ “…อย่าขยับ” นางชะงักตามคำบอกเยี่ยนหยางทัดดอกเหมยไว้ข้างหูของนางอย่างแผ่วเบา นิ้วมือเฉียดผ่านเส้นผมดำสนิท หัวใจของเขากลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “เหมาะ” เขาพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจน หลิงอันหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย “ฝ่าบาท—” “อยู่กันสองคน เรียกข้าว่าเยี่ยนหยางเถิด” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากองค์ชายผู้เย็นชาที่คนทั้งวังกล่าวขาน หลิงอันเม้มริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “…เพคะ” ภาพนั้น—ช่างอ่อนโยนเกินไปและมันก็ไม่พ้นสายตาของใครบางคน “บังเอิญจริง ๆ” เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาองค์ชายเยี่ยนหมิงยืนอยู่ไม่ไกล เสื้อคลุมสีเข้มตัดกับรอยยิ้มที่ดูสุภาพ แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ เยี่ยนหยางขยับตัวมาข้างหน้าหลิงอันโดยอัตโนมัติ เป็นท่าทางปกป้องที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำไปตั้งแต่เมื่อใด “พี่ใหญ่” น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความเย็นเยี่ยนหมิงกวาดตามองดอกเหมยที่ทัดอยู่ข้างหูของหลิงอัน ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “ชายาของเจ้าดู… งดงามกว่าที่ลือกันนัก” หลิงอันก้มศีรษะทำความเคารพตามมารยาท แต่ไม่เอ่ยคำใดสัญชาตญาณบางอย่างบอกนาง—ชายตรงหน้าคืออันตราย “หากไม่มีธุระ พี่ใหญ่ควรหลีกทาง” เยี่ยนหยางเอ่ยตรงไปตรงมา ดวงตาคมกริบขึ้นชัดเจนเยี่ยนหมิงหัวเราะเบา ๆ “แน่นอน ข้าแค่ผ่านมา” แต่ก่อนจะเดินจากไป เขาเหลือบมองหลิงอันอีกครั้ง ราวกับจะจดจำภาพนั้นไว้ให้ลึกที่สุด ข่าวเล็กๆ จากสวนดอกเหมย แพร่กระจายเร็วเกินคาดในอีกมุมหนึ่งของวัง—หญิงสาวผู้หนึ่งฟังคำรายงานจากคนใช้ด้วยสีหน้าประหลาด “เจ้าว่าอย่างไรนะ… หลิงอันยังมีชีวิตอยู่?” คนใช้ก้มหน้า “ข่าวลือเพคะ ไม่รู้รายละเอียด เพียงบอกว่านางอยู่ในวัง… ดูไม่ได้บาดเจ็บ” หญิงสาวหัวเราะเบาไม่ใช่เสียงดีใจ หากเป็นเสียงสะใจ “ช่างอึดนัก” นางเอ่ยพลางยกถ้วยชา “ไม่ตายก็ดี… จะได้เห็นกับตาว่าชีวิตในวังนี้ ไม่ได้งดงามอย่างที่คิด” ริมฝีปากยกยิ้มแววตาฉายความพอใจปนริษยาในขณะที่สวนดอกเหมยยังอบอวลด้วยกลิ่นหอมเมล็ดแห่งความอิจฉาและการชิงดีชิงเด่น—ก็เริ่มแตกหน่อเงียบๆ เช่นกันเสียงกลองพิธีดังขึ้นก้องวังหลวง เช้าวันนี้ ลานพิธีแน่นขนัดไปด้วยขุนนาง ราชวงศ์ และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วแคว้น นี่คือวันอภิเษกขององค์ชายทั้งสองก่อนพิธี — คู่เยี่ยนหมิงไป๋เสวี่ยอันยืนอยู่ข้างเยี่ยนหมิง นางแต่งกายสมฐานะพระชายา สีหน้าเรียบแต่แววตามั่นใจ“อีกไม่นาน หม่อมฉันก็จะเป็นชายาของพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว”นางเอ่ยเสียงต่ำ แฝงความหมาย“ต่อไป เราควรช่วยกันวางแผนเรื่องในวังหลังบ้างนะเพคะ”เยี่ยนหมิงปรายตามองนางแววตานั้นเย็นจัด…และคมกริบ“เจ้าอย่าคิดไกลเกินฐานะ”ไป๋เสวี่ยอันชะงัก “หม่อมฉันหมายความว่า—”“เจ้าคือผู้ถูกเลือกเพราะ เหมาะสม ไม่ใช่เพราะข้าต้องการ”เสียงเขาเรียบ แต่คำพูดกลับร้ายกาจ“อย่าสำคัญตัวผิด”ใบหน้าของไป๋เสวี่ยอันซีดลงทันที มือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่น“พระองค์ตรัสเช่นนี้…หมายความว่าอย่างไร”เยี่ยนหมิงก้มลงเล็กน้อย กระซิบใกล้หูอย่างไม่เกรงใจ“หมายความว่า ต่อให้เจ้าเป็นชายาของข้า ก็อย่าคิดว่าข้าจะปฏิบัติกับเจ้าเหมือนหญิงที่ข้ารัก”ดวงตาของไป๋เสวี่ยอันสั่นไหว ความไม่พอใจแล่นวาบขึ้นมาทันที“หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้ค่า”เสียงนางแข็งขึ้น“พระองค์อย่าลืมว่า หากไม่มีหม่อมฉัน
องค์ชายจันทราก้าวเข้าสู่ห้องทรงงานของจักรพรรดิในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านฉากไม้แกะสลัก สาดลงบนโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกา“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายคนรอง“เข้ามานั่งเถิด วันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญ แค่อยากคุยสัพเพเหระ”เยี่ยนหยางรับคำ ก่อนจะนั่งลงอย่างสำรวม บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป—การจัดงานเลือกคู่ ความเรียบร้อยในวัง การศึกชายแดนที่สงบลง เขาตอบไปตามมารยาท แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปยังชั้นวางด้านหลังจักรพรรดิ ตรงนั้น…มีกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่งเปิดแง้มอยู่และในกล่องนั้น—มี ปิ่นปักผมสีเงินเรียบ ๆ ลายดอกเหมย หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล จักรพรรดิที่สังเกตเห็นสายตานั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าเห็นมันแล้วสินะ”เยี่ยนหยางชะงัก “ปิ่นนั่นคือ…”จักรพรรดิเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมนั้นขึ้นมาปลายนิ้วที่เคยเด็ดขาดในสนามการเมือง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด“ของมารดาเจ้า”คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงเยี่ยนหยางไม่เคยเห็นสิ่งของของมารดามาก่อน ในความทรงจำของตัวละครนี้—นางจากไปเร็วเกินไปไร้คำอธิบาย ไร้พิธีใหญ่โต จักรพรรดิหัวเราะเบา ๆ
ค่ำคืนนั้นลมหนาวพัดแรงกว่าทุกคืน บ้านดินเผาหลังเล็กนอกเมืองหลวง ไฟในเตาหลอมยังไม่ดับช่างหลิวนั่งก้มหน้า ปั้นดินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ดีเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเสียง แกรก เบา ๆ ดังจากหลังคามช่างหลิวเงยหน้าหัวใจหล่นวูบมเงาดำร่อนลงอย่างเงียบเชียบมือหนึ่งจับมีด อีกมือกดผ้าปิดหน้า “ถึงเวลาแล้ว”เสียงแหบต่ำดังขึ้น “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้”ช่างหลิวถอยหลัง ชนชั้นวางเครื่องปั้นแตกกระจาย“ข้า—ข้าไม่ได้ทำอะไร!”เขาร้องเสียงสั่น “ข้าแค่ช่างปั้นธรรมดา!”เงาดำไม่ตอบมีดสะท้อนแสงไฟวาบเดียวแต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะฟาดลง—ฉึก! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นประกายไฟกระเด็นเงาดำชะงัก ร่างหนึ่งโผล่จากเงามืดด้านข้างสวมเสื้อผ้าธรรมดา หน้าปิดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตา… เย็นและคมราวจันทราในคืนมืด“ใครอนุญาตให้เจ้าลงมือในพื้นที่ของข้า”มือสังหารถอยเปลี่ยนท่าจู่โจมทันทีการต่อสู้เกิดขึ้นในพื้นที่แคบเสียงดินแตก ไม้หัก ลมหายใจหนักหน่วงปะทะกันมือสังหารฝีมือดีแต่คนตรงหน้าดีกว่า รวดเร็วกว่าเด็ดขาดกว่าและ…ไม่ลังเล ฉึก! มีดปักเข้าลำคอ เลือดสาดเปื้อนพื้นดินเผาร่างเงาดำทรุดลงไร้เสียงสุดท้าย ช่างหลิวนั
ลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบสีขาวอมชมพูปลิวโปรยลงมาตามทางเดินหิน เยี่ยนหยางเดินเคียงหลิงอันจังหวะก้าวไม่เร็วไม่ช้า มือหนึ่งถือแขนเสื้อนางไว้เบา ๆ ตามธรรมเนียม เป็นท่าทีที่ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครอื่น ขันทีและนางกำนัลที่เดินตามหลัง ต่างลดสายตาลงอย่างรู้หน้าที่ แต่แววตาที่แอบเหลือบมองมาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ดอกเหมยปีนี้งามมาก”หลิงอันเอ่ยเสียงเบาเยี่ยนหยางยิ้มจาง ๆ “เพราะมีคนชมมันอยู่ข้าง ๆ กระมัง”นางเงียบไปเล็กน้อยแก้มขึ้นสีอ่อน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นจากทางแยกด้านหน้า องค์ชายตะวัน เยี่ยนหมิง เดินเคียงข้างไป๋เสวี่ยอัน สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉยตามมารยาท แต่แววตาไม่เป็นมิตรนัก“องค์ชายจันทรา”เยี่ยนหมิงเอ่ยทักก่อน “บังเอิญนัก”เยี่ยนหยางหยุดยืน โค้งคำนับเล็กน้อยอย่างถูกต้องตามฐานันดร“องค์ชายตะวัน”หลิงอันทำความเคารพตามธรรมเนียม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร—เยี่ยนหมิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ สายตามองตรงมาที่หลิงอัน“ชายาหลิงอัน หลังพิธีเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ”เขายื่นมือออกมาเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะเชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ในจังหวะนั้น—เยี่
หัวค่ำของวังหลวงเงียบสงบกว่าที่คิด แสงโคมไฟถูกจุดเรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ยังหลงเหลือจากพิธีเลือกคู่ที่เพิ่งจบลงไม่นาน หลิงอันเพิ่งกลับมาถึงตำหนักของตน ยังไม่ทันได้ถอดเครื่องประดับ ปิ่นปักผมรูปจันทราที่ปักอยู่บนเส้นผมก็สะท้อนแสงโคมวับไหว เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน—ช่วงเวลาที่ทั้งลานพิธีเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมื่อองค์ชายจันทราเดินมาหยุดตรงหน้านาง“ยังไม่ถอดอีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นเยี่ยนหยางยืนพิงกรอบประตู สีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในลานพิธีมาก หน้ากากถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงใบหน้าคมงามที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่มอง เมื่อประตูตำหนักปิดลง เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเปลี่ยนไป หลิงอันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เฟิงเหยา… นายมาได้ยังไง”เขาเดินเข้ามาใกล้ ชะลอฝีเท้าราวกับตั้งใจให้ระยะห่างค่อย ๆ หายไป“ก็อยากมาดูแฟนตัวเองไง”คำว่า แฟน ทำเอาหลิงอันหน้าแดงวูบ“อย่าพูดแบบนี้สิ ยังอยู่ในวังนะ”เยี่ยนหยางเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน“ตอนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ไม่ต้องก
ตำหนักของจักรพรรดินีในยามค่ำยังคงเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับกดดันราวกับมีเงามืดแผ่ปกคลุม จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังลานพิธีที่กำลังจัดเตรียมอยู่ไกลลิบ แสงโคมแขวนเรียงรายเป็นแนวยาว ผืนพรมพิธีถูกปูอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ…มากเกินไป“องค์ชายจันทราเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจริง ๆ”นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา หัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะ“เพคะ ทั้งในวังหน้าและวังหลังต่างเริ่มเอ่ยถึงพระองค์มากขึ้นโดยเฉพาะหลังศึกครั้งล่าสุด”ปลายนิ้วจักรพรรดินีขยับช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่ดวงตาเย็นเยียบ“ลูกของสนมผู้นั้น…”นางเอ่ยเสียงแผ่ว“จะหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน”ความทรงจำเก่า ๆ ที่ควรถูกฝังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง“วันเลือกคู่ใกล้เข้ามาแล้ว”จักรพรรดินีกล่าวต่อ“พิธีนี้จะเป็นเครื่องเตือนว่า ใครควรอยู่ตรงไหนของวังนี้”---เช้าวันถัดมา ลานพิธีเลือกคู่หลวงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ เสาแดงสูงเรียงราย ม่านไหมสีทองพลิ้วไหวตามสายลม เสียงระฆังจากวัดหลวงดังเป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ คือ วันเลือกคู่ ขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทยอยเข้าประจำที่ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแ







