Share

บทที่6 ข้าจะรอ

Penulis: Piggy-lonely
last update Tanggal publikasi: 2025-12-18 16:10:58

ข่าวลือเรื่ององค์ชายจันทราเดินเคียงหลิงอันในสวนดอกเหมยยังไม่ทันจาง เช้าวันถัดมา องค์ชายเยี่ยนหมิง ก็เสด็จเข้าเฝ้าในตำหนักบรรทมของจักรพรรดิ ภายในห้องเงียบสงัด กลิ่นกำยานอ่อนลอยคลุ้ง จักรพรรดิประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงาน ทอดพระเนตรเอกสารโดยไม่เงยพระพักตร์

“เสด็จพ่อ” เยี่ยนหมิงคุกเข่าลง น้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความเร่งร้อน

“หม่อมฉันใคร่ขอกราบทูลเรื่องงานเลือกคู่พระชายา”

ปลายพู่กันหยุดชะงักเพียงชั่วอึดใจจักรพรรดิจึงเงยพระพักตร์ขึ้น “เหตุใดจู่ ๆ เจ้าจึงเร่งร้อน”

เยี่ยนหมิงสูดลมหายใจ “หม่อมฉันพบสตรีผู้หนึ่ง เห็นว่าเหมาะสมยิ่ง อยากขอพระราชทานโอกาสเลือกนาง”

“ผู้ใด”

“…หลิงอันพ่ะย่ะค่ะ”

บรรยากาศในห้องเย็นวูบลงในพริบตาจักรพรรดิทอดพระเนตรโอรสตรงหน้าอย่างพินิจ

“ไม่ได้”

คำตอบนั้นชัดเจน ไม่เปิดช่องให้ต่อรองเยี่ยนหมิงชะงัก “เหตุใดพ่ะย่ะค่ะ นางเป็นเพียงบุตรีตระกูลขุนนาง มิได้มีข้อห้าม—”

“เพราะนางถูกกำหนดไว้แล้ว”

จักรพรรดิรับสั่งเสียงเรียบ “และงานเลือกคู่จะยังไม่จัดในเวลานี้”

เยี่ยนหมิงกำมือแน่น “แล้วจะจัดเมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ”

“หลังจากเจ้าและเยี่ยนหยางออกศึก”

พระสุรเสียงทรงหนักแน่น “ผู้ใดสร้างผลงานได้เหนือกว่า ผู้นั้นจะเป็นฝ่ายเลือกก่อน”

เยี่ยนหมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาวาววับ

“หากหม่อมฉันชนะ… จะสามารถเลือกหลิงอันได้หรือไม่”

จักรพรรดินิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรับสั่งช้า ๆ

“หากเจ้าชนะจริง ค่อยว่ากัน”

คำตอบนั้น…ไม่ใช่การอนุญาต แต่ก็ไม่ใช่การปฏิเสธ เยี่ยนหมิงก้มศีรษะลงลึกริมฝีปากยกยิ้มบาง ๆ อย่างผู้มั่นใจในชัยชนะ

---

ในเวลาเดียวกันภายใน ตำหนักหลงเยว่ เยี่ยนหยางนั่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบชุดสีเข้ม ในมือคือถ้วยชา แต่สายตากลับทอดออกไปไกลกว่านั้น หลิงอันนั่งอยู่ไม่ไกล กำลังอ่านตำราพิชัยสงครามอย่างตั้งใจ ท่าทางสงบ แต่แววตานั้นเฉียบคมเกินกว่าสตรีทั่วไปเขานึกถึงคำที่จักรพรรดิรับสั่งนึกถึงเยี่ยนหมิงและนึกถึงเส้นทางข้างหน้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

“อันอัน” เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ

หลิงอันเงยหน้า “เพคะ?”

เยี่ยนหยางมองนางอยู่นาน ก่อนยิ้มอ่อนอย่างที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว

“หากวันหนึ่ง ข้าต้องออกศึก… เจ้าจะรอหรือไม่”

นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนปิดตำราเดินเข้าไปใกล้เขา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“เพคะ”

“ตราบใดที่ท่านยังเดินกลับมา ข้าจะรอ”

ถ้อยคำนั้นเรียบง่ายแต่กลับทำให้หัวใจของผู้ฟังเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เยี่ยนหยางยกมือขึ้น ลูบศีรษะนางเบาๆ เหมือนเคยทำ…ในอดีตชาติที่เขาเรียกนางว่า อันอัน เช่นกัน

“งั้นข้าจะไม่มีวันแพ้”

----

ข่าวจากท้องพระโรงแพร่กระจายรวดเร็วกว่าลมฤดูใบไม้ผลิการศึกที่ชายแดนตะวันตกกำลังจะเริ่มและองค์ชายทั้งสองพระองค์—เยี่ยนหยางและเยี่ยนหมิง—ถูกแต่งตั้งให้นำทัพแยกกัน หลิงอันได้ยินข่าวนี้จากปากสาวใช้ในตำหนักหลงเยว่ มือที่กำลังถือพัดอยู่ชะงักเล็กน้อย หัวใจเหมือนถูกบีบแน่นอย่างไม่ทันตั้งตัว นางรู้ดีในนิยายเดิม การศึกครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการชิงดีชิงเด่นอย่างแท้จริงและยังเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนชะตาขององค์ชายจันทราแต่ครั้งนี้…มันไม่ใช่แค่นิยายอีกต่อไป

---

ค่ำวันนั้น ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างตำหนักหลงเยว่ กลิ่นดอกเหมยหอมอ่อนลอยเข้ามาแตะปลายจมูก หลิงอันนั่งอยู่ตรงระเบียง มือเรียวถือพัดไม้ไผ่ไล่แมลงอย่างใจลอย ท้องฟ้าค่ำคืนสีน้ำเงินเข้มแต่งแต้มด้วยแสงดาวพร่างพราว

“ยังไม่นอนอีกหรือ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง

หลิงอันหันไปก็เห็นองค์ชายเยี่ยนหยางในชุดคลุมบาง เขาเดินออกมาช้า ๆ แสงโคมไฟส่องให้เห็นใบหน้าเย็นสงบแต่สายตานั้นกลับอบอุ่นอย่างประหลาด

“หม่อมฉัน…แค่คิดเรื่องศึกค่ะ” นางตอบเสียงแผ่ว “อีกไม่นานองค์ชายก็ต้องออกไปแนวหน้า”

เยี่ยนหยางมองใบหน้าที่ส่องสะท้อนแสงจันทร์นั้น เขาก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ “ไม่ต้องกังวลมาก ข้าจะกลับมา…แน่นอน”

“แต่—”

“หลิงอัน” เขาเรียกชื่อเธอเสียงนุ่ม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่วังหลังนี่อันตรายกว่าสนามรบเสียอีก”

“หม่อมฉันทราบเจ้าค่ะ”

เยี่ยนหยางยกมือขึ้นจัดปอยผมให้นางเบา ๆ สายตาอ่อนโยนจนหัวใจนางเต้นไม่เป็นจังหวะ “หากมีคนเข้ามาใกล้เจ้ามากเกินไป อย่าไว้ใจง่ายๆ จำคำข้าไว้ ข้างนอกวังศัตรูอยู่ในสนามรบ แต่ในวัง...ศัตรูอยู่ในรอยยิ้ม”

หลิงอันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “แล้วหม่อมฉันจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ ถ้าเผชิญกับรอยยิ้มแบบนั้น”

“ก็ให้ยิ้มกลับไป…แต่เก็บมีดไว้ในใจ” เขาตอบเรียบๆ แต่ยิ้มมุมปากอย่างเอ็นดู

หลิงอันหัวเราะเบา “องค์ชายสอนให้หม่อมฉันร้ายหรือเจ้าคะ”

“ไม่ใช่ร้าย…แต่ต้องอยู่รอด”

ความเงียบเข้าปกคลุม ทั้งสองนั่งฟังเสียงลมพัดดอกเหมยร่วงบาง ๆ เยี่ยนหยางยื่นมือออกมาวางทับมือเล็กของหลิงอันอย่างไม่รู้ตัว ความอุ่นแผ่ซ่านจนหัวใจทั้งคู่เต้นไม่เป็นจังหวะ

“เจ้าทำให้ข้าเริ่มหวั่นไหว...แม้ในยามที่ต้องเตรียมใจไปศึก” เยี่ยนหยางพูดเสียงเบา ราวกับกลัวลมจะพัดคำพูดนั้นหายไป

หลิงอันนิ่งอึ้ง แก้มร้อนผ่าว นางเบือนหน้าหนีแต่รอยยิ้มเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

“องค์ชายพูดเช่นนี้...หม่อมฉันจะวางใจได้อย่างไรเจ้าคะ”

“ก็อย่าวางใจสิ” เขาตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ “เก็บใจไว้ให้ข้าก็พอ”

แสงจันทร์ข้างนอกยิ่งขับให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่หวานละมุน ดอกเหมยร่วงลงมาทัดอยู่บนผมของหลิงอัน เยี่ยนหยางเอื้อมมือไปหยิบเบา ๆ แล้วจัดให้ใหม่ ดวงตาเขาสบกับเธออย่างอ่อนโยนราวกับจะสลักภาพนี้ไว้ในความทรงจำก่อนศึกจะมาถึง

ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นเล็กน้อย กลีบดอกเหมยร่วงโปรยลงมาราวหิมะสีชมพู เยี่ยนหยางยังคงยืนอยู่ใกล้หลิงอันกว่าที่ควรจะเป็น กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเส้นผมของนางทำให้เขาเผลอสูดลมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว

“หนาวหรือไม่” เขาถามเสียงต่ำ

หลิงอันส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่เจ้าค่ะ แค่อากาศเย็นนิดหน่อย”

เยี่ยนหยางไม่ตอบ เขาคลี่เสื้อคลุมของตนออกอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะคลุมไหล่ให้นางอย่างแผ่วเบา นิ้วมือสัมผัสผ่านผ้าบาง ๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่านางจะตกใจ

หลิงอันชะงัก ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย “องค์ชาย—”

“อย่าขยับ” เขาพูดเสียงเรียบ แต่แฝงความห่วงใย “ข้าไม่อยากให้เจ้าไม่สบาย”

คำพูดนั้นทำให้นางเงียบลง หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่อาจห้ามได้เสื้อคลุมของเขามีกลิ่นสะอาดปนกลิ่นหมึกอ่อนๆ ราวกับกลิ่นยามค่ำคืนในตำหนักหลงเยว่

“หลิงอัน” เยี่ยนหยางเรียกชื่อนางอีกครั้ง น้ำเสียงแผ่วลง “หากวันหนึ่งข้าไม่อยู่ในวัง…เจ้ายังจำคำข้าได้หรือไม่”

“คำไหนเจ้าคะ”

เขาหันมามองนางตรง ๆ ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงจันทร์ “อย่าเชื่อใครง่าย ๆ และ…อย่าให้ใครแตะต้องเจ้า”

แก้มหลิงอันร้อนวาบ “องค์ชายตรัสเช่นนี้…ราวกับ—”

“ราวกับข้าหวงเจ้า?” เขาถามกลับตรง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย

นางอึกอัก ไม่กล้าสบตาเขา เยี่ยนหยางเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ เสียงทุ้มต่ำฟังดูผ่อนคลายกว่าที่เคย

“ข้าไม่ได้พูดเล่น” เขาขยับเข้าใกล้อีกนิด ระยะห่างแทบไม่เหลือ “ในวังนี้ มีเพียงไม่กี่สิ่งที่ข้าจะยอมปล่อยมือ…และเจ้าไม่อยู่ในนั้น”

หลิงอันเผลอกำชายเสื้อเขาแน่น หัวใจสั่นไหวจนแทบควบคุมไม่อยู่ เยี่ยนหยางมองท่าทางนั้นแล้วนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือไปแตะหลังมือเล็กๆ ของนาง ไม่รั้งไม่บีบเพียงแค่วางทับไว้เฉยๆ

“ถ้าไม่สบายใจ บอกข้า” เขากล่าวช้าๆ “ข้าจะถอย”

หลิงอันเม้มริมฝีปาก ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “หม่อมฉัน…ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้ดวงตาเยี่ยนหยางอ่อนลงอย่างชัดเจน

เขายิ้ม—รอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น

“ดีแล้ว” เขาพูดเสียงเบา “ข้าชอบเวลาที่เจ้าไว้ใจข้า”

ดอกเหมยอีกกลีบร่วงลงมาพอดี เยี่ยนหยางยกมือขึ้น ทัดมันไว้ข้างหูของหลิงอันอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วสัมผัสแก้มนางเพียงเสี้ยววินาที แต่กลับทิ้งความร้อนเอาไว้ยาวนาน

“เหมาะกับเจ้า” เขาพูดตรงๆ

หลิงอันเงยหน้ามองเขา ดวงตาใสสั่นไหว ในชั่วขณะนั้น เยี่ยนหยางรู้สึกชัดเจนยิ่งกว่าเดิม—ภาพนี้…รอยยิ้มนี้…ความรู้สึกที่หัวใจอุ่นขึ้นอย่างประหลาด…เหมือนเขาเคยมีมันมาก่อน ในอดีตที่เขายังจำชื่อได้ไม่ชัด แต่หัวใจกลับเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่23 คืนเข้าหอ

    เสียงกลองพิธีดังขึ้นก้องวังหลวง เช้าวันนี้ ลานพิธีแน่นขนัดไปด้วยขุนนาง ราชวงศ์ และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วแคว้น นี่คือวันอภิเษกขององค์ชายทั้งสองก่อนพิธี — คู่เยี่ยนหมิงไป๋เสวี่ยอันยืนอยู่ข้างเยี่ยนหมิง นางแต่งกายสมฐานะพระชายา สีหน้าเรียบแต่แววตามั่นใจ“อีกไม่นาน หม่อมฉันก็จะเป็นชายาของพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว”นางเอ่ยเสียงต่ำ แฝงความหมาย“ต่อไป เราควรช่วยกันวางแผนเรื่องในวังหลังบ้างนะเพคะ”เยี่ยนหมิงปรายตามองนางแววตานั้นเย็นจัด…และคมกริบ“เจ้าอย่าคิดไกลเกินฐานะ”ไป๋เสวี่ยอันชะงัก “หม่อมฉันหมายความว่า—”“เจ้าคือผู้ถูกเลือกเพราะ เหมาะสม ไม่ใช่เพราะข้าต้องการ”เสียงเขาเรียบ แต่คำพูดกลับร้ายกาจ“อย่าสำคัญตัวผิด”ใบหน้าของไป๋เสวี่ยอันซีดลงทันที มือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่น“พระองค์ตรัสเช่นนี้…หมายความว่าอย่างไร”เยี่ยนหมิงก้มลงเล็กน้อย กระซิบใกล้หูอย่างไม่เกรงใจ“หมายความว่า ต่อให้เจ้าเป็นชายาของข้า ก็อย่าคิดว่าข้าจะปฏิบัติกับเจ้าเหมือนหญิงที่ข้ารัก”ดวงตาของไป๋เสวี่ยอันสั่นไหว ความไม่พอใจแล่นวาบขึ้นมาทันที“หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้ค่า”เสียงนางแข็งขึ้น“พระองค์อย่าลืมว่า หากไม่มีหม่อมฉัน

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่22 ความทรงจำวันวาน

    องค์ชายจันทราก้าวเข้าสู่ห้องทรงงานของจักรพรรดิในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านฉากไม้แกะสลัก สาดลงบนโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกา“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายคนรอง“เข้ามานั่งเถิด วันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญ แค่อยากคุยสัพเพเหระ”เยี่ยนหยางรับคำ ก่อนจะนั่งลงอย่างสำรวม บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป—การจัดงานเลือกคู่ ความเรียบร้อยในวัง การศึกชายแดนที่สงบลง เขาตอบไปตามมารยาท แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปยังชั้นวางด้านหลังจักรพรรดิ ตรงนั้น…มีกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่งเปิดแง้มอยู่และในกล่องนั้น—มี ปิ่นปักผมสีเงินเรียบ ๆ ลายดอกเหมย หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล จักรพรรดิที่สังเกตเห็นสายตานั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าเห็นมันแล้วสินะ”เยี่ยนหยางชะงัก “ปิ่นนั่นคือ…”จักรพรรดิเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมนั้นขึ้นมาปลายนิ้วที่เคยเด็ดขาดในสนามการเมือง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด“ของมารดาเจ้า”คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงเยี่ยนหยางไม่เคยเห็นสิ่งของของมารดามาก่อน ในความทรงจำของตัวละครนี้—นางจากไปเร็วเกินไปไร้คำอธิบาย ไร้พิธีใหญ่โต จักรพรรดิหัวเราะเบา ๆ

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่21 องค์ชายผู้ถูกเลื่องลือ

    ค่ำคืนนั้นลมหนาวพัดแรงกว่าทุกคืน บ้านดินเผาหลังเล็กนอกเมืองหลวง ไฟในเตาหลอมยังไม่ดับช่างหลิวนั่งก้มหน้า ปั้นดินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ดีเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเสียง แกรก เบา ๆ ดังจากหลังคามช่างหลิวเงยหน้าหัวใจหล่นวูบมเงาดำร่อนลงอย่างเงียบเชียบมือหนึ่งจับมีด อีกมือกดผ้าปิดหน้า “ถึงเวลาแล้ว”เสียงแหบต่ำดังขึ้น “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้”ช่างหลิวถอยหลัง ชนชั้นวางเครื่องปั้นแตกกระจาย“ข้า—ข้าไม่ได้ทำอะไร!”เขาร้องเสียงสั่น “ข้าแค่ช่างปั้นธรรมดา!”เงาดำไม่ตอบมีดสะท้อนแสงไฟวาบเดียวแต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะฟาดลง—ฉึก! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นประกายไฟกระเด็นเงาดำชะงัก ร่างหนึ่งโผล่จากเงามืดด้านข้างสวมเสื้อผ้าธรรมดา หน้าปิดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตา… เย็นและคมราวจันทราในคืนมืด“ใครอนุญาตให้เจ้าลงมือในพื้นที่ของข้า”มือสังหารถอยเปลี่ยนท่าจู่โจมทันทีการต่อสู้เกิดขึ้นในพื้นที่แคบเสียงดินแตก ไม้หัก ลมหายใจหนักหน่วงปะทะกันมือสังหารฝีมือดีแต่คนตรงหน้าดีกว่า รวดเร็วกว่าเด็ดขาดกว่าและ…ไม่ลังเล ฉึก! มีดปักเข้าลำคอ เลือดสาดเปื้อนพื้นดินเผาร่างเงาดำทรุดลงไร้เสียงสุดท้าย ช่างหลิวนั

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่20 ความจริงที่ปิดบังมานาน

    ลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบสีขาวอมชมพูปลิวโปรยลงมาตามทางเดินหิน เยี่ยนหยางเดินเคียงหลิงอันจังหวะก้าวไม่เร็วไม่ช้า มือหนึ่งถือแขนเสื้อนางไว้เบา ๆ ตามธรรมเนียม เป็นท่าทีที่ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครอื่น ขันทีและนางกำนัลที่เดินตามหลัง ต่างลดสายตาลงอย่างรู้หน้าที่ แต่แววตาที่แอบเหลือบมองมาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ดอกเหมยปีนี้งามมาก”หลิงอันเอ่ยเสียงเบาเยี่ยนหยางยิ้มจาง ๆ “เพราะมีคนชมมันอยู่ข้าง ๆ กระมัง”นางเงียบไปเล็กน้อยแก้มขึ้นสีอ่อน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นจากทางแยกด้านหน้า องค์ชายตะวัน เยี่ยนหมิง เดินเคียงข้างไป๋เสวี่ยอัน สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉยตามมารยาท แต่แววตาไม่เป็นมิตรนัก“องค์ชายจันทรา”เยี่ยนหมิงเอ่ยทักก่อน “บังเอิญนัก”เยี่ยนหยางหยุดยืน โค้งคำนับเล็กน้อยอย่างถูกต้องตามฐานันดร“องค์ชายตะวัน”หลิงอันทำความเคารพตามธรรมเนียม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร—เยี่ยนหมิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ สายตามองตรงมาที่หลิงอัน“ชายาหลิงอัน หลังพิธีเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ”เขายื่นมือออกมาเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะเชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ในจังหวะนั้น—เยี่

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่19 คืนแรกหลังพิธีเลือกชายา

    หัวค่ำของวังหลวงเงียบสงบกว่าที่คิด แสงโคมไฟถูกจุดเรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ยังหลงเหลือจากพิธีเลือกคู่ที่เพิ่งจบลงไม่นาน หลิงอันเพิ่งกลับมาถึงตำหนักของตน ยังไม่ทันได้ถอดเครื่องประดับ ปิ่นปักผมรูปจันทราที่ปักอยู่บนเส้นผมก็สะท้อนแสงโคมวับไหว เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน—ช่วงเวลาที่ทั้งลานพิธีเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมื่อองค์ชายจันทราเดินมาหยุดตรงหน้านาง“ยังไม่ถอดอีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นเยี่ยนหยางยืนพิงกรอบประตู สีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในลานพิธีมาก หน้ากากถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงใบหน้าคมงามที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่มอง เมื่อประตูตำหนักปิดลง เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเปลี่ยนไป หลิงอันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เฟิงเหยา… นายมาได้ยังไง”เขาเดินเข้ามาใกล้ ชะลอฝีเท้าราวกับตั้งใจให้ระยะห่างค่อย ๆ หายไป“ก็อยากมาดูแฟนตัวเองไง”คำว่า แฟน ทำเอาหลิงอันหน้าแดงวูบ“อย่าพูดแบบนี้สิ ยังอยู่ในวังนะ”เยี่ยนหยางเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน“ตอนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ไม่ต้องก

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่18 ชีวิตนี้ข้าจะมีชายาเพียงคนเดียว

    ตำหนักของจักรพรรดินีในยามค่ำยังคงเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับกดดันราวกับมีเงามืดแผ่ปกคลุม จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังลานพิธีที่กำลังจัดเตรียมอยู่ไกลลิบ แสงโคมแขวนเรียงรายเป็นแนวยาว ผืนพรมพิธีถูกปูอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ…มากเกินไป“องค์ชายจันทราเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจริง ๆ”นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา หัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะ“เพคะ ทั้งในวังหน้าและวังหลังต่างเริ่มเอ่ยถึงพระองค์มากขึ้นโดยเฉพาะหลังศึกครั้งล่าสุด”ปลายนิ้วจักรพรรดินีขยับช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่ดวงตาเย็นเยียบ“ลูกของสนมผู้นั้น…”นางเอ่ยเสียงแผ่ว“จะหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน”ความทรงจำเก่า ๆ ที่ควรถูกฝังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง“วันเลือกคู่ใกล้เข้ามาแล้ว”จักรพรรดินีกล่าวต่อ“พิธีนี้จะเป็นเครื่องเตือนว่า ใครควรอยู่ตรงไหนของวังนี้”---เช้าวันถัดมา ลานพิธีเลือกคู่หลวงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ เสาแดงสูงเรียงราย ม่านไหมสีทองพลิ้วไหวตามสายลม เสียงระฆังจากวัดหลวงดังเป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ คือ วันเลือกคู่ ขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทยอยเข้าประจำที่ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแ

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่15 ดอกเหมยที่ผลิบานกลางหัวใจ

    ยามบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์อ่อนรำไรส่องผ่านบานหน้าต่างกระทบโต๊ะไม้ในห้องทรงงานเยี่ยนหยางนั่งอ่านฎีกาอยู่เงียบ ๆ ปลายนิ้วพลิกกระดาษไปทีละแผ่น ทว่าใจกลับไม่อยู่กับตัวอักษรตรงหน้าสายตาของเขาเผลอเงยขึ้นนอกหน้าต่าง…กิ่งเหมยกิ่งหนึ่งกำลังผลิดอกสีขาวอมชมพูอ่อนสะท้อนแสงแดดอ่อนราวกับจะเตือนความทรงจำบางอย่าง

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่14 เพราะข้าคิดถึงเจ้า

    เสียงกลองชัยจากหน้าประตูวังยังไม่ทันจาง ข่าวการกลับมาของกองทัพองค์ชายเยี่ยนหยางก็แพร่กระจายไปทั่วราวกับสายลมต้นเหมยในฤดูใบไม้ผลิ เร็วกว่ากำหนด…เร็วกว่าที่ใครคาดคิด ในตำหนักหลงเยว่ หลิงอันเพิ่งออกจากการคัดเลือกรอบสุดท้าย สีหน้าสงบนิ่งแม้ฝ่ามือจะเย็นเฉียบ นางรู้ผลแล้ว แต่ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการ

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่13 ศึกตัดสินชะตาชีวิต

    ยามสนธยา แสงอาทิตย์ยามใกล้ลับขอบฟ้าสาดลงบนค่ายทหารเป็นสีส้มหม่น เยี่ยนหยางนั่งอยู่ภายในกระโจมหลัก แผนที่สงครามกางอยู่ตรงหน้า ทว่าดวงตาคมกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับเส้นทางหรือกำลังพล มือแกร่งคลี่ ผ้าเช็ดหน้าปักลายดอกเหมย ออกมาอย่างทะนุถนอม ด้ายปักยังแน่น เรียงลวดลายไม่สม่ำเสมอนัก ราวกับมือที่ปักยังไม่ชำน

  • จันทราลิขิตรักชะตาข้ามภพ   บทที่12 ข้าจะรอท่านกลับมา

    หลังขบวนทัพเคลื่อนลับสายตา เสียงเกราะ เสียงม้าค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงลานหน้าวังที่เงียบงันหลิงอันยืนมองอยู่อีกครู่ “หึ…”เสียงหัวเราะเบาๆ แฝงความเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านหลังหลิงอันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ไป๋เสวี่ยอันก้าวเข้ามา ชายตาเหลือบมองทางที่กองทัพจากไป ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนแสร้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status