LOGINแสงอรุณอ่อนสาดลอดม่านหน้าต่างเข้ามาในตำหนักหลงเยว่ หลิงอันลืมตาขึ้นช้า ๆ ราวกับไม่คุ้นชินกับความเงียบสงบเช่นนี้ ในอดีต…เวลานี้เธอคงต้องลุกขึ้นก่อนฟ้าสาง เตรียมรับคำดูแคลน คำสั่ง และการกลั่นแกล้งแต่ในชาตินี้—ไม่มีเสียงใดเร่งเร้า ไม่มีใครตะโกน มีเพียงกลิ่นชาหอมจาง ๆ และเสียงฝีเท้าเบาที่คุ้นเคย
“ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านในหลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมอง องค์ชายเยี่ยนหยางยืนอยู่ข้างโต๊ะชา ชุดสีเข้มเรียบง่าย แต่สะอาดเนี้ยบ ใบหน้าเย็นชาตามเคย ทว่าดวงตากลับอ่อนลงอย่างที่เธอเริ่มคุ้น “เพคะ” หลิงอันตอบ ก่อนจะลุกขึ้นนั่ง “หม่อมฉันตื่นสายหรือไม่” เยี่ยนหยางส่ายหน้า “ยังไม่ถึงยามเช้า ข้าเพียง… คิดว่าเจ้าคงไม่ชินกับที่นี่” คำว่า ไม่ชิน ทำให้หลิงอันยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ใช่ของหญิงสาวอ่อนแอในนิยายแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมามากเกินพอ “หม่อมฉันชินกับที่ใดก็ตาม… หากไม่ต้องระวังว่าจะมีใครผลักตกบันไดอีก” คำพูดนั้นหลุดออกมาโดยไม่ทันคิดบรรยากาศในตำหนักเงียบลงฉับพลัน เยี่ยนหยางชะงักมือที่ยกถ้วยชาค้างกลางอากาศสายตาคมเข้มจับจ้องนางนิ่ง—ไม่ใช่ด้วยความไม่พอใจ แต่เป็น ความสงสัย “ผลักตกบันได?” เขาทวนคำช้า ๆ “เจ้าพูดราวกับ… เคยประสบมาก่อน” หลิงอันรู้ตัวว่าพลาดแต่แทนที่จะหวาดกลัว นางกลับสูดลมหายใจลึก แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ “บางครั้ง… ความฝันก็สมจริงเกินไป เพคะ” เยี่ยนหยางไม่ซักต่อแต่ในใจกลับสั่นไหวเพราะประโยคนั้น—ตรงกับ ฝันของเขา อย่างน่าประหลาด เขาวางถ้วยชาลง ก่อนจะพูดเสียงเบาลงอย่างไม่รู้ตัว “ที่ตำหนักหลงเยว่ ไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้า” หลิงอันชะงักแล้วหัวใจก็อ่อนยวบลงอย่างประหลาด “เพราะ… ท่านจะปกป้องหม่อมฉันหรือเพคะ” คำถามนั้นไม่ได้หวานฉ่ำแต่จริงใจเยี่ยนหยางมองนางเนิ่นนานก่อนจะตอบเพียงคำเดียว “อืม” สั้น เรียบแต่หนักแน่นหลิงอันก้มหน้าลงเล็กน้อยปลายหูร้อนวูบรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว --- ในเวลาเดียวกัน—อีกฟากหนึ่งของวังหญิงสาวในชุดหรูหรายืนอยู่ท่ามกลางเงาไม้ดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวฉายแววพอใจ “ได้ข่าวหรือไม่” นางถามคนใช้เสียงเย็น "เรียนคุณหนู… ไม่พบข่าวของหลิงอันเลยเจ้าค่ะ ไม่มีใครพบตัวนาง” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆเสียงนั้นชวนขนลุก “เช่นนั้นหรือ…” “คงไม่รอดแล้วกระมัง” มือเรียวกำแน่นด้วยความสะใจริมฝีปากยกยิ้ม “ดีแล้ว… นางไม่ควรมีชีวิตดีกว่าข้าอยู่แล้ว” โดยที่ไม่รู้เลยว่า—หญิงที่นางคิดว่าตายกำลังนั่งจิบชาใต้ตำหนักหลงเยว่และเริ่ม เปลี่ยนชะตากรรมของทุกคน --- ลมยามค่ำพัดแผ่วผ่านระเบียงตำหนักหลงเยว่ โคมไฟแกว่งไกวเบา ๆ ส่งเงาสะท้อนทาบลงบนพื้นหิน หลิงอันนั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชา ท่าทางผ่อนคลายเกินกว่าชายาที่เพิ่งย้ายเข้าวังได้ไม่กี่วัน นางยกถ้วยขึ้นจิบอย่างสงบ สายตาเหม่อมองสวนเบื้องหน้า คล้ายไม่เกรงกลัวความเงียบงันของตำหนักแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย เยี่ยนหยางยืนอยู่ไม่ไกลเขาไม่ได้ตั้งใจมอง…แต่สายตากลับละจากนางไม่ได้ “ชาเย็นแล้ว” เสียงเขาดังขึ้นเรียบ ๆหลิงอันชะงัก ก่อนจะก้มมองถ้วยในมือจริง ๆแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ถือตัว “จริงด้วย ข้าลืมไปเสียสนิท” นางลุกขึ้นจะรินใหม่ แต่ยังไม่ทันขยับมือเยี่ยนหยางก็เอื้อมมือมารับถ้วยจากนางไปเสียก่อน “อย่าดื่มของเย็นยามค่ำ” “ไม่ดีต่อร่างกาย” คำพูดนั้น…ไม่ใช่คำเตือนแบบองค์ชาย แต่เป็นน้ำเสียงของคนที่ เคยดูแลกันมาก่อนหลิงอันเงยหน้ามองเขาเล็กน้อยดวงตาคู่นั้นฉายแววแปลกใจเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะซ่อนมันไว้ได้อย่างแนบเนียน “องค์ชายใส่ใจเกินคาดนะเพคะ” นางเอียงศีรษะ ยิ้มบาง ๆ “ต่างจากในนิยาย… เอ๊ย ต่างจากที่ข้าได้ยินมา” เยี่ยนหยางชะงักมือคำพูดนั้นเหมือนเข็มเล็กๆ ทิ่มเข้าในใจต่างจากที่ข้าได้ยินมา ไม่ใช่ ต่างจากที่คิดไม่ใช่ ต่างจากข่าวลือ เขาหันมามองนางตรง ๆ เป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้สายตาคมเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เจ้า… รู้เรื่องข้ามากแค่ไหนกันแน่” หลิงอันยิ้ม แต่ครั้งนี้นางไม่ตอบทันทีเพียงยกมือขึ้น จัดแขนเสื้อเขาให้เรียบร้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเคยทำเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน “รู้พอที่จะไม่กลัวท่าน” คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่หัวใจของเยี่ยนหยางกลับเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมภาพหนึ่งวาบผ่านความคิดเสียงเรียกแผ่วเบา “อันอัน…” เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยทำไมท่าทางของนาง…การขยับมือ การยิ้ม การมองเขาถึงได้ คุ้นเคย ราวกับฝังอยู่ในความทรงจำที่เขาไม่เคยมี “หลิงอัน” เขาเรียกชื่อจริงของนางน้ำเสียงต่ำลงโดยไม่รู้ตัว “ถ้าวันหนึ่ง ข้าไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด…เจ้าจะยังนั่งดื่มชากับข้าเช่นนี้หรือไม่” นางชะงักก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง “ถ้าท่านยังเป็นท่าน” “ไม่ว่าหน้าตา ฐานะ หรือชะตาจะเป็นเช่นไร…” “ข้าก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้” เยี่ยนหยางเงียบไปนานก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง กลบความรู้สึกที่เริ่มเอ่อล้น “…เจ้าประหลาดจริง” หลิงอันหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นทำให้บรรยากาศเย็นเยียบของตำหนักหลงเยว่าอ่อนลงอย่างน่าประหลาดและในเงามืดของราตรีหัวใจขององค์ชายเยี่ยนหยาง เริ่มตั้งคำถามกับโชคชะตาอีกครั้งหรือบางที…อันอันของเขา อาจกลับมาแล้วจริงๆ หลังเสียงฝีเท้าของหลิงอันค่อย ๆ เลือนหายไปตามระเบียงยาว ตำหนักหลงเยว่ก็ตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้งแสงโคมแดงสั่นไหวตามแรงลมยามค่ำคืน ทอดเงาพาดผ่านพื้นหินอย่างเชื่องช้า เยี่ยนหยางยังมิได้ลุกจากที่นั่งถ้วยชาชาในมือเย็นลงแล้ว แต่เขากลับไม่รู้สึกตัว สายตาคมเข้มทอดมองไปยังประตูที่นางจากไป มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย—เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ทันรู้ตัว “อันอัน…” เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่ตั้งใจ เมื่อได้ยินชื่อนั้น หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะเขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแปลก… เหลือเกิน ท่าทางของนางวันนี้การวางถ้วยชาสายตาที่สงบนิ่งแต่แฝงความระแวดระวัง คำพูดที่เลือกใช้—สุขุม รอบคอบ ราวกับผ่านโลกมาแล้วมากกว่าหนึ่งชาติ ทั้งหมดนี้…ไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอที่ควรจะเป็นเพียง “ตัวละครในนิยาย” เยี่ยนหยางเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงช้าๆ ภาพหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด—ภาพที่เขาพยายามกดมันเอาไว้ทั้งวัน บันไดสูงเสียงกรีดร้องร่างของนางที่ล้มลงอย่างไร้แรงดวงตาที่มองมาทางเขา ก่อนจะปิดลงตลอดกาล หัวใจของเขากระตุกวูบ มือใหญ่กำแน่นโดยไม่รู้ตัวแต่คราวนี้… ความเจ็บปวดในอกกลับแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ใช่ความสิ้นหวังไม่ใช่ความคลุ้มคลั่งหากเป็น… ความแน่วแน่ “ครั้งนี้…” เขาพึมพำกับความมืด“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าหายไปอีก” ดวงตาคมเปิดขึ้นในนั้นไม่มีความเย็นชาอำมหิตดังคำร่ำลือ มีเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนความเด็ดขาดไว้ลึกสุดใจ อีกด้านหนึ่งของตำหนักหลิงอันนอนตะแคงอยู่บนเตียง ดวงตาเปิดค้าง นางยกมือขึ้นแตะอกตนเองหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะไม่รู้เพราะชาหรือเพราะสายตาขององค์ชายเยี่ยนหยางที่มองมาราวกับ… เคยสูญเสียนางไปแล้วครั้งหนึ่ง “เขา… เปลี่ยนไปจริง ๆ” หลิงอันหลับตาลงแต่ริมฝีปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ค่ำคืนนี้ทั้งสองต่างไม่รู้เลยว่า—หัวใจของพวกเขา กำลังค่อยๆ เดินเข้าหากันอย่างช้า ๆ แต่มั่นคงและไม่มีผู้ใด… จะหยุดมันได้อีกแล้ว รุ่งเช้า แสงอรุณสาดผ่านม่านบางของ ตำหนักหลงเยว่ อย่างเงียบงัน เยี่ยนหยางลืมตาตื่นก่อนยามเหม่า เขานั่งนิ่งอยู่บนแท่นบรรทมครู่หนึ่ง รอยยิ้มอ่อนเมื่อคืนยังไม่จางหาย เพียงคิดถึงท่าทีของหลิงอัน—ความสุขุมเกินหญิงสาวในวัยเดียวกัน—หัวใจก็อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว “อันอัน…” เขาพึมพำเบา ๆ กับอากาศ ก่อนจะลุกขึ้นเปลี่ยนฉลองพระองค์ ไม่นานนัก เสียงขันทีหน้าตำหนักก็ดังขึ้น “ราชโองการ—!” เยี่ยนหยางชะงักเล็กน้อย ก่อนรับพระราชโองการด้วยสีหน้าสงบนิ่ง มีรับสั่งให้องค์ชายทั้งสองพระองค์เข้าเฝ้า ณ ท้องพระโรงในยามสาย คำสั่งสั้น ๆ แต่แฝงแรงกดดัน เยี่ยนหยางรู้ดี—การเข้าเฝ้าครั้งนี้ มิใช่เพียงพิธีการ --- ท้องพระโรงโอ่อ่าสง่างาม ขุนนางยืนเรียงรายสองฝั่ง เยี่ยนหยางก้าวเข้าไปพร้อม องค์ชายเยี่ยนหมิง อีกฝ่ายยืนตัวตรง สีหน้าอ่อนโยนงดงามดุจตะวันยามเช้า หากแววตากลับเย็นเฉียบและคำนวณทุกก้าวย่าง “ถวายบังคมเสด็จพ่อ” เสียงทั้งสองประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ จักรพรรดิทอดพระเนตรโอรสทั้งคู่เงียบ ๆ ก่อนตรัสถึงกิจการบ้านเมือง การฝึกทหาร และการดูแลหัวเมืองชายแดน เยี่ยนหมิงตอบคำถามได้คล่องแคล่ว สุภาพ น่าชื่นชม แต่เมื่อถึงคราเยี่ยนหยาง เขาตอบด้วยถ้อยคำสั้น กระชับ และตรงประเด็น ขุนนางบางคนเริ่มมองเขาด้วยสายตาแปลกไป —องค์ชายจันทรา… เปลี่ยนไป— เยี่ยนหมิงปรายตามองน้องชายเพียงชั่วครู่ รอยยิ้มยังคงเดิม หากในใจกลับขุ่นมัว เจ้าไม่ควรเด่นกว่าข้า หลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า ทั้งสองแยกย้ายกันออกจากท้องพระโรง --- ในเวลาเดียวกันนั้น หลิงอันออกมาเดินเล่นในสวนดอกไม้ใกล้วังชั้นใน ดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง กลิ่นหอมจาง ๆ ทำให้ใจสงบอย่างประหลาด นางก้มมองกลีบดอกไม้ พลางคิดถึงเส้นเรื่องในนิยาย ตรงนี้… ควรเป็นจุดที่องค์ชายหนึ่งผ่านมาพอดี…และก็ราวกับฟ้าลิขิตเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง “เจ้าเป็นใคร?” หลิงอันหันกลับไป เห็นบุรุษในฉลองพระองค์สีทองอ่อน ยืนสง่างาม แววตาอ่อนโยนชวนให้เชื่อใจ —องค์ชายเยี่ยนหมิง— หัวใจนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวนี่แหละ… ตัวร้ายที่แฝงความอ่อนโยน “ข้าน้อย หลิงอัน ชายาขององค์ชายจันทราเพคะ” นางค้อมศีรษะอย่างงดงาม ไม่มากไม่น้อย เยี่ยนหมิงยิ้ม “เช่นนั้นหรือ… น่าเสียดาย ดอกไม้ดี ๆ กลับอยู่ในตำหนักเงียบเช่นนั้น” เขาก้าวเข้ามาใกล้เกินควรหลิงอันกำลังจะถอย— “พี่ชาย” เสียงทุ้มเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง เยี่ยนหยางยืนอยู่ใต้เงาต้นไม้ สีหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาคมกริบจับจ้องมือของเยี่ยนหมิงที่ยื่นมา “ที่นี่เป็นสวนชั้นใน” เขากล่าวช้า ๆ “ไม่เหมาะให้พี่อยู่ลำพังกับชายาของข้า” บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที เยี่ยนหมิงหัวเราะเบา ๆ ถอนมือกลับ “ข้าเพียงทักทาย… น้องชายช่างหวงจริง” เยี่ยนหยางไม่ตอบ เพียงก้าวมาข้างหลิงอันโดยไม่รู้ตัว การกระทำนั้น—ชัดเจนเกินคำพูดใด หลิงอันเหลือบมองเขา หัวใจอุ่นวาบเขา… ปกป้องข้า เยี่ยนหมิงสบตานางครั้งสุดท้าย รอยยิ้มยังคงงดงาม แต่ในแววตา—ความอยากได้ ปรากฏชัดหลิงอัน… ข้าจะเอาชนะเจ้าให้ได้เสียงกลองพิธีดังขึ้นก้องวังหลวง เช้าวันนี้ ลานพิธีแน่นขนัดไปด้วยขุนนาง ราชวงศ์ และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วแคว้น นี่คือวันอภิเษกขององค์ชายทั้งสองก่อนพิธี — คู่เยี่ยนหมิงไป๋เสวี่ยอันยืนอยู่ข้างเยี่ยนหมิง นางแต่งกายสมฐานะพระชายา สีหน้าเรียบแต่แววตามั่นใจ“อีกไม่นาน หม่อมฉันก็จะเป็นชายาของพระองค์อย่างเป็นทางการแล้ว”นางเอ่ยเสียงต่ำ แฝงความหมาย“ต่อไป เราควรช่วยกันวางแผนเรื่องในวังหลังบ้างนะเพคะ”เยี่ยนหมิงปรายตามองนางแววตานั้นเย็นจัด…และคมกริบ“เจ้าอย่าคิดไกลเกินฐานะ”ไป๋เสวี่ยอันชะงัก “หม่อมฉันหมายความว่า—”“เจ้าคือผู้ถูกเลือกเพราะ เหมาะสม ไม่ใช่เพราะข้าต้องการ”เสียงเขาเรียบ แต่คำพูดกลับร้ายกาจ“อย่าสำคัญตัวผิด”ใบหน้าของไป๋เสวี่ยอันซีดลงทันที มือที่ซ่อนในแขนเสื้อกำแน่น“พระองค์ตรัสเช่นนี้…หมายความว่าอย่างไร”เยี่ยนหมิงก้มลงเล็กน้อย กระซิบใกล้หูอย่างไม่เกรงใจ“หมายความว่า ต่อให้เจ้าเป็นชายาของข้า ก็อย่าคิดว่าข้าจะปฏิบัติกับเจ้าเหมือนหญิงที่ข้ารัก”ดวงตาของไป๋เสวี่ยอันสั่นไหว ความไม่พอใจแล่นวาบขึ้นมาทันที“หม่อมฉันไม่ใช่ผู้หญิงไร้ค่า”เสียงนางแข็งขึ้น“พระองค์อย่าลืมว่า หากไม่มีหม่อมฉัน
องค์ชายจันทราก้าวเข้าสู่ห้องทรงงานของจักรพรรดิในยามสาย แสงอาทิตย์ลอดผ่านฉากไม้แกะสลัก สาดลงบนโต๊ะทรงงานที่เต็มไปด้วยฎีกา“ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อ”จักรพรรดิเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นบุตรชายคนรอง“เข้ามานั่งเถิด วันนี้ไม่มีเรื่องสำคัญ แค่อยากคุยสัพเพเหระ”เยี่ยนหยางรับคำ ก่อนจะนั่งลงอย่างสำรวม บทสนทนาเริ่มต้นด้วยเรื่องทั่วไป—การจัดงานเลือกคู่ ความเรียบร้อยในวัง การศึกชายแดนที่สงบลง เขาตอบไปตามมารยาท แต่สายตากลับเผลอเหลือบไปยังชั้นวางด้านหลังจักรพรรดิ ตรงนั้น…มีกล่องไม้จันทน์ใบหนึ่งเปิดแง้มอยู่และในกล่องนั้น—มี ปิ่นปักผมสีเงินเรียบ ๆ ลายดอกเหมย หัวใจของเยี่ยนหยางกระตุกวูบอย่างไร้เหตุผล จักรพรรดิที่สังเกตเห็นสายตานั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าเห็นมันแล้วสินะ”เยี่ยนหยางชะงัก “ปิ่นนั่นคือ…”จักรพรรดิเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมนั้นขึ้นมาปลายนิ้วที่เคยเด็ดขาดในสนามการเมือง กลับอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด“ของมารดาเจ้า”คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงเยี่ยนหยางไม่เคยเห็นสิ่งของของมารดามาก่อน ในความทรงจำของตัวละครนี้—นางจากไปเร็วเกินไปไร้คำอธิบาย ไร้พิธีใหญ่โต จักรพรรดิหัวเราะเบา ๆ
ค่ำคืนนั้นลมหนาวพัดแรงกว่าทุกคืน บ้านดินเผาหลังเล็กนอกเมืองหลวง ไฟในเตาหลอมยังไม่ดับช่างหลิวนั่งก้มหน้า ปั้นดินด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขารู้สึกไม่ดีเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่ตลอดเวลาเสียง แกรก เบา ๆ ดังจากหลังคามช่างหลิวเงยหน้าหัวใจหล่นวูบมเงาดำร่อนลงอย่างเงียบเชียบมือหนึ่งจับมีด อีกมือกดผ้าปิดหน้า “ถึงเวลาแล้ว”เสียงแหบต่ำดังขึ้น “เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้”ช่างหลิวถอยหลัง ชนชั้นวางเครื่องปั้นแตกกระจาย“ข้า—ข้าไม่ได้ทำอะไร!”เขาร้องเสียงสั่น “ข้าแค่ช่างปั้นธรรมดา!”เงาดำไม่ตอบมีดสะท้อนแสงไฟวาบเดียวแต่ในจังหวะที่คมมีดกำลังจะฟาดลง—ฉึก! เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นประกายไฟกระเด็นเงาดำชะงัก ร่างหนึ่งโผล่จากเงามืดด้านข้างสวมเสื้อผ้าธรรมดา หน้าปิดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตา… เย็นและคมราวจันทราในคืนมืด“ใครอนุญาตให้เจ้าลงมือในพื้นที่ของข้า”มือสังหารถอยเปลี่ยนท่าจู่โจมทันทีการต่อสู้เกิดขึ้นในพื้นที่แคบเสียงดินแตก ไม้หัก ลมหายใจหนักหน่วงปะทะกันมือสังหารฝีมือดีแต่คนตรงหน้าดีกว่า รวดเร็วกว่าเด็ดขาดกว่าและ…ไม่ลังเล ฉึก! มีดปักเข้าลำคอ เลือดสาดเปื้อนพื้นดินเผาร่างเงาดำทรุดลงไร้เสียงสุดท้าย ช่างหลิวนั
ลมยามสายพัดผ่านสวนดอกเหมย กลีบสีขาวอมชมพูปลิวโปรยลงมาตามทางเดินหิน เยี่ยนหยางเดินเคียงหลิงอันจังหวะก้าวไม่เร็วไม่ช้า มือหนึ่งถือแขนเสื้อนางไว้เบา ๆ ตามธรรมเนียม เป็นท่าทีที่ไม่ล้ำเส้น แต่ก็ไม่เปิดช่องให้ใครอื่น ขันทีและนางกำนัลที่เดินตามหลัง ต่างลดสายตาลงอย่างรู้หน้าที่ แต่แววตาที่แอบเหลือบมองมาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น“ดอกเหมยปีนี้งามมาก”หลิงอันเอ่ยเสียงเบาเยี่ยนหยางยิ้มจาง ๆ “เพราะมีคนชมมันอยู่ข้าง ๆ กระมัง”นางเงียบไปเล็กน้อยแก้มขึ้นสีอ่อน ๆ ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มก็ดังขึ้นจากทางแยกด้านหน้า องค์ชายตะวัน เยี่ยนหมิง เดินเคียงข้างไป๋เสวี่ยอัน สีหน้าทั้งคู่เรียบเฉยตามมารยาท แต่แววตาไม่เป็นมิตรนัก“องค์ชายจันทรา”เยี่ยนหมิงเอ่ยทักก่อน “บังเอิญนัก”เยี่ยนหยางหยุดยืน โค้งคำนับเล็กน้อยอย่างถูกต้องตามฐานันดร“องค์ชายตะวัน”หลิงอันทำความเคารพตามธรรมเนียม ยังไม่ทันจะเอ่ยอะไร—เยี่ยนหมิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ สายตามองตรงมาที่หลิงอัน“ชายาหลิงอัน หลังพิธีเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้กล่าวแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ”เขายื่นมือออกมาเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะเชื้อเชิญให้เข้าใกล้ แต่ในจังหวะนั้น—เยี่
หัวค่ำของวังหลวงเงียบสงบกว่าที่คิด แสงโคมไฟถูกจุดเรียงรายตลอดทางเดิน กลิ่นธูปหอมจาง ๆ ยังหลงเหลือจากพิธีเลือกคู่ที่เพิ่งจบลงไม่นาน หลิงอันเพิ่งกลับมาถึงตำหนักของตน ยังไม่ทันได้ถอดเครื่องประดับ ปิ่นปักผมรูปจันทราที่ปักอยู่บนเส้นผมก็สะท้อนแสงโคมวับไหว เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน—ช่วงเวลาที่ทั้งลานพิธีเงียบงัน ก่อนเสียงฮือฮาจะดังขึ้นเมื่อองค์ชายจันทราเดินมาหยุดตรงหน้านาง“ยังไม่ถอดอีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเห็นเยี่ยนหยางยืนพิงกรอบประตู สีหน้าผ่อนคลายกว่าตอนอยู่ในลานพิธีมาก หน้ากากถูกถอดออกแล้ว เหลือเพียงใบหน้าคมงามที่ทำให้นางใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่มอง เมื่อประตูตำหนักปิดลง เมื่อไม่มีคนอื่นอยู่ โลกทั้งใบเหมือนเปลี่ยนไป หลิงอันเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“เฟิงเหยา… นายมาได้ยังไง”เขาเดินเข้ามาใกล้ ชะลอฝีเท้าราวกับตั้งใจให้ระยะห่างค่อย ๆ หายไป“ก็อยากมาดูแฟนตัวเองไง”คำว่า แฟน ทำเอาหลิงอันหน้าแดงวูบ“อย่าพูดแบบนี้สิ ยังอยู่ในวังนะ”เยี่ยนหยางเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากอย่างคนรู้ทัน“ตอนนี้มีแค่ฉันกับเธอ ไม่ต้องก
ตำหนักของจักรพรรดินีในยามค่ำยังคงเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับกดดันราวกับมีเงามืดแผ่ปกคลุม จักรพรรดินีนั่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังลานพิธีที่กำลังจัดเตรียมอยู่ไกลลิบ แสงโคมแขวนเรียงรายเป็นแนวยาว ผืนพรมพิธีถูกปูอย่างประณีต ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ…มากเกินไป“องค์ชายจันทราเคลื่อนไหวบ่อยขึ้นจริง ๆ”นางกล่าวขึ้นเบา ๆ โดยไม่หันกลับมา หัวหน้านางกำนัลก้มศีรษะ“เพคะ ทั้งในวังหน้าและวังหลังต่างเริ่มเอ่ยถึงพระองค์มากขึ้นโดยเฉพาะหลังศึกครั้งล่าสุด”ปลายนิ้วจักรพรรดินีขยับช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก แต่ดวงตาเย็นเยียบ“ลูกของสนมผู้นั้น…”นางเอ่ยเสียงแผ่ว“จะหน้าตาอัปลักษณ์เพียงใดกัน”ความทรงจำเก่า ๆ ที่ควรถูกฝังเริ่มขยับตัวอีกครั้ง“วันเลือกคู่ใกล้เข้ามาแล้ว”จักรพรรดินีกล่าวต่อ“พิธีนี้จะเป็นเครื่องเตือนว่า ใครควรอยู่ตรงไหนของวังนี้”---เช้าวันถัดมา ลานพิธีเลือกคู่หลวงถูกจัดเตรียมอย่างยิ่งใหญ่ เสาแดงสูงเรียงราย ม่านไหมสีทองพลิ้วไหวตามสายลม เสียงระฆังจากวัดหลวงดังเป็นจังหวะ สร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ คือ วันเลือกคู่ ขุนนางชั้นสูงและตระกูลใหญ่ทยอยเข้าประจำที่ เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแ







