Masukจวนรุ่ยอ๋องในเมืองหลวงแม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่โตแต่กลับได้รับการดูแลอย่างดี เฉินกุ้ยเฟยพระมารดาของรุ่ยอ๋องเป็นพระสนมที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด เห็นได้จากยามที่รุ่ยอ๋องได้รับพระราชทานที่ดินบรรดาศักดิ์ หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงพระราชทานดินแดนทางเหนือทั้งหมดให้เป็นที่ดินศักดินาของรุ่ยอ๋อง กองกำลังพิทักษ์อุดรที่เดิมทีเป็นของสกุลเฉินซึ่งเป็นสกุลเดิมของเฉินกุ้ยเฟย ยามนี้จึงกลายเป็นกองกำลังของรุ่ยอ๋องไปโดยปริยาย
แม้ว่าเฉินกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปรานสูงสุด อีกทั้งรุ่ยอ๋องเป็นพระโอรสพระองค์แรก แต่ความขัดแย้งระหว่างรุ่ยอ๋องและหลี่เสวียนฮ่องเต้กับรุนแรงจนเป็นที่กล่าวถึงของคนในวัง คนทั่วไปต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะรุ่ยอ๋องไม่พอพระทัยที่หลี่เสวียนฮ่องเต้แต่งตั้งองค์ชายรองหลี่ไท่หยางเป็นองค์รัชทายาท แต่คนที่รู้ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวังหลวงดีเช่นนาง ย่อมจะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะรุ่ยอ๋องไม่พอพระทัยที่หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงทอดทิ้งสกุลเฉิน ปล่อยให้รับมือกับสภาพอากาศอันเลวร้ายและต้านทานข้าศึกตามลำพังโดยไม่ส่งกองกำลังไปช่วย สุดท้ายบุรุษสกุลเฉินทั้งสิบชีวิตต้องพลีชีพในสนามรบ เหลือแค่เพียงเด็กและสตรีเพียงเท่านั้น
“ต้องขออภัยด้วยคุณหนูเฝิง ท่านอ๋องของพวกเราไม่ต้อนรับแขกขอรับ” พ่อบ้านของจวนรุ่ยอ๋องออกมาต้อนรับนางด้วยตนเอง นับว่าเป็นการให้เกียรตินางพอสมควร แต่เฝิงหมิงเยวี่ยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องมารยาทแล้วด้วยกังวลว่าหากชักช้าองค์รัชทายาทอาจจะทำเรื่องที่ทำให้นางไม่อาจจะเก็บงำฝีมือของตนเองเอาไว้ได้อีก
“รบกวนท่านพ่อบ้านไปทูลท่านอ๋องว่า พี่ชายของข้าทิ้งบางสิ่งที่อาจจะช่วยเหลือท่านอ๋องได้ รับรองได้เลยว่าจะสามารถช่วยให้ท่านอ๋องผ่านพ้นความยากลำบากในช่วงนี้ไปได้แน่” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้พ่อบ้านรีบขานรับแล้วนำคำพูดของนางไปถ่ายทอดให้รุ่ยอ๋องอย่างไม่มีตกหล่นเลยสักคำ
“ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดประโยคนี้จะออกมาจากปากคนที่กำลังตกที่นั่งลำบากเช่นนาง ช่างเถิด! ถือเสียว่าเห็นแก่หมิงหยวนให้นางเข้ามาเถิด” รุ่ยอ๋องเอ่ยพลางโบกมือทำให้พ่อบ้านรีบไปเชิญเฝิงหมิงเยวี่ยให้เข้าไปในจวนทันที
เฝิงหมิงเยวี่ยเดินเข้าไปในจวนอ๋องโดยมีตงหลันและตงเสวี่ยที่ติดตามมาทีหลังเดินติดตามนางเข้าไปในจวน รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงเคยเป็นสหายในวัยเยาว์ของเฝิงหมิงหยวน เฝิงหมิงหยวนเคยเล่าให้นางฟังว่าหลี่ไท่หลงเป็นองค์ชายใหญ่ผู้มากด้วยพละกำลัง สามารถต่อสู้กับเสือด้วยมือเปล่า ยิงธนูแม่นราวจับวาง อีกทั้งยังมีความสามารถโดดเด่นทางด้านการต่อสู้ตามแบบฉบับคนสกุลเฉิน แต่กลับเจ้าเล่ห์และมีไหวพริบตามแบบฉบับของคนสกุลหลี่ เฝิงหมิงหยวนเคยบอกกับนางว่าวันหน้านางจะเป็นศัตรูกับใครก็ได้แต่ห้ามเป็นศัตรูกับหลี่ไท่หลงอย่างเด็ดขาด เพราะคนผู้นี้ไม่มีคำว่าปรานีกับคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของเขา
“หมิงเยวี่ย คารวะท่านอ๋องเพคะ” เมื่อเข้าไปในโถงรับแขกสิ่งแรกที่เฝิงหมิงเยวี่ยเห็นก็คือชายหนุ่มผู้หนึ่งมีร่างกายสูงโปร่งกำลังนั่งจิบน้ำชาอยู่ กลิ่นอายดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาทำให้นางรู้ว่าไม่อาจจะล้อเล่นกับเขาได้ ยามที่นางเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเขา ก็พบว่าสายตาคมเข้มของเขาที่จ้องมองมาทำให้นางเนื้อตัวสั่นระริกด้วยความหวาดหวั่น ยิ่งเมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้นางจะพูดกับเขาด้วยเรื่องที่อาจจะทำให้เขาไม่พอใจจิตใจของนางก็ยิ่งสั่นไหว
“ไม่ต้องมากพิธี เจ้าบอกข้ามาเถิดว่าบุตรสาวของขุนนางต้องโทษเช่นเจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องใด หากต้องการให้ข้าช่วยออกหน้าขอความเมตตาให้เจิ้งกั๋วกงข้าขอบอกเอาไว้เลยว่าข้าได้ทำลงไปแล้ว แต่ตาแก่หัวรั้นในวังหลวงผู้นั้นไม่เคยฟังข้า หากข้าออกหน้าไปช่วยเหลือท่านกั๋วกงอีกครั้งมีแต่จะทำร้ายเขาเพียงเท่านั้น” ถ้อยคำของรุ่ยอ๋องทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยนิ่งงันไป นางไม่เคยรู้เลยว่าเขาเคยไปขอพระเมตตาจากฝ่าบาทให้ท่านพ่อของนาง...
“ที่หม่อมฉันมาในวันนี้หาได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ยากของท่านพ่อของหม่อมฉัน แต่สาเหตุที่หม่อมฉันมาที่นี่ล้วนเกี่ยวข้องกับความทุกข์ยากของท่านอ๋องโดยตรงเพคะ” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้หลี่ไท่หลงเลิกคิ้วขึ้น เขาจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยถามออกมาตามตรง
“เจ้าพูดมาตามตรงเถิดไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา หมิงหยวนไม่มีทางทิ้งบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ให้ข้า ยิ่งเป็นของที่ช่วยให้ข้าพ้นจากความทุกข์ยากก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้” เมื่อรุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงเอ่ยเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็ยิ้มออกมา
“สิ่งที่พี่ใหญ่ทิ้งเอาไว้ก็คือหม่อมฉันอย่างไรเล่าเพคะ และหม่อมฉันก็สามารถช่วยแก้ไขความกังวลใจให้แก่ท่านอ๋องได้” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยจบก็หันไปส่งสายตาให้ตงเสวี่ย ตงเสวี่ยจึงได้ส่งสัญญาณให้คนของนางนำหีบใบหนึ่งเข้ามา ตงเสวี่ยเปิดหีบใบนั้นออกแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะมั่นคงนัก
“ทูลท่านอ๋อง ในหีบใบนี้คือตั๋วเงินจำนวนหนึ่งแสนตำลึงเพคะ” คำพูดของตงเสวี่ยทำให้หลี่ไท่หลงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง เขาจ้องหีบที่ใส่ตั๋วเงินแล้วจึงตวัดสายตาไปทางเฝิงหมิงเยวี่ย
“คุณหนูเฝิง เจ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” รุ่ยอ๋องถามออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงนี้หากนางนำมามอบให้เขาก็จะช่วยให้เขาพ้นจากความทุกข์ยากในช่วงนี้ได้จริงๆ
“ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งแสนตำลึงนี้จะเป็นของท่านอ๋องในทันทีหากท่านอ๋องตอบตกลงที่จะมอบตำแหน่งพระชายาเอกของท่านอ๋องให้หม่อมฉัน” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็สบถออกมาในทันที
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ”
“หม่อมฉันไม่ได้บ้าเพคะ หากท่านอ๋องตอบตกลงไม่ใช่แค่เพียงตั๋วเงินในหีบนี้ แต่ท่านอ๋องยังจะได้เงินปันผลจากกิจการส่วนตัวของหม่อมฉัน ในฐานะที่พวกเราเป็นคู่ชีวิตกันหม่อมฉันจะไม่ปล่อยให้ท่านอ๋องขาดแคลนเงิน” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงก็พลันหรี่ตาลง เขาจ้องมองนางครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามออกมาเสียงเบา
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเอาเรื่องที่เจ้ายักยอกเงินที่ควรจะถูกยึดไปบอกฝ่าบาทหรือ” คำถามของเขาทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยส่ายหน้าในทันที
“ไม่กลัวเพคะ เพราะถ้าท่านอ๋องทำเช่นนั้นก็จะเป็นสละเรือของตนเองทิ้งไป ยามนี้หม่อมฉันคือเรือใหญ่ที่เหมาะจะให้ท่านอ๋องโดยสาร หากท่านอ๋องขอความช่วยเหลือจากฝ่าบาทสิ่งที่ได้มานอกจากความช่วยเหลือแล้วก็จะมีข้อแม้ต่างๆ จากฝ่าบาทอีกมากมาย แต่ถ้าหากท่านอ๋องได้รับความช่วยเหลือจากหม่อมฉัน สิ่งเดียวที่หม่อมฉันขอก็คือการเป็นพระชายาเอกของท่านอ๋องเพคะ” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้หลี่ไท่หลงนิ่งงันไป
“ข้าเคยประกาศออกไปแล้วว่าข้าจะไม่แต่งภรรยา” คำพูดของเขาทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยพยักหน้า
“เรื่องเช่นนี้พอมีความรักเข้ามาเกี่ยวข้องก็สามารถปัดตกทุกคำพูดที่เคยกล่าวเอาไว้ได้เพคะ” คำพูดของนางทำให้หลี่ไท่หลงส่ายหน้า
“ทุกคนรู้กันดีว่าเจ้ารักน้องรองของข้า”
“นั่นเป็นเรื่องในอดีตเพคะ”
“...” นับเป็นครั้งแรกที่มีคนทำให้เขาหาถ้อยคำมาโต้เถียงไม่ได้ และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจก็คือ นางไม่ได้กลัวเขา
“เจ้าไม่กลัวข้าหรือ” คำถามของเขาทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยจ้องมองเขาอย่างสำรวจอีกครั้ง ร่างกายสูงใหญ่ดูผอมบางภายใต้เสื้อผ้าสีดำขลิบทองของเขา ดวงหน้าคมเข้มและดูดุดันอยู่บ้าง คิ้วหนา ตาโต จมูกโด่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไรคนผู้นี้ก็มีรูปร่างหน้าตาดี หากตัดรังสีดุดันที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาทิ้งไป รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงผู้นี้ก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงามที่หาตัวจับยากคนหนึ่ง
“หากท่านอ๋องไม่ถลึงตาใส่หม่อมฉัน ความกลัวของหม่อมฉันก็จะลดลงเพคะ” คำตอบของนางทำให้รุ่ยอ๋องพ่นลมหายใจออกมา แต่เขายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากโต้เถียงกับนางเสียงรายงานของพ่อบ้านทำให้เขาชะงักไปในทันที
“ทูลท่านอ๋อง องค์รัชทายาทเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ แถมยังพากองกำลังของตำหนักบูรพามาด้วย” เมื่อพ่อบ้านรายงานเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็หันมาจ้องมองเฝิงหมิงเยวี่ยในทันที
“ขอท่านอ๋องได้โปรดรีบให้คำตอบ หากชักช้าตัวข้าอาจจะถูกจับตัวเข้าไปในตำหนักบูรพา เมื่อความบริสุทธิ์ถูกทำลายไปแล้วต่อให้ท่านอ๋องคิดจะตอบตกลงก็คงจะไม่ทันแล้ว” คำพูดของเฝิงหมิงเยวี่ยทำให้รุ่ยอ๋องขมวดคิ้ว
“หมิงเยวี่ย เจ้ามาทำอะไรที่นี่” เสียงขององค์รัชทายาททำให้รุ่ยอ๋องปลดแส้ที่คาดเอวออกมา สะบัดแส้ออกมาคราแรกเพื่อปิดฝาหีบใส่ตั๋วเงิน สะบัดแส้ออกมาครั้งที่สองเพื่อดึงร่างของเฝิงหมิงเยวี่ยเข้าไปหาเขา แรงสะบัดของแส้ม้วนร่างของนางเข้ามาทำให้ร่างของนางเสียหลักนั่งลงไปบนตักของเขาพอดี
“หมิงเยวี่ย!” ทันทีที่องค์รัชทายาทเดินเข้ามาในโถงรับรอง สิ่งแรกที่เห็นก็คือเฝิงหมิงเยวี่ยกำลังนั่งอยู่บนตักของบุรุษผู้หนึ่ง และบุรุษคนนั้นก็คือรุ่ยอ๋องพระเชษฐาผู้น่าเกรงขามของเขาเอง...
ภัตตาคารฝูไหลคือภัตตาคารเลื่องชื่อในเมืองหลง ไม่ใช่แค่เพียงผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่มาดื่มกินที่นี่แม้แต่เชื้อพระวงศ์อันสูงศักดิ์ก็ยังมาที่ภัตตาคารแห่งนี้เป็นประจำ หยวนเฟยหยางเองก็มักจะมาสังสรรค์กับสหายที่ล้วนเป็นคุณชายใหญ่ในเมืองหลวงที่นี่ ห้องรับรองที่เขาจองเป็นประจำอยู่บนชั้นสองของร้าน นับเป็นห้องรับรองที่ดีมากที่สุดของภัตตาคารมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วภัตตาคารแห่งนี้เป็นกิจการขององค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่ง นอกจากห้องรับรองพิเศษสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่ยินดีจะจ่ายเงินมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้นั่งดื่มกินในห้องรับรองอันหรูหราและมีความเป็นส่วนตัว ภัตตาคารแห่งนี้ยังมีห้องรับรองที่มีความพิเศษมากขึ้นไปอีกนั่นก็คือห้องรับรองส่วนตัวของเจ้าของกิจการอย่างองค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่งองค์หญิงใหญ่และหยวนเฟยหยางเคยขัดแย้งกันมาหลายครั้ง แม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่านางและองค์รัชทายาทแค่เพียงห้าปี แต่เขากลับเป็นอาจารย์ที่หลี่ไท่หลงเชื้อเชิญมาสอนพระโอรสและพระธิดา องค์ชายทั้งสามทั้งเคารพและเชื่อฟังอาจารย์ผู้นี้แถมยังยกย่องว่าเขาไม่เพียงสอนให้เข้าใจง่ายกว่าอาจารย์คนก่อนๆ ที่แก่ชรา แต่ยังมักจะทำตัวเป็น
นิ่งซูชิงจ้องมององค์รัชทายาทด้วยสายตาอันแน่วแน่แล้วจึงได้เอ่ยถามองค์รัชทายาทออกมาตามตรง“อ้อ! ทรงเคยตรัสออกมาเช่นนี้เลยหรือเพคะ” คำถามของนิ่งซูชิงทำให้องค์รัชทายาทรีบดึงร่างของนางมาโอบกอดเอาไว้ในทันที“ข้าเคยพูดเช่นนั้นจริงๆ แต่ความรู้สึกของข้าทั้งจริงจังและซื่อตรงมากกว่านั้น ข้ารักเจ้ามาก รักมาตั้งแต่เริ่มจะเรียนรู้เรื่องความรักฉันท์หนุ่มสาว ข้าทำใจไม่ได้หากตนเองจะไม่ได้ครองคู่กับเจ้า ดังนั้นจึงสามารถทำทุกวิธีเพื่อที่จะได้เจ้ามาครอบครอง” คำพูดขององค์รัชทายาททำให้นิ่งซูชิงยิ้มออกมา นางเอนกายซบร่างของเขาแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ“เช่นนั้นก็ทรงประกาศออกไปตามตรงเถิดเพคะ ว่าทรงตั้งพระทัยว่าจะไม่รับพระชายารองและอนุแล้ว สตรีเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องหาเรื่องตายให้ตนเอง ไม่ใช่ว่าหม่อมฉันเป็นห่วงพวกนางหรอกนะเพคะ พวกนางกล้าคิดจะแย่งชิงองค์รัชทายาทกับหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมไม่คิดจะปรานีพวกนางอยู่แล้ว หม่อมฉันแค่เพียงเป็นห่วงชื่อเสียงอันดีงามขององค์รัชทายาท ทรงเข่นฆ่าได้ก็แค่คนชั่วในราชสำนักและข้าศึกในชายแดนเพียงเท่านั้น อย่าทำให้ต้องแปดเปื้อนเพราะสตรีโง่เขลาเหล่านั้นอีกเลย” เมื่อนิ่งซูชิงเอ่ยออกมาเช่นนี้องค์ร
แม้ว่าพระชายาองค์รัชทายาทจะไม่ใช่คุณหนูสกุลใหญ่ในเมืองหลวงแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลน ทุกคนต่างรู้ดีว่านิ่งซูชิงคือสตรีที่องค์รัชทายาททรงหมายปองมาตั้งแต่นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น นางเป็นหลานสาวต่างสกุลของเฉินไทเฮา บิดาของนางคือสหายสนิทของหลี่ไท่หลงฮ่องเต้ นางเป็นพระสุณิสาที่ทั้งหลี่ไท่หลงฮ่องเต้และเฝิงฮองเฮาทรงโปรดปราน จึงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินพระชายาองค์รัชทายาทผู้นี้ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงเกินแต่ก็มีหลายคนที่อยากจะยัดเยียดตนเองเข้าตำหนักบูรพา องค์รัชทายาททั้งรูปงามและมีความสามารถโดดเด่น สตรีบางคนก็คิดว่าคุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงยัดเยียดตนเองเข้าบูรพาแม้ว่าผลสุดท้ายอาจจะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตาม“สตรีพวกนั้นช่างไม่รู้จักดูเงาหัวของตัวเองเสียบ้างเลย คนอย่างเสด็จพี่ของข้ามีหรือที่จะยอมให้พวกนางใช้เล่ห์กลกับเขาได้” องค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่งตรัสออกมาพลางจ้องมองพระชายาองค์รัชทายาทที่ในยามนี้ยังคงนั่งดื่มชาอย่างสบายอกสบายใจ“เพียงแต่ชิงชิง เจ้าไม่กลัวหรือว่าสักวันเสด็จพี่ของข้าจะพลาดท่าหลงกลพวกนางเข้าสักวัน” คำถามขององค์หญิงใหญ่ทำให้นิ่งซูชิงยิ้มออกมา ส่วนคนที่เดินมาทางด้านหลังกลับเป็นคนตอบ
นิ่งซีเจ๋อคือนายท่านใหญ่สกุลนิ่งผู้นำสกุลคนปัจจุบัน เขามีบุตรชายและบุตรสาวรวมกันถึงห้าคน เฉินซูเมี่ยวผู้เป็นนายหญิงสกุลนิ่งตั้งครรภ์แค่เพียงสองครั้งแต่กลับคลอดลูกแฝดทั้งสองครั้ง ครั้งแรกเป็นแฝดสามชายสองหญิงหนึ่ง ครั้งที่สองเป็นแฝดหงส์คู่มังกร ชายหนึ่ง หญิงหนึ่งเฉินซูเมี่ยวคือนายหญิงของป้อมสกุลนิ่ง แม้ว่าป้อมสกุลนิ่งจะเคยประกาศว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับราชสำนักและจะไม่เลือกสวามิภักดิ์ฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ยามนี้นายหญิงของป้อมกลับเป็นหญิงสาวที่มาจากสกุลขององค์ไทเฮา บรรดาผู้อาวุโสจึงไม่ค่อยจะยอมรับสถานะของนางเท่าใดนัก แต่เพราะท้องของนางทำงานได้ดี คลอดสองครั้งมีบุตรชายออกมาถึงสามคน บุตรสาวอีกสองคน สถานะนายหญิงของนางจึงไม่มีผู้ใดกล้าไม่ยอมรับอีกเมื่อหลายปีก่อนอยู่ๆ นายท่านใหญ่ก็รับบุตรชายของสหายมาเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งหน้าตาและความสามารถของบุตรบุญธรรมผู้นั้นทำให้เกิดกระแสข่าวลือขึ้นมาว่าแท้จริงแล้วคุณชายสามที่รับเลี้ยงดูคือบุตรนอกสมรสของนายท่านใหญ่ที่แอบเลี้ยงดูอยู่นอกจวน และข่าวลือนี้ทำให้ฮูหยินใหญ่ของจวนอย่างเฉินซูเมี่ยวอดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้“เจ้าสามบ้านข้ายิ่งโตก็ยิ่งมีใบหน้าเหมือนสามีของข้าจริง
ใช้ชีวิตอยู่แดนเหนือได้สิบห้าปีเฝิงหมิงเยวี่ยก็ต้องติดตามสวามีเข้าเมืองหลวง หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงประกาศสละราชสมบัติเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ องค์รัชทายาทหลี่ไท่หลงจึงก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์แทน แล้วแต่งตั้งหลี่เสวียนฮ่องเต้ขึ้นเป็นไท่ซ่างหวงพระราชทานตำหนักสี่ฤดูให้เป็นที่ประทับของไท่ซ่างหวงพระชายาองค์รัชทายาทอย่างเฝิงหมิงเยวี่ยจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮา หลี่เลี่ยงหวงได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาท หลี่เลี่ยงเฟิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้น หลี่เลี่ยงหรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นฉู่อ๋อง หลี่เลี่ยงรุ่ยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรุ่ยอ๋อง เนื่องจากท่านอ๋องทั้งสองพระองค์ยังทรงพระเยาว์จึงได้รับพระราชทานอนุญาตให้รั้งอยู่ในวังหลวงจนกว่าจะเติบใหญ่แล้วจึงค่อยย้ายออกไปยังดินแดนบรรดาศักดิ์ของตนเองตามธรรมเนียม“ปีนี้องค์รัชทายาทมีอายุย่างสิบสี่แล้ว ทางราชสำนักถวายฎีกาเรื่องตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทแล้ว” เมื่อหลี่ไท่หลงฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็ทอดถอนใจออกมาในทันที“เรื่องนี้ทางไท่ซ่างหวงทรงตรัสอย่างไรบ้างเพคะ” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสบายใจน
แม้ว่าจะเคยประกาศเอาไว้ว่าจะไม่ให้นางคลอดทายาทให้อีกแล้ว แต่มีหรือที่คนอย่างองค์รัชทายาทจะละทิ้งเรื่องบนเตียงได้ อีกทั้งยังไม่อยากให้นางต้องดื่มยาห้ามครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผลสุดท้ายเฝิงหมิงเยวี่ยก็ตั้งครรภ์ติดต่อกันถึงสามครั้ง จวบจนนางคลอดพระราชนัดดาองค์ที่สี่ออกมาองค์รัชทายาทจึงทรงออกคำสั่งให้ไป๋เฟิงเขียนเทียบยาให้เขา เพื่อที่วันหน้าเขาจะได้ไม่ต้องให้กำเนิดบุตรธิดาได้อีก“เจ้าแน่ใจนะว่าดื่มยาชามนี้เข้าไปแล้วจะแค่มีลูกไม่ได้ ไม่ใช่ทำอย่างอื่นไม่ได้ด้วยใช่ไหม” คำถามขององค์รัชทายาททำให้ไป๋เฟิงหัวเราะออกมา ส่วนเฝิงหมิงเยวี่ยที่เดินเข้าห้องหนังสือมาแล้วบังเอิญได้ยินคำถามประโยคนี้ขององค์รัชทายาทเข้าก็เลยอดถามเขามาตามตรงไม่ได้“อย่างอื่นที่ว่าหมายถึงเรื่องใดเพคะ” นางเอ่ยพลางเดินไปจ้องมองยาชามใหญ่ที่มีน้ำยาสีดำขุ่นข้นอยู่ภายใน กลิ่นที่ล่องลอยออกมาแม้ว่าจะอยู่ไกลถึงเพียงนี้ก็ยังรับรู้ได้ว่ายาชามนี้ไม่น่าจะดื่มลงไปสักเท่าใดนัก“ข้าก็แค่ไม่อยากมีลูกแล้ว แต่ก็ยังอยากร่วมหอกับเจ้าอยู่นะ หากสิ่งนั้นของข้ามันฝ่อไปเพราะยาของไป๋เฟิงเล่า” ถ้อยคำขององค์รัชทายาททำให้เฝิงหมิงเยวี่ยนิ่งงันไปอย่างคา
เฝิงหมิงเยวี่ยกอดคอของรุ่ยอ๋องเอาไว้อย่างแนบแน่น นางกำลังคำนวณว่าตอนที่เขาโยนนางลงไปบนพื้นนางจะตกลงไปด้วยท่วงท่าไหนจึงจะเจ็บตัวน้อยที่สุด แต่ตอนที่เขาอุ้มนางเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านประตูวงเดือนของเรือนชั้นในจนกระทั่งถูกพาเข้าไปในเรือนหลังหนึ่งที่น่าจะตั้งอยู่ใจกลางของตำหนักนางก็เริ่มมีความกังวลอีกอย่า
แม้ว่าเฝิงหมิงเยวี่ยจะรู้สึกตกใจที่อยู่ๆ ก็ถูกแส้ของรุ่ยอ๋องรัดร่างของนางทำให้นางเสียหลักนั่งลงไปบนตักของเขา แต่เมื่อนางได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะและความหวาดหวั่นขององค์รัชทายาทก็ทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยยังคงนั่งอยู่บนหน้าตักของรุ่ยอ๋องอย่างไร้ซึ่งความละอาย“หมิงเยวี่ย! เจ้าลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” องค์ร
เช้าวันรุ่งขึ้นเฝิงหมิงเยวี่ยตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าสดใส วันนี้นางตั้งใจว่าจะนั่งสำรวจบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดต้องใช้เงิน แม้จะรู้ดีว่าตอนนี้นางมีเงินไม่ขาดมือ แต่ก็ต้องจัดสรรปันส่วนให้ดีและนำมาใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นการนำเงินมาละลายเล่นอย่างน่าเสียดาย
พิธีอภิเษกขององค์รัชทายาทและคุณหนูใหญ่จวนอัครมหาเสนาบดีจางถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ข่าวการจับกุมเจิ้งกั๋วกงที่พึ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ทำให้ผู้คนต่างจับตามองและพากันพูดถึงงานพิธีอภิเษกในครั้งนี้มากเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างรู้กันดีว่า เดิมทีว่าที่พระชายาที่จะเข้าพิธีอภิเษกในวันนี้คือท่านหญ







