LOGINพิธีอภิเษกขององค์รัชทายาทและคุณหนูใหญ่จวนอัครมหาเสนาบดีจางถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ข่าวการจับกุมเจิ้งกั๋วกงที่พึ่งจะผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ทำให้ผู้คนต่างจับตามองและพากันพูดถึงงานพิธีอภิเษกในครั้งนี้มากเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างรู้กันดีว่า เดิมทีว่าที่พระชายาที่จะเข้าพิธีอภิเษกในวันนี้คือท่านหญิงหมิงเยวี่ยจากจวนเจิ้งกั๋วกง แต่ยามนี้จวนเจิ้งกั๋วกงตกต่ำและท่านหญิงหมิงเยวี่ยถูกปลด องค์รัชทายาทจึงทรงกราบทูลขอราชโองการเปลี่ยนตัวว่าที่พระชายา พอถึงงานวันอภิเษกทุกคนก็ต่างมารอชมกันว่า ว่าที่พระชายาที่ถูกเปลี่ยนตัวอย่างกะทันหันจะมีความงามเทียบเท่าท่านหญิงหมิงเยวี่ยหรือไม่
“คุณหนู จะนอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะเจ้าคะ” ตงหลันเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าเฝิงหมิงเยวี่ยกำลังนั่งพิงกองหมอนอยู่บนที่นอนด้วยสีหน้าอึมครึม
“ข้างนอกเสียงดังถึงเพียงนี้แล้วข้าจะนอนต่อได้อย่างไร” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้ตงหลันก็เม้มปากแน่น ส่วนตงเสวี่ยที่รู้สึกว่าเจ้านายของตนเองได้รับความไม่เป็นธรรมก็พูดขึ้นมาในทันที
“รังแกคุณหนูเกินไปแล้ว ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเส้นทางที่จะเข้าวังหลวงของคุณหนูใหญ่จวนอัครมหาเสนาบดีไม่ควรจะเป็นเส้นทางนี้ แต่ขบวนแห่กลับอ้อมมาผ่านถนนเส้นนี้จนได้” คำพูดของตงเสวี่ยทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยยิ้มออกมาในทันที
“ในเมื่อมีคนอยากให้ข้าเห็นความครึกครื้น เช่นนั้นข้าก็ควรจะออกไปดูสักหน่อยมิใช่หรือ” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยพลางขยับกายลุกขึ้นแล้วหันไปเอ่ยกับสาวใช้ทั้งสองคนของนางด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“พวกเจ้ามาช่วยข้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งตัวเถิด” เมื่อเฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยเช่นนี้ทั้งตงหลันและตงเสวี่ยก็รีบเข้ามาช่วยนางแต่งตัวด้วยความรวดเร็วอย่างที่เฝิงหมิงเยวี่ยก็ยังคาดไม่ถึง “…”
“คุณหนูเคยพูดกับบ่าวนี่เจ้าคะว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดความงามก็ต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ผู้คนมักจะสนใจรูปลักษณ์ภายนอกก่อนแล้วจึงจะสนใจนิสัยใจคอและความสามารถ” ตงหลันเอ่ยออกมาหลังจากที่ตรวจดูการแต่งแต้มใบหน้าให้แก่เฝิงหมิงเยวี่ยแล้ว
“ตำแหน่งพระชายาเอกนางแย่งชิงไปได้ก็ช่างเถิด แต่ความงามของคุณหนูนางไม่สามารถแย่งชิงไปจากคุณหนูได้แน่” ตงเสวี่ยเอ่ยออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยพยักหน้าพลางหัวเราะออกมา
“พวกเราไปดูความครึกครื้นด้านนอกกันเถิด” เมื่อเอ่ยจบเฝิงหมิงเยวี่ยก็เดินออกไปดูความครึกครื้นหน้าจวน
เสียงมโหรีดังมาจากที่ไกลๆ แต่หน้าจวนเก่าของสกุลเฝิงกลับมีเหล่าชาวบ้านมามุงดูกันมากมาย ยามที่เฝิงหมิงเยวี่ยเดินออกจากประตูมาสายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมองมาที่นาง ใบหน้าโดดเด่น สายตาคมกล้า กิริยาแช่มช้อย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ชุดสีชมพูอ่อนของนางทำให้นางดูบริสุทธิ์และบอบบาง เมื่อได้จ้องมองนางแล้วก็ไม่สามารถละสายตาไปจากนางได้เลย
เดิมทีงานอภิเษกของราชวงศ์ องค์รัชทายาทที่เป็นเจ้าบ่าวไม่จำเป็นต้องมารับเจ้าสาวด้วยพระองค์เอง แต่เพราะต้องการให้เกียรติจวนอัครมหาเสนาบดีและต้องการให้หน้าว่าที่พระชายาอย่างจางหว่านอวี๋ องค์รัชทายาทจึงขี่ม้าเข้าร่วมขบวนมาด้วย ยามที่ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังจะผ่านหน้าประตูจวนเก่าของสกุลเฝิงองค์รัชทายาทก็เริ่มจะรู้แล้วว่าเส้นทางการเดินขบวนไม่ถูกต้อง แต่ในเมื่อขบวนเดินเข้าถนนสายนี้มาแล้วก็ไม่อาจจะย้อนกลับได้
“...” ยามที่ได้เห็นเรือนร่างบอบบางในชุดสีชมพูอ่อนของเฝิงหมิงเยวี่ย ในพระทัยขององค์รัชทายาทก็พลันสั่นไหว ยิ่งยามที่ขบวนเข้าไปใกล้นางและได้สบตากับนางความเจ็บช้ำ ความอึดอัดพระทัยและความโกรธเกรี้ยวก็พลันปะทุออกมา การที่เขาและนางต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ต้องโทษคนวางแผนเส้นทางการเดินขบวน ในพระทัยขององค์รัชทายาทมัวแต่คิดว่าเมื่อเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกแล้วจะต้องสืบหาว่าเป็นผู้ใดที่ทำให้ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวต้องผ่านหน้าประตูจวนเก่าของสกุลเฝิง
เฝิงหมิงเยวี่ยสบสายตากับองค์รัชทายาทด้วยสายตาเย็นชา นางเผชิญหน้ากับความเจ็บช้ำและความเสียใจมาก่อนแล้ว ยามนี้ความรู้สึกของนางตกตะกอนจนไม่หลงเหลือสิ่งใดให้เก็บขึ้นมาเสียใจอีก แม้ว่าองค์รัชทายาททรงเป็นบุคคลที่โดดเด่นมากก็จริง แต่ยามนี้เมื่อตาของนางสว่างนางจึงพบว่าแท้จริงแล้วความโดดเด่นขององค์รัชทายาทไม่ได้เหนือกว่าองค์ชายองค์อื่นๆ ของหลี่เสวียนฮ่องเต้เลย
“มิน่าเล่า! จึงยังต้องอาศัยอำนาจสกุลเดิมของสตรีมาช่วยหนุนหลังตนเอง ที่แท้ก็เพราะเป็นคนไร้น้ำยานี่เอง” เฝิงหมิงเยวี่ยพึมพำพลางยิ้มออกมา นางไม่รู้ตัวเลยว่ายามนี้บังเอิญมีคนผู้หนึ่งหันมาจ้องมองนางในทันที ความสามารถในการอ่านริมฝีปากคนของเขาทำให้เขาเข้าใจคำพูดของนางทุกคำ…
“สตรีผู้นั้นคือใครกัน” รุ่ยอ๋องหันไปถามคนของตนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และคำตอบที่ได้รับก็ทำให้เขาก็ต้องหันไปมองนางอีกครั้ง “เฝิงหมิงเยวี่ย” ชื่อนี้ทำให้เขาอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ แม้ว่านางจะไม่ได้แต่งกายหรูหรา บนศีรษะมีแค่เพียงดอกไม้ผ้าและปิ่นไม้ แต่ความงามของนางกลับไม่ได้ถูกลดทอนลงไปเลย
ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางเข้าเมืองเขาก็ได้ยินเรื่องของเจิ้งกั๋วกงแล้ว ตอนนั้นในใจของเขาก็คาดเดาว่านางที่เป็นแค่เพียงสตรีตัวคนเดียว ทั้งถูกถอดยศ ถูกยึดทรัพย์และถูกยกเลิกการแต่งงานจะต้องตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เสียอีก แต่การที่นางยังคงมีความเป็นอยู่ที่ดี สีหน้าอิ่มเอิบอีกทั้งยังมายืนพึมพำด่าองค์รัชทายาทได้ด้วยใบหน้าเรียบเฉยทำให้เขาไม่อาจจะเมินเฉยต่อนางได้จริงๆ และตอนนี้สายตาของนางก็ไม่ได้มองที่องค์รัชทายาทแล้วแต่กลับมองไปที่เกี้ยวเจ้าสาวหลังโตโดยไม่คิดจะหลบเลี่ยงสายตา
เกี้ยวเจ้าสาวของพระชายาเอกองค์รัชทายาททั้งหรูหราและใหญ่โต ประดับผ้าไหมสีแดงปักดิ้นทองเป็นลวดลายมงคล ยามที่เกี้ยวเจ้าสาวผ่านหน้าประตูจวนเก่าสกุลเฝิง ผ้าม่านสีแดงสดถูกแง้มเปิดออกมาสองสายตาประสานกันอย่างโจ่งแจ้ง เฝิงหมิงเยวี่ยไม่หลบ คนในเกี้ยวก็ไม่ยอมหลบ พัดปิดหน้าเจ้าสาวถูกลดลงมาเผยให้เห็นริมฝีปากสีแดงสดที่กำลังแย้มยิ้มออกมาของจางหว่านอวี๋ทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ขอให้เจ้าโชคดี” คำพูดของนางหาใช่การประชดประชัน เมื่อนางนึกถึงคำพูดแต่ละคำขององค์รัชทายาทแล้วนางก็ริษยาจางหว่านอวี๋ไม่ลง แม้ว่าสายตาที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถางของจางหว่านอวี๋จะขัดเคืองนัยน์ตาอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดได้ว่าหลังจากนี้จางหว่านอวี๋จะต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนไร้หัวใจอย่างองค์รัชทายาท สิ่งที่เฝิงหมิงเยวี่ยมอบให้จางหว่านอวี๋ได้ในยามนี้ก็มีแค่เพียงความสมเพชและความเวทนาเพียงเท่านั้น
“พวกเราเข้าไปด้านในกันเถิด” เมื่อขบวนเกี้ยวเจ้าสาวของจางหว่านอวี๋ผ่านพ้นไปแล้วเฝิงหมิงเยวี่ยก็เอ่ยปากชวนสาวใช้ทั้งสองของตนเองเข้าไปด้านในจวน โดยไม่รู้ตัวเลยว่ายามนี้มีสายตาของคนผู้หนึ่งกำลังจับจ้องมองนางอยู่ด้วยความสนใจ...
พอตัดใจได้แล้วความรู้สึกที่เคยหนักอึ้งก็พลันเบาบางลง ความระทมทุกข์ที่เคยสะกดกั้นเอาไว้อยู่ๆ ก็พลันสลายไป เฝิงหมิงเยวี่ยไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่นางยืนมององค์รัชทายาทแต่งงานไปกับคนอื่นโดยที่ตนเองไม่ได้รู้สึกเสียใจ แม้ว่าจะไม่เคยคาดคิดเอาไว้แต่วันนี้นางได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้แล้ว และนางก็สามารถผ่านพ้นความเจ็บปวดไปได้แล้วด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีบาดแผลจนชุ่มโชกหัวใจแต่วันนี้ตอนที่นางยกมือขึ้นมาทาบทับที่หน้าอกก็พบว่าหัวใจของนางยังคงเต้นตามปกติ ไม่ได้จะเป็นจะตายอย่างที่นางเคยคาดคิดเอาไว้
“ท่านพ่อ ข้าจะต้องล้างมลทินให้ท่านให้ได้” นางพึมพำออกมาเพื่อบอกตนเองว่าสิ่งที่นางควรจะให้ความสนใจก็คือการช่วยล้างมลทินให้แก่บิดา ปัดข้อกล่าวหาที่ถูกยัดเยียดมาให้อย่างไม่เป็นธรรม แล้วหลังจากนั้นนางและบิดาก็จะออกจากเมืองหลวงกลับไปใช้ชีวิตที่หัวเมืองชายแดนไม่หวนกลับเข้ามาในเมืองหลวงอีก
ภัตตาคารฝูไหลคือภัตตาคารเลื่องชื่อในเมืองหลง ไม่ใช่แค่เพียงผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่มาดื่มกินที่นี่แม้แต่เชื้อพระวงศ์อันสูงศักดิ์ก็ยังมาที่ภัตตาคารแห่งนี้เป็นประจำ หยวนเฟยหยางเองก็มักจะมาสังสรรค์กับสหายที่ล้วนเป็นคุณชายใหญ่ในเมืองหลวงที่นี่ ห้องรับรองที่เขาจองเป็นประจำอยู่บนชั้นสองของร้าน นับเป็นห้องรับรองที่ดีมากที่สุดของภัตตาคารมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้วภัตตาคารแห่งนี้เป็นกิจการขององค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่ง นอกจากห้องรับรองพิเศษสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่ยินดีจะจ่ายเงินมากยิ่งขึ้นเพื่อจะได้นั่งดื่มกินในห้องรับรองอันหรูหราและมีความเป็นส่วนตัว ภัตตาคารแห่งนี้ยังมีห้องรับรองที่มีความพิเศษมากขึ้นไปอีกนั่นก็คือห้องรับรองส่วนตัวของเจ้าของกิจการอย่างองค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่งองค์หญิงใหญ่และหยวนเฟยหยางเคยขัดแย้งกันมาหลายครั้ง แม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่านางและองค์รัชทายาทแค่เพียงห้าปี แต่เขากลับเป็นอาจารย์ที่หลี่ไท่หลงเชื้อเชิญมาสอนพระโอรสและพระธิดา องค์ชายทั้งสามทั้งเคารพและเชื่อฟังอาจารย์ผู้นี้แถมยังยกย่องว่าเขาไม่เพียงสอนให้เข้าใจง่ายกว่าอาจารย์คนก่อนๆ ที่แก่ชรา แต่ยังมักจะทำตัวเป็น
นิ่งซูชิงจ้องมององค์รัชทายาทด้วยสายตาอันแน่วแน่แล้วจึงได้เอ่ยถามองค์รัชทายาทออกมาตามตรง“อ้อ! ทรงเคยตรัสออกมาเช่นนี้เลยหรือเพคะ” คำถามของนิ่งซูชิงทำให้องค์รัชทายาทรีบดึงร่างของนางมาโอบกอดเอาไว้ในทันที“ข้าเคยพูดเช่นนั้นจริงๆ แต่ความรู้สึกของข้าทั้งจริงจังและซื่อตรงมากกว่านั้น ข้ารักเจ้ามาก รักมาตั้งแต่เริ่มจะเรียนรู้เรื่องความรักฉันท์หนุ่มสาว ข้าทำใจไม่ได้หากตนเองจะไม่ได้ครองคู่กับเจ้า ดังนั้นจึงสามารถทำทุกวิธีเพื่อที่จะได้เจ้ามาครอบครอง” คำพูดขององค์รัชทายาททำให้นิ่งซูชิงยิ้มออกมา นางเอนกายซบร่างของเขาแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ“เช่นนั้นก็ทรงประกาศออกไปตามตรงเถิดเพคะ ว่าทรงตั้งพระทัยว่าจะไม่รับพระชายารองและอนุแล้ว สตรีเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องหาเรื่องตายให้ตนเอง ไม่ใช่ว่าหม่อมฉันเป็นห่วงพวกนางหรอกนะเพคะ พวกนางกล้าคิดจะแย่งชิงองค์รัชทายาทกับหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมไม่คิดจะปรานีพวกนางอยู่แล้ว หม่อมฉันแค่เพียงเป็นห่วงชื่อเสียงอันดีงามขององค์รัชทายาท ทรงเข่นฆ่าได้ก็แค่คนชั่วในราชสำนักและข้าศึกในชายแดนเพียงเท่านั้น อย่าทำให้ต้องแปดเปื้อนเพราะสตรีโง่เขลาเหล่านั้นอีกเลย” เมื่อนิ่งซูชิงเอ่ยออกมาเช่นนี้องค์ร
แม้ว่าพระชายาองค์รัชทายาทจะไม่ใช่คุณหนูสกุลใหญ่ในเมืองหลวงแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลน ทุกคนต่างรู้ดีว่านิ่งซูชิงคือสตรีที่องค์รัชทายาททรงหมายปองมาตั้งแต่นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น นางเป็นหลานสาวต่างสกุลของเฉินไทเฮา บิดาของนางคือสหายสนิทของหลี่ไท่หลงฮ่องเต้ นางเป็นพระสุณิสาที่ทั้งหลี่ไท่หลงฮ่องเต้และเฝิงฮองเฮาทรงโปรดปราน จึงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินพระชายาองค์รัชทายาทผู้นี้ แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดล่วงเกินแต่ก็มีหลายคนที่อยากจะยัดเยียดตนเองเข้าตำหนักบูรพา องค์รัชทายาททั้งรูปงามและมีความสามารถโดดเด่น สตรีบางคนก็คิดว่าคุ้มค่าที่จะลองเสี่ยงยัดเยียดตนเองเข้าบูรพาแม้ว่าผลสุดท้ายอาจจะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเองก็ตาม“สตรีพวกนั้นช่างไม่รู้จักดูเงาหัวของตัวเองเสียบ้างเลย คนอย่างเสด็จพี่ของข้ามีหรือที่จะยอมให้พวกนางใช้เล่ห์กลกับเขาได้” องค์หญิงใหญ่หลี่เลี่ยงเฟิ่งตรัสออกมาพลางจ้องมองพระชายาองค์รัชทายาทที่ในยามนี้ยังคงนั่งดื่มชาอย่างสบายอกสบายใจ“เพียงแต่ชิงชิง เจ้าไม่กลัวหรือว่าสักวันเสด็จพี่ของข้าจะพลาดท่าหลงกลพวกนางเข้าสักวัน” คำถามขององค์หญิงใหญ่ทำให้นิ่งซูชิงยิ้มออกมา ส่วนคนที่เดินมาทางด้านหลังกลับเป็นคนตอบ
นิ่งซีเจ๋อคือนายท่านใหญ่สกุลนิ่งผู้นำสกุลคนปัจจุบัน เขามีบุตรชายและบุตรสาวรวมกันถึงห้าคน เฉินซูเมี่ยวผู้เป็นนายหญิงสกุลนิ่งตั้งครรภ์แค่เพียงสองครั้งแต่กลับคลอดลูกแฝดทั้งสองครั้ง ครั้งแรกเป็นแฝดสามชายสองหญิงหนึ่ง ครั้งที่สองเป็นแฝดหงส์คู่มังกร ชายหนึ่ง หญิงหนึ่งเฉินซูเมี่ยวคือนายหญิงของป้อมสกุลนิ่ง แม้ว่าป้อมสกุลนิ่งจะเคยประกาศว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับราชสำนักและจะไม่เลือกสวามิภักดิ์ฝ่ายใดทั้งสิ้น แต่ยามนี้นายหญิงของป้อมกลับเป็นหญิงสาวที่มาจากสกุลขององค์ไทเฮา บรรดาผู้อาวุโสจึงไม่ค่อยจะยอมรับสถานะของนางเท่าใดนัก แต่เพราะท้องของนางทำงานได้ดี คลอดสองครั้งมีบุตรชายออกมาถึงสามคน บุตรสาวอีกสองคน สถานะนายหญิงของนางจึงไม่มีผู้ใดกล้าไม่ยอมรับอีกเมื่อหลายปีก่อนอยู่ๆ นายท่านใหญ่ก็รับบุตรชายของสหายมาเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งหน้าตาและความสามารถของบุตรบุญธรรมผู้นั้นทำให้เกิดกระแสข่าวลือขึ้นมาว่าแท้จริงแล้วคุณชายสามที่รับเลี้ยงดูคือบุตรนอกสมรสของนายท่านใหญ่ที่แอบเลี้ยงดูอยู่นอกจวน และข่าวลือนี้ทำให้ฮูหยินใหญ่ของจวนอย่างเฉินซูเมี่ยวอดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้“เจ้าสามบ้านข้ายิ่งโตก็ยิ่งมีใบหน้าเหมือนสามีของข้าจริง
ใช้ชีวิตอยู่แดนเหนือได้สิบห้าปีเฝิงหมิงเยวี่ยก็ต้องติดตามสวามีเข้าเมืองหลวง หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงประกาศสละราชสมบัติเพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ องค์รัชทายาทหลี่ไท่หลงจึงก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์แทน แล้วแต่งตั้งหลี่เสวียนฮ่องเต้ขึ้นเป็นไท่ซ่างหวงพระราชทานตำหนักสี่ฤดูให้เป็นที่ประทับของไท่ซ่างหวงพระชายาองค์รัชทายาทอย่างเฝิงหมิงเยวี่ยจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮา หลี่เลี่ยงหวงได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาท หลี่เลี่ยงเฟิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้น หลี่เลี่ยงหรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นฉู่อ๋อง หลี่เลี่ยงรุ่ยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรุ่ยอ๋อง เนื่องจากท่านอ๋องทั้งสองพระองค์ยังทรงพระเยาว์จึงได้รับพระราชทานอนุญาตให้รั้งอยู่ในวังหลวงจนกว่าจะเติบใหญ่แล้วจึงค่อยย้ายออกไปยังดินแดนบรรดาศักดิ์ของตนเองตามธรรมเนียม“ปีนี้องค์รัชทายาทมีอายุย่างสิบสี่แล้ว ทางราชสำนักถวายฎีกาเรื่องตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทแล้ว” เมื่อหลี่ไท่หลงฮ่องเต้ทรงตรัสออกมาเช่นนี้เฝิงหมิงเยวี่ยก็ทอดถอนใจออกมาในทันที“เรื่องนี้ทางไท่ซ่างหวงทรงตรัสอย่างไรบ้างเพคะ” เฝิงหมิงเยวี่ยเอ่ยถามออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสบายใจน
แม้ว่าจะเคยประกาศเอาไว้ว่าจะไม่ให้นางคลอดทายาทให้อีกแล้ว แต่มีหรือที่คนอย่างองค์รัชทายาทจะละทิ้งเรื่องบนเตียงได้ อีกทั้งยังไม่อยากให้นางต้องดื่มยาห้ามครรภ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผลสุดท้ายเฝิงหมิงเยวี่ยก็ตั้งครรภ์ติดต่อกันถึงสามครั้ง จวบจนนางคลอดพระราชนัดดาองค์ที่สี่ออกมาองค์รัชทายาทจึงทรงออกคำสั่งให้ไป๋เฟิงเขียนเทียบยาให้เขา เพื่อที่วันหน้าเขาจะได้ไม่ต้องให้กำเนิดบุตรธิดาได้อีก“เจ้าแน่ใจนะว่าดื่มยาชามนี้เข้าไปแล้วจะแค่มีลูกไม่ได้ ไม่ใช่ทำอย่างอื่นไม่ได้ด้วยใช่ไหม” คำถามขององค์รัชทายาททำให้ไป๋เฟิงหัวเราะออกมา ส่วนเฝิงหมิงเยวี่ยที่เดินเข้าห้องหนังสือมาแล้วบังเอิญได้ยินคำถามประโยคนี้ขององค์รัชทายาทเข้าก็เลยอดถามเขามาตามตรงไม่ได้“อย่างอื่นที่ว่าหมายถึงเรื่องใดเพคะ” นางเอ่ยพลางเดินไปจ้องมองยาชามใหญ่ที่มีน้ำยาสีดำขุ่นข้นอยู่ภายใน กลิ่นที่ล่องลอยออกมาแม้ว่าจะอยู่ไกลถึงเพียงนี้ก็ยังรับรู้ได้ว่ายาชามนี้ไม่น่าจะดื่มลงไปสักเท่าใดนัก“ข้าก็แค่ไม่อยากมีลูกแล้ว แต่ก็ยังอยากร่วมหอกับเจ้าอยู่นะ หากสิ่งนั้นของข้ามันฝ่อไปเพราะยาของไป๋เฟิงเล่า” ถ้อยคำขององค์รัชทายาททำให้เฝิงหมิงเยวี่ยนิ่งงันไปอย่างคา
หลังจากเขียนราชโองการประทับตราพระราชลัญจกรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลี่เสวียนฮ่องเต้จึงได้พระราชทานม้วนราชโองการที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่รุ่ยอ๋องหลี่ไท่หลงอย่างเป็นทางการ หลี่ไท่หลงคุกเข่าลงรับราชโองการแล้วคำนับอย่างเต็มพิธีการ“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”“แม่ของเจ้าน่าจะอยากได้ยินเรื่องนี้จากปากเจ
เฝิงหมิงเยวี่ยกอดคอของรุ่ยอ๋องเอาไว้อย่างแนบแน่น นางกำลังคำนวณว่าตอนที่เขาโยนนางลงไปบนพื้นนางจะตกลงไปด้วยท่วงท่าไหนจึงจะเจ็บตัวน้อยที่สุด แต่ตอนที่เขาอุ้มนางเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านประตูวงเดือนของเรือนชั้นในจนกระทั่งถูกพาเข้าไปในเรือนหลังหนึ่งที่น่าจะตั้งอยู่ใจกลางของตำหนักนางก็เริ่มมีความกังวลอีกอย่า
แม้ว่าเฝิงหมิงเยวี่ยจะรู้สึกตกใจที่อยู่ๆ ก็ถูกแส้ของรุ่ยอ๋องรัดร่างของนางทำให้นางเสียหลักนั่งลงไปบนตักของเขา แต่เมื่อนางได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะและความหวาดหวั่นขององค์รัชทายาทก็ทำให้เฝิงหมิงเยวี่ยยังคงนั่งอยู่บนหน้าตักของรุ่ยอ๋องอย่างไร้ซึ่งความละอาย“หมิงเยวี่ย! เจ้าลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้” องค์ร
จวนรุ่ยอ๋องในเมืองหลวงแม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่โตแต่กลับได้รับการดูแลอย่างดี เฉินกุ้ยเฟยพระมารดาของรุ่ยอ๋องเป็นพระสนมที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด เห็นได้จากยามที่รุ่ยอ๋องได้รับพระราชทานที่ดินบรรดาศักดิ์ หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงพระราชทานดินแดนทางเหนือทั้งหมดให้เป็นที่ดินศักดินาของรุ่ยอ๋อง กองกำลังพิทักษ์อุดร







