แชร์

จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์
จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์
ผู้แต่ง: ดวงดาว

บทที่ 1

ผู้เขียน: ดวงดาว
สิ้นเสียงกู้อวี่หลาน ทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่พลันเงียบสงัดลงทันที

รอยยิ้มของเสด็จพ่อแข็งค้างอยู่บนพระพักตร์ จากนั้นสุรเสียงที่อัดแน่นด้วยโทสะก็ดังก้องสะท้อนไปทั่วท้องพระโรง

“เจ้าเห็นองค์หญิงของเราเป็นตัวอันใด? เป็นหญิงคณิกาในสำนักสังคีตหลวงหรืออย่างไร!”

กู้อวี่หลานคล้ายคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงคุกเข่าหมอบราบลงไปอย่างนิ่งสนิท

“กระหม่อมรักใคร่ผูกพันต่อองค์หญิงอวิ๋นเหยามาหลายปี ศึกซีอวี้ครานั้นเสี่ยงภัยอันตรายแสนสาหัส กระหม่อมมิอาจทำใจให้องค์หญิงอวิ๋นเหยาต้องมาตกระกำลำบากร่วมกับกระหม่อมได้”

“ยามนี้กระหม่อมโชคดีรอดชีวิตกลับมาได้ จึงหลงเหลือเพียงความปรารถนาอันแรงกล้าข้อนี้ข้อเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

“บำเหน็จรางวัลทั้งหมดกระหม่อมล้วนไม่ต้องการ ขอเพียงฝ่าบาททรงเติมเต็มความปรารถนาของกระหม่อมให้สมหวังด้วยเถิด”

ท่าทีของกู้อวี่หลานแทบไม่ต่างจากการบีบฮ่องเต้ให้สละบัลลังก์ เสด็จพ่อที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรมีสีพระพักตร์บึ้งตึงจนน่าขวัญผวา

ทว่าข้ารู้กระจ่างแจ้งยิ่งนัก พระองค์มิได้ทรงกริ้วเพราะเห็นแก่พระธิดาอย่างข้าหรอก เพียงแต่เห็นแก่หน้าตาของราชวงศ์และพระราชอำนาจของพระองค์เองเท่านั้นเอง

ภายในท้องพระโรงเงียบสงัดไร้สำเนียงเสียงใดๆ เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าทอดสายตาลงต่ำ แอบใช้หางตาเหลือบมองมาที่ข้าด้วยแววตาหยามหยันเยาะเย้ยเสียเต็มประดา

สวามีของข้า กำลังร้องขอต่อหน้าข้า เพื่อลดขั้นภรรยาเอกไปเป็นอนุ แล้วตบแต่งสตรีอื่นเข้ามาแทน

ทว่าข้ากลับทำได้เพียงเฝ้ามองดูทุกสิ่งทุกอย่างนี้อยู่ตาปริบๆ

จนกระทั่งเสียงอันกังวานใสไพเราะจับใจสายหนึ่งดังขึ้นมา

“เสด็จพ่อ ลูกได้ยินมาว่าพี่อวี่หลานกลับมาแล้ว”

อวิ๋นเหยาในอาภรณ์สีแดงสด ยามย่างกรายเครื่องประดับล้ำค่าอันประณีตบนกายพลันกระทบกัน ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งเสนาะหูเป็นระยะ

นางย่างกรายผ่านท้องพระโรงตามอำเภอใจ ทว่าทุกคนคล้ายจะชินชาเสียแล้ว ชินชาที่นางมักทำลายสถานการณ์ตึงเครียดพร้อมรบราเข่นฆ่าเหนือท้องพระโรงราชสำนักเอาตามใจชอบ

กระทั่งหัวคิ้วของเสด็จพ่อยังผ่อนคลายลงไปได้หลายส่วน

ยามที่อวิ๋นเหยาเดินผ่านข้าไป นางปรายตาเหลือบมองข้าอย่างเฉยชา คล้ายกำลังทอดสายตามองบุคคลที่ไม่มีความสลักสำคัญใดๆ

อวิ๋นเหยาเยื้องกรายแช่มช้อยไปข้างพระวรกายของเสด็จพ่อ พลางเอ่ยกระซิบกระซาบข้างพระกรรณอย่างสนิทสนม ตบท้ายด้วยการโอบพระกรของเสด็จพ่อแล้วออดอ้อน

“เสด็จพ่อ ใช่ว่าท่านจะไม่รู้เสียหน่อย หากมิใช่พี่อวี่หลาน ลูกก็จะไม่แต่งงานออกเรือนเพคะ”

“ท่านทรงอนุญาตเถิดเพคะ อย่างมากที่สุด ลูกยอมลดตัวลงไปเป็นอนุก็สิ้นเรื่อง”

“ถึงอย่างไรพี่อวี่หลานก็ไม่มีวันปล่อยให้ลูกต้องตกระกำลำบาก เพียงเพราะเป็นอนุหรอกเพคะ”

เสด็จพ่อทรงจนปัญญา

“เหลวไหลสิ้นดี องค์หญิงผู้สูงศักดิ์สง่างามปานนี้ จะไปลดตัวเป็นอนุของผู้อื่นได้อย่างไรกัน”

อวิ๋นเหยาเผยรอยยิ้มที่แผนการสำเร็จลุล่วง แววตาที่มองตรงมาที่ข้าอัดแน่นไปด้วยความหยามเหยียดเยาะหยัน

“มิฉะนั้นก็ตบแต่งเข้าไปเป็นภรรยาเสมอภาค...”

...

ผลลัพธ์ก็คือ อวิ๋นเหยาจะแต่งให้กู้อวี่หลานในฐานะภรรยาเสมอภาค และจะจัดพิธีมงคลสมรสขึ้นในอีกสามวันให้หลัง

ตรากตรำเฝ้าด่านชายแดนมาเจ็ดปี เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล ทว่าเรื่องแรกที่ข้าต้องทำเมื่อกลับมาถึงจวน ก็คือการช่วยตบแต่งสตรีอื่นให้แก่สามีของตนเอง

ข้าต้องนั่งสะสางบัญชีและเตรียมงานมงคลสมรสจนล่วงเข้าสู่ยามค่ำ จู่ๆ กู้อวี่หลานก็พากลุ่มคนหามหีบอัญมณีเดินเข้ามาด้านใน

อัญมณีเหล่านี้ล้วนผลิตจากซีอวี้ นับเป็นสิ่งของหายากและเป็นที่ต้องการอย่างยิ่งในเมืองหลวงแห่งนี้

ทว่าตรงกลางกลับเป็นมงกุฎหงส์ที่แกะสลักอย่างประณีตชุดหนึ่ง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 10

    และข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง เนื่องจากผลงานของเสิ่นเยี่ยนเช่นกันชีวิตราบรื่นไร้เรื่องทุกข์ร้อน วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวผ่านไปอีกห้าปี เนี่ยนอันบุตรชายของพวกเราเติบโตเป็นเด็กชายที่ร่าเริงน่ารักคนหนึ่งแล้วเสิ่นเยี่ยนยังคงเป็นอัครเสนาบดีผู้มีใจห่วงใยใต้หล้า ส่วนข้าก็ยังคงเป็นภรรยาที่เฝ้าอยู่เคียงข้างเขาวันนี้ข้าพาเนี่ยนอันไปซื้อขนมที่ถนนเมื่อเดินไปถึงมุมถนน ขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรังหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งได้ขวางพวกเราไว้บนตัวเขาส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ผมยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งยื่นมือที่ผอมแห้งออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า“ฮูหยิน ทำทานหน่อยเถิด ขออาหารให้กินสักหน่อย”เนี่ยนอันตกใจจนหลบไปอยู่ข้างหลังข้าข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ให้สาวใช้หยิบเงินเศษจำนวนหนึ่งยื่นให้เขาทว่าเขามิได้มารับ แต่กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านั้นเป็นกู้อวี่หลานไม่ได้เจอกันห้าปี เขาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้วความสง่าผ่าเผยในอดีตอันตรธานไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความทุกข์ยากและร่องรอยแห่งความเสียใจเต็มใบหน้าดวง

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 9

    “ส่วนเจ้า” เขาจ้องมองอวิ๋นเหยา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดสิ้นเยื่อใย!”พูดไม่ทันขาดคำ เขาพลันเงื้อมือขึ้น ฟาดฝ่ามือฉาดใหญ่ลงบนใบหน้าของอวิ๋นเหยาอย่างรุนแรงเสียง “เพียะ” ดังสนั่นชัดเจน อวิ๋นเหยาถูกตบจนใบหน้าหันไปอีกทาง โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากนางจ้องมองกู้อวี่หลานอย่างยากที่จะยอมรับได้“ท่านถึงกับกล้าลงมือตบตีข้าเชียวรึ?”กู้อวี่หลานมิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นเยียบเฝ้ามองนางอวิ๋นเหยาทั้งโกรธเคืองระคนเคียดแค้น พลางหมุนตัววิ่งตรงไปยังวังหลวงทันทีเรื่องราวนี้แพร่สะพัดไปเข้าถึงพระกรรณของฮ่องเต้อวิ๋นถิงอย่างรวดเร็วยิ่งเดิมทีอวิ๋นถิงก็ระแวดระวังเพราะกู้อวี่หลานมีผลงานความดีความชอบสูงส่งจนข่มบารมีโอรสสวรรค์อยู่แล้ว ยามนี้กู้อวี่หลานถึงกับบังอาจลงไม้ลงมือทุบตีองค์หญิง และดูหมิ่นเกียรติยศของราชวงศ์ เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหลืออดเหลือทนพระองค์ทรงออกราชโองการ ณ เวลานั้นทันที ให้จับกู้อวี่หลานโยนเข้าคุกหลวง เพื่อรอการลงทัณฑ์ข่าวคราวเรื่องกู้อวี่หลานถูกจองจำในคุกหลวงส่งไปถึงด่านชายแดน พลันก่อ

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 8

    “เสิ่นเยี่ยน ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสภาพใด ข้าล้วนไม่ใส่ใจเลย เวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”เสิ่นเยี่ยนมองดูข้า แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน“ได้”วันนั้นแสงแดดกำลังดี สายลมโชยแผ่วไม่แห้งแล้งอึดอัดระคายเคือง พวกเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในเรือนหลังเล็กๆ แห่งนี้ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนัก ปราศจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในจวนอ๋อง ปราศจากประกายดาบเงากระบี่ ณ ด่านชายแดนมีเพียงความสงบเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน และความอบอุ่นใจที่ได้ประคับประคองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสิ่นเยี่ยนเปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง คอยสอนเด็กๆ อ่านตำราและคัดอักษรส่วนข้าก็จัดการงานบ้านงานเรือน บางครั้งบางคราวก็ช่วยเขาคัดลอกตำรายามว่างเว้นจากงาน พวกเราจะพากันไปเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินด้วยกัน เสวนาเรื่องบทกวีคำกลอนด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตเบื้องหน้าร่วมกันวันเวลาแม้จะยากจนข้นแค้น ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขหนึ่งปีให้หลัง พวกเรามีบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเนี่ยนอัน มีความหมายสื่อถึงความคิดถึงคำนึงหาและความสงบสุขปลอดภัยแต่ทางฝั่งเมืองหลวงกลับเป็น

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 7

    ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขายามค่ำคืนดึกสงัดผู้คนเงียบงัน ในโถงตั้งศพเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นเขายื่นมือออกไป พลางลูบไล้โลงศพอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่าที่รักถนอมที่สุด“อวิ๋นซี ขอโทษด้วย…”เขาพึมพำเสียงต่ำ“รอให้ข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เสร็จสิ้น ก็จะไปหาเจ้า...”ทว่าเขาไม่รับรู้เลยว่า ในยามที่ตนเองจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจภายหลังนั้น คนที่ฮองเฮาส่งมาได้ลอบเข้าไปในสุสานอย่างเงียบเชียบแล้วเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาอาศัยความมืดของราตรี ขุดเปิดหลุมศพของข้าออก แล้วยกตัวข้าออกมาจากโลงศพผู้นำขบวนคือหลี่มามาคนสนิทของฮองเฮา นางมองดูข้าที่ “ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา” บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงแค่กล่าวอย่างเย็นชาว่า“องค์หญิง ฮองเฮาตรัสแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านมิใช่องค์หญิงอีกต่อไป และห้ามกลับมายังเมืองหลวงอีกเด็ดขาด นี่เป็นค่าเดินทาง ท่านดูแลตัวเองให้ดีเถิด”ข้าพยักหน้า มิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดความอดกลั้นเจ็ดปี การเสียสละทุ่มเทเจ็ดปี การเฝ้ารอคอยเจ็ดปี ในที่สุดก็ปิดฉากลง ณ วินาทีนี้ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้วคนของหลี่มามาส่งข

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 6

    ปลายนิ้วเพิ่งจะแตะถูกผิวของข้า ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกนั้นก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อวิ๋นซี…”เขาเรียกชื่อของข้าด้วยเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นภาษามนุษย์“เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจเลยได้หรือไม่?”เขายื่นมือออกไปอังลมหายใจของข้า แล้วคลำชีพจรของข้าอีกครั้งไม่มีเลย สิ่งใดก็ล้วนไม่มีเลยณ วินาทีนั้น กู้อวี่หลานแตกสลายแล้วโดยสิ้นเชิงเขาคุกเข่าล้มลงตรงหน้าเตียงอย่างแรง สองมือกุมแขนเสื้อของข้าไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาวเนื่องจากออกแรงกดเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อยยามเฝ้าชายแดนตลอดเจ็ดปี ประหนึ่งกระแสน้ำหลั่งไหลทะลักเข้ามา ท่วมท้นตัวเขาจนมิดเขานึกถึงยามที่ข้าติดตามกองทัพเป็นครั้งแรก เผชิญหน้ากับฝุ่นทรายเต็มท้องฟ้า ทั้งที่กลัวจนริมฝีปากสั่นระริก ทว่ายังฝืนทนช่วยเหล่าทหารเย็บปะเสื้อผ้านึกถึงยามค่ายทหารโดนลอบโจมตี ข้ารับธนูแทนเขาดอกหนึ่ง บาดแผลเลือดไหลไม่หยุด ทว่ายังคงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านอ๋องรักษาตัวด้วย”นึกถึงยามเขาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ หลังจากฟื้นขึ้นมาได้รับรู้ว่าเพื่อตามหาดีงู ข้าบุกเข้าถ้ำเบญจพิษเพียงลำพัง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดถึงนำยากลับมาได้ ยามนั้นในใจเ

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 5

    เสียงร้องไห้ตะโกนอันโหยหวนของบ่าวรับใช้ประหนึ่งเข็มอาบน้ำแข็ง ที่ปักลงไปในห้องหออันอบอวลไปด้วยผ้าไหมสีแดงอย่างเหี้ยมโหดข้านอนอยู่บนเตียงนอนในเรือนปีกอันห่างไกลที่สุดของจวนอ๋อง ยากุยซีกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ ชีพจรหยุดลงแล้ว ลมหายใจถูกเก็บงำ ทั่วทั้งร่างกายเย็นเยียบ ราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆส่วนในห้องหอที่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้นไม่กี่ชั้นนั้น คาดว่าคงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้าแล้วเป็นแน่มือของกู้อวี่หลานยังคงค้างอยู่ที่ผ้าคลุมหน้าของอวิ๋นเหยา ผ้าแดงที่ปักลายนกยวนยางคู่รักชิ้นนั้นเพิ่งถูกเปิดออกเพียงมุมเดียว เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีกของอวิ๋นเหยาที่วาดคิ้วไว้อย่างประณีตบรรจงเขาเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ แสงเทียนสลักทองสะท้อนบนใบหน้า สว่างสลับมืดมิดอวิ๋นเหยาชะงักไปวูบหนึ่งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน นางปัดมือของกู้อวี่หลานออกอย่างแรง หันหน้าไปตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงประตูด้วยน้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด“บังอาจ! ข้าต่างหากที่เป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย!”“ก็แค่เศษสวะที่ยึดครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้ ตายไปก็ตายไปสิ มีค่าให้ต้องตื่นตูมถึงเ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status