LOGINระหว่างที่ถาม จิงซิงอี้กวาดสายตาไปรอบๆ ด้านอย่างระมัดระวัง เขากลัวแม่ของมันจะพุ่งออกมาจู่โจม ถึงเจ้าตัวเล็กจะทำตัวฟู และมีแววตาหวาดระแวง แต่ก็ยังจ้องตาเขาไม่หลบ
จิงซิงอี้ค่อยๆ ถอยออกมานั่งที่เดิม ทั้งสองปรึกษากันว่าจะนั่งรอห่างๆ และดูว่าแม่จิ้งจอกจะมารับลูกหรือไม่ และค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เวลาผ่านไป 15 นาที ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีแม่จิ้งจอกเดินออกมา แต่แล้วลูกสุนัขจิ้งจอกก็ค่อยๆ โผล่หน้ามาออกมาจากหลังต้นไม้ และมองมาที่สองตาหลาน
ในที่สุดจิงซิงอี้และจิงเซียวจึงลุกเดินไปหามันช้าๆ จิงเซียวพูดกับมันด้วยเสียงมีเมตตาว่า
“เจ้าอยากจะให้พวกเราทำอะไรให้ บอกมาสิเจ้าตัวเล็ก”
ลูกสุนัขจิ้งจอกเอียงคอฟัง จากนั้นมันก็หันหลังเดินเข้าไปในป่าด้านหลัง มันเดินไปสองสามก้าว และหยุดหันมามองพวกเขาหลายครั้ง เหมือนจะบอกให้ทั้งสองเดินตาม จิงซิงอี้และจิงเซียวมองหน้ากัน พวกเขารู้ว่าเจ้าตัวเล็กคงอยากจะให้พวกเขาเดินตาม
ทั้งสองจึงเดินตามมัน ที่พามุดเข้าไปในป่าที่เริ่มรกทึบ พวกเขาต้องก้มตัวหลบเถาวัลย์และลุยเข้าไปในพุ่มไม้ที่ขวางทางเอาไว้หลายครั้ง
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโพรงหินที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ เจ้าตัวเล็กรีบมุดเข้าไป ทั้งสองตาหลานเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง และเมื่อก้มตัวลงมองเข้าไปในโพรง พวกเขาก็เห็นสุนัขจิ้งจอกขนสีแดงโตเต็มวัยแล้วตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่ในโพรง ลูกสุนัขจิ้งจอกยืนเลียหน้ามันและส่งเสียงร้องครางหงิงๆ จิงเซียวเข้าใจทันทีว่า “น่าจะเป็นแม่ของมัน”
ทั้งสองพบว่า แม่สุนัขจิ้งจอกนอนแน่นิ่งหายใจระรวย และมีร่องรอยบาดแผลถูกกัดที่ขาเป็นแผลใหญ่ เลือดเริ่มแห้งกรัง และมีรอยกัดขนาดเล็ก 2-3 แผลทั่วตัว รอยเลือดแห้งกระเซ็นตามขนของมัน
มันน่าจะบาดเจ็บมาสองสามวันแล้ว และคงสลบไปเพราะเสียเลือดและแผลอักเสบ เจ้าตัวเล็กก็คงจะหิวและห่วงแม่ จึงออกมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขา
ทั้งสองตัดสินใจว่าจะช่วยพวกมัน จิงเซียวเป็นฝ่ายอุ้มลูกสุนัขจิ้งจอก ในขณะที่จิงซิงอี้ใช้ผ้าพันคอห่อตัวแม่จิ้งจอกไว้ และอุ้มมันขึ้นมา เขาตรวจดูร่องรอยบาดเจ็บ และเห็นว่าแผลสาหัสที่สุดอยู่ที่ขาหลังของมัน ที่ถูกกัดจนเหวอะเข้าไป
จิงซิงอี้หันไปบอกเจ้าตัวเล็กว่า “พวกเราจะพาแม่ของเจ้าไปรักษานะ ไม่ต้องห่วง!” เจ้าตัวเล็กดูเหมือนจะรู้ความ มันส่งเสียงร้องเบาๆ
ทั้งสองเก็บข้าวของเพื่อเตรียมเดินลงเขา จิงเซียวเอาอาหารและน้ำที่มีเหลือนิดหน่อยให้เจ้าตัวเล็ก มันกินด้วยความหิวโหย จากนั้นพวกเขาก็เดินลงเขาทันที
เมื่อมาถึงบ้าน พวกเขาเดินเข้าไปในห้องตรวจรักษา จิงซิงอี้ปูผ้ายางเอาไว้บนโต๊ะและวางแม่จิ้งจอกลงไป เขาให้จิงเซียวเป็นคนดูแลมัน ในขณะที่เขาเดินเข้าไปในครัว รินน้ำข้าวต้มที่เหลือเมื่อเช้าใส่ถ้วยเล็กๆ และยกมาให้เจ้าตัวเล็ก
เขายกถ้วยน้ำข้าวต้มขึ้นใกล้ปากของมันและสอนให้มันเลีย เมื่อรู้รสชาติแล้ว น้ำข้าวต้มถ้วยนั้น ก็หายวับลงท้องลูกสุนัขจิ้งจอกไปในพริบตา
จิงเซียวซึ่งกำลังตรวจดูบาดแผลของแม่สุนัขจิ้งจอก หยุดมองและหัวเราะด้วยความเอ็นดู เขาพูดว่า “เจ้านี่มันไม่ธรรมดานะ”
จิงซิงอี้เดินเข้าไปช่วยจิงเซียวตรวจแผลแม่สุนัขจิ้งจอกที่นอนไม่ได้สติ เขาถามด้วยความไม่แน่ใจว่า “คุณตาจะทำยังไงครับ จะพาไปหาสัตวแพทย์หรือจะรักษาเอง”
จิงเซียวยิ้มและตอบว่า “ตาจะรักษาเอง”
จิงซิงอี้หัวเราะ เขาคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าจิงเซียวจะต้องตอบเช่นนี้ สมัยที่จิงเซียวยังแข็งแรงและหนุ่มกว่านี้ เวลาที่พวกเขาเดินทางไปเก็บสมุนไพรและออกรักษาชาวบ้านตามที่ต่างๆ บางครั้งก็เจอสัตว์บาดเจ็บ ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง พวกเขาก็จะช่วยรักษาพวกมัน
ถึงตอนนี้ เจ้าตัวเล็กเดินมาหาจิงซิงอี้ มันยกสองขาหน้าขึ้นมาเกาะขาของเขาเอาไว้ จิงซิงอี้ก้มลงอุ้มมัน เขายกตัวมันขึ้นสูงและสบตามัน หูของมันลู่ไปข้างหลัง มันแลบลิ้นเล็กๆ สีชมพูเลียน้ำข้าวที่ติดอยู่รอบปาก และส่งเสียงร้องเบาๆ ชายหนุ่มหัวเราะออกมา ใบหน้าของเขาอ่อนโยนลง และบอกมันว่า
“รอสักพักนะ ตอนเย็นจะออกไปหานมแพะมาให้กิน”
เจ้าตัวน้อยกะพริบตา มันหันไปมองแม่ที่นอนอยู่บนโต๊ะ และเห่าเบาๆ จิงซิงอี้พูดกับมันว่า
“ไม่ต้องห่วง พวกเราจะรักษาแม่เจ้าเอง”
ในระหว่างนั้น จิงเซียวทำความสะอาดบาดแผลของแม่จิ้งจอก จิงซิงอี้วางเจ้าตัวเล็กลง เขาใส่ถุงมือและเตรียมตัวเป็นลูกมือให้จิงเซียว
จิงเซียวมองนาฬิกาที่ผนังและถามเขาว่า “วันนี้เจ้าไม่ไปคลินิกแล้วรึ”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่ครับ ถ้ามีอะไรด่วน คนไข้คงโทรมาเอง..อีกอย่างนึง ช่วงเปิดใหม่แบบนี้ ยังไม่มีคนไข้มากนัก”
เมื่อหันไปมองเจ้าตัวเล็ก เขาก็พบว่ามันขดตัวนอนบนผ้าที่จิงซิงอี้ปูเอาไว้ที่พื้น และนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
จากการตรวจบาดแผลของแม่จิ้งจอก พวกเขาพบว่า มันน่าจะต่อสู้กับสัตว์ใหญ่บางอย่างมา แต่โชคดีที่บาดแผลไม่รุนแรงมาก มันหมดสติไปเพราะเสียเลือด ขาดน้ำและอาหาร ส่วนลูกจิ้งจอกคงจะเฝ้าแม่อยู่สองสามวัน ไม่มีอาหารและนมให้กิน จนเมื่อได้ยินเสียงของพวกเขา มันจึงออกมาแอบมองอยู่หลังต้นไม้
จิงซิงอี้ขอเป็นคนรักษาแทน เขาไม่อยากให้ชายชราเหนื่อยมากไปกว่านี้ จิงซิงอี้ทำความสะอาดแผล และใช้ยาหยุนหนานไป๋เหยาโรยแผล และป้อนยาตัวเดียวกันให้แม่สุนัขจิ้งจอกกิน เพื่อแก้ปวดและห้ามเลือด
เขาและจิงเซียวปรึกษากัน และคิดว่าหลังจากนี้ จะต้มเช่อไปเยี่ยให้มันกินเพื่อแก้ช้ำในและหยุดเลือด เพราะยาหยุนหนานไป๋เหยาอาจทำอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารของสุนัขได้ จึงไม่ควรจะใช้รักษาติดต่อกันนาน
สำหรับการรักษาสัตว์ด้วยแพทย์แผนจีนและแพทย์ทางเลือกอื่นๆ นั้น เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งการรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน และการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนเพียงอย่างเดียว
วิธีการรักษายังมีคล้ายกับของมนุษย์ ทั้งการฝังเข็ม การลนยา การใช้สมุนไพร และการนวด ในประเทศจีนมีการสอนเป็นหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัยด้วย และยังมีการสอนเป็นหลักสูตรให้กับสัตวแพทย์จากประเทศอื่นด้วย
เมื่อรักษาแม่สุนัขจิ้งจอกเสร็จแล้ว พวกเขาก็ออกไปล้างมือและอาบน้ำ จากนั้นจิงซิงอี้ก็เตรียมทำอาหารกลางวัน ซึ่งกลายมาเป็นอาหารบ่ายแทน เพราะตอนนี้ก็ได้เวลาบ่ายสองแล้ว พวกเขาหิวกันมาก ถึงแม้ว่าจะนำอาหารกลางวันติดตัวไปกินบนเขาด้วย แต่ก็ได้กินเพียงเล็กน้อย เพราะต้องลงเขามาก่อน ตอนนี้ จิงซิงอี้จึงคิดจะต้มบะหมี่แบบง่ายๆ
เขาเปิดตู้เย็น นำมะเขือเทศออกมาล้างและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อให้จิงเซียวเคี้ยวได้สะดวก จากนั้นนำน้ำซุปไก่ที่แช่แข็งออกมาต้มในหม้อ เขาตั้งน้ำอีกหม้อและต้มเส้นบะหมี่สำหรับสองคน เมื่อเส้นสุกนิ่มดีแล้วจึงตักขึ้นมาแช่น้ำเย็น
ระหว่างนั้น เขาตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับลงไป ตามด้วยมะเขือเทศ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ซีอิ๊วเล็กน้อย และตอกไข่ลงไป ผัดให้ทุกอย่างสุกนุ่ม
เขาตักน้ำซุปใส่ถ้วย ใส่บะหมี่ลงไป ราดหน้าด้วยมะเขือเทศผัดไข่ และโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยอีกเล็กน้อย
อาหารที่เขากินกับจิงเซียวมักจะมีรสไม่จัดมากนัก และต้องทำให้เปื่อยนุ่มกว่าปกติ เพื่อให้จิงเซียวกินง่ายและย่อยง่าย
เขายกถ้วยบะหมี่ไปวางที่โต๊ะ และตามจิงเซียวมากินด้วยกัน
เมื่อกินอิ่มแล้ว จิงซิงอี้ออกไปข้างนอกอีกครั้ง เพื่อซื้อนมแพะและเนื้อไก่มาให้สุนัขจิ้งจอกสองแม่ลูก
เขาขี่จักรยานไปบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ถัดไป 4-5 หลัง ซึ่งมีสองสามีภรรยาสูงวัยอาศัยอยู่ พวกเขาปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เอาไว้กินเอง เหมือนกับบ้านหลังอื่นๆ แถวนี้
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เขาจอดจักรยานเอาไว้และตะโกนเรียกเจ้าของบ้าน ซ่งฮ่าวเทียน ซึ่งเป็นชายรูปร่างผอมบางตัวเล็ก อายุประมาณ 60 กว่าปี เดินออกมาเปิดประตูรั้ว ชายหนุ่มจึงบอกว่า เขามาขอซื้อนมแพะและเนื้อไก่เพื่อเอาไปเลี้ยงลูกสุนัขบาดเจ็บ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นสุนัขจิ้งจอก เพราะชาวบ้านอาจจะหวาดกลัว
ซ่งฮ่าวเทียนบอกให้เขานั่งรอในบ้าน ส่วนตัวเขาเดินไปที่คอกหลังบ้านเพื่อรีดนมแพะ และเตรียมไก่ให้ ระหว่างที่จิงซิงอี้นั่งรอนั้น เขาได้ยินเสียงป้าซ่งถามออกมาจากห้องนอนว่า “พ่อ ใครมาน่ะ”
จิงซิงอี้จึงตอบแทนว่า “ผมจิงซิงอี้ มาขอซื้อนมแพะครับ”
ป้าซ่งเปิดประตูและเดินออกมาจากห้องนอนช้าๆ เขาสังเกตเห็นว่าสีหน้าป้าซ่งซีดเซียว และเดินกระย่องกระแย่ง เขารีบเดินเข้าไปประคองและพาเธอไปนั่งที่เก้าอี้ จากนั้น จิงซิงอี้ก็ถามว่า
“ป้าปวดเข่าเหรอครับ มีอาการยังไงบ้าง”
ป้าซ่งลังเล แต่ก็ตัดสินใจเล่าอาการว่า
“ป้าปวดเข่าจ้ะ เป็นมาหลายปีแล้ว ยิ่งตอนเช้ายิ่งปวดมากขึ้น”
จิงซิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขามองไปรอบๆ ตัว และพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของเขา ที่หมู่บ้านจูเจียว ตอนนี้ในห้องยังมืดอยู่ แต่ก็เริ่มมีแสงสว่างรำไรลอดเข้ามาทางกระจกหน้าต่าง ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเช้ามืดแล้วเขานอนนิ่งๆ เพื่อทบทวนความฝันที่เกิดขึ้น เขาได้ย้อนกลับไปยุคซ่งเหนืออีกครั้ง ได้เห็นเหตุการณ์หลังจากที่เขาตกหน้าผา ได้เห็นชีวิตของคนสำคัญในชีวิตของเขา และที่สำคัญ ได้เห็นแล้วว่า เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับแพทย์หลวงจิงเซียวในยุคนั้นพระเจ้าได้ให้โอกาสเขากลับไปอำลาคนที่อยู่ข้างหลัง ผ่านทางความฝัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถพูดคุยและแสดงตัวตนได้ แต่เขาก็ดีใจมาก ที่ได้เห็นว่าคนที่เขารักและห่วงใยทุกคน ยังอยู่ดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกเขายังคงรักษาความฝันของเขาเอาไว้ ด้วยการสืบทอดโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลฉางซานสิ่งที่ทำให้เขาตกใจและประหลาดใจมากที่สุด ก็คือ เขาไม่ใช่หลงซิงเหยียนข้ามเวลามา แต่เขาคือลูกชายของหลงซิงเหยียนนั่นเอง!ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ตัวเขาเองในวัยผู้ใหญ่ เป็นคนย้อนยุคกลับไปและก็เป็นคนพาตัวเองในวัยเด็ก ข้ามเวลาจากซ่งเหนือมาอยู่ในยุคอนาคต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมานั้น เป็นภาพชีวิตของแต่ละคนที่เขาผูกพันด้วย เขาเห็นโม่หยวนหลิงที่ยุติอาการโศกเศร้าเพราะคำพูดของใต้เท้าเปา และกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ รวมไปถึงใต้เท้าจิงเซียว เหมือนกับทั้งสองคน เข้าใจในความหมายของใต้เท้าเปาเจิง ที่ว่าจิงซิงอี้กลับไปยังโลกเดิมของเขาแล้ว ภาพที่เขาเห็นต่อมา คือ การที่โม่หยวนหลิงขอให้จิงเซียวและใต้เท้าเปาเจิง เข้ามาช่วยดูแลโรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อสืบทอดสำนักแพทย์ฉางซานต่อไป ในขณะที่ลูกศิษย์รุ่นแรกกลายมาเป็นกำลังหลักในการทำงาน และเป็นอาจารย์คอยสอนนักเรียนรุ่นหลังสำนักแพทย์ฉางซานยังคงเดินหน้าต่อไป ตามเส้นทางที่จิงซิงอี้วางเอาไว้ และในช่วงปีหลังๆ จิงเซียวลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวง และมาดูแลโรงเรียนกับโรงพยาบาลอย่างเต็มตัว ในขณะที่โม่หยวนหลิง ซัวซีเว่ย ลั่วปิง เจี่ยหยวน ยังคงสานต่อธุรกิจสมุนไพรของจิงซิงอี้ และช่วยงานจิงเซียว เพื่อดำเนินรอยตามเจตนารมณ์ของจิงซิงอี้
วิธีคิดของตู้หว่านจิง เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาคิดว่าควรจะลงทุนซื้อที่ตั้งแต่ยังราคาถูกจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะขายที่ให้ง่ายๆวันหนึ่ง จิงซิงอี้คุยกับผู้ใหญ่บ้านหวังคุนและเตือนเขาว่า “ผมอยากให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยเตือนชาวบ้านว่า อย่าปล่อยขายที่ดินจนหมดนะครับ โดยเฉพาะคนนอกที่มาเก็งกำไร เพราะเป็นการตัดโอกาสการพัฒนาในอนาคตของพวกเรา”ชาวบ้านที่อยากจะทำธุรกิจและทำการเกษตรในอนาคต ก็จะไม่มีที่เหลือแล้ว เพราะตนเองขายที่ให้คนนอกไปจนหมด เมื่อคิดอยากทำธุรกิจก็ต้องไปเช่าหรือซื้อจากคนอื่นอีก และคนนอกที่มาซื้อที่ มักซื้อไว้เพื่อทำกำไร แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ชาวบ้านจิงซิงอี้บอกว่า “ผมอยากให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นพวกเรามากกว่า ไม่ใช่คนแปลกหน้า ที่แค่ต้องการจะมาเที่ยวเป็นบางฤดูกาลเหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตอนนี้ แล้วตอนนี้ พวกเราก็มีช่องทางหากินแล้ว ทั้งการทำธุรกิจเอง หรืออย่างน้อยก็ยังปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เองได้ เป็นการรับประกันว่า พวกเขาจะยังมีกินมีใช้ ต่อให้ลูกหลายตกงานกลับมา ก็ยังมีที่ดินไว้ทำกิน”ผ
วันนี้เป็นวันที่ทุกคนในบ้านหมอจิง มาประชุมกันเพื่อพูดคุยเรื่องการสร้างโรงพยาบาล ที่จะเป็นโครงการใหญ่ของพวกเขา และเป็นรากฐานของสำนักแพทย์ฉางซาน พวกเขาทั้งสี่คน จะร่วมลงทุนและทำงานไปด้วยกันที่นี่พวกเขาเชิญซูเคอเข้าร่วมการประชุมด้วย เพราะตอนนี้เขาขยับหน้าที่มาเป็นผู้จัดการทั่วไปแล้ว จิงซิงอี้อธิบายแผนการสร้างโรงพยาบาล โดยใช้โปรเจคเตอร์ขนาดเล็กฉายไปบนผนังเรียบสีขาวในห้องทำงานของจิงเซียว และอธิบายว่า“หลังจากที่พวกเราคุยกันมาหลายครั้งแล้ว ก็มาถึงข้อสรุปในวันนี้นะครับ ตอนนี้ เราจะสร้างโรงพยาบาลขนาด 3 ชั้นบนพื้นที่ว่างใกล้ลานกิจกรรมที่ผมซื้อเอาไว้ ชั้นแรกจะเป็นแผนกผู้ป่วยนอกและห้องฉุกเฉิน ชั้นสองเป็นหอผู้ป่วยในที่มี 10 เตียง และมีห้องพิเศษอีกประมาณ 4 ห้อง ส่วนชั้นสามจะเป็นห้องประชุมและสำนักงานกับห้องพักของหมอ นางพยาบาล กับเจ้าหน้าที่"ชุนเฉิงถามว่า “แล้วศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุล่ะ”จิงซิงอี้ยิ้ม “ผมว่าน่าจะเป็นแผนระยะที่สอง เมื่อเราได้เงินทุนมาพอแล้ว เราจะสร้างอาคารแยกเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ที่จริงผมต้องการจะสร้างอาคารอีกหนึ่งหลัง
อย่างไรก็ตาม เขากับเจี่ยเหรินเริ่มรู้สึกว่าตนเองคงไม่สามารถรับมือกับคนไข้ขนาดนี้ได้แล้ว เขาจึงต้องออกกฎใหม่ ให้มีการรับรักษาคนไข้ตามนัดเท่านั้น โดยนัดคิวล่วงหน้า และถ้าไม่มาตามวันเวลานัด ก็จะข้ามคิวไป คนไข้ต้องมานัดคิวใหม่อีกครั้ง และจะรับรักษาแค่วันละไม่เกิน 30 คน ส่วนคนไข้ฉุกเฉิน จะต้องเป็นรายที่ฉุกเฉินจริงๆ ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่ลัดคิวให้เด็ดขาด แต่จิงซิงอี้ก็ได้หมายเหตุเอาไว้ว่า ควรจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลอื่นจะดีกว่า เพราะแพทย์จีนใช้เวลารักษานาน ไม่เหมาะสมกับกรณีฉุกเฉินนัก จิงซิงอี้จึงคุยกับเจี่ยเหรินตอนกินข้าวกลางวันด้วยกันว่า “ผมว่าพวกเราต้องรับสมัครหมอใหม่มาช่วยแล้วล่ะ ผมไม่ไหวแล้ว ใกล้ตายเต็มที” เจี่ยเหรินหัวเราะแห้งๆ “ผมก็อยากให้มีคนมาช่วยด้วยครับ ผมแทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้ว” “นั่นสิ ถึงผมจะเป็นหมอ ผมก็มีอย่างอื่นที
จิงซิงอี้รักษาเติ้งซินเผิงอยู่ประมาณเกือบหนึ่งเดือน เมื่อพบว่าอาการคงที่แล้ว เขาจึงเดินทางกลับพร้อมกับเจี่ยเหริน แต่จะเดินทางมาติดตามอาการทุกเดือน ซึ่งการมารักษาในครั้งนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเขาแพร่หลายไปในกลุ่มนายทหารชั้นสูงและวงการอื่นๆ เพราะรักษาอาการป่วยหนักจนไม่มีหวังของเติ้งซินเผิงให้กลับมาดีขึ้นได้ และยังค้นพบสาเหตุของโรคที่ซับซ้อน จนตามหาคนที่วางแผนได้ได้อีก เขาจึงมีบุญคุณกับแม่ทัพเติ้งซินเผิงยิ่งขึ้นไปอีกนอกจากนี้ จิงซิงอี้ยังช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพและผิวพรรณให้กับเม่ยหลิงฟงด้วย ก่อนที่เขาจะกลับ เขาบอกเธอว่า “คุณนายครับ ผมจะส่งครีมบำรุงผิวสำหรับลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวนุ่มนวลเปล่งปลั่งมาให้นะครับ ขอให้คุณนายใช้ตามที่แนะนำ มันจะช่วยปรับปรุงสภาพผิวให้ดีขึ้น"คุณนายตั้งใจฟัง เพราะเธอเชื่อถือจิงซิงอี้อย่างเต็มที่แล้ว “ใช้แล้วจะดีขึ้นจริงๆเลยหรือจ๊ะหมอจิง” เธอถามอย่างมีความหวังจิงซิงอี้พยักหน้า “ครีมชุดนี้ผมใส่ตัวยาสมุนไพรเป็นพิเศษ เป็นสูตรเฉพาะที่ผมคิดค้นให้คุณนายครับ ไม่ได้วางขายทั่วไป”เมื่อได้ยิน เธอจึงดีใจมาก หลังจากที่







