LOGINจิงซิงอี้เห็นว่าป้าซ่งมีรูปร่างท้วม ยิ่งทำให้เข่าเสื่อมและเสียรูปมากกว่าปกติ เขาจึงอธิบายอาการให้หญิงสูงวัยฟังว่า
“โรคที่ป้าเป็น คือ ข้อเข่าเสื่อมนะครับ เกิดขึ้นได้จากอายุที่มากขึ้นทำให้เสื่อม แล้วก็น้ำหนักที่มากกว่าปกติ บางคนก็เกิดจากการทำงานหนัก ยกของหนักมานาน”
ป้าซ่งรีบตอบว่า “ใช่เลยจ้ะ ป้าทำไร่ทำสวนมาตั้งแต่สาวๆ บางทีก็ต้องแบกปุ๋ย แบกผักผลไม้ไปขาย ช่วงนี้ป้าปวดเข่ามาก มันตึงไปหมด พอนั่งๆนอนๆ น้ำหนักก็เลยขึ้นอย่างที่หมอเห็นนี่ละจ้ะ”
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยนั้น ลุงซ่งฮ่าวเทียน ก็ถือขวดใส่นมแพะ 3 ขวดเดินเข้าบ้านมาถามว่า
“เท่านี้พอมั้ยหมอจิง”
เมื่อเห็นป้าซ่ง เขาจึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“อายี่ ออกมาทำไม จะเอาอะไรเหรอ”
ป้าซ่งรีบตอบว่า
“ไม่มีอะไร ฉันเห็นว่าหมอจิงมา เลยเดินออกมาทัก”
จิงซิงอี้สังเกตเห็นว่า ป้าซ่งไม่อยากพูดถึงอาการของตนต่อหน้าสามี เขาจึงหันไปพูดกับซ่งฮ่าวเทียนว่า
“เท่านี้ก็พอครับ พรุ่งนี้สัก 5 โมงเย็นจะแวะมาซื้ออีกนะครับ ขอบคุณครับลุงซ่ง”
จากนั้นเขาก็จ่ายเงินให้ไป 50 หยวน ก่อนที่จะเดินออกไป เขาพูดกับป้าซ่งว่า
“โรคนี้ใช้เวลารักษานานก็จริง แต่ถ้ารักษา อาการจะดีขึ้นจนเดินได้เกือบเหมือนปกติ”
ระหว่างปั่นจักรยานกลับบ้าน เขาสงสัยว่าเหตุใดป้าซ่งจึงไม่อยากพูดเรื่องการรักษาต่อหน้าสามี เขารู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะเชื่อถือการรักษาด้วยแพทย์แผนจีน และสองสามีภรรยาคู่นี้อาจเคยมีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาเอานมแช่ตู้เย็นเอาไว้ จากนั้นก็ใช้โทรศัพท์สั่งซื้ออาหารสำหรับสุนัข จากร้านขายอาหารสัตว์ในหมู่บ้านใกล้ๆ ซึ่งจะมาส่งให้ในตอนเย็น
จากนั้นเขาก็เตรียมทำอาหารให้สุนัขจิ้งจอก โดยจะทำเก็บเอาไว้ให้พวกมันกินได้ 2-3 วัน เขาเตรียมไข่ไก่ เนื้อไก่และหมู และเดินไปสวนหลังบ้านเพื่อเก็บผักบางอย่าง แอปเปิ้ลและสาลี่จากสวนหลังบ้าน เพื่อให้ทั้งคนและสุนัขจิ้งจอก เพราะพวกมันก็ต้องกินผักผลไม้เช่นเดียวกับคนด้วย
ในระหว่างที่เขาเตรียมอาหารสุนัขจิ้งจอก ก็มีเสียงเตือนว่ามีข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือของเขา เมื่อเปิดอ่าน ก็พบว่ามาจากเย่เฉิน เพื่อนสนิทที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแพทย์เดียวกัน เขาส่งข้อความมาชวนจิงซิงอี้ไปเป็นแพทย์อาสา เพื่อตรวจคนไข้ฟรีตามชุมชนกับอาจารย์ที่เคยสอนพวกเขาในมหาวิทยาลัย
ชายหนุ่มคิดสักพักก่อนจะพิมพ์ตอบตกลง เขาเองก็อยากจะพบอาจารย์ที่เขาเคารพนับถือ และยังได้ไปฝึกประสบการณ์ในการรักษาโรคด้วย
คลินิกของเขาเพิ่งเปิดมาไม่กี่วัน ยังไม่มีคนป่วยมารักษามากนัก ทำให้เขาคิดถึงการโปรโมทร้าน และการทำธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องไปด้วย
เมื่อเตรียมอาหารให้สุนัขจิ้งจอกเสร็จ เขาก็เริ่มวางแผนการโปรโมทคลินิก ด้วยการอาสาตรวจโรคฟรีในวันเสาร์ช่วงเย็น ที่หมู่บ้านข้างๆ และแจกถุงหอมสมุนไพรที่มีชื่อคลินิกและเบอร์ติดต่อเอาไว้ เขาเชื่อว่า การแจกของฟรีจะทำให้คนอยากเข้ามาตรวจโรคด้วย
แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดคิด เมื่อได้ยินเสียงเจ้าตัวเล็กเห่าเรียก เขาจึงรีบเดินออกไปดู และเห็นแม่สุนัขจิ้งจอกที่ย้ายมานอนบนผ้าห่มที่พื้นมุมห้อง พยายามจะลุกขึ้นมา โดยมีเจ้าตัวเล็กเดินวนเวียนส่งเสียงเห่า และคอยเลียหน้าเลียตาแม่ของมันอยู่
จิงซิงอี้ค่อยๆ เดินเข้าไปเพื่อไม่ให้มันตกใจ มันมองมาที่จิงซิงอี้อย่างระแวดระวัง เขาถามมันว่า “ฟื้นแล้วหรือ เจ็บตรงไหนบ้าง”
เขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่ควรเข้าไปใกล้และสัมผัสตัวมัน เขาจึงเดินกลับไปที่ห้องครัว เทน้ำใส่ถ้วย และตักไก่ต้มใส่ผักและยกถ้วยกลับมา แม่สุนัขจิ้งจอกขยับจมูกเมื่อได้กลิ่นอาหาร จิงซิงอี้วางถ้วยน้ำและอาหารไว้ด้านหน้า และถอยออกมานั่งมองห่างๆ
แม่จิ้งจอกขยับตัวเข้าไปใกล้ถ้วยอาหาร มันมองเขาเหมือนชั่งใจ ชายหนุ่มยิ้มให้มัน และพูดด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “กินซะ จะได้มีแรง”
เหมือนจะเข้าใจ แม่สุนัขจิ้งจอกก้มหน้าก้มตากินอาหารในถ้วยจนหมด และหันไปเลียกินน้ำในถ้วยต่อ ในขณะที่เจ้าตัวเล็กเดินไปเดินมา และนอนลงข้างแม่เพื่อที่จะดูดนม จิงซิงอี้บอกมันว่า
“เจ้าหนู แม่ยังบาดเจ็บอยู่ จะเอานมที่ไหนมาให้ กินนมแพะไปก่อนนะ”
จากนั้น เขาก็เดินกลับไปอุ่นนมแพะและยกถ้วยนมมา เขาเรียกจนเจ้าตัวเล็กยอมเดินมาใกล้ มันดมถ้วยนมและเลียกินอย่างหิวโหย
ในระหว่างนั้น จิงซิงอี้เช็คอายุของเจ้าตัวเล็กจากอินเทอร์เน็ต และพบว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 1-2 เดือน กินได้ทั้งนมและอาหารสุนัขแบบอ่อน เขาจึงสั่งอาหารลูกสุนัขเพิ่มเติมจากร้านที่สั่งเอาไว้ก่อนหน้านี้
เขาปล่อยพวกมันเอาไว้ในห้อง โดยเปิดประตูเอาไว้เล็กน้อย เพื่อให้พวกมันเดินเข้าออกได้ และไปหาจิงเซียวที่ห้องยาสมุนไพร
เขาบอกชายชราว่า แม่สุนัขจิ้งจอกฟื้นแล้วและกำลังกินอาหาร พรุ่งนี้เขาจะตรวจเช็คแผลของมันอีกครั้งหนึ่ง
จากนั้น จิงซิงอี้ก็ช่วยจิงเซียวเตรียมยาสมุนไพรหรือการเผาจี้อสมุนไพรจีน
ทุกวันนี้จิงเซียวไม่ค่อยได้รักษาคนไข้แล้ว เพราะเขาเริ่มเดินทางไม่สะดวก ประกอบกับอายุที่มากขึ้น ทำให้เขาอยากทำในสิ่งที่ชอบมากกว่า ช่วงหลังมานี้ เขาจึงใช้เวลากับการเก็บรวบรวมสมุนไพรจากหลากหลายแหล่งเพื่อนำมาเป็นยา ทั้งใช้กับคนไข้และขาย
สำหรับจิงซิงอี้ ช่วงที่ใกล้จะเรียนจบ เขาแทบจะไม่มีเวลาว่างทำสมุนไพรเอง จึงพักการขายไประยะหนึ่ง แต่ในตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะทำธุรกิจสมุนไพรของตนเอง โดยมีจิงเซียวคอยให้คำแนะนำ
โดยปกติแล้วจิงเซียวและจิงซิงอี้จะสั่งซื้อยามาจากเจ้าประจำ พวกเขาจะการทำยาสมุนไพรเอง เฉพาะที่เก็บมาจากป่าและบนภูเขา โดยเฉพาะสมุนไพรหายากที่ไม่มีวางขายทั่วไป
ตอนนี้ จิงซิงอี้กำลังจะทำถุงหอมสมุนไพรเพื่อแจก มีส่วนผสมหลักคล้ายกับของคนอื่น แต่เขาเพิ่มสมุนไพรพิเศษที่จัดเตรียมเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดผลข้างเคียงบางอย่างของสมุนไพร
สูตรเหล่านี้ ได้มาจากสูตรยาสมุนไพรของจิงเซียวที่มีความพิเศษ ซึ่งมีเพียงจิงซิงอี้คนเดียวที่ได้รับการถ่ายทอด ถึงแม้หมอจีนหลายคนจะอ้อนวอนขอให้จิงเซียวช่วยสอนมานานนับสิบปี แต่ชายชราก็ปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
จิงซิงอี้หั่นสมุนไพรหลักๆตามสูตรถุงหอมปกติ เตรียมใส่กระด้งนำไปตากแดด เขาเพิ่มขิง ตะไคร้ พริกไทยและผิวส้มกับมะนาวลงไปด้วย เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยหรือยูจีนอล เพราะช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงจากเย็นไปสู่ร้อนชื้น ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นหวัดคัดจมูก และปวดหัว
สำหรับถุงหอมที่ใส่นั้น เขาเลือกผ้ามีลวดลายปักแบบจีน และติดชื่อคลินิกและวิธีติดต่อเอาไว้ อย่างไรก็ตาม เขายังคิดจะใช้ถุงผ้าแบบอื่นๆ และถุงกระดาษสีน้ำตาลอ่อนด้วย ซึ่งแบบหลังเป็นสมุนไพรสำหรับวางในบ้านและในรถ เพื่อช่วยขับไล่แมลงและกำจัดกลิ่นอับ
หลังจากตากสมุนไพรเสร็จแล้ว เขาใช้คอมพิวเตอร์ค้นหาข้อมูลสมุนไพร และตำรับยาต่างๆ เพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง
ตลอดช่วงบ่ายคล้อยจนถึงตอนเย็น สองตาหลานใช้เวลาด้วยกันไปกับการจัดเตรียมสมุนไพร ทั้งการนำไปรักษาคนไข้ และเตรียมทำถุงหอมสมุนไพร ทั้งสูตรเก่าและสูตรใหม่
จิงซิงอี้ขอให้จิงเซียวช่วยหาข้อมูลบริษัทที่ปลูกสมุนไพร เพราะเขาต้องการจะปลูกสมุนไพรบางส่วนเอง จิงเซียวเห็นด้วย เพราะตอนนี้ชายหนุ่มเรียนจบแล้ว สามารถทุ่มเทเวลาในการรักษาคนและทำธุรกิจได้เต็มที่
สำหรับสถานที่ปลูกนั้น เขาตั้งใจจะไปปรึกษาคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อดูว่าเขาจะสามารถใช้พื้นที่หลังบ้านที่เป็นรอยต่อกับภูเขา และพื้นที่บนภูเขาบางส่วนได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรบ้าง
จิงเซียวให้เสรีภาพกับจิงซิงอี้ในการทำสิ่งที่ชอบ ซึ่งแตกต่างจากลูกศิษย์คนอื่นๆ ที่ถูกอบรมสั่งสอนและควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ลูกศิษย์สองคนแรกของเขา คือ ลั่วเยี่ยนและซุนเฉิงต่างก็เข้าใจดี เพราะจิงซิงอี้มีอายุห่างจากพวกเขามาก ทำให้พวกเขาเอ็นดูชายหนุ่มเหมือนกับลูกหลานของตนเอง
นอกจากนี้ จิงซิงอี้ยังนิสัยดี อ่อนน้อม และฉลาดเฉลียวเกินวัย พวกเขาเรียนวิชาจากจิงเซียว และออกเดินทางไปด้วยกันหลายครั้ง ตั้งแต่จิงซิงอี้ยังเป็นเด็ก จึงมีความสนิทสนมกันมาก การที่จิงเซียวรักและเอ็นดูชายหนุ่มมาก จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับศิษย์พี่คนอื่นๆ
จิงซิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขามองไปรอบๆ ตัว และพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของเขา ที่หมู่บ้านจูเจียว ตอนนี้ในห้องยังมืดอยู่ แต่ก็เริ่มมีแสงสว่างรำไรลอดเข้ามาทางกระจกหน้าต่าง ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเช้ามืดแล้วเขานอนนิ่งๆ เพื่อทบทวนความฝันที่เกิดขึ้น เขาได้ย้อนกลับไปยุคซ่งเหนืออีกครั้ง ได้เห็นเหตุการณ์หลังจากที่เขาตกหน้าผา ได้เห็นชีวิตของคนสำคัญในชีวิตของเขา และที่สำคัญ ได้เห็นแล้วว่า เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับแพทย์หลวงจิงเซียวในยุคนั้นพระเจ้าได้ให้โอกาสเขากลับไปอำลาคนที่อยู่ข้างหลัง ผ่านทางความฝัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถพูดคุยและแสดงตัวตนได้ แต่เขาก็ดีใจมาก ที่ได้เห็นว่าคนที่เขารักและห่วงใยทุกคน ยังอยู่ดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกเขายังคงรักษาความฝันของเขาเอาไว้ ด้วยการสืบทอดโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลฉางซานสิ่งที่ทำให้เขาตกใจและประหลาดใจมากที่สุด ก็คือ เขาไม่ใช่หลงซิงเหยียนข้ามเวลามา แต่เขาคือลูกชายของหลงซิงเหยียนนั่นเอง!ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ตัวเขาเองในวัยผู้ใหญ่ เป็นคนย้อนยุคกลับไปและก็เป็นคนพาตัวเองในวัยเด็ก ข้ามเวลาจากซ่งเหนือมาอยู่ในยุคอนาคต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมานั้น เป็นภาพชีวิตของแต่ละคนที่เขาผูกพันด้วย เขาเห็นโม่หยวนหลิงที่ยุติอาการโศกเศร้าเพราะคำพูดของใต้เท้าเปา และกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ รวมไปถึงใต้เท้าจิงเซียว เหมือนกับทั้งสองคน เข้าใจในความหมายของใต้เท้าเปาเจิง ที่ว่าจิงซิงอี้กลับไปยังโลกเดิมของเขาแล้ว ภาพที่เขาเห็นต่อมา คือ การที่โม่หยวนหลิงขอให้จิงเซียวและใต้เท้าเปาเจิง เข้ามาช่วยดูแลโรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อสืบทอดสำนักแพทย์ฉางซานต่อไป ในขณะที่ลูกศิษย์รุ่นแรกกลายมาเป็นกำลังหลักในการทำงาน และเป็นอาจารย์คอยสอนนักเรียนรุ่นหลังสำนักแพทย์ฉางซานยังคงเดินหน้าต่อไป ตามเส้นทางที่จิงซิงอี้วางเอาไว้ และในช่วงปีหลังๆ จิงเซียวลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวง และมาดูแลโรงเรียนกับโรงพยาบาลอย่างเต็มตัว ในขณะที่โม่หยวนหลิง ซัวซีเว่ย ลั่วปิง เจี่ยหยวน ยังคงสานต่อธุรกิจสมุนไพรของจิงซิงอี้ และช่วยงานจิงเซียว เพื่อดำเนินรอยตามเจตนารมณ์ของจิงซิงอี้
วิธีคิดของตู้หว่านจิง เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาคิดว่าควรจะลงทุนซื้อที่ตั้งแต่ยังราคาถูกจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะขายที่ให้ง่ายๆวันหนึ่ง จิงซิงอี้คุยกับผู้ใหญ่บ้านหวังคุนและเตือนเขาว่า “ผมอยากให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยเตือนชาวบ้านว่า อย่าปล่อยขายที่ดินจนหมดนะครับ โดยเฉพาะคนนอกที่มาเก็งกำไร เพราะเป็นการตัดโอกาสการพัฒนาในอนาคตของพวกเรา”ชาวบ้านที่อยากจะทำธุรกิจและทำการเกษตรในอนาคต ก็จะไม่มีที่เหลือแล้ว เพราะตนเองขายที่ให้คนนอกไปจนหมด เมื่อคิดอยากทำธุรกิจก็ต้องไปเช่าหรือซื้อจากคนอื่นอีก และคนนอกที่มาซื้อที่ มักซื้อไว้เพื่อทำกำไร แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ชาวบ้านจิงซิงอี้บอกว่า “ผมอยากให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นพวกเรามากกว่า ไม่ใช่คนแปลกหน้า ที่แค่ต้องการจะมาเที่ยวเป็นบางฤดูกาลเหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตอนนี้ แล้วตอนนี้ พวกเราก็มีช่องทางหากินแล้ว ทั้งการทำธุรกิจเอง หรืออย่างน้อยก็ยังปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เองได้ เป็นการรับประกันว่า พวกเขาจะยังมีกินมีใช้ ต่อให้ลูกหลายตกงานกลับมา ก็ยังมีที่ดินไว้ทำกิน”ผ
วันนี้เป็นวันที่ทุกคนในบ้านหมอจิง มาประชุมกันเพื่อพูดคุยเรื่องการสร้างโรงพยาบาล ที่จะเป็นโครงการใหญ่ของพวกเขา และเป็นรากฐานของสำนักแพทย์ฉางซาน พวกเขาทั้งสี่คน จะร่วมลงทุนและทำงานไปด้วยกันที่นี่พวกเขาเชิญซูเคอเข้าร่วมการประชุมด้วย เพราะตอนนี้เขาขยับหน้าที่มาเป็นผู้จัดการทั่วไปแล้ว จิงซิงอี้อธิบายแผนการสร้างโรงพยาบาล โดยใช้โปรเจคเตอร์ขนาดเล็กฉายไปบนผนังเรียบสีขาวในห้องทำงานของจิงเซียว และอธิบายว่า“หลังจากที่พวกเราคุยกันมาหลายครั้งแล้ว ก็มาถึงข้อสรุปในวันนี้นะครับ ตอนนี้ เราจะสร้างโรงพยาบาลขนาด 3 ชั้นบนพื้นที่ว่างใกล้ลานกิจกรรมที่ผมซื้อเอาไว้ ชั้นแรกจะเป็นแผนกผู้ป่วยนอกและห้องฉุกเฉิน ชั้นสองเป็นหอผู้ป่วยในที่มี 10 เตียง และมีห้องพิเศษอีกประมาณ 4 ห้อง ส่วนชั้นสามจะเป็นห้องประชุมและสำนักงานกับห้องพักของหมอ นางพยาบาล กับเจ้าหน้าที่"ชุนเฉิงถามว่า “แล้วศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุล่ะ”จิงซิงอี้ยิ้ม “ผมว่าน่าจะเป็นแผนระยะที่สอง เมื่อเราได้เงินทุนมาพอแล้ว เราจะสร้างอาคารแยกเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ที่จริงผมต้องการจะสร้างอาคารอีกหนึ่งหลัง
อย่างไรก็ตาม เขากับเจี่ยเหรินเริ่มรู้สึกว่าตนเองคงไม่สามารถรับมือกับคนไข้ขนาดนี้ได้แล้ว เขาจึงต้องออกกฎใหม่ ให้มีการรับรักษาคนไข้ตามนัดเท่านั้น โดยนัดคิวล่วงหน้า และถ้าไม่มาตามวันเวลานัด ก็จะข้ามคิวไป คนไข้ต้องมานัดคิวใหม่อีกครั้ง และจะรับรักษาแค่วันละไม่เกิน 30 คน ส่วนคนไข้ฉุกเฉิน จะต้องเป็นรายที่ฉุกเฉินจริงๆ ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่ลัดคิวให้เด็ดขาด แต่จิงซิงอี้ก็ได้หมายเหตุเอาไว้ว่า ควรจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลอื่นจะดีกว่า เพราะแพทย์จีนใช้เวลารักษานาน ไม่เหมาะสมกับกรณีฉุกเฉินนัก จิงซิงอี้จึงคุยกับเจี่ยเหรินตอนกินข้าวกลางวันด้วยกันว่า “ผมว่าพวกเราต้องรับสมัครหมอใหม่มาช่วยแล้วล่ะ ผมไม่ไหวแล้ว ใกล้ตายเต็มที” เจี่ยเหรินหัวเราะแห้งๆ “ผมก็อยากให้มีคนมาช่วยด้วยครับ ผมแทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้ว” “นั่นสิ ถึงผมจะเป็นหมอ ผมก็มีอย่างอื่นที
จิงซิงอี้รักษาเติ้งซินเผิงอยู่ประมาณเกือบหนึ่งเดือน เมื่อพบว่าอาการคงที่แล้ว เขาจึงเดินทางกลับพร้อมกับเจี่ยเหริน แต่จะเดินทางมาติดตามอาการทุกเดือน ซึ่งการมารักษาในครั้งนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเขาแพร่หลายไปในกลุ่มนายทหารชั้นสูงและวงการอื่นๆ เพราะรักษาอาการป่วยหนักจนไม่มีหวังของเติ้งซินเผิงให้กลับมาดีขึ้นได้ และยังค้นพบสาเหตุของโรคที่ซับซ้อน จนตามหาคนที่วางแผนได้ได้อีก เขาจึงมีบุญคุณกับแม่ทัพเติ้งซินเผิงยิ่งขึ้นไปอีกนอกจากนี้ จิงซิงอี้ยังช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพและผิวพรรณให้กับเม่ยหลิงฟงด้วย ก่อนที่เขาจะกลับ เขาบอกเธอว่า “คุณนายครับ ผมจะส่งครีมบำรุงผิวสำหรับลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวนุ่มนวลเปล่งปลั่งมาให้นะครับ ขอให้คุณนายใช้ตามที่แนะนำ มันจะช่วยปรับปรุงสภาพผิวให้ดีขึ้น"คุณนายตั้งใจฟัง เพราะเธอเชื่อถือจิงซิงอี้อย่างเต็มที่แล้ว “ใช้แล้วจะดีขึ้นจริงๆเลยหรือจ๊ะหมอจิง” เธอถามอย่างมีความหวังจิงซิงอี้พยักหน้า “ครีมชุดนี้ผมใส่ตัวยาสมุนไพรเป็นพิเศษ เป็นสูตรเฉพาะที่ผมคิดค้นให้คุณนายครับ ไม่ได้วางขายทั่วไป”เมื่อได้ยิน เธอจึงดีใจมาก หลังจากที่







