Masukดวงวิญญาณของฟางเซียนจากยุคปัจจุบันได้มาปรากฏอยู่ในยุคอดีตที่กาลเวลาย้อนกลับไปกว่าหนึ่งพันห้าร้อยปี ในรัชสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจง กษัตริย์องค์ที่หกแห่งราชวงศ์ถัง ดวงวิญญาณของฟางเซียนถูกนำกลับมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เมื่อคนทางวังหลวงได้มาพบหญิงงามที่สุดในแผ่นดินต้าถังและถูกเรียกตัวเขาวังเพื่อถวายตัวให้กับจักรพรรดิถังเสวียนจง ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายทั้งความรัก ริษยาและการแย่งชิงภายในราชสำนักฝ่ายใน และทำให้จางลี่เซียนในชาติอดีตพบจุดจบอย่างน่าเวทนา
และร่างของคุณหนูจางลี่เซียนก็คืออดีตชาติของเธอนั่นเอง ดวงวิญญาณของหญิงสาวถูกแรงดึงดูดมหาศาลดึงดวงวิญญาณของเธอเข้าไปในร่างของคุณหนูเล็กแห่งบ้านตระกูลจางอย่างรวดเร็ว ทำให้ดวงวิญญาณจากยุคปัจจุบันและดวงวิญญาณจากยุคอดีตซึ่งเป็นอดีตซาติของเธอหลอมเข้ากลายเป็นดวงจิตและดวงวิญญาณดวงเดียวกัน ล่วงรู้ภพอดีตชาติและภพอนาคตอย่างไม่คาดฝัน ท่ามกลางความงุนงงและสับสนของหญิงสาวที่ไม่รู้ว่าบัดนี้เธอมาอยู่ ณ ที่แห่งหนใดกันหนอ “นี่ฉันอยู่ที่ไหน! ฉันอยู่ที่ไหน!” สิ้นเสียงรำพึง ฟางเซียนสิ้นสติไปทันทีพร้อมกับร่างงามก็เริ่มจมดิ่งลงไปอยู่ที่ก้นบ่อ กระดองเต่าที่สลักจารึกโบราณลอยวนเวียนโอบล้อมร่างงามนั้นเอาไว้ แสงเรืองรองสว่างวาบเฝ้าคอยปกป้องเพื่อมิให้นางมีภัยร้ายขึ้นมาอีก ก่อนจะวนรอบไปบริเวณข้อมือพร้อมแปรเปลี่ยนจากกระดองเต่าที่สลักจารึกโบราณกลายเป็นกำไลหยกประดับอยู่ในข้อมือเรียวของลี่เซียนหรือฟางเซียนนั่นเอง เวลาผ่านไปมิรู้กี่ชั่วยาม ในยามนี้บรรดาบ่าวรับใช้ต่างพากันออกตามหาคุณหนูเล็กแห่งตระกูลจางกันจ้าละหวั่นด้วยไม่มีผู้ใดพบเห็นตั้งแต่เวลาบ่ายจวบจนเย็นย่ำพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินไปทุกขณะ ก็ไม่มีวี่แววของคุณหนูลี่เซียนแต่อย่างใด จนกระทั่งบรรดาบ่าวรับใช้พากันเดินมาทางด้านหลังสุดตรงท้ายบ้านซึ่งมีบ่อน้ำตั้งอยู่ เสียงของบ่าวรับใช้ผู้ชายก็พลันเปรียบเปรยขึ้น “ข้าหวังว่าคุณหนูของพวกเราจะไม่ตกลงไปในบ่อน้ำนะ เพราะใครที่ได้ตกลงไปมีหวังตายลูกเดียว” “เพียะ!” เสียงฝ่ามือตีลงบนต้นแขนของเด็กหนุ่มที่เพิ่งกล่าวออกมา “อย่าพูดอะไรเป็นลางไม่ดีแบบนี้ บ่อน้ำนี้ยังไม่เคยมีใครตกลงไปสักหน่อยเจ้าเอาอะไรมาพูด” เด็กหนุ่มส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปพร้อมใช้มือลูบต้นแขนของตัวเองไปมาเบาๆ “ข้าก็พูดไปเรื่อยเปื่อยท่านแม่ ก็แหม บ่อน้ำนี้ไม่เคยเห็นว่าจะแห้งสักที ตรงกันข้ามยังมีน้ำอยู่เต็มบ่อและมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาทุกที ข้าเคยได้ยินคุณชายใหญ่พูดว่าบ่อน้ำนี้อยู่มาห้าชั่วคนแล้วและก็ไม่เคยแห้งเลย ท่าทางคงจะลึกมากด้วย” เด็กหนุ่มพูดพลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับท่านแม่ของตน ข้างฝ่ายมารดาได้แต่ส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงบ่อน้ำพลางก้มหน้ามองลงไปในนั้น “มันก็จริงดั่งคำที่เจ้ากล่าวจริงๆ นั่นแหละ ข้าเองเกิดมาในตระกูลจางก็เห็นบ่อน้ำนี้แล้วเช่นกัน สงสัยคงจะมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่ นอน” กล่าวพร้อมก้มหน้าลงไปอีกเมื่อนางมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่ก้นบ่อน้ำลางๆ กำลังค่อยๆ ลอยขึ้นมาทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งเห็นเป็นร่างของคนกำลังลอยขึ้นมาอย่างชัดเจน “กรี๊ดดดดดดดดดด” เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณเมื่อแรกเห็นกำลังลอยขึ้นมาจากก้นบ่ออย่างช้าๆ ก่อนจะตะโกนก้องออกมาอย่างสุดเสียงเมื่อร่างงามพลิกจากท่าคว่ำมาเป็นท่าหงาย “ช่วยด้วย!!! คุณหนูลี่เซียนตกน้ำ!!!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังกึกก้องไปทั่วบริเวณดังกระหึ่มขึ้นมาทันที พร้อมๆ กับความโกลาหลอลหม่านจนวุ่นวายไปทั้งบ้าน เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายท่านแม่ของตน รีบวิ่งไปแจ้งข่าวผู้นำของตระกูลและจางฮูหยินอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของหยุนซีและลี่อิงบ่าวรับใช้คนสนิท ซึ่งกำลังตามหาคุณหนูของตนไปจนทั่วก่อนจะรีบวิ่งมาที่บ่อน้ำทันทีที่ได้ยินข่าวว่าคุณหนูของพวกนางตกลงไปในบ่อน้ำจะรอดหรือไม่ก็มิอาจรู้ได้ ทุกสิ่งในขณะนี้โกลาหลอลหม่านไปหมด จางหยวนฟู่ วิ่งตรงดิ่งมายังบ่อน้ำอย่างไม่คิดชีวิตทันทีที่ได้รับข่าวบุตรี ในขณะที่จางฮูหยินเป็นลมหมดสติไปโดยพลันครั้นเมื่อล่วงรู้ข่าวบุตรีเพียงคนเดียวของนาง เล่นเอาทุกชีวิตในบ้านตระกูลจางขณะนี้มีแต่ความโกลาหลและเสียงร่ำไห้ดังระงมในขณะเดียวกัน ร่างอวบของพี่เลี้ยงคนซื่อหงลี่อิงกำลังยืนกระหืดกระหอบอยู่ด้านนอกประตูบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจที่เห็นทั้งภายในและภายนอกของบ้านมีแสงสว่างจากโคมไฟปรากฏให้เห็นอยู่ แทนที่จะมืดมิดดั่งที่นางคิดเอาไว้แต่แรก “ทำไมบ้านถึงยังเหมือนมีคนอยู่อีกนะ พ่อบ้านฮุ่ยคังไปแจ้งข่าวให้คุณหนูได้ทราบตามที่ข้าสั่งไว้หรือเปล่ากันเล่ารูปการณ์จึงออกมาเป็นเช่นนี้” ลี่อิงรำพึงออกมาเบาๆ จังหวะเดียวกับบานประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และร่างสันทัดของพ่อบ้านชราก็โผล่ออกมาพอดี “ลี่อิง! เจ้ากลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ” ฮุ่ยคังเอ่ยถามออกไปด้วยความดีใจเมื่อเห็นพี่เลี้ยงคนซื่อยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด “นี่เจ้ากลับมาด้วยความปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฮูหยินท่านเป็นกังวลใจมาก ไม่ยอมหลบหนีออกจากบ้านตามที่เจ้าสั่งให้ข้าบอกแม้แต่น้อยเลยนะ” ลี่อิงตาเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “อะไรนะ! คุณหนูยังไม่ยอมหนีไปอีกเหรอ แล้วนายท่านล่ะ!... นายท่านกลับมาจากหาสมุนไพรบนยอดเขาหรือยัง” ลี
ภายในโรงเตี๊ยม บรรดาทหารองครักษ์ซึ่งอยู่ในคราบชาวบ้าน ต่างเดินตรงไปยังห้อง พักส่วนพระองค์ของถังเสวียนจงฮ่องเต้ในค่ำคืนนี้ด้วยมีข่าวเร่งด่วนเพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ ทันทีที่เหล่าองค์รักษ์มาถึงหน้าประตู หนึ่งในนั้นเอ่ยส่งสัญญาณลับอันเป็นที่รู้กันภายในทันทีหากต้องติดต่อในยามวิกาล “มัจฉาแหวกว่ายทวนน้ำ” ทันทีที่รหัสลับเอ่ยออกไป ภายในห้องพักปรากฏแสงสว่างขึ้นมาโดยพลัน บานประตูเปิดออกพร้อมพระวรกายสูงใหญ่ทรงยืนตรงหน้าประตู “มีข่าวด่วนอะไรมารายงานข้า!” รับสั่งถามออกไปทันที พร้อมหันพระวรกายกลับเข้าไปภายในห้องพักโดยมีร่างของบรรดาทหารองครักษ์ทยอยเข้ามาภายในห้องดังกล่าว “กราบทูลฝ่าบาท เสี่ยวเอ้อร์ของทางโรงเตี๊ยมมาแจ้งข่าวให้ทราบว่า พบศพหยุนซีนอนตายอยู่กลางถนนขณะเดินกลับมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ” พระขนงเข้มขมวดเข้าหากันทันใดเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “นางตายแล้วอย่างนั้นรึ! แล้วล่วงรู้สาเหตุการตายหรือเปล่า” รับสั่งถามออกไปทันที “ศพถูกปิ่นปักผมแทงเข้าที่หน้าอกจนมิดเลยพ่ะย่ะค่ะ แต่
โฉมงามกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อนางได้ใคร่ครวญและตัดสินใจเลือกที่จะอยู่รอเสวียนจงฮ่องเต้ ดีกว่าจะต้องหลบหนีแล้วถูกตามล่าจนพลิกแผ่นดินก็ว่าได้ “ขืนกลับไปวังหลวงเกิดต้องถูกจำคุกอยู่แต่ในคุกหลวง หรือมีพระบัญชาจองจำคุณหนูให้อยู่แต่ภายในตำหนักเย็นไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ชีวิตแบบนั้นคุณหนูของบ่าวจะต้องเผชิญกับมันทันทีที่ฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ และถ้าหากทรงล่วงรู้ว่าคุณหนูกลายเป็นฮูหยินของนายท่านแล้ว บ่าวไม่อยากจะคิดเลย ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ เจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงคนซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาด หวั่นเป็นยิ่งนัก “มันคือเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ แม้ว่าข้าจะผ่านการไหว้ฟ้าดินกับฝ่าบาทมาแล้วก็ตาม แต่เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าตายจึงทำให้การแต่งงานในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ข้ามีวิธีเอาตัวรอดลี่อิงไม่ต้องห่วงข้า ถึงอย่างไรเสียชีวิตข้านับจากนี้ต่อไป ถ้าไม่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงก็ต้องถูกจองจำอยู่ที่ตำหนักเย็น เจ้าต่างหากที่ควรจะหนีไปเพราะถ้าหากอยู่กับข้าจะพลอยทำให้ลำบากไปกับข้าด้วย รีบหนีไปบ้านเกิดของเจ้าเสียเถอะ” ประโยคสุดท้ายโฉมงามหันไปกล่าวกับพี่เลี้ยงคนซื่อด้วยความห่วงใย
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลเฉิน “ฮูหยินขอรับ! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เสียงของฮุ่ยคังดังมาก่อนตัว จนทำให้ลี่เซียนซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนเพราะมีอาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะมาตั้งแต่ช่วงเช้ารู้สึกตัวขึ้นมาโดยพลัน ร่างอรชรลุกจากเตียงก่อนจะเดินโซซัดโซเซเพื่อไปเปิดประตูให้กับพ่อบ้านคนซื่อที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนในขณะนี้ “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ร้องเรียกหาข้าจนดังไปทั่วบ้านเช่นนี้” โฉมงามเอ่ยถามด้วยความแปลกใจพลางสังเกตสีหน้าของพ่อบ้านวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยอาการร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “แล้วนี่ไปซื้อของในเมืองมาทำไมจึงเห็นเจ้าเพียงคนเดียว ลี่อิงไปไหน!” ลี่เซียนถามหาพี่เลี้ยงคนซื่อของนางทันทีและเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “คือว่าลี่อิงนางยังคงอยู่ในตัวเมืองอี้โจวขอรับฮูหยินไม่ได้กลับมาด้วย แต่ให้บ่าวรีบกลับมารายงานให้นายท่านกับฮูหยินรีบหลบหนีออกไปจากบ้านสกุลเฉินก่อนจะมีอันตราย” คำกล่าวของฮุ่ยคังทำให้โฉมงามขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทั
เมืองอี้โจว ภายในตัวเมืองในย่านการค้าเต็มไปด้วยชาวเมืองอี้โจว กำลังเดินจับจ่ายหาซื้อสินค้าที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้ในครัวเรือน ของป่ามากมายวางขายดาษดื่นจนเต็มไปหมด ทั้งผ้าแพรพรรณรวมไปถึงเครื่องประดับและของกินของใช้อื่นๆ มีให้เลือกจนละลานตา ลี่อิงกำลังเดินจับจ่ายซื้อของโดยมีพ่อบ้านฮุ่ยคังเดินตามหลัง คอยช่วยถือของให้นางไม่ห่าง พี่เลี้ยงคนซื่อกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตามรายการที่คุณหนูของนางจดให้มาซื้อจนยาวเป็นหางว่าว ลี่อิงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสกุลเฉินมานานกว่าสองเดือนแล้ว กลายเป็นชาวเมืองอี้โจวเต็มตัว ชีวิตซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้คุณหนูของนางมีความสุขเป็นยิ่งนักในฐานะฮูหยินของตระกูลจ้าว โดยมีบ่าวไพร่เก่าแก่ของสกุลเฉินและลี่อิงคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อสองสามีภรรยาที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันในขณะนี้ ร่างอวบเดินผ่านผู้คนย่านตลาดการค้าพร้อมถือรายการที่จดใส่ในกระดาษมาไล่เลียงอีกครั้งว่าหาซื้อครบทุกรายการตามที่คุณหนูของนางสั่งมาครบหรือไม่ ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นหูนางเป็นยิ่งนั
รับสั่งขององค์ฮ่องเต้ทำให้หยุนซีหวนนึกถึงวันที่นางแอบได้ยิน ลี่อิงพูดคุยเรื่องการเดินทางกับแม่ทัพหนุ่มชื่อก้องว่าจะเดินทางไปที่ใด เพียงแต่ได้ยินไม่ค่อยชัดเจนเนื่องจากจุดที่นางแอบฟังอยู่ในขณะนั้นค่อนข้างไกลพอสมควร “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลเพิ่มเติมเพคะ” เสวียนจงฮ่องเต้หันกลับมาทอดพระเนตรเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “มีอะไรก็ว่ามา” รับสั่งอนุญาต พี่เลี้ยงร่างอวบรวบรวมความกล้าพร้อมทบทวนเหตุการณ์ในวันที่นางแอบได้ยินการพูดคุยระหว่างเพื่อนรักกับจ้าวเทียนอี้ออกไปทันใด “กราบทูลฝ่าบาท วันที่ลี่อิงกำลังจะออกจากวังหลวงหม่อมฉันบังเอิญเดินผ่านไปเห็นแม่ทัพจ้าวเทียนอี้กับลี่อิงกำลังคุยถึงเรื่องการเดินทาง ได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไรนักแต่เท่าที่จับใจความได้ หม่อมฉันได้ยินท่านแม่ทัพจ้าวเอ่ยถึงเมืองอี้โจวเพคะ” และนั่นทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ลุกประทับจากพระเก้าอี้ทันที จนนางพี่เลี้ยงปากดีรีบหมอบลงพื้นแทบไม่ทัน “ว่าอะไรนะ! เจ้าได้ยินจ้าวเทียนอี้เอ่ยถึงเมืองอี้โจวอย่างนั้นเหรอ!” รับสั่งสุรเสียงดังก้องจนทุกชีวิตในบ้านสกุล







