Se connecterนครฉางอาน
ปีที่ 2 ในรัชสมัยจักรพรรดิถังรุ่ยจง เมืองหลวงใหญ่แห่งแผ่นดินต้าถังในเวลานี้เต็มไปด้วยชาวเมืองฉางอานมากมาย กำลังยืนมุงเพื่ออ่านแผ่นประกาศของวังหลวง เนื่องจากมีข่าวลือแพร่สะพัดมานานไม่ต่ำกว่าสองเดือนแล้ว ว่าฮ่องเต้ถังรุ่ยจง จะทรงสละราชสมบัติให้กับพระโอรสองค์ที่สามพระนามว่า เจ้าชายหลี่หลงจี ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ในวังหลวงช่างสลับซับซ้อนยิ่งนัก ภายหลังรัชกาลของบูเช็กเทียน สภาพการเมืองภายในราชสำนักปั่นป่วนวุ่นวาย เนื่องจากถังจงจงอ่อนแอ อำนาจทั้งมวลตกอยู่ในมือของเหวยฮองเฮา ที่คิดจะยิ่งใหญ่ได้เช่นเดียวกับบูเช็กเทียน เหวยฮองเฮาหาเหตุประหารรัชทายาท จากนั้นได้วางยาพิษสังหารถังจงจงฮ่องเต้ โอรสองค์ที่สามของถังรุ่ยจง นามหลี่หลงจีภายใต้การสนับสนุนขององค์หญิงไท่ผิงชิงนำกำลังทหารบุกเข้าวังหลวงสังหารเหวยฮองเฮาและพวก ภายหลังเหตุการณ์องค์หญิงไท่ผิงหนุนถังรุ่ยจงขึ้นครองราชย์ แต่งตั้งหลี่หลงจีเป็นรัชทายาท แต่แล้วองค์หญิงไท่ผิงพยายามเข้ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เกิดขัดแย้งกับรัชทายาทหลี่หลงจี ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาและจะมีเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ ในปี 712 จักรพรรดิถังรุ่ยจงจึงสละราชย์สมบัติให้กับโอรส หลี่หลงจี เมื่อขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า ถังเสวียนจง “องค์ฮ่องเต้สละบัลลังก์ให้กับพระโอรสในวันนี้แล้วหรือนี่ ถ้าเช่นนั้นตอนนี้พวกเราก็มีฮ่องเต้องค์ใหม่แล้วสิ” เสียงประชาชนเอ่ยถามทหารที่นำแผ่นประกาศมาติดตรงหน้าพระราชวัง “ใช่แล้ว! ตอนนี้องค์รัชทายาทหลี่หลงจี จะเสด็จขึ้นครองราชย์แทน พระองค์จะต้องนำความเจริญมาสู่แผ่นดินต้าถังอย่างแน่นอน ก็จงคิดสิ ขนาดเหวยฮองเฮากับพวกยังทรงจัดการจนอยู่หมัด แล้วกลุ่มคนที่คิดจะก่อกบฏต่อแผนดินมีหรือจะไม่ทรงกวาดล้างให้สิ้นซาก” ทหารจากวังหลวงประกาศให้ประชาชนของฉางอานได้พากันรับรู้ไปจนทั่ว เสียงเอ็ดอึงของพสกนิกรทุกหมู่เหล่ายังคงโจษขานไปทั่ว จนกระทั่งข่าวการประกาศสละราชบัลลังก์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกระจายไปทั่วแผ่นดิน เพราะอีกไม่นานจะมีงานใหญ่ที่ประชาชนต่างตั้งตารอคอยว่าจักรพรรดิพระองค์ใหม่จะมีพระปรีชาสามารถดั่งเช่นถังไท่จงฮ่องเต้หรือไม่ ซึ่งในแผ่นดินต้าถังได้จารึกเอาไว้ว่ารัชสมัยของถังไท่จงคือยุคทองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด จนมีการบันทึกไว้ว่าเป็นยุคเจริญรุ่งเรืองรัชสมัยเจินกวนนั่นเอง ท่ามกลางเสียงเอ็ดอึงของเหล่าพสกนิกร ภายในกลุ่มคนดังกล่าวปรากฏมีสายข่าวขององค์หญิงไท่ผิงรวมอยู่ในนั้นด้วยและข่าวการสละบัลลังก์ของฮ่องเต้ถังรุ่ยจงมีผลกระทบต่อองค์หญิงของตนอย่างยิ่งยวด สายข่าวมีจำนวนสามคนค่อยๆ เล็ดลอดออกจากกลุ่มคนตรงหน้าประตูเมืองเพื่อนำข่าวสำคัญนี้ไปรายงานเป็นการด่วน หากแต่หาได้รอดพ้นสายตาประดุจพญานกอินทรีของจ้าวเทียนอี้ แม่ทัพใหญ่ซึ่งเป็นขุนศึกออกรบเคียงข้างกับเจ้าชายหลี่หลงจีมาโดยตลอด ทันทีที่เห็นสายข่าวขององค์หญิงไท่ผิง แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเรียกทหารสองนายเข้ามาหาทันที “พวกเจ้าสองคนจงตามพวกมันไปห่างๆ จนกว่าจะล่วงรู้สถานที่ประทับขององค์หญิงไท่ผิง หลังจากนั้นค่อยส่งข่าวกลับมาหาข้าเพื่อเข้าถวายรายงานให้เจ้าชายล่วงรู้เข้าใจไหม” “ขอรับท่านแม่ทัพ” ทหารสองนายรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ก่อนจะแฝงตัวเข้าไปปะปนกับฝูงชนทิ้งระยะห่างเป้าหมายที่กำลังติดตามไม่ไกลจากสายตามากนัก จ้าวเทียนอี้กระชับดาบคู่ใจเอาไว้ในมือก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อออกจากร้านเหล้าฝั่งตรงกันข้ามก่อนจะกระโดดขึ้นบนหลังม้าเพื่อออกเดินทาง “ท่านแม่ทัพจะไปไหน! เพิ่งกลับมาจากเมืองฟั่นหยาง มิใช่หรือขอ รับ” ทหารคนสนิทเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงด้วยเหตุแม่ทัพของตนตรากตรำทำศึกมาโดยตลอด “ข้าจะไปลั่วหยาง มีราชการที่จะต้องรีบไปจัดการสักหน่อย อย่าอยากรู้อยากเห็นเสียทุกเรื่องเลยหยงอี้ ข้าจะไปไหนมาไหนมีปัญหานักรึ” แม่ทัพใหญ่เอ็ดเสียงดุทหารผู้ติดตามจนเจ้าตัวฉีกยิ้มกว้างเห็นไรฟันเลยทีเดียว “ปัดโธ่! ก็ท่านแม่ทัพไม่ยอมบอกว่าจะไปลั่วหยาง ถ้าเช่นนั้นข้าขอติดตามไปด้วยนะขอรับ” หยงอี้ทหารรับใช้คนสนิทกล่าวขออนุญาต “จะไปทำไม! ก็บอกให้อยู่เป็นหูเป็นตาแทนที่นี่... มีอะไรจะได้ส่งข่าวข้าให้ล่วงรู้โดยเร็ว” แม่ทัพหนุ่มไม่วายที่จะไล่ตะเพิดทหารคนสนิทอยู่เช่นนั้น จนคนถูกไล่ที่ยิ้มจนแก้มฉีกแทบไปถึงหูเมื่อครู่ที่ผ่านมาเลือนหายไปโดยพลัน “ข้าก็แค่เป็นห่วงท่านแม่ทัพ เดินทางเพียงลำพังจะเป็นอันตรายเอาได้ มีเพื่อนเดินทางยังจะเป็นหูเป็นตากันได้บ้าง อีกอย่างลั่วหยางเป็นบ้านเกิดของข้า นี่ก็หลายปีแล้วที่ไม่ได้กลับบ้านเลยเพราะติดพันการทำศึก มิรู้ว่าท่านพ่อและท่านแม่จะเป็นเช่นไรบ้าง ป่านนี้ท่านทั้งสองคงคิดว่าข้าตายในสนามรบไปแล้วกระมัง คำกล่าวของหยงอี้ทำให้แม่ทัพหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนหลังม้าพร้อมเอ่ยขึ้น “เจ้าจากบ้านมาทำศึกกี่ปีแล้ว นับรวมมาทั้งหมดก่อนที่เจ้าจะมาขึ้นสังกัดอยู่กับข้า จนมียศเป็นถึงนายกองทัพหน้า เชื่อว่าถ้าพ่อและแม่ของเจ้าล่วงรู้จะต้องยินดีไปกับเจ้าด้วยเป็นแน่แท้... เอาเถอะ! ข้าจะให้เจ้าติดตามไปด้วยและถือโอกาสนี้กลับบ้านไปพักผ่อนที่บ้านเกิดของเจ้า เมื่อครบกำหนดที่ข้าจะต้องกลับฉางอานจึงค่อยกลับพร้อมกัน” คำกล่าวของแม่ทัพใหญ่ทำเอาเจ้าตัวที่หน้าสลดเมื่อเพียงครู่แปร เปลี่ยนไปทันทีด้วยความดีใจอย่างยิ่งยวด “ขอบคุณท่านแม่ทัพ! ขอบคุณท่านแม่ทัพ!” หยงอี้โค้งคำนับแล้วคำนับอีก ทันใดนั้นเอง ทหารในวังหลวงกำลังขี้ม้าตรงมาที่จ้าวเทียนอี้ ซึ่งกำลังสนทนากับทหารคนสนิทของตน “ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ!” เสียงเรียกรั้งร่างให้แม่ทัพหนุ่มหยุดชะงักก่อนจะหันกลับมาตามเสียงเรียกดังกล่าว พร้อมๆ กับทหารจากในวังมาถึงตรงหน้าพอดี “เจ้ามีการสิ่งใดกับข้าเช่นนั้นรึ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “องค์ชายหลี่หลงจี มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้ขอรับ!” “เช่นนั้นรึ!” แม่ทัพหนุ่มตอบกลับไปเพียงสั้นๆ พลางหันกลับไปสั่งการกับทหารคนสนิท “เจ้าจงรีบไปเตรียมม้าแล้วจัดสัมภาระเพื่อเดินทางไกลมาด้วย อีกหนึ่งชั่วยามไปรอข้าที่หน้าประตูเมือง ข้าจะกลับเข้าในวังเสร็จธุระแล้วจะได้ออกเดินทาง” “ขอรับท่านแม่ทัพ” แม่ทัพหนุ่มรูปงามบังคับม้าให้หันกลับไปทิศทางที่จะต้องเข้าไปในพระราชวัง ก่อนจะขี่ม้าห้อตะบึงบ่ายหน้าเข้าสู่ประตูวังอย่างรวดเร็วในขณะเดียวกัน ร่างอวบของพี่เลี้ยงคนซื่อหงลี่อิงกำลังยืนกระหืดกระหอบอยู่ด้านนอกประตูบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจที่เห็นทั้งภายในและภายนอกของบ้านมีแสงสว่างจากโคมไฟปรากฏให้เห็นอยู่ แทนที่จะมืดมิดดั่งที่นางคิดเอาไว้แต่แรก “ทำไมบ้านถึงยังเหมือนมีคนอยู่อีกนะ พ่อบ้านฮุ่ยคังไปแจ้งข่าวให้คุณหนูได้ทราบตามที่ข้าสั่งไว้หรือเปล่ากันเล่ารูปการณ์จึงออกมาเป็นเช่นนี้” ลี่อิงรำพึงออกมาเบาๆ จังหวะเดียวกับบานประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และร่างสันทัดของพ่อบ้านชราก็โผล่ออกมาพอดี “ลี่อิง! เจ้ากลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ” ฮุ่ยคังเอ่ยถามออกไปด้วยความดีใจเมื่อเห็นพี่เลี้ยงคนซื่อยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด “นี่เจ้ากลับมาด้วยความปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฮูหยินท่านเป็นกังวลใจมาก ไม่ยอมหลบหนีออกจากบ้านตามที่เจ้าสั่งให้ข้าบอกแม้แต่น้อยเลยนะ” ลี่อิงตาเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “อะไรนะ! คุณหนูยังไม่ยอมหนีไปอีกเหรอ แล้วนายท่านล่ะ!... นายท่านกลับมาจากหาสมุนไพรบนยอดเขาหรือยัง” ลี
ภายในโรงเตี๊ยม บรรดาทหารองครักษ์ซึ่งอยู่ในคราบชาวบ้าน ต่างเดินตรงไปยังห้อง พักส่วนพระองค์ของถังเสวียนจงฮ่องเต้ในค่ำคืนนี้ด้วยมีข่าวเร่งด่วนเพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ ทันทีที่เหล่าองค์รักษ์มาถึงหน้าประตู หนึ่งในนั้นเอ่ยส่งสัญญาณลับอันเป็นที่รู้กันภายในทันทีหากต้องติดต่อในยามวิกาล “มัจฉาแหวกว่ายทวนน้ำ” ทันทีที่รหัสลับเอ่ยออกไป ภายในห้องพักปรากฏแสงสว่างขึ้นมาโดยพลัน บานประตูเปิดออกพร้อมพระวรกายสูงใหญ่ทรงยืนตรงหน้าประตู “มีข่าวด่วนอะไรมารายงานข้า!” รับสั่งถามออกไปทันที พร้อมหันพระวรกายกลับเข้าไปภายในห้องพักโดยมีร่างของบรรดาทหารองครักษ์ทยอยเข้ามาภายในห้องดังกล่าว “กราบทูลฝ่าบาท เสี่ยวเอ้อร์ของทางโรงเตี๊ยมมาแจ้งข่าวให้ทราบว่า พบศพหยุนซีนอนตายอยู่กลางถนนขณะเดินกลับมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ” พระขนงเข้มขมวดเข้าหากันทันใดเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “นางตายแล้วอย่างนั้นรึ! แล้วล่วงรู้สาเหตุการตายหรือเปล่า” รับสั่งถามออกไปทันที “ศพถูกปิ่นปักผมแทงเข้าที่หน้าอกจนมิดเลยพ่ะย่ะค่ะ แต่
โฉมงามกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อนางได้ใคร่ครวญและตัดสินใจเลือกที่จะอยู่รอเสวียนจงฮ่องเต้ ดีกว่าจะต้องหลบหนีแล้วถูกตามล่าจนพลิกแผ่นดินก็ว่าได้ “ขืนกลับไปวังหลวงเกิดต้องถูกจำคุกอยู่แต่ในคุกหลวง หรือมีพระบัญชาจองจำคุณหนูให้อยู่แต่ภายในตำหนักเย็นไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ชีวิตแบบนั้นคุณหนูของบ่าวจะต้องเผชิญกับมันทันทีที่ฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ และถ้าหากทรงล่วงรู้ว่าคุณหนูกลายเป็นฮูหยินของนายท่านแล้ว บ่าวไม่อยากจะคิดเลย ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ เจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงคนซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาด หวั่นเป็นยิ่งนัก “มันคือเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ แม้ว่าข้าจะผ่านการไหว้ฟ้าดินกับฝ่าบาทมาแล้วก็ตาม แต่เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าตายจึงทำให้การแต่งงานในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ข้ามีวิธีเอาตัวรอดลี่อิงไม่ต้องห่วงข้า ถึงอย่างไรเสียชีวิตข้านับจากนี้ต่อไป ถ้าไม่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงก็ต้องถูกจองจำอยู่ที่ตำหนักเย็น เจ้าต่างหากที่ควรจะหนีไปเพราะถ้าหากอยู่กับข้าจะพลอยทำให้ลำบากไปกับข้าด้วย รีบหนีไปบ้านเกิดของเจ้าเสียเถอะ” ประโยคสุดท้ายโฉมงามหันไปกล่าวกับพี่เลี้ยงคนซื่อด้วยความห่วงใย
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลเฉิน “ฮูหยินขอรับ! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เสียงของฮุ่ยคังดังมาก่อนตัว จนทำให้ลี่เซียนซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนเพราะมีอาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะมาตั้งแต่ช่วงเช้ารู้สึกตัวขึ้นมาโดยพลัน ร่างอรชรลุกจากเตียงก่อนจะเดินโซซัดโซเซเพื่อไปเปิดประตูให้กับพ่อบ้านคนซื่อที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนในขณะนี้ “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ร้องเรียกหาข้าจนดังไปทั่วบ้านเช่นนี้” โฉมงามเอ่ยถามด้วยความแปลกใจพลางสังเกตสีหน้าของพ่อบ้านวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยอาการร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “แล้วนี่ไปซื้อของในเมืองมาทำไมจึงเห็นเจ้าเพียงคนเดียว ลี่อิงไปไหน!” ลี่เซียนถามหาพี่เลี้ยงคนซื่อของนางทันทีและเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “คือว่าลี่อิงนางยังคงอยู่ในตัวเมืองอี้โจวขอรับฮูหยินไม่ได้กลับมาด้วย แต่ให้บ่าวรีบกลับมารายงานให้นายท่านกับฮูหยินรีบหลบหนีออกไปจากบ้านสกุลเฉินก่อนจะมีอันตราย” คำกล่าวของฮุ่ยคังทำให้โฉมงามขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทั
เมืองอี้โจว ภายในตัวเมืองในย่านการค้าเต็มไปด้วยชาวเมืองอี้โจว กำลังเดินจับจ่ายหาซื้อสินค้าที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้ในครัวเรือน ของป่ามากมายวางขายดาษดื่นจนเต็มไปหมด ทั้งผ้าแพรพรรณรวมไปถึงเครื่องประดับและของกินของใช้อื่นๆ มีให้เลือกจนละลานตา ลี่อิงกำลังเดินจับจ่ายซื้อของโดยมีพ่อบ้านฮุ่ยคังเดินตามหลัง คอยช่วยถือของให้นางไม่ห่าง พี่เลี้ยงคนซื่อกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตามรายการที่คุณหนูของนางจดให้มาซื้อจนยาวเป็นหางว่าว ลี่อิงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสกุลเฉินมานานกว่าสองเดือนแล้ว กลายเป็นชาวเมืองอี้โจวเต็มตัว ชีวิตซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้คุณหนูของนางมีความสุขเป็นยิ่งนักในฐานะฮูหยินของตระกูลจ้าว โดยมีบ่าวไพร่เก่าแก่ของสกุลเฉินและลี่อิงคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อสองสามีภรรยาที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันในขณะนี้ ร่างอวบเดินผ่านผู้คนย่านตลาดการค้าพร้อมถือรายการที่จดใส่ในกระดาษมาไล่เลียงอีกครั้งว่าหาซื้อครบทุกรายการตามที่คุณหนูของนางสั่งมาครบหรือไม่ ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นหูนางเป็นยิ่งนั
รับสั่งขององค์ฮ่องเต้ทำให้หยุนซีหวนนึกถึงวันที่นางแอบได้ยิน ลี่อิงพูดคุยเรื่องการเดินทางกับแม่ทัพหนุ่มชื่อก้องว่าจะเดินทางไปที่ใด เพียงแต่ได้ยินไม่ค่อยชัดเจนเนื่องจากจุดที่นางแอบฟังอยู่ในขณะนั้นค่อนข้างไกลพอสมควร “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลเพิ่มเติมเพคะ” เสวียนจงฮ่องเต้หันกลับมาทอดพระเนตรเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “มีอะไรก็ว่ามา” รับสั่งอนุญาต พี่เลี้ยงร่างอวบรวบรวมความกล้าพร้อมทบทวนเหตุการณ์ในวันที่นางแอบได้ยินการพูดคุยระหว่างเพื่อนรักกับจ้าวเทียนอี้ออกไปทันใด “กราบทูลฝ่าบาท วันที่ลี่อิงกำลังจะออกจากวังหลวงหม่อมฉันบังเอิญเดินผ่านไปเห็นแม่ทัพจ้าวเทียนอี้กับลี่อิงกำลังคุยถึงเรื่องการเดินทาง ได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไรนักแต่เท่าที่จับใจความได้ หม่อมฉันได้ยินท่านแม่ทัพจ้าวเอ่ยถึงเมืองอี้โจวเพคะ” และนั่นทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ลุกประทับจากพระเก้าอี้ทันที จนนางพี่เลี้ยงปากดีรีบหมอบลงพื้นแทบไม่ทัน “ว่าอะไรนะ! เจ้าได้ยินจ้าวเทียนอี้เอ่ยถึงเมืองอี้โจวอย่างนั้นเหรอ!” รับสั่งสุรเสียงดังก้องจนทุกชีวิตในบ้านสกุล







