Mag-log inพระราชวังต้าหมิงกง
ตำหนักองค์ชายหลี่หลงจี พระวรกายสูงใหญ่ของโอรสสวรรค์ พระนามหลี่หลงจี กำลังทอด พระเนตรภาพเขียนสีตรงหน้าด้วยความพึงพอพระทัยเป็นยิ่งนัก ด้วยภาพวาดดังกล่าวปรากฏเป็นภาพอิสตรีที่กำลังยืนชมดอกโบตั๋น ภาพวาดที่ขึ้นเป็นมันวาวยิ่งขับให้อิสตรีที่อยู่ในภาพดังกล่าวงดงามอย่างยิ่งยวด เสียงฝีเท้าของคนกำลังเดินก้าวเข้ามาใกล้พระตำหนัก พร้อมเสียงพูดคุยกับทหารรักษาการณ์อยู่หน้าตำหนักเพียงครู่ก่อนจะปรากฏร่างของแม่ทัพใหญ่จ้าวเทียนอี้หยุดยืนอยู่หน้าประตู “องค์ชายมีรับสั่งให้กระหม่อมเข้าเฝ้ามีสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยทูลถามพร้อมพระวรกายขององค์ชายหันกลับมาทอดพระเนตรแม่ทัพหนุ่มรูปงาม “ทหารหลวงไปตามเจ้าทันเวลา หาไม่แล้วเจ้าคงจะออกเดินทางไปแล้วสินะ” รับสั่งถามกลับไป “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ว่าแต่องค์ชายมีเหตุสิ่งใดหรือที่เรียกกระหม่อมเข้าเฝ้า” จ้าวเทียนอี้กราบทูลถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเหลือบสายตาเห็นภาพวาดที่อยู่ในพระหัตถ์ และกำลังถูกยื่นให้ตรงหน้า “ข้าต้องการให้เจ้าตามหาหญิงงามในภาพวาดนี้ให้กับข้า มันเป็นภาพวาดที่ถูกส่งมาจากหัวเมืองไม่รู้ว่าเป็นหัวเมืองไหน เจ้ามีฝ่ายข่าวฝีมือดีมากมายจงส่งกำลังให้ออกตามหานางในภาพวาดนี้ว่าแท้จริงแล้วมีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ภาพวาดตามจินตนาการของเหล่าจิตรกรเท่านั้นเอง” รับสั่งพร้อมยื่นภาพวาดดังกล่าวให้กับแม่ทัพคู่พระทัย จ้าวเทียนอี้รับภาพวาดดังกล่าวจากพระหัตถ์ก่อนจะก้มลงมองภาพตรงหน้าอย่างพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนและทันทีที่สายตาเห็นภาพวาดหญิงงามตรงหน้า หัวใจของแม่ทัพรูปงามแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ เมื่อพบว่าภาพวาดของหญิงงามตรงหน้านี้งดงามดั่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ แม่ทัพหนุ่มยืนนิ่งไม่ไหวติงเป็นอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน “แม่ทัพจ้าว!” องค์ชายหนุ่มรับสั่งเรียกขุนพลคู่พระทัย ทว่าหามีปฏิกิริยาตอบสนองจนต้องมีรับสั่งอีกครั้ง “จ้าวเทียนอี้!” ครานี้รับสั่งชื่อแซ่ด้วยสุรเสียงเน้นหนักและนั่นทำให้แม่ทัพรูปงามตื่นจากภวังค์ “อะ... เอ่อ... พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมต้องขอพระราชทานอภัยที่ไม่ได้ยินรับสั่งของพระองค์” องค์ชายหนุ่มทรงพระสรวลออกมาเบาๆ ก่อนจะมีรับสั่งขึ้น “ข้าไม่แปลกใจหรอกที่เจ้าจะมีอาการเป็นเช่นนั้น เพราะครั้งแรกที่ข้าเห็นภาพนี้ ก็มีอาการไม่แตกต่างไปจากเจ้าแม้แต่น้อย ข้าจึงใคร่รู้ยิ่งนักว่าหญิงงามในภาพวาดมีตัวตนจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงเรียกเจ้ามาพบเพื่อให้ฝ่ายข่าวของเจ้าติดตามนางให้ข้า เพื่อที่ข้าจะเตรียมการคิดทำสิ่งใดต่อไป” แม่ทัพหนุ่มยืนนิ่งฟังอย่างสงบ ครั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกราบทูลออกไป “กราบทูลองค์ชาย หญิงงามในภาพวาดโอกาสที่จะเป็นคนจริงๆ ยากยิ่งนัก หญิงงามในภาพวาดนางงดงามราวเทพธิดาอย่างยิ่งยวด หามีอิสตรีใดในต้าถังปรากฏหญิงที่มีลักษณะเช่นนี้แม้แต่น้อย เกรงว่าจะเป็นเพียงจินตนาการของนักจิตรกรฝีมือเยี่ยมต่างหากเล่าที่เสกสรรภาพวาดนี้ขึ้นมา” พระเนตรขององค์ชายหนุ่มมีแววผิดหวังเมื่อได้ยินเช่นนั้น หากแต่ก็ยังไม่ทรงละความพยายามที่ทรงตั้งใจเอาไว้แต่แรกเริ่มว่าจะต้องค้นหาหญิงงามในภาพวาดนี้ให้ได้ ก่อนจะได้ยินแม่ทัพตรงหน้าเอ่ยแทรกขึ้น “กระหม่อมขอบังอาจทูลถามพระองค์สักเพียงคำจะได้หรือไม่” พระขนงคมเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัยเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “เจ้าอยากถามอะไรก็จงว่ามา” ครั้นทรงประทานอนุญาตจ้าวเทียนอี้จึงกราบทูลถามออกไปทันที “หากแม้นหญิงงามในภาพวาดเกิดมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ แล้วไซร้พระองค์หมายมั่นจะให้นางเข้ามาเป็นพระสนมใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวของแม่ทัพจ้าวทำให้พระองค์แย้มสรวลออกมาทันที ผิดกับเมื่อครู่ที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง “ข้าหมายใจให้นางเป็นฮองเฮาเคียงข้างกายข้า มันเป็นสิ่งที่คู่ควรแล้วสำหรับนาง ข้าบอกเจ้าตามตรงได้เลยว่า หญิงงามในภาพวาดทำให้ข้าตกหลุมรักนางทันที แม้ว่าจะมีหญิงงามข้างกายข้ามากมายแต่ไม่เคยมีผู้ใดทำให้หัวใจข้าเป็นเยี่ยงนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ข้าจะต้องส่งคนออกติดตามนางให้ทั่วแผ่นดินให้จงได้ ข้าจะใช้อำนาจที่ข้ามีหลังจากขึ้นครองบัลลังก์แล้วหานางให้พบ” รับสั่งของพระองค์ทำให้จ้าวเทียนอี้ถึงกับยืนนิ่งไปโดยพลัน การเปลี่ยนตัวฮองเฮาที่มีการดูลักษณะเอาไว้แล้วล่วงหน้าเพื่อเตรียมพิธีอภิเษกหลังจากพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์กระทบกับเสนาบดีเว่ยมากที่สุด “แต่ฝ่ายในได้คัดสรรหญิงงามผู้ที่จะมาเป็นฮองเฮาข้างพระวรกายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ ซึ่งผู้ที่จะมาเป็นฮองเฮาเคียงข้างพระวรกายของพระองค์จะต้องมีลักษณะตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดต่อๆ กันมาเพราะการให้กำเนิดโอรสสวรรค์เพื่อเป็นรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์จำต้องอาศัยปัจจัยหลายต่อหลายอย่าง” แม่ทัพหนุ่มกราบทูลแสดงความคิดเห็นของตน ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นพระองค์ดำเนินเข้ามาใกล้ พร้อมสุรเสียงรับสั่ง “ในเมื่อข้าจะขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านับต่อจากนี้ ข้าก็ต้องการที่จะเลือกฮองเฮาด้วยตัวของข้าเองเช่นกัน ฝ่ายในจะต้องมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของข้า มิใช่ข้าต้องทำตามคำสั่ง ข้าจะทำการเปลี่ยนแปลงระเบียบของฝ่ายในในการคัดเลือกฮองเฮาและพระมเหสีตลอดจนพระสนมแห่งแผ่นดินต้าถังเสียใหม่ เพื่อให้ฮ่องเต้มีส่วนร่วมในการคัดสรรหญิงงามจากทุกสารทิศนี้ด้วย” “แต่องค์ชาย...” หากแต่ยังมิทันกล่าวสุรเสียงก็แทรกขึ้นดังก้อง “พอได้แล้ว! ข้าไม่ต้องการฟังอะไรอีก... เจ้ามีหน้าที่รับคำสั่งจากข้าให้ไปทำอะไรก็จงจัดการตามที่ข้าต้องการ หากแม้นนางไม่มีตัวตนจริงๆ แล้วไซร้ข้าจะได้ตัดใจ” รับสั่งของพระองค์ทำให้แม่ทัพหนุ่มสิ้นคำจะกล่าวสิ่งใดออกมาอีก “กระหม่อมจะสั่งฝ่ายข่าวลงไปให้ออกตามหาหญิงงามในภาพวาดนี้ตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ ได้ผลเช่นไรจะมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง” กล่าวพร้อมใช้มือม้วนภาพวาดตรงหน้าเก็บให้เรียบร้อยพร้อมใช้เชือกรัดและผูกติดกันจนแน่น ท่ามกลางสายพระเนตรขององค์ชายหลี่หลงจี ทอดพระเนตรตามด้วยความรู้สึกหทัยหายที่จะไม่ได้ทอดพระเนตรภาพวาดตรงหน้านั้นอีก “ข้าหวังว่าจะได้รับข่าวดีจากเจ้า” รับสั่งย้ำเตือนกับขุนพลหนุ่มเป็นการตบท้าย จ้าวเทียนอี้โค้งถวายบังคมพร้อมกราบทูลกลับไป “กระหม่อมอยากให้พระองค์ทำพระทัยเผื่อไว้ล่วงหน้า เพราะหญิงงามเช่นนี้จะพบได้ก็บนสรวงสวรรค์เท่านั้น” หากแต่คำกราบทูลของแม่ทัพรูปงามกลับทำให้พระองค์ไม่คิดเช่นนั้น “แต่ข้าเห็นต่างไปจากเจ้า หลงลืมไปแล้วหรือไรว่าแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ปรากฏอิสตรี ที่มีความงดงามอันลือเลื่องเกิดขึ้นมาแล้ว หญิงงามไซซี ผู้ซึ่งได้รับฉายานามว่า “มัจฉาจมวารี” ความงามของนางที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ หรือแม้กระทั่งหวังเจาจิน ซึ่งมีฉายาว่าปักษีตกนภา ความงามของนางที่ทำให้แม้แต่ฝูงนกยังต้องร่วงหล่นจากท้องฟ้า ทุกนางล้วนมีตัวตนและเลือดเนื้อสามารถจับต้องได้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น” พระองค์ยังคงยืนกรานตามความคิด จ้าวเทียนอี้สิ้นคำจะกล่าวสิ่งใดต่อไปอีกได้แต่ยืนเงียบงันอยู่เช่นนั้น เพราะกราบทูลสิ่งใดออกไปก็มิอาจล้มเลิกความตั้งใจของพระองค์เป็นแม่นมั่น จึงตัดสินใจกราบทูลเพื่อเป็นการตัดบทออกไป “กระหม่อมจะพยายามค้นหาหญิงงามผู้นี้ตามรับสั่งของพระองค์อย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ และต้องกราบทูลพระองค์ให้ทราบล่วงหน้าว่าภาพวาดนี้กระหม่อมจะให้จิตรกรเอกที่มิใช่ในวังหลวงทำการคัดลอกภาพวาดต้นแบบ ป้องกันมิให้ผู้ใดล่วงรู้รายละเอียดเกี่ยวกับภาพ วาดนี้ว่ามาจากที่ใด เพื่อแจกจ่ายให้กับสายข่าวที่อยู่ทุกหัวเมืองและทุกมณฑลของต้าถัง และให้สายข่าวทุกหัวเมืองส่งข่าวรายงานทุกๆ สิบหาวันพ่ะย่ะค่ะ” และนั่นทำให้องค์ชายหลี่หลงจีก้มพระพักตร์ขึ้นลงติดๆ กันพร้อมแย้มสรวลด้วยความพึงพอพระทัยเมื่อได้ยินเช่นนั้นพระเนตรยังคงจับอยู่ที่ร่างของขุนพลคู่ใจที่กำลังก้าวถอยหลังออกไปจากพระตำหนักอย่างช้าๆ ก่อนจะทรงมีรับสั่งขึ้นอีกครั้ง “เดี๋ยวก่อน... เทียนอี้!” ร่างใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มหยุดชะงักโดยพลันเมื่อได้ยินรับสั่งเพรียกหาตามหลัง ก่อนจะหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “องค์ชายมีสิ่งใดจะสั่งความอีกอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายสามพระดำเนินเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดประทับอยู่ตรงหน้าแม่ทัพรูปงาม “ข้าต้องการความคืบหน้าสิ่งที่สั่งให้เจ้าไปสืบค้นหาเกี่ยวกับคัมภีร์อมตะที่กล่าวขานกันมาอย่างช้านาน มีความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าข้าจะขึ้นครองบัลลังก์เป็นผู้ครอบครองแผ่นดินนี้ ดังนั้นคัมภีร์อมตะที่หายสาบสูญไปข้านั้นก็อยากได้ครอบครองไว้เช่นกัน ชีวิตที่มิมีวันตายและคงความอ่อนเยาว์ไม่ชราภาพเป็นสุดยอดปรารถนาขององค์ฮ่องเต้มาทุกรัชกาล เพราะฉะนั้นเจ้าต้องหาให้พบนะจ้าวเทียนอี้” พระองค์รับสั่งแกมบังคับเอาแต่พระทัยองค์เอง ดวงตาดำใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มก้มมองลงต่ำราวกับว่ากำลังปกปิดอะไรบางอย่างที่ตนล่วงรู้อยู่แก่ใจ “คัมภีร์อมตะเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมานานนับตั้งแต่สร้างแผ่นดิน จะมีอยู่จริงหรือไม่ดั่งเช่นงมเข็มในมหาสมุทรก็ว่าได้ หากแม้นมีอยู่จริงแล้วไซร้จะล่วงรู้เช่นไรว่ามีลักษณะอย่างใดบ้างแม้นว่าจะพานพบก็ใช่ว่าจะอ่านได้เพราะคัมภีร์ดังกล่าวข้าได้ยินมาว่าจารึกด้วยอักษรโบราณ จะมีผู้ใดหยั่งรู้สามารถอ่านได้กระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวของจ้าวเทียนอี้ทำให้องค์ชายหนุ่มเกิดประเด็นต้องขบคิด “จริงสิ... เหตุใดข้าจึงหลงลืมข้อนี้ไปได้” พระองค์รับสั่งพึมพำเบาๆ พลางใช้ความคิดก่อนจะมีรับสั่งขึ้น “เรื่องนั้นข้าจะจัดการเองภายหลังเมื่อข้าขึ้นครองบัลลังก์แล้ว จะสั่งให้ค้นหานักปราชญ์ผู้รอบรู้ในการอ่านและเขียนอักษรโบราณ แต่นั่นต้องภายหลังจากที่ล่วงรู้ว่าคัมภีร์อมตะนั้นมีอยู่จริงซึ่งนั่นก็คือหน้าที่ของเจ้าจะต้องหาให้พบ” รับสั่งขององค์ชายหลี่หลงจีทำให้แม่ทัพจ้าวยืนนิ่งฟังอย่างสงบก่อนจะเงยหน้าพร้อมเอ่ยขึ้น “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะเร่งสั่งการลงไปให้ฝ่ายสืบข่าวเพิ่มกำลังกระจายออกไปอีกเพื่อค้นหาคัมภีร์อมตะและหญิงงามในภาพวาดสองสิ่งที่พระองค์ต้องการ “ดีมากเทียนอี้... เจ้าเป็นคนที่ข้าไว้ใจมากที่สุดนอกจากจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับข้ามาโดยตลอดแล้ว สิ่งที่เป็นความลับสุดยอดของข้ามีเจ้าเท่านั้นที่ข้าไว้ใจให้ทำจึงได้มอบงานสำคัญนี้ให้แก่เจ้าเพียงผู้เดียว” รับสั่งจากส่วนลึกในพระทัย “กระหม่อมจะพยายามค้นหาสิ่งที่พระองค์ต้องการให้พบจนได้พ่ะย่ะค่ะ... ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา” แม่ทัพรูปงามกล่าวพร้อมล่าถอยออกจากพระตำหนักไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายพระเนตรขององค์ชายหลี่หลงจีทอดพระเนตรตามหลัง “ข้าหวังว่าเจ้าจะมีตัวตนอยู่ในผืนแผ่นดินของข้าแห่งนี้จริงๆ” พระองค์ทรงคาดหวังอยู่ภายในพระทัยเป็นอันมาก ด้วยเพราะหญิงงามในภาพวาดเป็นรักแรกพบ ที่ไม่เคยรู้สึกกับสตรีใดมาก่อน ด้วยเหตุใดเล่าจึงตกหลุมรักหญิงงามในภาพวาดที่ยังมิล่วงรู้เลยว่ามีตัวตนจริงๆ หรือไม่อย่างไร หรือจะเป็นเพียงจินตนาการของจิตรกรฝีมือเยี่ยมที่สรรสร้างขึ้นมาเอง ทว่าองค์หลี่หลงจีทรงมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำอย่างยิ่งยวด ว่าหญิงงามในภาพวาดจะต้องมีตัวตนจริงแน่นอนและรวมไปถึงคัมภีร์อมตะด้วยเช่นกันท่ามกลางความงุนงงและสงสัยของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ มีเพียงองค์ฮ่องเต้เท่านั้นที่ทรงยินดีอย่างยิ่งยวดเมื่อพบนางอันเป็นที่รักของพระองค์ ทรงกอดรัดร่างงามแนบแน่นแทบจะกลืนหายเข้าไปภายในพระวรกายก็ว่าได้ “ปะ... ปล่อย... ปล่อยหม่อมฉันก่อนเถิดเพคะ... อย่าทรงกอดรัดเช่นนี้” ลี่เซียนบอกกับพระองค์พร้อมใช้สองแขนกลมกลึงดั่งลำเทียนพยายามดันพระวรกายออกไปจากโฉมงาม “จะผลักไสข้าทำไมในเมื่อข้าเป็นพระสวามีของเจ้านะ” รับสั่งย้ำเตือนโฉมงาม หากแต่ลี่เซียนก็ยังคงพยายามดันร่างงามของนางให้หลุดพ้นจากการกกกอดของพระองค์อยู่ร่ำไป “หม่อมฉันหาใช่พระสนมนางในของฝ่าบาทอีกต่อไปแล้วนะเพคะ สถานภาพพร้อมยศศักดิ์ทุกอย่างที่ทรงประทานให้กับหม่อมฉันหมดสิ้นไปพร้อมกับลมหายใจที่สูญสิ้นไปแล้ว หม่อมฉันฟื้นขึ้นมาพร้อมกับชีวิตใหม่ที่หวนกลับคืนมา อีกทั้งตอนนี้ก็ได้แต่งเข้าสกุลจ้าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” คำกล่าวของโฉมงามทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ชะงักงันขึ้นมาทันใด “อะไรนะ! เจ้าแต่งเข้าสกุลจ้าวอย่างนั้นเหรอ นี่หมายความว่าเจ้ากับเทียนอี้เข้าพิธีแต่งงานด้วยกันแล้วสิ”
ยามจื่อ อาชาหลากสีมากมายกำลังวิ่งฝ่าความมืดมิดในยามรัตติกาล มุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกนอกเมืองอี้โจว จุดประสงค์เพื่อไปบ้านสกุลเฉิน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านอดีตเจ้าเมืองอี้โจวมาก่อนในสมัยจักรพรรดิถังเกาจง และหนึ่งในอาชาที่กำลังวิ่งนำหน้ามุ่งตรงไปบ้านสกุลเฉินคือ จักรพรรดิองค์ปัจจุบันซึ่งเสด็จเพื่อพิสูจน์ความฝันที่ทรงทอดพระเนตรโฉมงามในหัวใจยังมีชีวิตอยู่และที่สำคัญนางพำนักอยู่ในบ้านหลังนี้ เพียงไม่นานอาชามากมายวิ่งมาถึงบ้านหลังใหญ่ท่ามกลางหุบเขาตั้งสูงตระหง่านอยู่ทางเบื้องหลังและมีสายน้ำพาดผ่านไหลเอื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา โคมไฟซึ่งจุดเพื่อทำให้นอกบ้านได้รับแสงสว่างมิให้มืดมิดแลดูน่ากลัวในยามวิกาลบ่งบอกได้เป็นอย่างดีเลยว่า ภายในบ้านมีผู้คนอาศัยอยู่อย่างแน่นอน ม้าตัวใหญ่มหึมาสีดำสนิทขลิบสีน้ำตาลตรงแผงขนคอของมัน ก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน ป้ายสกุลเฉินติดอยู่ตรง หน้าประตูอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมราวกับว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด “นี่น่ะเหรอบ้านสกุลเฉิน ช่างตรงกับที่ข้าฝันยิ่งนัก ช่างแม่นยำอะไรเช่นนี้” รับสั่งพึมพำออกมาเบาๆ เมื่
ในขณะเดียวกัน ร่างอวบของพี่เลี้ยงคนซื่อหงลี่อิงกำลังยืนกระหืดกระหอบอยู่ด้านนอกประตูบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจที่เห็นทั้งภายในและภายนอกของบ้านมีแสงสว่างจากโคมไฟปรากฏให้เห็นอยู่ แทนที่จะมืดมิดดั่งที่นางคิดเอาไว้แต่แรก “ทำไมบ้านถึงยังเหมือนมีคนอยู่อีกนะ พ่อบ้านฮุ่ยคังไปแจ้งข่าวให้คุณหนูได้ทราบตามที่ข้าสั่งไว้หรือเปล่ากันเล่ารูปการณ์จึงออกมาเป็นเช่นนี้” ลี่อิงรำพึงออกมาเบาๆ จังหวะเดียวกับบานประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และร่างสันทัดของพ่อบ้านชราก็โผล่ออกมาพอดี “ลี่อิง! เจ้ากลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ” ฮุ่ยคังเอ่ยถามออกไปด้วยความดีใจเมื่อเห็นพี่เลี้ยงคนซื่อยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด “นี่เจ้ากลับมาด้วยความปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฮูหยินท่านเป็นกังวลใจมาก ไม่ยอมหลบหนีออกจากบ้านตามที่เจ้าสั่งให้ข้าบอกแม้แต่น้อยเลยนะ” ลี่อิงตาเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “อะไรนะ! คุณหนูยังไม่ยอมหนีไปอีกเหรอ แล้วนายท่านล่ะ!... นายท่านกลับมาจากหาสมุนไพรบนยอดเขาหรือยัง” ลี
ภายในโรงเตี๊ยม บรรดาทหารองครักษ์ซึ่งอยู่ในคราบชาวบ้าน ต่างเดินตรงไปยังห้อง พักส่วนพระองค์ของถังเสวียนจงฮ่องเต้ในค่ำคืนนี้ด้วยมีข่าวเร่งด่วนเพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ ทันทีที่เหล่าองค์รักษ์มาถึงหน้าประตู หนึ่งในนั้นเอ่ยส่งสัญญาณลับอันเป็นที่รู้กันภายในทันทีหากต้องติดต่อในยามวิกาล “มัจฉาแหวกว่ายทวนน้ำ” ทันทีที่รหัสลับเอ่ยออกไป ภายในห้องพักปรากฏแสงสว่างขึ้นมาโดยพลัน บานประตูเปิดออกพร้อมพระวรกายสูงใหญ่ทรงยืนตรงหน้าประตู “มีข่าวด่วนอะไรมารายงานข้า!” รับสั่งถามออกไปทันที พร้อมหันพระวรกายกลับเข้าไปภายในห้องพักโดยมีร่างของบรรดาทหารองครักษ์ทยอยเข้ามาภายในห้องดังกล่าว “กราบทูลฝ่าบาท เสี่ยวเอ้อร์ของทางโรงเตี๊ยมมาแจ้งข่าวให้ทราบว่า พบศพหยุนซีนอนตายอยู่กลางถนนขณะเดินกลับมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ” พระขนงเข้มขมวดเข้าหากันทันใดเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “นางตายแล้วอย่างนั้นรึ! แล้วล่วงรู้สาเหตุการตายหรือเปล่า” รับสั่งถามออกไปทันที “ศพถูกปิ่นปักผมแทงเข้าที่หน้าอกจนมิดเลยพ่ะย่ะค่ะ แต่
โฉมงามกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อนางได้ใคร่ครวญและตัดสินใจเลือกที่จะอยู่รอเสวียนจงฮ่องเต้ ดีกว่าจะต้องหลบหนีแล้วถูกตามล่าจนพลิกแผ่นดินก็ว่าได้ “ขืนกลับไปวังหลวงเกิดต้องถูกจำคุกอยู่แต่ในคุกหลวง หรือมีพระบัญชาจองจำคุณหนูให้อยู่แต่ภายในตำหนักเย็นไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ชีวิตแบบนั้นคุณหนูของบ่าวจะต้องเผชิญกับมันทันทีที่ฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ และถ้าหากทรงล่วงรู้ว่าคุณหนูกลายเป็นฮูหยินของนายท่านแล้ว บ่าวไม่อยากจะคิดเลย ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ เจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงคนซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาด หวั่นเป็นยิ่งนัก “มันคือเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ แม้ว่าข้าจะผ่านการไหว้ฟ้าดินกับฝ่าบาทมาแล้วก็ตาม แต่เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าตายจึงทำให้การแต่งงานในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ข้ามีวิธีเอาตัวรอดลี่อิงไม่ต้องห่วงข้า ถึงอย่างไรเสียชีวิตข้านับจากนี้ต่อไป ถ้าไม่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงก็ต้องถูกจองจำอยู่ที่ตำหนักเย็น เจ้าต่างหากที่ควรจะหนีไปเพราะถ้าหากอยู่กับข้าจะพลอยทำให้ลำบากไปกับข้าด้วย รีบหนีไปบ้านเกิดของเจ้าเสียเถอะ” ประโยคสุดท้ายโฉมงามหันไปกล่าวกับพี่เลี้ยงคนซื่อด้วยความห่วงใย
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลเฉิน “ฮูหยินขอรับ! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เสียงของฮุ่ยคังดังมาก่อนตัว จนทำให้ลี่เซียนซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนเพราะมีอาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะมาตั้งแต่ช่วงเช้ารู้สึกตัวขึ้นมาโดยพลัน ร่างอรชรลุกจากเตียงก่อนจะเดินโซซัดโซเซเพื่อไปเปิดประตูให้กับพ่อบ้านคนซื่อที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนในขณะนี้ “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ร้องเรียกหาข้าจนดังไปทั่วบ้านเช่นนี้” โฉมงามเอ่ยถามด้วยความแปลกใจพลางสังเกตสีหน้าของพ่อบ้านวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยอาการร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “แล้วนี่ไปซื้อของในเมืองมาทำไมจึงเห็นเจ้าเพียงคนเดียว ลี่อิงไปไหน!” ลี่เซียนถามหาพี่เลี้ยงคนซื่อของนางทันทีและเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “คือว่าลี่อิงนางยังคงอยู่ในตัวเมืองอี้โจวขอรับฮูหยินไม่ได้กลับมาด้วย แต่ให้บ่าวรีบกลับมารายงานให้นายท่านกับฮูหยินรีบหลบหนีออกไปจากบ้านสกุลเฉินก่อนจะมีอันตราย” คำกล่าวของฮุ่ยคังทำให้โฉมงามขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทั







