Mag-log inพระราชวังต้าหมิงกง
ตำหนักองค์ชายหลี่หลงจี พระวรกายสูงใหญ่ของโอรสสวรรค์ พระนามหลี่หลงจี กำลังทอด พระเนตรภาพเขียนสีตรงหน้าด้วยความพึงพอพระทัยเป็นยิ่งนัก ด้วยภาพวาดดังกล่าวปรากฏเป็นภาพอิสตรีที่กำลังยืนชมดอกโบตั๋น ภาพวาดที่ขึ้นเป็นมันวาวยิ่งขับให้อิสตรีที่อยู่ในภาพดังกล่าวงดงามอย่างยิ่งยวด เสียงฝีเท้าของคนกำลังเดินก้าวเข้ามาใกล้พระตำหนัก พร้อมเสียงพูดคุยกับทหารรักษาการณ์อยู่หน้าตำหนักเพียงครู่ก่อนจะปรากฏร่างของแม่ทัพใหญ่จ้าวเทียนอี้หยุดยืนอยู่หน้าประตู “องค์ชายมีรับสั่งให้กระหม่อมเข้าเฝ้ามีสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยทูลถามพร้อมพระวรกายขององค์ชายหันกลับมาทอดพระเนตรแม่ทัพหนุ่มรูปงาม “ทหารหลวงไปตามเจ้าทันเวลา หาไม่แล้วเจ้าคงจะออกเดินทางไปแล้วสินะ” รับสั่งถามกลับไป “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ว่าแต่องค์ชายมีเหตุสิ่งใดหรือที่เรียกกระหม่อมเข้าเฝ้า” จ้าวเทียนอี้กราบทูลถามด้วยความสงสัย ก่อนจะเหลือบสายตาเห็นภาพวาดที่อยู่ในพระหัตถ์ และกำลังถูกยื่นให้ตรงหน้า “ข้าต้องการให้เจ้าตามหาหญิงงามในภาพวาดนี้ให้กับข้า มันเป็นภาพวาดที่ถูกส่งมาจากหัวเมืองไม่รู้ว่าเป็นหัวเมืองไหน เจ้ามีฝ่ายข่าวฝีมือดีมากมายจงส่งกำลังให้ออกตามหานางในภาพวาดนี้ว่าแท้จริงแล้วมีตัวตนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ภาพวาดตามจินตนาการของเหล่าจิตรกรเท่านั้นเอง” รับสั่งพร้อมยื่นภาพวาดดังกล่าวให้กับแม่ทัพคู่พระทัย จ้าวเทียนอี้รับภาพวาดดังกล่าวจากพระหัตถ์ก่อนจะก้มลงมองภาพตรงหน้าอย่างพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนและทันทีที่สายตาเห็นภาพวาดหญิงงามตรงหน้า หัวใจของแม่ทัพรูปงามแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ เมื่อพบว่าภาพวาดของหญิงงามตรงหน้านี้งดงามดั่งเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ แม่ทัพหนุ่มยืนนิ่งไม่ไหวติงเป็นอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน “แม่ทัพจ้าว!” องค์ชายหนุ่มรับสั่งเรียกขุนพลคู่พระทัย ทว่าหามีปฏิกิริยาตอบสนองจนต้องมีรับสั่งอีกครั้ง “จ้าวเทียนอี้!” ครานี้รับสั่งชื่อแซ่ด้วยสุรเสียงเน้นหนักและนั่นทำให้แม่ทัพรูปงามตื่นจากภวังค์ “อะ... เอ่อ... พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมต้องขอพระราชทานอภัยที่ไม่ได้ยินรับสั่งของพระองค์” องค์ชายหนุ่มทรงพระสรวลออกมาเบาๆ ก่อนจะมีรับสั่งขึ้น “ข้าไม่แปลกใจหรอกที่เจ้าจะมีอาการเป็นเช่นนั้น เพราะครั้งแรกที่ข้าเห็นภาพนี้ ก็มีอาการไม่แตกต่างไปจากเจ้าแม้แต่น้อย ข้าจึงใคร่รู้ยิ่งนักว่าหญิงงามในภาพวาดมีตัวตนจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงเรียกเจ้ามาพบเพื่อให้ฝ่ายข่าวของเจ้าติดตามนางให้ข้า เพื่อที่ข้าจะเตรียมการคิดทำสิ่งใดต่อไป” แม่ทัพหนุ่มยืนนิ่งฟังอย่างสงบ ครั้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกราบทูลออกไป “กราบทูลองค์ชาย หญิงงามในภาพวาดโอกาสที่จะเป็นคนจริงๆ ยากยิ่งนัก หญิงงามในภาพวาดนางงดงามราวเทพธิดาอย่างยิ่งยวด หามีอิสตรีใดในต้าถังปรากฏหญิงที่มีลักษณะเช่นนี้แม้แต่น้อย เกรงว่าจะเป็นเพียงจินตนาการของนักจิตรกรฝีมือเยี่ยมต่างหากเล่าที่เสกสรรภาพวาดนี้ขึ้นมา” พระเนตรขององค์ชายหนุ่มมีแววผิดหวังเมื่อได้ยินเช่นนั้น หากแต่ก็ยังไม่ทรงละความพยายามที่ทรงตั้งใจเอาไว้แต่แรกเริ่มว่าจะต้องค้นหาหญิงงามในภาพวาดนี้ให้ได้ ก่อนจะได้ยินแม่ทัพตรงหน้าเอ่ยแทรกขึ้น “กระหม่อมขอบังอาจทูลถามพระองค์สักเพียงคำจะได้หรือไม่” พระขนงคมเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัยเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “เจ้าอยากถามอะไรก็จงว่ามา” ครั้นทรงประทานอนุญาตจ้าวเทียนอี้จึงกราบทูลถามออกไปทันที “หากแม้นหญิงงามในภาพวาดเกิดมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ แล้วไซร้พระองค์หมายมั่นจะให้นางเข้ามาเป็นพระสนมใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวของแม่ทัพจ้าวทำให้พระองค์แย้มสรวลออกมาทันที ผิดกับเมื่อครู่ที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง “ข้าหมายใจให้นางเป็นฮองเฮาเคียงข้างกายข้า มันเป็นสิ่งที่คู่ควรแล้วสำหรับนาง ข้าบอกเจ้าตามตรงได้เลยว่า หญิงงามในภาพวาดทำให้ข้าตกหลุมรักนางทันที แม้ว่าจะมีหญิงงามข้างกายข้ามากมายแต่ไม่เคยมีผู้ใดทำให้หัวใจข้าเป็นเยี่ยงนี้มาก่อน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ข้าจะต้องส่งคนออกติดตามนางให้ทั่วแผ่นดินให้จงได้ ข้าจะใช้อำนาจที่ข้ามีหลังจากขึ้นครองบัลลังก์แล้วหานางให้พบ” รับสั่งของพระองค์ทำให้จ้าวเทียนอี้ถึงกับยืนนิ่งไปโดยพลัน การเปลี่ยนตัวฮองเฮาที่มีการดูลักษณะเอาไว้แล้วล่วงหน้าเพื่อเตรียมพิธีอภิเษกหลังจากพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์กระทบกับเสนาบดีเว่ยมากที่สุด “แต่ฝ่ายในได้คัดสรรหญิงงามผู้ที่จะมาเป็นฮองเฮาข้างพระวรกายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ทันทีที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ ซึ่งผู้ที่จะมาเป็นฮองเฮาเคียงข้างพระวรกายของพระองค์จะต้องมีลักษณะตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดต่อๆ กันมาเพราะการให้กำเนิดโอรสสวรรค์เพื่อเป็นรัชทายาทสืบทอดบัลลังก์จำต้องอาศัยปัจจัยหลายต่อหลายอย่าง” แม่ทัพหนุ่มกราบทูลแสดงความคิดเห็นของตน ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นพระองค์ดำเนินเข้ามาใกล้ พร้อมสุรเสียงรับสั่ง “ในเมื่อข้าจะขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านับต่อจากนี้ ข้าก็ต้องการที่จะเลือกฮองเฮาด้วยตัวของข้าเองเช่นกัน ฝ่ายในจะต้องมีหน้าที่ทำตามคำสั่งของข้า มิใช่ข้าต้องทำตามคำสั่ง ข้าจะทำการเปลี่ยนแปลงระเบียบของฝ่ายในในการคัดเลือกฮองเฮาและพระมเหสีตลอดจนพระสนมแห่งแผ่นดินต้าถังเสียใหม่ เพื่อให้ฮ่องเต้มีส่วนร่วมในการคัดสรรหญิงงามจากทุกสารทิศนี้ด้วย” “แต่องค์ชาย...” หากแต่ยังมิทันกล่าวสุรเสียงก็แทรกขึ้นดังก้อง “พอได้แล้ว! ข้าไม่ต้องการฟังอะไรอีก... เจ้ามีหน้าที่รับคำสั่งจากข้าให้ไปทำอะไรก็จงจัดการตามที่ข้าต้องการ หากแม้นนางไม่มีตัวตนจริงๆ แล้วไซร้ข้าจะได้ตัดใจ” รับสั่งของพระองค์ทำให้แม่ทัพหนุ่มสิ้นคำจะกล่าวสิ่งใดออกมาอีก “กระหม่อมจะสั่งฝ่ายข่าวลงไปให้ออกตามหาหญิงงามในภาพวาดนี้ตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ ได้ผลเช่นไรจะมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง” กล่าวพร้อมใช้มือม้วนภาพวาดตรงหน้าเก็บให้เรียบร้อยพร้อมใช้เชือกรัดและผูกติดกันจนแน่น ท่ามกลางสายพระเนตรขององค์ชายหลี่หลงจี ทอดพระเนตรตามด้วยความรู้สึกหทัยหายที่จะไม่ได้ทอดพระเนตรภาพวาดตรงหน้านั้นอีก “ข้าหวังว่าจะได้รับข่าวดีจากเจ้า” รับสั่งย้ำเตือนกับขุนพลหนุ่มเป็นการตบท้าย จ้าวเทียนอี้โค้งถวายบังคมพร้อมกราบทูลกลับไป “กระหม่อมอยากให้พระองค์ทำพระทัยเผื่อไว้ล่วงหน้า เพราะหญิงงามเช่นนี้จะพบได้ก็บนสรวงสวรรค์เท่านั้น” หากแต่คำกราบทูลของแม่ทัพรูปงามกลับทำให้พระองค์ไม่คิดเช่นนั้น “แต่ข้าเห็นต่างไปจากเจ้า หลงลืมไปแล้วหรือไรว่าแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ปรากฏอิสตรี ที่มีความงดงามอันลือเลื่องเกิดขึ้นมาแล้ว หญิงงามไซซี ผู้ซึ่งได้รับฉายานามว่า “มัจฉาจมวารี” ความงามของนางที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ หรือแม้กระทั่งหวังเจาจิน ซึ่งมีฉายาว่าปักษีตกนภา ความงามของนางที่ทำให้แม้แต่ฝูงนกยังต้องร่วงหล่นจากท้องฟ้า ทุกนางล้วนมีตัวตนและเลือดเนื้อสามารถจับต้องได้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น” พระองค์ยังคงยืนกรานตามความคิด จ้าวเทียนอี้สิ้นคำจะกล่าวสิ่งใดต่อไปอีกได้แต่ยืนเงียบงันอยู่เช่นนั้น เพราะกราบทูลสิ่งใดออกไปก็มิอาจล้มเลิกความตั้งใจของพระองค์เป็นแม่นมั่น จึงตัดสินใจกราบทูลเพื่อเป็นการตัดบทออกไป “กระหม่อมจะพยายามค้นหาหญิงงามผู้นี้ตามรับสั่งของพระองค์อย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ และต้องกราบทูลพระองค์ให้ทราบล่วงหน้าว่าภาพวาดนี้กระหม่อมจะให้จิตรกรเอกที่มิใช่ในวังหลวงทำการคัดลอกภาพวาดต้นแบบ ป้องกันมิให้ผู้ใดล่วงรู้รายละเอียดเกี่ยวกับภาพ วาดนี้ว่ามาจากที่ใด เพื่อแจกจ่ายให้กับสายข่าวที่อยู่ทุกหัวเมืองและทุกมณฑลของต้าถัง และให้สายข่าวทุกหัวเมืองส่งข่าวรายงานทุกๆ สิบหาวันพ่ะย่ะค่ะ” และนั่นทำให้องค์ชายหลี่หลงจีก้มพระพักตร์ขึ้นลงติดๆ กันพร้อมแย้มสรวลด้วยความพึงพอพระทัยเมื่อได้ยินเช่นนั้นพระเนตรยังคงจับอยู่ที่ร่างของขุนพลคู่ใจที่กำลังก้าวถอยหลังออกไปจากพระตำหนักอย่างช้าๆ ก่อนจะทรงมีรับสั่งขึ้นอีกครั้ง “เดี๋ยวก่อน... เทียนอี้!” ร่างใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มหยุดชะงักโดยพลันเมื่อได้ยินรับสั่งเพรียกหาตามหลัง ก่อนจะหันกลับมาอย่างรวดเร็ว “องค์ชายมีสิ่งใดจะสั่งความอีกอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายสามพระดำเนินเข้ามาใกล้ก่อนจะหยุดประทับอยู่ตรงหน้าแม่ทัพรูปงาม “ข้าต้องการความคืบหน้าสิ่งที่สั่งให้เจ้าไปสืบค้นหาเกี่ยวกับคัมภีร์อมตะที่กล่าวขานกันมาอย่างช้านาน มีความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าข้าจะขึ้นครองบัลลังก์เป็นผู้ครอบครองแผ่นดินนี้ ดังนั้นคัมภีร์อมตะที่หายสาบสูญไปข้านั้นก็อยากได้ครอบครองไว้เช่นกัน ชีวิตที่มิมีวันตายและคงความอ่อนเยาว์ไม่ชราภาพเป็นสุดยอดปรารถนาขององค์ฮ่องเต้มาทุกรัชกาล เพราะฉะนั้นเจ้าต้องหาให้พบนะจ้าวเทียนอี้” พระองค์รับสั่งแกมบังคับเอาแต่พระทัยองค์เอง ดวงตาดำใหญ่ของแม่ทัพหนุ่มก้มมองลงต่ำราวกับว่ากำลังปกปิดอะไรบางอย่างที่ตนล่วงรู้อยู่แก่ใจ “คัมภีร์อมตะเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมานานนับตั้งแต่สร้างแผ่นดิน จะมีอยู่จริงหรือไม่ดั่งเช่นงมเข็มในมหาสมุทรก็ว่าได้ หากแม้นมีอยู่จริงแล้วไซร้จะล่วงรู้เช่นไรว่ามีลักษณะอย่างใดบ้างแม้นว่าจะพานพบก็ใช่ว่าจะอ่านได้เพราะคัมภีร์ดังกล่าวข้าได้ยินมาว่าจารึกด้วยอักษรโบราณ จะมีผู้ใดหยั่งรู้สามารถอ่านได้กระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” คำกล่าวของจ้าวเทียนอี้ทำให้องค์ชายหนุ่มเกิดประเด็นต้องขบคิด “จริงสิ... เหตุใดข้าจึงหลงลืมข้อนี้ไปได้” พระองค์รับสั่งพึมพำเบาๆ พลางใช้ความคิดก่อนจะมีรับสั่งขึ้น “เรื่องนั้นข้าจะจัดการเองภายหลังเมื่อข้าขึ้นครองบัลลังก์แล้ว จะสั่งให้ค้นหานักปราชญ์ผู้รอบรู้ในการอ่านและเขียนอักษรโบราณ แต่นั่นต้องภายหลังจากที่ล่วงรู้ว่าคัมภีร์อมตะนั้นมีอยู่จริงซึ่งนั่นก็คือหน้าที่ของเจ้าจะต้องหาให้พบ” รับสั่งขององค์ชายหลี่หลงจีทำให้แม่ทัพจ้าวยืนนิ่งฟังอย่างสงบก่อนจะเงยหน้าพร้อมเอ่ยขึ้น “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะเร่งสั่งการลงไปให้ฝ่ายสืบข่าวเพิ่มกำลังกระจายออกไปอีกเพื่อค้นหาคัมภีร์อมตะและหญิงงามในภาพวาดสองสิ่งที่พระองค์ต้องการ “ดีมากเทียนอี้... เจ้าเป็นคนที่ข้าไว้ใจมากที่สุดนอกจากจะรบเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับข้ามาโดยตลอดแล้ว สิ่งที่เป็นความลับสุดยอดของข้ามีเจ้าเท่านั้นที่ข้าไว้ใจให้ทำจึงได้มอบงานสำคัญนี้ให้แก่เจ้าเพียงผู้เดียว” รับสั่งจากส่วนลึกในพระทัย “กระหม่อมจะพยายามค้นหาสิ่งที่พระองค์ต้องการให้พบจนได้พ่ะย่ะค่ะ... ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา” แม่ทัพรูปงามกล่าวพร้อมล่าถอยออกจากพระตำหนักไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายพระเนตรขององค์ชายหลี่หลงจีทอดพระเนตรตามหลัง “ข้าหวังว่าเจ้าจะมีตัวตนอยู่ในผืนแผ่นดินของข้าแห่งนี้จริงๆ” พระองค์ทรงคาดหวังอยู่ภายในพระทัยเป็นอันมาก ด้วยเพราะหญิงงามในภาพวาดเป็นรักแรกพบ ที่ไม่เคยรู้สึกกับสตรีใดมาก่อน ด้วยเหตุใดเล่าจึงตกหลุมรักหญิงงามในภาพวาดที่ยังมิล่วงรู้เลยว่ามีตัวตนจริงๆ หรือไม่อย่างไร หรือจะเป็นเพียงจินตนาการของจิตรกรฝีมือเยี่ยมที่สรรสร้างขึ้นมาเอง ทว่าองค์หลี่หลงจีทรงมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำอย่างยิ่งยวด ว่าหญิงงามในภาพวาดจะต้องมีตัวตนจริงแน่นอนและรวมไปถึงคัมภีร์อมตะด้วยเช่นกันห้าปีผ่านไปเมืองกว่างโจว เป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง กว่างโจวเป็นเมืองใหญ่สุดทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นมณฑลซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสามแห่งของจีน คือ เซินเจิ้น จูไห่ และ ซัวเถา นอกจาก นั้นเมืองกว่างโจวยังมีสำเนียงเฉพาะถิ่นที่ถือว่าเป็นมาตรฐานของ ฮ่องกง และมาเก๊า เรียกว่า สำเนียงกว่างโจวอีกด้วย เมืองกว่างโจวตั้งอยู่ปากแม่น้ำจูเจียง และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีประวัติศาสตร์จารึกยาวนานกว่าสองพันแปดร้อยปี เป็นจุดเริ่มของเส้นทางสายไหมทางทะเลในครั้งอดีต และยังเคยเป็นเมืองท่าเสรีแห่งแรกและแห่งเดียวที่เปิดต้อนรับชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขาย กว่างโจวแม้จะเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน แต่กว่างโจวยังมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในรูปสถานที่สำคัญต่าง ๆ ปัจจุบันกว่างโจวมีบทบาทเป็นเมืองในเขตเศรษฐกิจการค้าที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในภาคใต้ของจีน และยังได้รับสถานะเป็นหนึ่งในสามเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของจีนอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีผลผลิ
บ้านสกุลเฉินบริเวณทุ่งดอกเสาเย่า ดอกเสาเย่า ดอกไม้งามที่แลดูคล้ายดอกโบตั๋น สัญลักษณ์แห่งการลาจากและเป็นดอกไม้แห่งความรัก กลิ่นหอมโรยรื่นตลบอบอวลไปทั่วท้องทุ่ง พร้อมกับร่างเลือนรางของชายหญิงค่อยๆ ปรากฏท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอยู่ในขณะนี้ ร่างอรชรอยู่ในอ้อมกอดของเทียนอี้ตลอดเวลา ใบหน้าสวยขาวซีดไร้สิ้นสีเลือดเจือจางกำลังก้าวสู่วาระสุดท้ายของชีวิตโดยมีดวงตาสีนิลเฝ้ามองฮูหยินแสนสวยด้วยความโศกเศร้าที่ล่วงรู้ว่ามิสามารถยื้อชีวิตให้นางคงอยู่ได้อีกต่อไป และมิอาจใช้อำนาจจากคัมภีร์อมตะเพื่อทำให้นางมีชีวิตกลับคืนมาได้อีก ด้วยเพราะการจะชุบชีวิตให้คนตายฟื้นกลับมาได้นั้นจะต้องยังไม่ถึงวันหมดอายุขัยที่แท้จริง ด้วยเหตุเพราะลี่เซียนได้หมดอายุขัยจริงในวันนี้แล้วนั่นเอง ซึ่งวันนี้คือวันที่นางถูกฝังทั้งเป็นพร้อมกับเทียนอี้ก่อนจะกลับมาแก้ไขอดีต ชาติ นางตายเพราะหมดอายุขัยแต่จ้าวเทียนอี้กว่าจะหมดอายุขัยจริงคือเก้าสิบหกปี ดังนั้นการจบชีวิตในครั้งก่อนจึงทำให้เทียนอี้สิ้นชีพลงทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงอายุขัยของตนเอ
ภายในห้องนอน ร่างระหงของฟางเซียนหลับใหลเป็นเจ้าหญิงนิทรามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว สองสามีภรรยาหวังจื่อหยางและหวังเจิ้นลี่ ต่างโยกย้ายหน้าที่การงานกลับคืนสู่แผ่นดินจีนและตั้งถิ่นฐานตามลักษณะงานของทั้งสอง ซึ่งสองสามีภรรยาต่างมีอาชีพเป็นแพทย์ด้วยกันทั้งคู่ จื่อหยางเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมอง ส่วนเจิ้นลี่เป็นสูตินารีแพทย์ ทั้งสองเลือกซื้อบ้านในเซินเจิ้น เพราะย้ายกลับมาทำงานในเมืองนั้น เซินเจิ้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง และเป็นเขตเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุด อุตสาหกรรมที่สำคัญในเขตนี้คือสิ่งทออิเล็กทรอนิกส์, ของเล่นและเครื่องใช้ ไฟฟ้า แต่ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเหล่านี้อิงอยู่กับการลงทุนจากฮ่องกงเป็นสำคัญ ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังปรึกษาหารือในเรื่องของการทำงานอยู่ห้องฝั่งตรงกันข้ามกับห้องที่หญิงสาวกำลังนอนหลับใหลอยู่ในขณะนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทมาอย่างยาวนานบัดนี้กลอกกลิ้งไปมา ขนตายาวงามงอนเริ่มกระพริบขึ้นลงและเริ่มเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยจ้องเพดานเบื้องบนอยู่เป็นนาน ก่อนจะค่อยๆ เหลือบสายตา
ร่างใหญ่เดินดุ่มๆ เข้าไปภายในพระตำหนักจินหลงอย่างไม่กลัวเกรงมุ่งตรงไปที่เป้าหมายที่ตนตั้งใจจะเอาชีวิตให้ได้ในวันนี้ ภายในมือโยนถุงผ้าเข้าไปในเปลวเพลิงจนเกิดเป็นกลุ่มควันขาวปกคลุมไปทั่วจนคนภายนอกไม่สามารถมองเห็นภายในพระตำหนักได้ พร้อมดึงผ้าปิดจมูกของตนทันที “ไฟไหม้! ไฟไหม้มาถึงนี่แล้ว! ช่วยกันดับไฟเร็วเข้า... รีบนำกุ้ยเฟยกับพระโอรสออกไปจากที่นี่! ช่วยด้วย!” เสียงของหมอหลวงต่างเปล่งเสียงร้องออกมาจากด้านในเพื่อขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ด้านนอก ถุงผ้าถูกโยนเข้ามาภายในห้องตกลงบนเปลวไฟจนเกิดเป็นกลุ่มควันหนาพวยพุ่งขึ้นมาทันที จนทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ภายในต่างพากันสำลักควันดัง กล่าว “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” เสียงของเหล่าหมอหลวงต่างร้องขอความช่วยเหลือ แต่ในขณะนั้นคนที่อยู่ด้านนอกก็มิอาจมองเห็นคนข้างในได้แต่อย่างใด เสียงขอความช่วยเหลือค่อยๆ เงียบลงด้วยเพราะทุกคนหมดสติไปหมดแล้ว ในขณะที่กุ้ยเฟยคนงามกลับเพิ่งรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มควันหนาที่ปกคลุมไปทั่วห้อง “แค่ก! แค่ก! แค่ก!” เสียงไอติดต่อกันเพราะสำลักควันมากมาย ลี่เซียนพย
ในขณะเดียวกัน เสวียนจงฮ่องเต้รีบเสด็จวิ่งกลับมาที่พระตำหนักจินหลง ทันทีที่ทหารรักษาการณ์ไปกราบทูลว่าพระตำหนักเกิดไฟไหม้ขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ ฮ่องเต้หนุ่มทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างทันที รีบเสด็จกลับมาด้วยความเป็นห่วงกุ้ยเฟยคนงามของพระองค์อย่างยิ่งยวด และต้องหยุดชะงักโดยพลันเมื่อเสด็จมาถึงหน้าประตูพระตำหนักด้านนอก สายพระเนตรก็กระทบเข้ากับร่างของชายที่พระองค์ไม่คิดว่าจะได้เห็นว่ามีชีวิตกลับคืนขึ้นมาอีก มิหนำซ้ำกุ้ยเฟยของพระองค์ก็อยู่ในอ้อมกอดของอดีตขุนพลหนุ่มอยู่ในขณะนี้ “จ้าวเทียนอี้! นี่เจ้า! เจ้าใช้คัมภีร์อมตะชุบชีวิตให้ตัวเองกลับมามีชีวิตอีกหรือนี่” รับสั่งตื่นตระหนกแทบไม่อยากเชื่อสายพระเนตรแม้แต่น้อย เพราะพระองค์มั่นพระทัยว่าได้ทอดพระเนตรอดีตขุนพลตายไปต่อหน้าพระพักตร์ เพียงครู่อาการตื่นตระหนกในการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของจ้าวเทียนอี้ ทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงแค้นเคืองขึ้นมาทันทีเมื่อทอดพระเนตรคนที่ต้องการให้ตายแต่กลับไม่ยอมตาย ซ้ำร้ายยังกลับมาพร้อมมีโฉมงามอยู่ในอ้อมกอด “ปล่อยกุ้ยเฟยของข้าเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิ
พระราชวังต้าหมิงกงห้องเตรียมพระประสูติกาล “พระโอรส!” หมอหลวงชูทารกเพศชายตัวใหญ่ไม่แพ้คนแรกให้องค์กุ้ยเฟยได้ทอดพระเนตร ท่ามกลางสายตาและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปิติที่ได้ให้กำเนิดสายเลือดตระกูลจ้าวได้ถึงสองคน “ลูกแม่! ลูกรักของแม่!” ลี่เซียนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงเป็นยิ่งนัก ด้วยเพราะเสียโลหิตจากการคลอดฝาแฝดถึงสองคนจนทำให้อ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดเจน ใบหน้าสวยซีดเซียวและอ่อนเพลียอย่างยิ่งยวด ก่อนจะสิ้นสติไปทันใด ท่ามกลางการเฝ้าระวังของเหล่าหมอหลวงที่เตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา “พระนางสลบไปแล้ว เร็วเข้าตรวจชีพจร” หัวหน้าหมอหลวงเอ่ยสั่งการหมอหญิงทันใด ก่อนจะได้ยินหมอหญิงตอบกลับมา “ชีพจรของพระนางเต้นอ่อนมากเลยเจ้าค่ะ” หัวหน้าหมอหลวงนิ่งงันไปทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ทรงประสูติพระโอรสติดๆ กันถึงสองพระองค์ เสียพระโลหิตมากมายยิ่งนัก อีกทั้งพระโอรสฝาแฝดก็ทรงแข็งแรงสมบูรณ์อย่างยิ่งยวด ทำให้พระนางมีพระอาการตกเลือดเป็นแน่ เร็วเข้ารีบนำสมุนไพรสำหรับขั
ถ้อยรับสั่งของฮ่องเต้หนุ่มทำให้จางลี่เซียนหยุดชะงัก ไม่คาดคิดว่าพระองค์จะทรงมีความรู้สึกให้กับนางมากมายถึงเพียงนี้ ทว่าบุรุษเดียวที่อยู่ในหัวใจมิใช่พระองค์แต่กลับเป็นแม่ทัพหนุ่มนัยน์ตาโศกอันแสนเศร้าที่อยู่ในหัวใจของนางตลอดเวลาเท่านั้น “หม่อมฉันมิใช่ผู้หญิงของฝ่าบาทและไม่คู่ควรที่จะอยู
พระตำหนักไป๋เฟิ่ง ร่างอรชรอ้อนแอ้นกำลังนอนคว่ำหน้าเผยให้เห็นแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวนวลเนียนเป็นยองใยไร้สิ้นไฝฝ้าราคีคาว หรือแม้กระทั่งรอยแผลเป็นจากการถูกแส้เฆี่ยนตีจนเป็นรอยแผลแตกยับไปทั่วทั้งแผ่นหลังและด้านหน้า ด้วยผลของรากทารกสวรรค์ที่ได้ดื่มเข้าไปถึงสองครั้งสองคราในเวล
พระตำหนักจินหลง ร่างสันทัดของเหวินอี้หัวหน้ากงกง เร่งฝีเท้ารีบรุดเข้าไปภายในพระตำหนักอย่างรวดเร็วเพื่อกราบทูลในสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ล่วงรู้และเห็นอยู่ในขณะนี้ “กราบทูลฝ่าบาท! กระหม่อมมีเรื่องด่วนจี๋จะกราบทูลให้ทรงทราบพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของเหวินอี้หัวหน
เจ็ดวันผ่านไปพระตำหนักจินเฟิ่ง (ตำหนักฮองเฮา) พระวรกายเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยความอวบอิ่มของฮองเฮาสาว ขณะที่กำลังสรงน้ำอยู่ภายในสระของพระตำหนักอย่างเพลิดเพลิน พระนางได้รับบทรักอันร้อนแรงจนสำลักความสุขอย่างล้นเหลือครั้งแล้วครั้งเล่าจนนับไม่ถ้ว







