Mag-log inเสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือข้างหัวเตียงทำให้ผู้กำลังหลับใหล ไม่อยากลืมตาตื่นขมวดคิ้วมุ่นอย่างรำคาญ มือขาวเรียวเล็กของเจ้าตัวพยายามควานหาต้นกำเนิดเสียงทั้งที่ยังไม่ลืมตา แต่แล้วในที่สุดเธอก็จำต้องเปิดเปลือกตาคู่งามขึ้นอย่างจนใจเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกได้กลายเป็นเสียงแผดร้องของสายเรียกเข้าแทน
ทันทีเมื่อดวงตาคู่งามเปิดขึ้นจนเต็มตาซูหร่วนซีก็ได้รู้สึกประหลาดใจแกมตื่นตระหนกอย่างยิ่งยวดโดยไม่ได้สนใจเสียงเรียกเข้าที่กำลังแผดเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
‘นี่ไม่ใช่ห้องนอนเก่าของฉันหรอกเหรอ แล้วทำไมฉันถึงกลับมานอนที่ห้องนี้ได้ ไม่ถูกสิ ฉันถูกรถชนนี่ ใช่แล้ว เอ๊ะ! ทำไมไม่รู้สึกเจ็บเลยล่ะ’ หญิงสาวคิดพร้อมกับก้มมองยังบริเวณหน้าท้องซึ่งเป็นสำนึกสุดท้าย
และยังไม่ทันที่เธอจะได้คำตอบก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าห้อง “คุณหนูคะ ตื่นหรือยัง” น้ำเสียงของแม่บ้านวัยกลางคนส่งเสียงเรียกอย่างร้อนใจ
ซูหร่วนซีที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกพลันรู้สึกสับสนระคนมึนงงจนกระทั่งเธอได้ยินเสียงของญาติเพียงหนึ่งเดียวที่ตนไม่มีวันลืม
“ซีซี” เพียงแค่สองคำนี้ทำให้หญิงสาวที่กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนสำรวจรอบห้องไม่รีรอ หล่อนรีบสบัดผ้าห่มคลุมกายก่อนจะวิ่งมาเปิดประตูห้องออกอย่างรวดเร็ว
“คุณปู่!” ซูหร่วนซีโถมตัวเข้ากอดชายชราแน่นด้วยสุดแสนจะคิดถึงทั้งน้ำตา
“เสี่ยวซีหลานเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” ชายชราลูบผมยาวเป็นลอนธรรมชาติของหลานสาวในอ้อมกอดพร้อมกับถามออก มาอย่างเป็นห่วง
หญิงสาวเอาแต่ส่ายหัวไปมาถูไถใบหน้ากับหน้าอกผอมบางของเขาโดยไม่พูดอะไร ‘หากนี่เป็นความฝัน ก็อย่าให้ฉันได้ตื่นเลย’ เธอวิงวอน
ซูจินกวงที่รู้สึกว่าหลานสาวสุดที่รักมีความผิดปกติ กระนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่วายถามถึงเรื่องสำคัญของคนในอ้อมกอด “วันนี้เป็นวันมงคลของหลาน ทำไมถึงตื่นสายได้ล่ะ” ชายชรากล่าวเนิบช้า แม้ในใจจะไม่ยินยอมให้หลานสาวที่ตนรักและทะนุถนอมแต่งงานกับชายหนุ่มคนนั้นก็ตาม
“คุณปู่ว่ายังไงนะคะ” ซูหร่วนซีย้อนถามหลังจากสูดกลิ่นอันคุ้นเคยของผู้เป็นปู่และเริ่มมั่นใจว่านี่ไม่น่าจะใช่ความฝัน เพียงแต่เธอแค่ยังไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หลานอย่าบอกนะว่าลืมวันแต่งงานของตัวเอง ปู่เห็นหลานเฝ้ารอวันนี้อย่างใจจดจ่อไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ก็ใกล้จะถึงเวลาแล้วด้วย” เสียงแหบแห้งของชายชราถามออกมาอย่างแปลกใจ ซึ่งในขณะเดียวกันดวงตาสีเทาของเขาก็มองสำรวจใบหน้าของผู้เป็นหลานไปพร้อมกัน
และเมื่อเห็นความตกใจฉายชัดออกมาบนใบหน้าของคนในอ้อมแขน เจ้าตัวจึงสรุปเอาว่าหลานสาวน่าจะลืมจริง ๆ แต่ไม่คาดว่าเขาจะได้ยินคำพูดที่ทำให้ต้องประหลาดใจและระคนยินดีจากปากของหญิงสาวที่เลี้ยงมาเองกับมือ
“หนูจะไม่แต่งกับคนเลวค่ะ ส่วนเรื่องเงินหากพวกเขาต้องการก็ให้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมโดยนำหุ้นเท่ากับจำนวนเงินมาค้ำประกัน” ซูหร่วนซีเอ่ยเสียงหนัก
“หลานแน่ใจนะและจะไม่เสียใจภายหลังใช่ไหม” ชายชราถามย้ำ แม้เจ้าตัวอยากให้หลานเจอคนที่ดีกว่านี้ แต่ถ้าหากหลานต้องเป็นทุกข์เขาก็ไม่ต้องการ
ผู้เป็นหลานจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างสดใส ทำให้ใบหน้าที่สวยงามราวภาพวาดนั้นมีชีวิตชีวามากขึ้นก่อนพยักหน้าและพูดออกมาด้วยความมั่นใจอีกครั้งเพื่อเป็นการยืนยัน
“หนูแน่ใจค่ะ เรื่องนี้รบกวนให้ทนายฝานดำเนินการได้เลย”
ซูจินกวงอดที่ยกยิ้มออกมาไม่ได้อย่างถูกใจในคำตอบนี้ดังนั้นเขาเองก็ไม่รอช้า ด้วยถือคติตีเหล็กต้องตีตอนร้อนอีกเหตุผลนั้นก็เป็นเพราะกลัวว่าหลานสาวจะเปลี่ยนใจนั่นเอง
“พ่อบ้านอานได้ยินที่คุณหนูพูดแล้วใช่ไหม รีบไปจัดการเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของชายชราเองก็ดูสดใสไม่แพ้กันรวมถึงใบหน้าเองก็ดูสดชื่นและผ่อนคลายมากกว่าหลายวันก่อนอีกด้วย
ผิดกลับคนอีกด้าน ภายในห้องจัดงานเลี้ยงหรูหราแห่งปีที่มีนักข่าวมาจากหลายสำนัก พวกเขาต่างเฝ้ารอการปรากฏตัวของหลานสาวผู้สืบทอดของเทียนไห่ด้วยใจจดจ่อ
แต่แล้วแทนที่จะเป็นคุณหนูใหญ่ผู้นั้นปรากฏตัว กลับกลายมาเป็นชายร่างใหญ่ในชุดสูทสากลสีดำสุภาพเดินมากับชายผมสีดอกเลา ซึ่งพวกเขาต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดีในนามของทนายปากกล้าประจำตระกูลซูสายหลัก ฝานเจียงเล่อ
ผู้ชายคนนี้ต่างเป็นที่ครั่นคร้ามของผู้คนไม่น้อย ทำให้เมื่อเขาเดินขึ้นไปบนเวทีจึงไม่มีใครกล้าเอาตัวเข้าขวาง “งานแต่งวันนี้คุณหนูใหญ่ของเราบอกให้ยกเลิก อีกทั้งไม่ว่าจากนี้หรือในอนาคตเธอจะไม่แต่งงานกับคนแซ่เฉินโดยเด็ดขาด” หลังคำกล่าวแสนโอหังนี้สิ้นสุดลงก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นรอบห้องจัดงานเลี้ยงทันที
เมื่อทำหน้าที่เสร็จสิ้นชายวัยกลางคนก็ก้าวเท้าลงจากเวทีท่ามกลางชายร่างใหญ่ผู้คุ้มกันโดยหาได้สนใจสายตาและสีหน้าของผู้ที่มองมาทางเขาเป็นทางเดียว
“หมายความว่ายังไง เป็นไปไม่ได้ที่ซีซีจะไม่แต่งงานกับอาเจ๋อ ใคร ๆ ในเป่ยเฉิงต่างก็รู้ดีว่าเธอไล่ตามเขามาตั้งแต่มัธยมต้น” คำกล่าวนี้ได้ถูกบันทึกไว้โดยนักข่าวทันที
ฝานเจียงเล่อปรายตามองนักข่าวพวกนั้นราวอสรพิษร้ายหมายเหยื่อ คล้ายเป็นการเตือนว่าหากมีใครนำคำพูดเหลวไหลนี้ไปลงข่าวเขาจะไม่ไว้หน้าอย่างแน่นอน
“นายหญิงเฉิน โปรดระวังคำพูดของคุณด้วยถ้ายังอยากได้เงินห้าพันล้านอยู่” เสียงแหบห้าวของทนายฝานตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนทำให้ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนไม่น่าดูขึ้นทันที
เพราะเรื่องเงินมีเฉพาะคนในวงในเท่านั้นที่รู้ ยังไม่ทันที่หญิงวัยกลางคนจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ นักข่าวทั้งหลายก็ยื่นไมค์ไปจ่อยังปากของชายวัยกลางคนผู้เปิดประเด็นอย่างรวดเร็ว
“ทนายฝานเรื่องนี้หมายความว่ายังไงหรือครับ/คะ” ฝานเจียงเล่อผู้มีลิ้นพิษจึงได้ตอบคำถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในตัวคุณหนูใหญ่ซูของพวกเรา ผมจะชี้แจงให้ทุกท่านทราบถึงที่มาที่ไปของการจัดงานในวันนี้ขึ้น เป็นเพราะคุณหนูของเรามีความเมตตาต่อครอบครัวเฉิน จึงคิดจะช่วยเหลือเรื่องเงินเป็นจำนวนห้าพันล้านในเรื่องของการขาดสภาพคล่องในเครือเฉินกรุ๊ป ดังนั้นจึงได้มีการแต่งงานเกิดขึ้น แต่เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันก่อนได้มีภาพนี้ปรากฏออกมาทำให้คุณหนูของเราเสียใจมากจึงได้ตัดสินใจยกเลิกงานแต่ง”
จบคำของเขาโปรเจคเตอร์บนเวทีก็ได้ปรากฏภาพชายหญิงคู่หนึ่งแสดงความสัมพันธ์แนบชิดต่อกันหน้าโรงแรมในเครือเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการกอดจูบอย่างเร่าร้อน ก่อนฝ่ายหญิงจะโบกมือลาฝ่ายชายสีหน้าของเธอคนนั้นดูอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก
ซึ่งชายหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นก็คือเจ้าบ่าวของงานในวันนี้ เสียงฮือฮาจากนักข่าวรวมถึงผู้มาร่วมงานหลายคนต่างมองมายังคนในภาพพร้อมเพรียง เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นรัว ๆ จากนักข่าวมากมายหลายสำนักพิมพ์ อีกทั้งคนภายในงานยังได้ถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอมือถือของตัวเองอีกด้วย
ทนายฝานมองสถานการณ์ตรงหน้าอยู่เพียงชั่วครู่ก่อนจะพูดประโยคต่อไป ซึ่งคำพูดนี้ยิ่งทำให้ครอบครัวเฉินแทบอยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณหนูของเราก็ยังคงมีความเมตตาให้กับครอบครัวนี้อยู่ จึงได้เสนอเงื่อนไขใหม่โดยแลกกับหุ้นของบริษัทในเครือเฉินที่คิดว่ามีปริมาณเท่ากันกับจำนวนเงินเป็นหลักค้ำประกัน ถึงแม้ว่าในอนาคตหุ้นดังกล่าวอาจจะไม่สามารถทำเงินได้ก็ตาม”
หลังสิ้นสุดคำพูดของลิ้นพิษผู้นี้นายน้อยตระกูลเฉินผู้เป็นพระเอกของงานไม่อาจทนอดกลั้นต่อความอดสูได้อีกต่อไป เจ้าตัวจึงได้กำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงไม่รู้ว่าโกรธหรืออายถึงกับตะเบ็งเสียงออกมาโดยไม่กลัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จะยิ่งทำให้เขาเสียหน้ามากยิ่งขึ้น
“หุ้นที่มีปริมาณเท่ากัน ทำไมไม่บอกให้ผมขายบริษัทในเครือให้เทียนไห่ไปเลยล่ะ" กรามของเขาขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาของเขาเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว
ไม่เพียงชายหนุ่มคนนี้เท่านั้นที่รู้สึกโกรธเพราะในตอนนี้มารดาของชายหนุ่มเองก็มีใบหน้าไม่น่าชมเช่นกัน “พวกเราแค่ขาดสภาพคล่องชั่วคราวไม่ได้ต้องการขายบริษัทนี่เรียกว่าความเมตตาของเทียนไห่อย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงแหลมสูงของเธอดังขึ้นไม่แพ้คนเป็นบุตร
ดวงตาของฝานเจี่ยงเล่อหรี่ลงก่อนจะเปิดปากของตนด้วยท่าทางไม่แยแส “หากว่าตระกูลเฉินไม่รับน้ำใจผมก็ไม่ถือสา วันนี้เห็นทีต้องขอลา” ชายวัยกลางคนแสร้งทำสีหน้าเสียดายพลางถอนหายใจก่อนที่เจ้าตัวจะเดินนำคนของตนออกไปจากห้องจัดงานเลี้ยงโดยไม่เหลียวหลัง
ส่วนซูหร่วนซีผู้ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องหลังจากเธอตกตะกอนความคิดได้ ‘ไม่ว่าจะฝันหรือเรื่องจริงฉันขอทำตัวเองให้มีความสุขก็แล้วกัน’ เธอพึมพำ
ดังนั้นตอนนี้หญิงสาวจึงได้ทำอาหารสุขภาพให้ปู่ผู้ชราอย่างมีความสุขในครัวใหญ่ของคฤหาสน์ท่ามกลางความแตกตื่นของแม่บ้านและหญิงรับใช้สองสามคน
ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าตัวเองได้ติดคำค้นหาอันดับหนึ่งบนWeibo จนกระทั่งมีเสียงสัญญาณเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยรุ่นล่าสุดแบรนด์ดัง หญิงสาวมองชื่อที่ปรากฏขึ้นก่อนจะกดรับอย่างดีใจ
“ซีซี! มันเกิดอะไรขึ้น เธอไม่แต่งงานกับเจ้าโง่นั่นแล้วจริงเหรอ” น้ำเสียงกระตือรือร้นของโม่เข่อซิงถามอย่างดีใจปิดไม่มิดว่าคนพูดนั้นมีความสุขมากขนาดไหน
“เธอรู้ได้ยังไง ฉันว่ายังไม่ได้แจ้งให้ใครรู้เลยนะนอกจากให้ลุงฝานไปแจ้งคนในงาน” ผู้ถูกถามย้อนด้วยสีหน้าแสดงความประหลาดใจ เนื่องจากเจ้าตัวรู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ไม่มีทางอยู่ในงานของตนตามที่ลั่นวาจาเอาไว้แน่
ทั้งนี้เป็นเพราะในชาติก่อนด้วยความดื้อรั้นและดื้อดึงไม่ฟังคำเตือนของเพื่อนคนนี้ ดังนั้นโม่เข่อซิงผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทจึงประกาศตัดขาดจากตน อีกทั้งยังยืนกรานว่าหากเธอยังแต่งงานกับเฉินมู่เจ๋อหล่อนจะไม่มีวันเหยียบเท้าเข้าไปในงานอย่างเด็ดขาด
ในตอนนั้นเธอจำได้ว่าร้องไห้เสียใจเป็นอย่างมากที่เพื่อนสนิทไม่ยอมมาร่วมงานเป็นเหตุให้หลังจากงานแต่งจบลงเธอจึงไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนคนนี้อีกเลย จนกระทั่งมารู้ข่าวร้ายอันน่าสงสารของคนปลายสายซูหร่วนซีนิ่งเงียบอย่างเหม่อลอย
“ซีซี! ซีซี!" โม่เข่อซิงส่งเสียงเรียกอย่างตกใจ
“หา! เธอเบาเสียงลงหน่อยก็ได้”
โม่เข่อซิงกรอกตาของตนไปมา “ที่รัก ฉันเรียกเธอตั้งนานนะไม่ได้ยินเหรอ หรือว่าเธอคิดเสียใจที่ปฏิเสธคนเลวนั่น” “เปล่าสักหน่อย ว่าแต่เธอยังไม่ตอบเลยว่ารู้เรื่องของฉันได้ยังไง”
"เธอมัวแต่ทำอะไรอยู่ถึงไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว ไม่เพียงแค่ฉันคนเดียวหรอกนะที่รู้เรื่อง ไม่แน่ว่าป่านนี้ทั้งคนในเป่ยเฉิงหรือว่าทั้งประเทศอาจจะรู้กันหมดแล้ว” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของหญิงสาวพูดออกมาอย่างยืดยาวแกมเหนื่อยใจ
คำพูดนี้ทำให้ผู้ฟังตื่นตัวอย่างคาดไม่ถึง “ซิงซิง เอาไว้เดี๋ยวฉันโทรกลับนะ” ซูหร่วนซีกดวางสายลงหลังจากพูดจบทันที จากนั้นหญิงสาวก็เข้า Application อันเป็นที่นิยมและก็พบว่าข่าวยกเลิกการแต่งงานของเธอนั้นร้อนแรงมากขนาดไหน อีกทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อฝ่ายชายเป็นจำนวนมากอีกด้วย หญิงสาวไล่อ่านเนื้อหาที่ปรากฏอย่างช้า ๆ มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ
‘ลุงฝานทำงานได้ยอดเยี่ยม เห็นทีต้องบอกคุณปู่เพิ่มโบนัสให้เป็นพิเศษ’
ในขณะที่สาวสวยกำลังแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ซูจินกวงผู้เดินเข้ามาในครัวจึงได้ถามเชิงหยอกล้อออกมา
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไร” เสียงแหบแห้งของชายชราทำให้หญิงสาวละใบหน้าจากโทรศัพท์
ซูหร่วนซีเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้ชายชรา “ฉันมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณปู่ยังไงล่ะคะ” หญิงสาวกล่าวประจบ
“ทำเป็นพูดเอาใจคนแก่ แต่ปู่ก็พอใจจริง ๆ นั่นแหละ ฮ่า ๆ” เสือเฒ่าแห่งเทียนไห่ไม่ได้เปิดโปงผู้เป็นหลานแม้จะรู้ว่าหล่อนเพียงพูดกลบเกลื่อน
(ในเมื่อตอนนี้หลานสาวของเขาคิดได้แล้วก็ขอใช้ชีวิตกันตามประสาให้มีความสุขก็พอ) ชายชราคิด
เจ็ดวันถัดมาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหลวง ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดตัวภาพยนตร์ที่หลายคนในวงการต่างปรามาสว่าไม่มีทางที่จะดังขึ้นมาได้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและแสงแฟลชจากกล้องที่วูบวาบทั่วบริเวณพรมแดง หน้าทางเข้างาน เป็นแบคดรอปขนาดใหญ่ประดับด้วยโลโก้ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวตัวพรมแดงถูกปูยาวจากทางเข้าจนถึงห้องโถงหลัก เหล่านักข่าวยืนเรียงรายตลอดเส้นทางพร้อมกล้องและไมโครโฟนที่รอสัมภาษณ์ดารานำ“ที่รัก! ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่างานของเราจะโดดเด่นได้มากขนาดนี้ แต่ว่าจะไม่มีใครพูดว่าพวกเราโอเวอร์เกินไปหรอกใช่ไหม” โม่เข่อซิงกระซิบกระซาบเสียงเบา“ความคิดของคนอื่นนะช่างเขาเถอะ ฉันว่าแบบนี้แหละถึงจะเรียกสายตาคนได้เยอะ เธอเชื่อฉัน” ซูหร่วนซีผู้อยู่ในชุดเดรสสีมุกเปลือยไหล่แสดงให้เห็นถึงไหปลาร้าสวยเผยรอยยิ้มในขณะตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงเบาหญิงสาวทั้งสองคนผู้มีความงามไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเหยียดแผ่นหลังเดินตรงเข้าไปภายในงานด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางความสนใจจากผู้คนรอบข้าง“นั่นคุณหนูใหญ่ซูกับคุณหนูโม่” หนึ่งในนักข่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องพักของผู้ป่วยที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยมีตงเหยาคอยป้อนผลไม้ให้อย่างเอาใจ“ลูกพี่” หยูเชาแทบจะวิ่งเข้าไปโอบกอดเขา “อย่า!” สวีเย่หานรีบห้ามด้วยความตกใจ“ลูกพี่ ทำไมทำกับผมแบบนี้ล่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าผมเป็นห่วงคุณมากขนาดไหน” ชายหนุ่มร่างผอมแสร้งบีบน้ำตา“เลิกเสแสร้งได้แล้ว นายบอกฉันมาหน่อยสิว่าพวกนายให้ตาแก่คนนั้นยอมไปช่วยฉันได้ยังไง” สวีเย่หานถามขึ้นอย่างกังขา ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าได้แกะเชือกที่ข้อมือสำเร็จแล้วและกำลังจะก้มลงแก้เชือกที่ข้อเท้าแต่ทว่าหูพลันได้ยินเสียงดังเอะอะจากด้านนอกขึ้นเสียก่อนพร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในคราแรกเขานึกว่าคนพวกนี้ต้องการมาทำร้ายแต่ที่ไหนได้พวกเขากลับไม่พูดพร่ำทำเพลงและช่วยเขาออกมาจากห้องใต้ดินแห่งนั้นโดยบอกว่าทำตามคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าเมื่อพ้นจากความมืดออกมาเจอแสงสว่างสติของตนก็เลือนราง แต่เสียงสุดท้ายดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงของทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนี้รวมถึงเจ้านายและพี่น้อง“เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้านายของเรา” ฉาจีนั่งล
“ปากดีนักนะ ถึงแม่นายจะมาก่อนแล้วยังไง แต่เป็นฉันที่เกิดก่อน อีกอย่างแม่ฉันก็มีทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง” คำพูดถากถางของเขาทำให้สวีเย่หานเถียงไม่ออกเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะผู้ชายเลวคนนั้น คนที่ทำให้แม่กับน้องสาวของเขาต้องตาย สวีเย่หานขบกรามของตนจนเป็นสันนูน“สวีเย่หานฉันว่าแกรีบบอกมาดีกว่า ว่าสิ่งที่บริษัทของแกกำลังทำคืออะไร หากฉันเห็นว่ามันมีประโยชน์และทำเงินได้ฉันจะปล่อยแกไป” คนพูดตบแก้มของเขาเบา ๆ“ถุย! สักวันพวกแกต้องล่มจม” สวีเย่หานไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือทว่าเขายังกลับสาปแช่งออกมาด้วยฝ่ามือของจงเทียนอวี่กำลังจะตวัดลงบนหน้าของเขาอีกครั้ง แต่แล้ว“เจ้านายครับ บริษัทเกิดเรื่อง” ใบหน้าแตกตื่นของลูกน้องที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทำให้เขาลดมือลงอย่างหงุดหงิด“มีอะไร”“นายว่าอะไรนะ พวกนายมันไม่ได้เรื่อง” เขาตวาดเสียงดังหลังจากฟังสิ่งที่ลูกน้องกระซิบข้างหูร่างสูงโปร่งของคนผู้นี้รีบเดินนำหน้าลูกน้องของตนไปอย่างเร่งรีบสวีเย่หานผู้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ผู้ชายคนนั้นวางมือจากตนก็มุ่งมั่นในการแก้เชือกที่มือต่อไป
“ขึ้นมา!” เฉินมู่เจ๋อที่เห็นเหตุการณ์รีบเปิดประตูรถให้จ้าวหลงหยาง“ขอบคุณ” ในระหว่างที่เขาอยู่ในรถเจ้าตัวก็ไม่ลืมดูในโทรศัพท์มือถือเพื่อหาตำแหน่งของหญิงสาว“นายกำลังทำอะไร แล้วรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นในขณะให้คนขับรถเร่งความเร็วเพื่อจะตามรถคันข้างหน้าอย่างกระชั้นชิดแต่ใครจะคิดว่าพวกมันกลับโชคดีเมื่อจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งโผล่พรวดออกมาทำให้คนขับต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน“บ้าเอ้ย!” มือของเฉินมู่เจ๋อตบลงบนที่พักแขนอย่างแรงก่อนที่คนขับของเขาจะหักพวงมาลัยหลบรถคันนี้โดยที่จ้าวหลง หยางได้ส่งสัญญาณให้คนของตนควบคุมคนขับรถคันที่สร้างปัญหาเอาไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท“ทางแยก พวกเราควรไปทางไหน” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกชอบหน้าชายหนุ่มที่เป็นศัตรูหัวใจมากเพียงใดแต่ทว่าในตอนนี้ความปลอดภัยของซูหร่วนซีย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง“เลี้ยวขวา” จ้าวหลงหยางตอบออกมาอย่างมั่นใจ“ทำไม” เฉินมู่เจ๋อรู้สึกกังขา“สร้อยที่ผมให้ซีซีมีจีพีเอส” คำตอบของเขาทำให้คนขับไม่รอช้าดังนั้นเขาจึงรีบหักพวงมาลัยไปตามทิศทางที่จ้าวหล
“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปพร้อมกับมอบช่อดอกลิลลี่สีหวานให้เธอ“อะไรคะ” ซูหร่วนซีรับมาถามด้วยใบหน้าค่อนข้างประหลาดใจ“ดอกไม้ของวันนี้ครับ แล้วก็” จ้าวหลงหยางพูดแค่นั้น ก่อนที่เขาจะเปิดกล่องเครื่องประดับที่เตรียมไว้ออกดวงตาของซูหร่วนซีมองสร้อยคอทองคำขาวเส้นเล็กที่มีจี้เป็นรูปกระต่ายตัวน้อยสีขาวที่เท้าหน้าของมันมีนกกระดาษตัวเล็กอยู่ในมืออย่างถูกใจ“พี่สวมให้นะ” “ค่ะ” สร้อยคอเส้นเล็กส่องกระทบกับแสงจันทร์ทำให้เกิดประกายเงางามนิ้วมือเรียวของหญิงสาวจับเจ้าตัวกระต่ายน้อยที่มีดวงตาสีทับทิมขึ้นมาดูอย่างหลงใหล“ขอบคุณค่ะ” ท่าทางและน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนค่ำคืนนั้นทั้งสองคนต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เขาทั้งคู่ต่างประสบพบเจอมาในระหว่างที่ต้องอยู่ห่างกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบมีเพียงสายลมและเสียงดนตรีพื้นเมืองแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะเช้าวันต่อมา ผู้ร่วมทริประหว่างปู่กับหลานสาวก็มีชายหนุ่มพ่วงเข้ามาด้วย“เธอเพิ่งมาถึงเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่นอนพักสักหน่อยล่ะ”“ผมสบายดีครับ ว่าแต่คุณปู่ทำไมตื่นแต่เ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะปู่” ซูหร่วนซีกล่าวทักชายชราหลังเดินออกมาจากห้องนอนและพบว่าปู่ของตนกำลังนั่งเก้าอี้โยกหันใบหน้าออกไปทางระเบียงเรือนไม้หลังนี้“อืม หลานหิวหรือยัง” ใบหน้าของเขาผินกลับมามองหลานสาวที่บัดนี้ได้มายืนอยู่ด้านข้าง“นิดหน่อยค่ะ ปู่ล่ะคะ” เธอนั่งคุกเข่าลงพลางวางมือทั้งสองลงบนแขนเก้าอี้ของเขา“เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีไหม”“ดีสิคะ” คนเป็นหลานยิ้มร่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและยื่นมือเข้าไปช่วยประคองชายชรายามรุ่งอรุณ ณ ริมทะเลสาบซีหูในฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดแรกอ่อนละมุนไล้ผ่านผิวน้ำที่นิ่งสงบจนเกิดประกายระยิบระยับราวผ้าไหมทองคำทิวต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวสดเป็นเหลืองทองและแดงส้ม บรรยากาศเย็นสบายพร้อมเสียงนกร้องที่ก้องสะท้อนอย่างแผ่วเบาซูหร่วนซีผู้แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทตัวยาวสีครีมนำมือเข้าไปคล้องแขนของคนเป็นปู่ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินข้ามสะพานหินโค้งซึ่งทอดตัวข้ามลำน้ำที่ใสกระจ่างราวกระจกสายลมพัดเอื่อย นำพากลิ่นหอมของใบไม้แห้งและดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกประดับรอบสวนริมทะเลสาบเข้าสู่จมูก







