Se connecter“รสชาติข้าวต้มเป็นยังไงบ้างคะ” ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่คล้ายกำลังลุ้นในคำตอบหลังจากที่ตนตักข้าวต้มช้อนสุดท้ายเข้าปากด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข
“ก็พอใช้” คำตอบนี้ค่อนข้างทำให้เจ้าของใบหน้าหวานรู้สึกผิดหวัง ซูจินกวงไม่อาจทนเห็นท่าทางเหงาหงอยของหลานสาวสุดที่รักได้ดังนั้นเขาจึงต้องตอบความรู้สึกที่แท้จริงออกมา
“อร่อย หลานเลิกทำหน้าเศร้าเถอะ” “อร่อยจริงนะคะ” ใบหน้าของซูหร่วนซีพลันสว่างเจิดจ้าพลางจ้องมองคนตรงข้ามดวงตาไม่กะพริบใจเต้นตึกตักลุ้นในคำตอบ แม้ว่าหล่อนค่อนข้างจะมั่นใจในฝีมือของตนมาจากชาติก่อนที่ยอมสละเวลาละทิ้งการงานทำตัวเป็นแม่บ้านก็ตาม
ย้อนกลับไปในตอนนั้น จากหญิงสาวที่มีอุดมการณ์ในการทำงานและความคิดก้าวหน้าแต่เพราะความอยากให้คนรักประทับใจรวมถึงให้เขาสนใจตัวเอง ดังนั้นเธอจึงเลือกเดินออกมาจากบริษัท
ก่อนที่จะเลือกไปเข้าคอร์สเรียนทำอาหารทั้งคาวหวาน เพียงเพื่อเอาใจสามีโง่เหมือนหมูตัวนั้นโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอต่างหากที่โง่เขลามากขนาดไหน
เพราะหากคนเขารักเราไม่ว่าเป็นแบบไหนเขาก็รัก ดูอย่างจางหว่านชิงสิ หล่อนเองก็ทำอาหารไม่เป็นแต่เฉินมู่เจ๋อก็ทั้งรักทั้งหลง ซูหร่วนซียิ่งคิดเธอก็ยิ่งรู้้สึกสมเพชตัวเองที่ในตอนนั้นแทนที่จะแต่งตัวให้สวยงามไม่เป็นยายเพิ้งที่วัน ๆ เอาแต่หน้ามันอยู่ในครัว
ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่กำลังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก่อนจะเอ่ยปากอย่างเป็นห่วง “ซีซี! หลานเป็นอะไร”
“อ๊ะ! คุณปู่ว่าอะไรนะคะ”
“ไม่มีอะไร ปู่เห็นว่าหลานดูเหม่อ ๆ”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ คุณปู่ไม่ต้องกังวลนะคะ” เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของคนเป็นหลาน ซูจินกวงจึงได้ปล่อยผ่านก่อนจะนึกถึงความหลังในครั้งที่คู่ชีวิตของตนยังมีชีวิตอยู่ ในตอนนั้นจำได้ว่าเวลาเด็กหญิงได้รางวัลอะไรมาก็มักจะวิ่งโร่มาโอ้อวดต่อหน้าอยู่เสมอเพื่อขอคำชม
แต่ทว่าทุกอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหลังจากอุบัติเหตุของบุตรชายและลูกสะใภ้ในช่วงวัยมัธยมต้นปีที่สามของเด็กหญิง กว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ปรากฏว่าหลานสาวเพียงคนเดียวได้ตีตัวออกห่างจากตนไปไล่ตามเด็กแซ่เฉินเสียแล้วที่ไม่มีอะไรเทียบกับคนบ้านซูได้เลย
“คุณปู่คะ ว่าแต่ข้าวต้มที่ฉันทำอร่อยจริง ๆ ใช่ไหมคะ" หญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของคนเป็นปู่ที่จู่ ๆ ก็นั่งครุ่นคิดคล้ายมีเรื่องในใจดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ส่งเสียงทำลายความเงียบออกมา
“จริงสิหลานไม่เชื่อปู่อย่างนั้นเหรอ ว่าแต่หลานไปหัดทำอาหารมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ปู่ไม่เคยรู้ว่าก่อนว่าหลานจะมีฝีมือขนาดนี้” คำชมของชายชรานำพามาซึ่งความยินดีให้หญิงสาวเป็นอย่างมาก
"ก็ฉันเป็นหลานสาวของใครล่ะคะ ก็ต้องเก่งเหมือนคนนั้นสิ” คำตอบของหญิงสาวได้เรียกเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งจากคนทั้งคู่ ซึ่งเสียงหัวเราะอันสดใสนี้ได้ทำให้คฤหาสน์หลังเก่าของตระกูลซูได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลังจากมื้ออาหารเช้าระหว่างปู่กับหลานจบลง หญิงสาวก็ขอตัวกลับเข้าห้องนอน เนื่องจากเธออยากจะใช้เวลากับตัวเองอีกสักหน่อยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ฝัน
และในระหว่างนี้เจ้าตัวจึงได้ถือโอกาสเดินสำรวจสิ่งของมากมายที่อยู่ในความทรงจำอย่างแสนคิดถึง ซูหร่วนซีใช้ปลายนิ้วไล้สิ่งของที่อยู่บนชั้นวางอย่างโหยหา
“พ่อคะ แม่คะ ย่าคะ หนูขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะคะ” หญิงสาวพูดกับภาพถ่ายของครอบครัวที่มีทั้งพ่อ แม่ และย่าด้วยความรู้สึกผิดซึ่งมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร
หลังจากวางกรอบรูปลง หญิงสาวจึงได้เริ่มสำรวจสิ่งของมากมายของตนอีกครั้ง ที่มีทั้งตุ๊กตาตัวเก่า หนังสือเล่มโปรด จนกระทั่งนิ้วเรียวยาวไปสะดุดกับกล่องใบหนึ่งขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา พร้อมกันนั้นเจ้าตัวจึงได้เปิดกล่องใบนี้ขึ้นเพื่อดูของด้านใน
หญิงสาวมองโมเดลเครื่องบินลำเล็กสีขาวลำน้อยในมือด้วยแววตาครุ่นคิด รวมถึงนกกระดาษหลากสีที่มีขนาดต่างกัน ดวงตาของหญิงสาวเหม่อมองของสองสิ่งในกล่องอยู่เนิ่นนานคล้ายหวนรำลึกไปยังอดีตอันแสนไกล
บนม้านั่งยาวสีขาวภายใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะ เด็กหญิงในชุดมัธยมต้นนั่งนิ่งราวกับตุ๊กตาไร้ชีวิต น้ำตาไหลอาบร่องแก้มขาวอย่างน่าสงสาร
จู่ ๆ ก็มีหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่น่าจะอายุมากกว่า เพราะเขาอยู่ในชุดมัธยมปลายมีหมวกปิดบังใบหน้าถึงครึ่งทำให้เธอในตอนนั้นไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นได้อย่างชัดเจน
“น้องสาวเธอร้องไห้เพราะอะไร” เสียงของเขาทุ้มค่อนข้างแหบเล็กน้อยถามเธออย่างอ่อนโยน
“ฉันไม่มีพ่อแม่แล้ว เขาจากไปอยู่บนนั้น” เธอจำได้ว่าตอบคำถามพร้อมการกระทำโง่ ๆ ออกไปโดยการชี้นิ้วไปบนท้องฟ้า
ในตอนนั้นเธอโง่หรือเขาโง่มากกว่าก็สุดจะรู้ได้ เมื่อเขายื่นเครื่องบินลำเล็กสีขาวสะอาดลำนี้มาให้พร้อมกับคำพูดที่ว่า “เอาไว้เมื่อโตขึ้นพี่จะพาเธอขึ้นไปบนฟ้านะ ตอนนี้ขอฝากมันเอาไว้ก่อน” เขาพูดพร้อมกับวางเครื่องบินลำเล็กนี้ไว้ข้างตัวเธอ
ในตอนนั้นน้ำตาของเธอหยุดไหลลงอย่างฉับพลันและกำลังจะเอ่ยขอบคุณ ทว่าร่างสูงผอมนั้นก็วิ่งห่างออกไปไกลเสียแล้ว และหลังจากวันนั้นเธอก็มักจะได้นกกระดาษที่ถูกพับขึ้นอย่างสวยงามทุกวัน
ซึ่งคนที่นำมามอบให้ก็เป็นแม่บ้านบ้างหรือไม่ก็หญิงรับใช้และเมื่อถามถึงผู้ให้ทุกคนก็ต่างพูดเหมือนกันว่า
“นายน้อยคนนั้นฝากบอกว่าพี่ชายเครื่องบินต้องการให้กำลังใจน้องสาว ในคราแรกพวกเธอก็ไม่อยากรับมาแต่เมื่อเห็นว่าคุณหนูมีความสุขก็เลยจำต้องปล่อยเลยตามเลย” นี่คือคำตอบที่ได้รับจากสาวใช้
ซึ่งเรื่องนี้คุณปู่ของตนก็ทราบเรื่อง และเขาเพียงคิดว่าคงจะเป็นเพื่อนของหลานสาวเจ้าตัวจึงได้ปล่อยผ่านเช่นกัน นานวันเข้าหลังจากเธอเริ่มคลายความเศร้าโศกลงจึงให้คนไปสืบดูว่าบริเวณสวนสาธารณะในวิลล่ามีใครอยู่บ้างที่กำลังอยู่ในวัย มัธยมปลาย คำตอบที่ได้คือนายน้อยตระกูลเฉิน ซึ่งนายน้อยที่ว่าก็คือเฉินมู่เจ๋อ
ดังนั้นเธอจึงได้ริ่เริ่มส่งของขวัญบ้างขนมบ้างไปให้เขาทั้งที่บ้านและไปดักรอเขาหน้าโรงเรียนจนกระทั่งเขาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยเธอก็ทำเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน อีกทั้งยังมุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกับเขา
โดยไม่ได้รู้เลยว่าขนมเหล่านั้นไม่เพียงแต่ชายหนุ่มจะไม่ชอบ เขากลับโยนมันลงถังขยะทุกครั้ง จนกระทั่งมาได้ยินเข้ากับหูและเห็นเองกับตา แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความดื้อดึงและอยากเอาชนะเธอก็ยังคงตามตื้อเขาไม่หยุด
ในขณะที่หญิงสาวกำลังจมอยู่กับความคิด เสียงเคาะประตูหน้าห้องของเจ้าตัวก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของหญิงรับใช้
“คุณหนูคะ คุณหนูโม่มาขอพบ”
“บอกให้เธอรอก่อนสักครู่นะคะ” ซูหร่วนซีบอกคนด้านนอกผ่านประตูพร้อมกับนำเครื่องบินลำเล็กใส่ลงในกล่องและปิดฝาเอาไว้ตามเดิม (เอาไว้ค่อยเอาไปคืน จะว่าไปฉันในตอนนั้นก็โง่ซะเหลือเกิน) เจ้าตัวคิดอย่างเย้ยหยันตน
หญิงสาวรูปร่างผอมสูงอยู่ในชุดเสวตเตอร์สีเนื้อ กางเกงขายาวสีขาวพอดีตัวแนบไปกับท่อนขาเรียวสวยและยิ่งเธอสวมรองเท้าบูทหุ้มข้อสูงห้านิ้วจึงทำให้หญิงสาวดูเพรียวบางมากขึ้น
ซูหร่วนซีสำรวจตัวเองในกระจกอย่างพอใจ ใบหน้าขาวเรียบเนียน ดวงตากลมโต ขนตาดำหนายาวเป็นแพอย่างไม่ต้องต่อ จมูกได้รูปโด่งสวยรับกับใบหน้าเรียวเล็ก (ต่อไปนี้อย่าหวังว่าฉันจะทำตัวเป็นป้าแก่อีก) เจ้าตัวคิดก่อนจะเปิดประตูและเดินออกจากห้องด้วยท่าทางมาดมั่น
เสียงรองเท้าเดินลงมาตามขั้นบันได กระทั่งเดินมาถึงห้องรับแขก “ซีซีเธอสวยจัง” โม่เข่อซิงหญิงสาวผู้มีผมสั้นรับใบหน้ากลมหรี่ตาลงกล่าวชื่นชมเพื่อนสาวอย่างจริงใจ
“ปากหวาน” เจ้าของชื่อยกนิ้วบีบแก้มกลมของเพื่อนเฉกเช่นที่มักทำอยู่เป็นนิจ
“ฉันจะหอมแก้มเธอนะ ถ้ายังไม่ปล่อยมือ” น้ำเสียงอู้อี้พูดข่มขู่พร้อมทั้งแสร้งทำท่าทางเหมือนคนเจ้าชู้
“เอาไว้ไปหอมเจ้าชายของหล่อนเถอะ” ซูหร่วนซีปล่อยมือของตนพร้อมกับขืนตัวแกล้งหลบเลี่ยงการกระทำของเพื่อนสนิทอย่างรังเกียจ
“ฉันก็อยากจะทำอย่างนั้น ทว่าเจ้าชายของฉันอยู่สูงเกินไป” คุณหนูตระกูลโม่คร่ำครวญพลางทิ้งก้นลงนั่งบนโซฟาหนานุ่มอย่างอ่อนแรง
ซูหร่วนซีอยากจะหัวเราะให้กับท่าทางคล้ายหมาหงอยถูกเจ้าของทิ้งของเพื่อนสาว แต่ทว่าเธอไม่อาจทำได้เนื่องจากกลัวเพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวจะเสียใจจึงได้เปลี่ยนเป็นพูดปลอบออกมาแทน
“เขาไปถ่ายหนังแค่เมืองจีอยู่ห่างไปไม่กี่ไมล์ ไม่ใช่ว่าคุณหนูโม่จะตามไปไม่ได้สักหน่อย” คำพูดของหล่อนเหมือนจะสะกิดความทรงจำของเจ้าตัวด้วย
โม่เข่อซิงเงยหน้ามองเพื่อนสาวดวงตาเต็มไปด้วยความหวังแต่แล้วเธอก็ต้องตกใจเมื่อคนที่กำลังปลอบตนมีสีหน้าซีดขาวไร้สีเลือดขัดกลับก่อนหน้า
“ซีซี! เป็นอะไร” สาวน้อยผมสั้นเรียกผู้เป็นเพื่อนอย่างร้อนใจ
“เข่อเอ๋อร์ พวกเราไปเมืองจีกัน ตอนนี้เลย” ความใจร้อนของซูหร่วนซีทำให้โม่เข่อซิงถึงกับมึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่งเธอถูกเพื่อนสาวลากมาถึงสนามบิน และเมื่อได้ยินเสียงประกาศรวมถึงความวุ่นวายทั้งหลายรอบตัว หญิงสาวจึงได้รู้สึกตัวและไม่คิดว่าตัวเองฝันไป
คุณหนูใหญ่ซูแค่มองใบหน้าเด๋อด๋าของเพื่อนก็รู้แล้วว่าเธอคิดอะไร “คุณหนูโม่เธอจะยืนเอ๋ออีกนานไหม”
คำพูดนี้ของเพื่อนสาวไม่เกินจริงเนื่องจากโม่เข่อซิงไม่คิดว่าซูหร่วนซีจะพาเธอไปเมืองจีจริง ๆ
“เธอรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่ไหน” โม่เข่อซิงถามเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้
“ฉันกับเขาเป็นอะไรกันล่ะ เอาละยังมีเวลาเธองีบสักหน่อยเถอะจะได้มีแรง” หากเข่อซิงไม่ตื่นเต้นจนเกินไปเธอน่าจะรู้สึกเอะใจกับคำพูดอันประหลาดของเพื่อน
ในห้วงความคิดของซูหร่วนซีในตอนนี้ได้หวนคำนึงย้อนกลับไปยังอดีต หลังจากวันแต่งงานที่เธอต้องนอนเฝ้าห้องหอตามลำพัง เช้าวันถัดมาเธอถึงได้รู้ข่าวเกี่ยวกับลูกพี่ลูกน้องหนุ่มผู้เป็นดาราแถวหน้า
ตามเนื้อข่าวระบุว่าชายหนุ่มถูกทำร้าย ทว่าโชคดีได้มีแฟนคลับสาวเห็นเหตุการณ์จึงได้เอาตัวเข้าช่วย ทำให้หญิงสาวคนนั้นได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
เพราะข่าวนี้จึงทำให้พี่ชายของเธอกับครอบครัวของบ้านป้าเกิดความวุ่นวายจนครอบครัวต้องย้ายที่อยู่เป็นการถาวร เนื่องจากหญิงคนนั้นต้องการความรับผิดชอบที่ไม่รู้จักจบ
พอพี่ชายของเธอบ่ายเบี่ยงหรือแจ้งตำรวจกลับมีข่าวโจมตีเขาอย่างหนัก ทำให้ในที่สุดพี่ชายผู้โด่งดังของเธอรู้สึกเบื่อหน่ายจึงได้ลาออกจากวงการ
กระนั้นครอบครัวเหมือนปลิงของหญิงสาวคนนั้นก็ไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ จนครอบครัวของป้าไม่สามารถอยู่เป็นปกติสุขเพราะคนในครอบครัวนี้ได้รบกวนไปจนถึงโรงเรียนที่ผู้เป็นลุงสอน
ท้ายที่สุดครอบครัวของพวกเขาจึงได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศในสภาพบอบช้ำทั้งกายใจ โดยเฉพาะพี่ชายผู้ที่เคยดูดีทุกมุมมองเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนต้องกลายเป็นคนที่แสนน่าอดสูจากคำวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหาว่าเขาเป็นหมาป่าตาขาวบ้างละ เอาเปรียบไม่ช่วยเหลือคนที่ช่วยตนด้วยชีวิตบ้างละ ในวันที่เธอไปส่งพวกเขา ยังจำคำพูดตัดพ้อนั้นได้ติดหูเลยว่า
“หากรู้ว่ามีคนช่วยเหลือแล้วเป็นแบบนี้เขายินดีตายไปซะจะดีกว่า”
ซูหร่วนซีตกอยู่ในภวังค์เนิ่นนานจนกระทั่งได้ยินเสียงเตือนของเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตัวตามขั้นตอนเพราะเครื่องบินกำลังจะลงจอด
“ซิงซิงตื่น” เธอปลุกหญิงสาวผมสั้นข้างกาย
“ถึงแล้วอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงงัวเงียของหญิงสาวผู้มีบุคลิกสดใสถามขึ้นอย่างงุนงง
“ถึงแล้วนะสิ เธอนี่ขี้เซาจริง ๆ นอนตั้งแต่เครื่องขึ้นจนเครื่องลงจอด ยังกล้าจะหลับต่ออีก ไม่อยากเจอเจ้าชายของเธอแล้วอย่างนั้นเหรอ” จบคำพูดนี้ของสาวงาม โม่เข่อซิงก็รู้สึกตื่นเต็มตาพร้อมกันนั้นก็นำกระจกใบเล็กมาสำรวจหน้าตาของตนไปด้วย
หลังจากลงจากเครื่อง ซูหร่วนซีก็กำลังจะกดเรียกรถเพื่อไปยังที่พักของผู้เป็นพี่ พลันก็มีถ้อยคำของหญิงสาววัยใกล้เคียงกันผ่านเข้าหูของตนเข้าเสียก่อน
“นายน้อยเฉินเมืองเป่ยนี่เสน่ห์แรงไม่เบานะ เพิ่งจะถูกเจ้าหญิงของเทียนไห่ปฏิเสธก็ได้รับข้อเสนอจากคุณหนูประเทศเอ็มให้การช่วยเหลือเรื่องเงิน”
คุณหนูโม่เองก็ได้ยินคำพูดเชิงเสียดสีนี้ด้วยเช่นกัน เธอจึงได้หันหน้ามองไปยังใบหน้าหวานของคนข้างกายด้วยสีหน้ากังวล แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดที่ทำให้เธอต้องหัวเราะจนปวดท้องออกมา
“ยังมีคนที่โง่เหมือนฉันอยู่อีกอย่างนั้นเหรอ”
เจ็ดวันถัดมาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหลวง ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดตัวภาพยนตร์ที่หลายคนในวงการต่างปรามาสว่าไม่มีทางที่จะดังขึ้นมาได้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและแสงแฟลชจากกล้องที่วูบวาบทั่วบริเวณพรมแดง หน้าทางเข้างาน เป็นแบคดรอปขนาดใหญ่ประดับด้วยโลโก้ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวตัวพรมแดงถูกปูยาวจากทางเข้าจนถึงห้องโถงหลัก เหล่านักข่าวยืนเรียงรายตลอดเส้นทางพร้อมกล้องและไมโครโฟนที่รอสัมภาษณ์ดารานำ“ที่รัก! ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่างานของเราจะโดดเด่นได้มากขนาดนี้ แต่ว่าจะไม่มีใครพูดว่าพวกเราโอเวอร์เกินไปหรอกใช่ไหม” โม่เข่อซิงกระซิบกระซาบเสียงเบา“ความคิดของคนอื่นนะช่างเขาเถอะ ฉันว่าแบบนี้แหละถึงจะเรียกสายตาคนได้เยอะ เธอเชื่อฉัน” ซูหร่วนซีผู้อยู่ในชุดเดรสสีมุกเปลือยไหล่แสดงให้เห็นถึงไหปลาร้าสวยเผยรอยยิ้มในขณะตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงเบาหญิงสาวทั้งสองคนผู้มีความงามไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเหยียดแผ่นหลังเดินตรงเข้าไปภายในงานด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางความสนใจจากผู้คนรอบข้าง“นั่นคุณหนูใหญ่ซูกับคุณหนูโม่” หนึ่งในนักข่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องพักของผู้ป่วยที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยมีตงเหยาคอยป้อนผลไม้ให้อย่างเอาใจ“ลูกพี่” หยูเชาแทบจะวิ่งเข้าไปโอบกอดเขา “อย่า!” สวีเย่หานรีบห้ามด้วยความตกใจ“ลูกพี่ ทำไมทำกับผมแบบนี้ล่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าผมเป็นห่วงคุณมากขนาดไหน” ชายหนุ่มร่างผอมแสร้งบีบน้ำตา“เลิกเสแสร้งได้แล้ว นายบอกฉันมาหน่อยสิว่าพวกนายให้ตาแก่คนนั้นยอมไปช่วยฉันได้ยังไง” สวีเย่หานถามขึ้นอย่างกังขา ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าได้แกะเชือกที่ข้อมือสำเร็จแล้วและกำลังจะก้มลงแก้เชือกที่ข้อเท้าแต่ทว่าหูพลันได้ยินเสียงดังเอะอะจากด้านนอกขึ้นเสียก่อนพร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในคราแรกเขานึกว่าคนพวกนี้ต้องการมาทำร้ายแต่ที่ไหนได้พวกเขากลับไม่พูดพร่ำทำเพลงและช่วยเขาออกมาจากห้องใต้ดินแห่งนั้นโดยบอกว่าทำตามคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าเมื่อพ้นจากความมืดออกมาเจอแสงสว่างสติของตนก็เลือนราง แต่เสียงสุดท้ายดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงของทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนี้รวมถึงเจ้านายและพี่น้อง“เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้านายของเรา” ฉาจีนั่งล
“ปากดีนักนะ ถึงแม่นายจะมาก่อนแล้วยังไง แต่เป็นฉันที่เกิดก่อน อีกอย่างแม่ฉันก็มีทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง” คำพูดถากถางของเขาทำให้สวีเย่หานเถียงไม่ออกเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะผู้ชายเลวคนนั้น คนที่ทำให้แม่กับน้องสาวของเขาต้องตาย สวีเย่หานขบกรามของตนจนเป็นสันนูน“สวีเย่หานฉันว่าแกรีบบอกมาดีกว่า ว่าสิ่งที่บริษัทของแกกำลังทำคืออะไร หากฉันเห็นว่ามันมีประโยชน์และทำเงินได้ฉันจะปล่อยแกไป” คนพูดตบแก้มของเขาเบา ๆ“ถุย! สักวันพวกแกต้องล่มจม” สวีเย่หานไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือทว่าเขายังกลับสาปแช่งออกมาด้วยฝ่ามือของจงเทียนอวี่กำลังจะตวัดลงบนหน้าของเขาอีกครั้ง แต่แล้ว“เจ้านายครับ บริษัทเกิดเรื่อง” ใบหน้าแตกตื่นของลูกน้องที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทำให้เขาลดมือลงอย่างหงุดหงิด“มีอะไร”“นายว่าอะไรนะ พวกนายมันไม่ได้เรื่อง” เขาตวาดเสียงดังหลังจากฟังสิ่งที่ลูกน้องกระซิบข้างหูร่างสูงโปร่งของคนผู้นี้รีบเดินนำหน้าลูกน้องของตนไปอย่างเร่งรีบสวีเย่หานผู้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ผู้ชายคนนั้นวางมือจากตนก็มุ่งมั่นในการแก้เชือกที่มือต่อไป
“ขึ้นมา!” เฉินมู่เจ๋อที่เห็นเหตุการณ์รีบเปิดประตูรถให้จ้าวหลงหยาง“ขอบคุณ” ในระหว่างที่เขาอยู่ในรถเจ้าตัวก็ไม่ลืมดูในโทรศัพท์มือถือเพื่อหาตำแหน่งของหญิงสาว“นายกำลังทำอะไร แล้วรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นในขณะให้คนขับรถเร่งความเร็วเพื่อจะตามรถคันข้างหน้าอย่างกระชั้นชิดแต่ใครจะคิดว่าพวกมันกลับโชคดีเมื่อจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งโผล่พรวดออกมาทำให้คนขับต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน“บ้าเอ้ย!” มือของเฉินมู่เจ๋อตบลงบนที่พักแขนอย่างแรงก่อนที่คนขับของเขาจะหักพวงมาลัยหลบรถคันนี้โดยที่จ้าวหลง หยางได้ส่งสัญญาณให้คนของตนควบคุมคนขับรถคันที่สร้างปัญหาเอาไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท“ทางแยก พวกเราควรไปทางไหน” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกชอบหน้าชายหนุ่มที่เป็นศัตรูหัวใจมากเพียงใดแต่ทว่าในตอนนี้ความปลอดภัยของซูหร่วนซีย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง“เลี้ยวขวา” จ้าวหลงหยางตอบออกมาอย่างมั่นใจ“ทำไม” เฉินมู่เจ๋อรู้สึกกังขา“สร้อยที่ผมให้ซีซีมีจีพีเอส” คำตอบของเขาทำให้คนขับไม่รอช้าดังนั้นเขาจึงรีบหักพวงมาลัยไปตามทิศทางที่จ้าวหล
“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปพร้อมกับมอบช่อดอกลิลลี่สีหวานให้เธอ“อะไรคะ” ซูหร่วนซีรับมาถามด้วยใบหน้าค่อนข้างประหลาดใจ“ดอกไม้ของวันนี้ครับ แล้วก็” จ้าวหลงหยางพูดแค่นั้น ก่อนที่เขาจะเปิดกล่องเครื่องประดับที่เตรียมไว้ออกดวงตาของซูหร่วนซีมองสร้อยคอทองคำขาวเส้นเล็กที่มีจี้เป็นรูปกระต่ายตัวน้อยสีขาวที่เท้าหน้าของมันมีนกกระดาษตัวเล็กอยู่ในมืออย่างถูกใจ“พี่สวมให้นะ” “ค่ะ” สร้อยคอเส้นเล็กส่องกระทบกับแสงจันทร์ทำให้เกิดประกายเงางามนิ้วมือเรียวของหญิงสาวจับเจ้าตัวกระต่ายน้อยที่มีดวงตาสีทับทิมขึ้นมาดูอย่างหลงใหล“ขอบคุณค่ะ” ท่าทางและน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนค่ำคืนนั้นทั้งสองคนต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เขาทั้งคู่ต่างประสบพบเจอมาในระหว่างที่ต้องอยู่ห่างกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบมีเพียงสายลมและเสียงดนตรีพื้นเมืองแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะเช้าวันต่อมา ผู้ร่วมทริประหว่างปู่กับหลานสาวก็มีชายหนุ่มพ่วงเข้ามาด้วย“เธอเพิ่งมาถึงเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่นอนพักสักหน่อยล่ะ”“ผมสบายดีครับ ว่าแต่คุณปู่ทำไมตื่นแต่เ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะปู่” ซูหร่วนซีกล่าวทักชายชราหลังเดินออกมาจากห้องนอนและพบว่าปู่ของตนกำลังนั่งเก้าอี้โยกหันใบหน้าออกไปทางระเบียงเรือนไม้หลังนี้“อืม หลานหิวหรือยัง” ใบหน้าของเขาผินกลับมามองหลานสาวที่บัดนี้ได้มายืนอยู่ด้านข้าง“นิดหน่อยค่ะ ปู่ล่ะคะ” เธอนั่งคุกเข่าลงพลางวางมือทั้งสองลงบนแขนเก้าอี้ของเขา“เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีไหม”“ดีสิคะ” คนเป็นหลานยิ้มร่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและยื่นมือเข้าไปช่วยประคองชายชรายามรุ่งอรุณ ณ ริมทะเลสาบซีหูในฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดแรกอ่อนละมุนไล้ผ่านผิวน้ำที่นิ่งสงบจนเกิดประกายระยิบระยับราวผ้าไหมทองคำทิวต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวสดเป็นเหลืองทองและแดงส้ม บรรยากาศเย็นสบายพร้อมเสียงนกร้องที่ก้องสะท้อนอย่างแผ่วเบาซูหร่วนซีผู้แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทตัวยาวสีครีมนำมือเข้าไปคล้องแขนของคนเป็นปู่ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินข้ามสะพานหินโค้งซึ่งทอดตัวข้ามลำน้ำที่ใสกระจ่างราวกระจกสายลมพัดเอื่อย นำพากลิ่นหอมของใบไม้แห้งและดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกประดับรอบสวนริมทะเลสาบเข้าสู่จมูก







