LOGIN
แดดอันร้อนระอุของเดือนกรกฎาคมยังไม่ร้อนแรงดุเดือดเท่ากับการขึ้นหน้าค้นหาอันดับหนึ่งบนหน้า weibo ขณะนี้ คุณหนูไฮโซชื่อดังของเมืองเป่ยเฉิงถูกชายหนุ่มผู้ที่รักมั่นมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์สวมหมวกเขียว
ซึ่งหญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่สามนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เพราะเธอคนนี้คือรักแรกของหนุ่มไฮโซชื่อดังไม่แพ้กัน ซูหร่วนซีอ่านข้อความมองภาพถ่ายที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอมือถือเครื่องสวยในมือด้วยน้ำตาเปียกปอนไปทั่วทั้งใบหน้า
ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ในใจเกิดความเจ็บปวดจนยากจะทานทน
ครั้นแล้วเธอก็ปาสิ่งที่อยู่ในมือไปทางกระจกโต๊ะเครื่องแป้งอย่างไม่เสียดาย เพล้ง! เสียงแตกของกระจกดังขึ้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องของหญิงสาวผู้มีใบหน้าสวยหวานงดงามราวตุ๊กตา
“คุณนายน้อย! เกิดอะไรขึ้นหรือคะ!” น้ำเสียงอันร้อนใจของแม่บ้านผู้ดูแลคฤหาสน์หลังงามรีบเอ่ยถามขึ้นอย่างรวดเร็วต่อผู้เป็นนาย ซูหร่วนซียกมือปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวก ๆ
“ทำความสะอาดให้เรียบร้อย” ผู้เป็นนายสาวคนสวยออกคำสั่งเจือเสียงสะอื้นโดยไม่รู้ว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อตนได้เดินตามแม่บ้านเข้ามาด้วย
“อุ๊ย! หร่วนซีเกิดอะไรขึ้นกับเธออย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงเย้ยหยันดังออกมาจากริมฝีปากเคลือบสีแดงสดของผู้มาเยือน ทำให้ผู้ที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงหันหน้าไปทางหน้าต่างจำต้องหันมาทางต้นเสียง
“เธอ มา ทำไม” หญิงสาวเน้นย้ำทีละคำพลางมองผู้มาเยือนด้วยดวงตาแห่งความเกลียดชัง
“ฉันจะมาขอให้เธอหย่ากับมู่เจ๋อ ตอนนี้ฉันกำลังตั้งท้องลูกของเขา หากไม่เชื่อเธอก็ดูซะให้เต็มตา” หญิงสาวผู้มาใหม่ไม่เพียงพูดเปล่า เธอยังวางผลตรวจรวมถึงแผ่นอัลตร้าซาวด์ของตัวอ่อนทารกในครรภ์ลงข้างตัวของหญิงผู้เป็นเจ้าของห้องอีกด้วย
ซูหร่วนซีหยิบรูปภาพนั้นขึ้นมาดูด้วยมืออันสั่นเทา น้ำตาของเธอไหลอาบใบหน้างามอีกครั้ง
ส่วนหญิงผู้มาเยือนก็ยืนกอดอกก้มหน้ามองเธอด้วยสีหน้าเย้ยหยัน (หากเธอยอมหย่าแต่โดยดี ฉันก็คงไม่ต้องมาถึงขั้นใช้แผนนี้ ยัยโง่)
ซูหร่วนซีฉีกภาพที่อยู่ในมือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด กระนั้นเธอก็ยังนั่งนิ่งราวตุ๊กตาไร้ชีวิตปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบงัน
ซึ่งผู้มาเยือนรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถทำให้หญิงสาวอาละวาดด่าทอตนอย่างที่ตั้งใจ จนกระทั่งเธอคิดทำบางอย่างและในที่สุดความอดทนของหญิงสาวเจ้าของห้องก็หมดลง
เพล้ง! เมื่อผู้มาเยือนเดินไปเขวี้ยงรูปแต่งงานของเธอกับชายที่ตนรักลงบนพื้น เศษแก้วแตกกระจายและดูเหมือนว่าการกระทำเช่นนี้จะได้ผลเมื่อซูหร่วนซีลุกขึ้นยืนตวาดขึ้นเสียงดัง
“ออกไป!”
มีหรือที่ผู้มาเยือนจะยอมทำตามแต่โดยดี เพราะในขณะนี้เธอคนนั้นได้นั่งลงกับพื้นพร้อมส่งเสียงกรีดร้องราวคนเสียสติออกมา ทำให้ผู้ที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านได้ยินเสียงต้องตกใจในสิ่งที่ได้ยิน ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องอีกครึ่งจึงได้ก้าวเท้ายาว ๆ วิ่งขึ้นบันไดไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
ภาพที่เขาเห็นทำให้ชายหนุ่มใบหน้าถมึงทึงเต็มไปด้วยความโกรธ
“หร่วนซี! มันจะมากไปแล้ว” ชายคนนั้นตัดสินจากสิ่งที่เห็นโดยไม่ไถ่ถามอะไรให้กระจ่างอย่างเช่นทุกครั้ง เขารีบเดินเข้าไปประคองร่างอันบอบบางของหญิงสาวคนรักขึ้นจากพื้นอย่างทะนุถนอม
“ฉันเป็นเมีย หล่อนเป็นชู้ แต่คุณกลับกล้าดูแลเธอต่อหน้าฉัน เฉินมู่เจ๋อ คุณแน่มาก” น้ำเสียงแหบแห้งของหญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างเจ็บปวดพร้อมกับเดินมาตบหน้าชายหนุ่มเต็มแรง
เผียะ! ความเจ็บปวดที่โดนหญิงสาวกระทำ ทำให้ชายหนุ่มอยากจะฉีกร่างเล็กของหล่อนออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ผมแต่งกับคุณเพราะการบังคับ ผมไม่ได้รักคุณ” นายน้อยตระกูลเฉินตะคอกใส่หน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอย่างถูกต้องตามกฏหมายพลางบีบต้นแขนของเธอแน่นทั้งสองข้าง
“ในตอนนั้นฉันแค่ยื่นข้อเสนอไม่ได้บังคับ หากคุณรักมั่นกับผู้หญิงคนนี้จริงข้อเสนอของฉันก็คงไม่ได้ผล รักอย่างนั้นเหรอ คุณมันก็รักแต่ตัวเองเท่านั้นแหละฮ่า ๆ” หญิงสาวส่งเสียงแหวโต้กลับอย่างไม่ยินยอม
เฉินมู่เจ๋อชะงักมือของตนไปเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยมือดั่งคีมเหล็กที่บีบต้นแขนของหญิงสาวออกอย่างอ่อนแรง
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ในตอนนั้นบริษัทของครอบครัวเฉินเกิดปัญหาทางด้านการเงิน เขาซึ่งเป็นทายาทหนึ่งเดียวจำเป็นต้องหาเงินจำนวนมากถึงห้าพันล้านหยวน
ด้วยความกลัดกลุ้มทำให้ดื่มจนเมามายจึงได้เผลอระบายเรื่องนี้ออกมากับกลุ่มเพื่อนสนิท ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นเพื่อนของซูหร่วนซีด้วย และหลังจากที่หล่อนรู้เรื่องนี้เจ้าตัวจึงได้เสนอเงื่อนไขให้เขายืมเงินจำนวนดังกล่าวโดยแลกกับการแต่งงาน
ซึ่งในตอนนั้นจางหว่านชิงเองก็รู้เรื่องนี้ เธอจึงได้แต่ยอมให้เขารับข้อเสนอที่ว่าและเดินทางออกนอกประเทศไปด้วยความตรอมใจ
กลับมายังปัจจุบัน สถานการณ์ในห้องนอนของคนทั้งสองอยู่ในสภาพกำลังร้อนระอุ ความเงียบอันน่าอึดอัดได้แผ่ซ่านทำให้ไม่มีคนรับใช้กล้าเข้ามาจัดการเก็บกวาดสิ่งของที่แตกกระจาย
“เฉินมู่เจ๋อ ฉันจะหย่ากับคุณ เรามาจบเรื่องราวรักสามเศร้าเราสองคนกันเถอะ ฉันหมดความอดทนกับคุณแล้ว” ซูหร่วนซีเป็นผู้เอ่ยทำลายความเงียบออกมาก่อน
เจ้าของชื่อมองใบหน้าของผู้พูดอย่างไม่อยากเชื่อหู “เธอจะมาไม้ไหนอีก” เขาถามเสียงเยาะพลางเอามือดึงเนคไทของตนออกอย่างหงุดหงิด
“ฉันไม่อยากใช้ชีวิตทุกข์ทรมานแบบนี้อีก ส่วนเงื่อนไขการหย่าฉันได้ส่งให้ทนายเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราก็ต่างคนต่างอยู่เถอะ ฉันรู้สึกเหนื่อยเต็มที” หญิงสาวพูดขึ้นแม้เสียงจะแหบแห้งแต่ทว่ากลับไร้ซึ่งน้ำตา
มีเพียงดวงตาคู่งามบอบช้ำเพียงเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเธอเสียใจมากขนาดไหน หลังจากคิดไตร่ตรองอยู่เนิ่นนาน (เมื่อถึงเวลาฉันก็ควรต้องปล่อยมือสักที) นี่คือความคิดของเจ้าตัว
“คุณแน่ใจนะ” ผู้เป็นสามีถามย้ำ ซึ่งความรู้สึกของเขาในตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจตัวเองแล้วเหมือนกันว่ามีความรู้สึกแบบไหนต่อผู้เป็นภรรยาในนาม
จางหว่านชิงผู้อยู่ในเหตุการณ์เริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ดังนั้นหญิงสาวจึงได้เรียกร้องความสนใจจากคนรักหนุ่มโดยการเอามือกุมท้องของตนแน่น
“มู่เจ๋อ ฉะ..ฉันปวดท้อง” เธอกล่าวอย่างกระท่อน กระแท่นสีหน้าแสดงความเจ็บปวดทำให้นายน้อยตระกูลเฉินเป็นกังวล
“ผมจะพาคุณไปหาหมอ หร่วนซีหากว่าหว่านชิงเป็นอะไรขึ้นมาอย่าโทษว่าผมแล้งน้ำใจ” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายก่อนจะอุ้มตัวหญิงคนรักขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับก้าวเท้ายาว ๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดไปอย่างรีบร้อน พร้อมกันนั้นก็ตะโกนเรียกคนขับรถไปด้วยจนดังก้องทั่วทั้งคฤหาสน์ ซูหร่วนซีไม่ได้มองคนทั้งคู่อีก เนื่องจากในตอนนี้หล่อนรู้สึกเจ็บหนึบรวดร้าวไปทั้งใจกับการกระทำของชายผู้ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอดีตสามี
หญิงสาวเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกมาก่อนจะจับชุดสวยแบรนด์เนมใส่ลงในกระเป๋าอย่างไม่ใยดี เธอกวาดตามองรอบห้องที่อาศัยมาถึงห้าปีเต็มเป็นครั้งสุดท้าย ด้วยความรู้สึกวูบโหวงอยู่ในอก
ในระหว่างที่หญิงสาวกำลังลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากห้องนอนหล่อนก็เจอเข้ากับแม่บ้านที่เดินออกไปตั้งแต่ที่ชายหนุ่มผู้เป็นนายกลับมา
“คุณนายน้อย จะไปไหนเหรอคะ” แม่บ้านวัยกลางคนเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง
“ฉันจะกลับไปตระกูลซูค่ะ” เธอกล่าวเสียงเรียบเช่นเดียวกับใบหน้า
“คุณนายน้อยจะเลิกกับนายน้อยจริงหรือคะ” แม่บ้านสาวถามเธออย่างอดเสียดายแทนผู้เป็นนายน้อยของตนไม่ได้ที่เขาละทิ้งเพชรเม็ดงามไปคว้าเอาก้อนกรวด
หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรทำเพียงพยักหน้าน้อย ๆ เป็นการยอมรับแทน จากนั้นเธอก็ลากกระเป๋าใบใหญ่ลงมาตามขั้นบันไดโดยไม่สนว่าล้อของมันจะพังหรือเกิดความเสียหายแต่อย่างใด จนกระทั่งทั้งเธอและกระเป๋าลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย
พ่อบ้านชายวัยกลางคนก็เดินเข้ามาถามเธอเหมือนกับแม่บ้านไม่มีผิด
“ช่วยเรียกรถให้ฉันด้วย” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาเช่นเดียวกับร่างกายที่ดูเปราะบางราวกระเบื้องเคลือบ
พ่อบ้านจำต้องทำตามคำสั่งแต่โดยดี และหวังว่าหญิงสาวผู้นี้จะเปลี่ยนใจแต่ดูเหมือนว่าคำขอจะไร้ผล
เพราะหญิงสาวได้ลากกระเป๋าออกมายืนรอรถอยู่ด้านนอกท่ามกลางแสงแดดจ้า สาวงามในชุดเดรสสีขาวยืนอยู่อย่างเหม่อลอย เพียงไม่นานก็มีรถมาจอดตรงด้านหน้า
หลังจากนั่งในรถเรียบร้อยใบหน้าซีดเซียวของตนก็ผิน มองยังนอกหน้าต่างในขณะรถเคลื่อนตัวผ่านอย่างเชื่องช้า และเมื่อถึงถนนสายหลักคนขับจึงได้เพิ่มความเร็วขึ้นจนกระทั่งถึงสี่แยกแห่งหนึ่งด้วยความก้ำกึ่งระหว่างสัญญาณไฟ
ไม่รู้มีสิ่งใดดลใจจึงทำให้คนขับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วเพื่อหวังจะไปให้ทันก่อนสัญญาณไฟจะเปลี่ยนสี
ซึ่งการกระทำของเขาในครั้งนี้ได้ส่งผลให้รถบรรทุกสินค้าที่กำลังพุ่งตัวออกมาจากอีกฝั่งชนกับรถของเขาเข้าอย่างจัง เป็นผลให้รถคันนี้เกิดการพลิกคว่ำ
ซูหร่วนซีส่งเสียงกรีดร้อง จากนั้นหล่อนก็คล้ายอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นและรู้สึกถึงความเจ็บปวดบริเวณช่องท้องอย่างรุนแรง ในความเจ็บปวดนั้นสำนึกสุดท้ายของเจ้าตัวคือใบหน้าผู้เป็นปู่ลอยเข้ามาก่อนที่หญิงสาวจะน้ำตาไหลอาบแก้มราวทำนบแตก
“คุณปู่คะ ฉันขอโทษ” คำพูดแผ่วเบาออกมาจากริมฝีปากซีดขาวของเธอก่อนที่เปลือกตาจะปิดลงตลอดกาล โดยไม่รู้ว่าผู้เป็นสามีในนามของเจ้าตัวนั้นหลังจากได้รู้ข่าวเรื่องอุบัติเหตุ เขาถึงกับคุกเข่าลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง
ภาพต่าง ๆ มากมายของผู้เป็นภรรยาที่เคยทำให้ตั้งแต่เด็กจนโตเริ่มฉายแววแจ่มชัด
“เสี่ยวซีผมขอโทษ” ถ้อยคำอันแสนจริงใจนี้หลุดออกมาจากปากของเขาเป็นครั้งแรกโดยที่คนฟังไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว
ซึ่งตรงข้ามกับหญิงสาวรูปร่างดีผู้มีหน้าตาสวยงามบนเตียงนอนผู้ป่วยที่โด่งดังมีชื่อเสียงเป็นถึงนักออกแบบแฟชั่นแถวหน้าในตอนนี้ที่กำลังยกมุมปากลอบยิ้มอย่างสะใจให้กับภาพข่าวที่ตนเห็น
(ในที่สุดนางมารอย่างเธอก็จากไปเสียที) นี่คือสิ่งที่หญิงสาวผู้มักทำตัวอ่อนหวานอยู่เป็นนิจคิด
เจ็ดวันถัดมาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหลวง ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดตัวภาพยนตร์ที่หลายคนในวงการต่างปรามาสว่าไม่มีทางที่จะดังขึ้นมาได้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและแสงแฟลชจากกล้องที่วูบวาบทั่วบริเวณพรมแดง หน้าทางเข้างาน เป็นแบคดรอปขนาดใหญ่ประดับด้วยโลโก้ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวตัวพรมแดงถูกปูยาวจากทางเข้าจนถึงห้องโถงหลัก เหล่านักข่าวยืนเรียงรายตลอดเส้นทางพร้อมกล้องและไมโครโฟนที่รอสัมภาษณ์ดารานำ“ที่รัก! ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่างานของเราจะโดดเด่นได้มากขนาดนี้ แต่ว่าจะไม่มีใครพูดว่าพวกเราโอเวอร์เกินไปหรอกใช่ไหม” โม่เข่อซิงกระซิบกระซาบเสียงเบา“ความคิดของคนอื่นนะช่างเขาเถอะ ฉันว่าแบบนี้แหละถึงจะเรียกสายตาคนได้เยอะ เธอเชื่อฉัน” ซูหร่วนซีผู้อยู่ในชุดเดรสสีมุกเปลือยไหล่แสดงให้เห็นถึงไหปลาร้าสวยเผยรอยยิ้มในขณะตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงเบาหญิงสาวทั้งสองคนผู้มีความงามไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเหยียดแผ่นหลังเดินตรงเข้าไปภายในงานด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางความสนใจจากผู้คนรอบข้าง“นั่นคุณหนูใหญ่ซูกับคุณหนูโม่” หนึ่งในนักข่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องพักของผู้ป่วยที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยมีตงเหยาคอยป้อนผลไม้ให้อย่างเอาใจ“ลูกพี่” หยูเชาแทบจะวิ่งเข้าไปโอบกอดเขา “อย่า!” สวีเย่หานรีบห้ามด้วยความตกใจ“ลูกพี่ ทำไมทำกับผมแบบนี้ล่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าผมเป็นห่วงคุณมากขนาดไหน” ชายหนุ่มร่างผอมแสร้งบีบน้ำตา“เลิกเสแสร้งได้แล้ว นายบอกฉันมาหน่อยสิว่าพวกนายให้ตาแก่คนนั้นยอมไปช่วยฉันได้ยังไง” สวีเย่หานถามขึ้นอย่างกังขา ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าได้แกะเชือกที่ข้อมือสำเร็จแล้วและกำลังจะก้มลงแก้เชือกที่ข้อเท้าแต่ทว่าหูพลันได้ยินเสียงดังเอะอะจากด้านนอกขึ้นเสียก่อนพร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในคราแรกเขานึกว่าคนพวกนี้ต้องการมาทำร้ายแต่ที่ไหนได้พวกเขากลับไม่พูดพร่ำทำเพลงและช่วยเขาออกมาจากห้องใต้ดินแห่งนั้นโดยบอกว่าทำตามคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าเมื่อพ้นจากความมืดออกมาเจอแสงสว่างสติของตนก็เลือนราง แต่เสียงสุดท้ายดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงของทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนี้รวมถึงเจ้านายและพี่น้อง“เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้านายของเรา” ฉาจีนั่งล
“ปากดีนักนะ ถึงแม่นายจะมาก่อนแล้วยังไง แต่เป็นฉันที่เกิดก่อน อีกอย่างแม่ฉันก็มีทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง” คำพูดถากถางของเขาทำให้สวีเย่หานเถียงไม่ออกเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะผู้ชายเลวคนนั้น คนที่ทำให้แม่กับน้องสาวของเขาต้องตาย สวีเย่หานขบกรามของตนจนเป็นสันนูน“สวีเย่หานฉันว่าแกรีบบอกมาดีกว่า ว่าสิ่งที่บริษัทของแกกำลังทำคืออะไร หากฉันเห็นว่ามันมีประโยชน์และทำเงินได้ฉันจะปล่อยแกไป” คนพูดตบแก้มของเขาเบา ๆ“ถุย! สักวันพวกแกต้องล่มจม” สวีเย่หานไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือทว่าเขายังกลับสาปแช่งออกมาด้วยฝ่ามือของจงเทียนอวี่กำลังจะตวัดลงบนหน้าของเขาอีกครั้ง แต่แล้ว“เจ้านายครับ บริษัทเกิดเรื่อง” ใบหน้าแตกตื่นของลูกน้องที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทำให้เขาลดมือลงอย่างหงุดหงิด“มีอะไร”“นายว่าอะไรนะ พวกนายมันไม่ได้เรื่อง” เขาตวาดเสียงดังหลังจากฟังสิ่งที่ลูกน้องกระซิบข้างหูร่างสูงโปร่งของคนผู้นี้รีบเดินนำหน้าลูกน้องของตนไปอย่างเร่งรีบสวีเย่หานผู้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ผู้ชายคนนั้นวางมือจากตนก็มุ่งมั่นในการแก้เชือกที่มือต่อไป
“ขึ้นมา!” เฉินมู่เจ๋อที่เห็นเหตุการณ์รีบเปิดประตูรถให้จ้าวหลงหยาง“ขอบคุณ” ในระหว่างที่เขาอยู่ในรถเจ้าตัวก็ไม่ลืมดูในโทรศัพท์มือถือเพื่อหาตำแหน่งของหญิงสาว“นายกำลังทำอะไร แล้วรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นในขณะให้คนขับรถเร่งความเร็วเพื่อจะตามรถคันข้างหน้าอย่างกระชั้นชิดแต่ใครจะคิดว่าพวกมันกลับโชคดีเมื่อจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งโผล่พรวดออกมาทำให้คนขับต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน“บ้าเอ้ย!” มือของเฉินมู่เจ๋อตบลงบนที่พักแขนอย่างแรงก่อนที่คนขับของเขาจะหักพวงมาลัยหลบรถคันนี้โดยที่จ้าวหลง หยางได้ส่งสัญญาณให้คนของตนควบคุมคนขับรถคันที่สร้างปัญหาเอาไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท“ทางแยก พวกเราควรไปทางไหน” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกชอบหน้าชายหนุ่มที่เป็นศัตรูหัวใจมากเพียงใดแต่ทว่าในตอนนี้ความปลอดภัยของซูหร่วนซีย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง“เลี้ยวขวา” จ้าวหลงหยางตอบออกมาอย่างมั่นใจ“ทำไม” เฉินมู่เจ๋อรู้สึกกังขา“สร้อยที่ผมให้ซีซีมีจีพีเอส” คำตอบของเขาทำให้คนขับไม่รอช้าดังนั้นเขาจึงรีบหักพวงมาลัยไปตามทิศทางที่จ้าวหล
“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปพร้อมกับมอบช่อดอกลิลลี่สีหวานให้เธอ“อะไรคะ” ซูหร่วนซีรับมาถามด้วยใบหน้าค่อนข้างประหลาดใจ“ดอกไม้ของวันนี้ครับ แล้วก็” จ้าวหลงหยางพูดแค่นั้น ก่อนที่เขาจะเปิดกล่องเครื่องประดับที่เตรียมไว้ออกดวงตาของซูหร่วนซีมองสร้อยคอทองคำขาวเส้นเล็กที่มีจี้เป็นรูปกระต่ายตัวน้อยสีขาวที่เท้าหน้าของมันมีนกกระดาษตัวเล็กอยู่ในมืออย่างถูกใจ“พี่สวมให้นะ” “ค่ะ” สร้อยคอเส้นเล็กส่องกระทบกับแสงจันทร์ทำให้เกิดประกายเงางามนิ้วมือเรียวของหญิงสาวจับเจ้าตัวกระต่ายน้อยที่มีดวงตาสีทับทิมขึ้นมาดูอย่างหลงใหล“ขอบคุณค่ะ” ท่าทางและน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนค่ำคืนนั้นทั้งสองคนต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เขาทั้งคู่ต่างประสบพบเจอมาในระหว่างที่ต้องอยู่ห่างกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบมีเพียงสายลมและเสียงดนตรีพื้นเมืองแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะเช้าวันต่อมา ผู้ร่วมทริประหว่างปู่กับหลานสาวก็มีชายหนุ่มพ่วงเข้ามาด้วย“เธอเพิ่งมาถึงเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่นอนพักสักหน่อยล่ะ”“ผมสบายดีครับ ว่าแต่คุณปู่ทำไมตื่นแต่เ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะปู่” ซูหร่วนซีกล่าวทักชายชราหลังเดินออกมาจากห้องนอนและพบว่าปู่ของตนกำลังนั่งเก้าอี้โยกหันใบหน้าออกไปทางระเบียงเรือนไม้หลังนี้“อืม หลานหิวหรือยัง” ใบหน้าของเขาผินกลับมามองหลานสาวที่บัดนี้ได้มายืนอยู่ด้านข้าง“นิดหน่อยค่ะ ปู่ล่ะคะ” เธอนั่งคุกเข่าลงพลางวางมือทั้งสองลงบนแขนเก้าอี้ของเขา“เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีไหม”“ดีสิคะ” คนเป็นหลานยิ้มร่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและยื่นมือเข้าไปช่วยประคองชายชรายามรุ่งอรุณ ณ ริมทะเลสาบซีหูในฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดแรกอ่อนละมุนไล้ผ่านผิวน้ำที่นิ่งสงบจนเกิดประกายระยิบระยับราวผ้าไหมทองคำทิวต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวสดเป็นเหลืองทองและแดงส้ม บรรยากาศเย็นสบายพร้อมเสียงนกร้องที่ก้องสะท้อนอย่างแผ่วเบาซูหร่วนซีผู้แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทตัวยาวสีครีมนำมือเข้าไปคล้องแขนของคนเป็นปู่ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินข้ามสะพานหินโค้งซึ่งทอดตัวข้ามลำน้ำที่ใสกระจ่างราวกระจกสายลมพัดเอื่อย นำพากลิ่นหอมของใบไม้แห้งและดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกประดับรอบสวนริมทะเลสาบเข้าสู่จมูก







