Masukเป็นผู้นำประเพณีในฐานะรัชทายาทเหรอ ? ไม่เอาหรอก อย่างเขาต้องผจญภัยสิถึงจะถูก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องวางแผนเพื่อที่จะหาทางหลีกหนี ภัยอันตรายให้ได้มากที่สุด แต่ไง๊ต้องมาดูแลเธอที่ความจำเสื่อมด้วยล่ะ
Lihat lebih banyakเซรัสเป็นคนแรกที่หันหลังให้ทุกคนเขาเดินออกไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดโดยไม่หันกลับมา“ไปคุยกันที่บ้าน” เสียงนั้นสั่งโดยไม่ระบุผู้รับแต่ส่งผลให้คนทั้งสองเดินตามมาโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร คนทั้งสามก้าวไปเรื่อย ๆ โดยไม่มองหาหมุดหรือจุดนำทางใดเพียงแต่ก้าวไปตามสัญชาตญาณและสติที่ค่อย ๆ กลับมาระหว่างที่เดิน แม้เสียงฝีเท้าจะขาดไปบ้าง ทิ้งระยะไกล-ใกล้ออกไปแล้วแต่ว่าใครจะเดินตามทันหรือไม่ทันแต่เซรัสยังคงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งกับคำถามโดยไม่เหลียวหลังมามอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีบ้านไม้กลางป่าปรากฏขึ้นตรงหน้า มันยืนอยู่อย่างเดียวดาย และโอบล้อมด้วยความรู้สึกอ้างว้างทว่าเป็นที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เหมือนที่พักใจประตูถูกเปิดออก กลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรจาง ๆ ต้อนรับพวกเขาเหมือนกับว่าห่างหายกันไปนานทั้งที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นความเงียบภายในบ้านไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นความคุ้นเคย แต่ต่างจากเดิมเล็กน้อยตรงที่เมื่อเซรัสเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารเขาก็นั่งลงข้าง ๆ ตรงที่มีตะกร้าขนมปังและแยมผลไม้ตรงหน้า ไคเอลยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปน
เซรัสกลับมาถึงวังในสภาพที่ฝีเท้าหนักแน่นกว่าตอนจากมา ความวูบโหวงที่เหลือค้างจากคืนฝนดาวตกยังไม่หายไป แต่คราวนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาลังเล หากเป็นแรงผลักให้เขาต้องพิสูจน์บางอย่างให้ชัดเจนเสียทีว่ากำแพงเวทย์นั้นไม่ใช่ของเทร่าเขานั่งรอไคเอลอยู่ในห้องเงียบ ๆ ใกล้ปีกตะวันตก ตะเกียงถูกจุดไว้เพียงดวงเดียว แสงสลัวสะท้อนวัตถุชิ้นเล็กบนฝ่ามือของเขา เครื่องประดับผมรูปผีเสื้อ แต่งแต้มด้วยเพชรใสบริสุทธิ์ ลวดลายประณีตเกินกว่าจะเป็นของชาวบ้านทั่วไปเซรัสหมุนมันช้า ๆ ปล่อยให้แสงตะเกียงสะท้อนแตกเป็นประกายบนเหลี่ยมเพชร ความทรงจำในคืนนั้นย้อนกลับมา ภาพมันนอนอยู่หน้าบ้านไม้ ราวกับหล่นมาพร้อมกับคำขอพร เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเก็บมันไว้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นของใคร แต่ทุกครั้งที่มอง หัวใจกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด เมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เขากำมือแน่น ก่อนจะคลายออก แล้วเก็บเครื่องประดับนั้นไว้ในอกเสื้อ ใกล้หัวใจที่สุด ราวกับไม่อยากให้ไคเอลเห็นมันในตอนนี้“เจ้าเรียกข้ามา?” ไคเอลพูด เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง “อืม” เซรัสพยักหน้า “คืนนี้…ข้าจะเข้าไป” ไม่มีคำถามว่า ไปไหนแต่ไคเอลรู้ดี เขานั่งลงตรงข้าม ความเงียบปกค
ตลอดทางกลับไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ เขาเลือกที่จะเดินผ่านบ้านพักกลางป่าต่อไปอีกหลายอึดใจจนถึงรั้วของวัง เสียงที่ตามมาด้านหลังก็หยุดลง เซรัสหันไปมองไคเอลที่ยังคงเงียบมาตลอดทาง ต่างคนต่างใช้ความเงียบกดดันให้แต่ละคนออกปากพูดก่อน แต่เป็นไคเอลเองที่ทนไม่ไหว เขาเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาในจังหวะที่เซรัสจะหันหลังกลับไป“อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นนาง...ได้ไหม?”คำขอที่หลุดออกมาฟังดูเบากว่าความเงียบที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เซรัสชะงักค้าง เท้าข้างหนึ่งก้าวพ้นแนวรั้วไปแล้วแต่กลับหยุดลง เขาไม่หันกลับมา ไม่ปฏิเสธ และไม่รับปาก ความนิ่งเฉยนั้นทำให้ไคเอลรู้คำตอบครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องได้ยินคำใด ลมยามค่ำพัดผ่านแนวกำแพงหิน เสียงใบไม้เสียดสีกันกลบลมหายใจของคนทั้งคู่ เซรัสค่อย ๆ ดึงเท้ากลับมา ยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่หนักเกินจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ“ข้าไม่ได้อยากคิดแบบนั้น” เขาเอ่ยในที่สุด เสียงต่ำและเรียบ “แต่ข้าก็ไม่อาจทำเป็นไม่คิด” ไคเอลเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังตรงหน้าที่ดูห่างไกลขึ้นทุกที แม้จะยืนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง“ถ้าอย่างนั้น…ขอเวลาให้มันพิสูจน์ตัวเอง” เซรัสไม่ตอบ
เซรัสถอนหายใจไม่รู้กี่รอบกี่หนตั้งแต่เข้ามานั่งฟังประชุมในห้องโถงใหญ่พร้อมกับผ้าพันแผลที่พันเอาไว้อย่างเปิดเผยพร้อมกับแถลงที่มาของแผลนี้แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวผู้กระทำ ทำให้ลูกพี่ลูกน้องออกอาการนั่งไม่ติดแต่ก็ไม่อาจแสดงตัวหรืออธิบายอะไรได้ทำเพราะสิ่งที่จะตามมาคือการครอบครองยาพิษ ทว่าเขาก็ต้องถือเดิมพันอีกข้อหนึ่งเอาไว้คือที่มาของยารักษาและการมีอยู่ของเทร่าที่ถูกเก็บเป็นความลับ“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายได้ ขอให้ทุกอย่างพร้อมโดยเร็วที่สุด” เมื่อสิ้นเสียงสั่งผู้กล่าวก็เดินลงจากที่นั่งตามด้วยเซรัสที่ครั้งนี้ไม่แสดงอาการว่ามีเรื่องคาใจใด ๆ พอพวกเขาหันหลังแน่นอนว่าต้องมีการเปิดวงถกเถียงกันของข้าราชการทั้งสองฟาก ส่วนคนที่ถูกดึงเอาไว้ก็เป็นญาติจากเมืองชายขอบที่ขุนนางฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นพวกตระกูลใหม่และสามารถมาต่อรองอำนาจกับราชวงศ์แบบเขาได้ ซึ่งเซรัสเคยชินเสียแล้วเพราะการคิดจะล้มอำนาจเก่ามีแทบทุกสมัยเพียงแค่รุนแรง เบาบ้าง บางทีเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงและบางครั้งก็กลายเป็นกบฏ“แผลเป็นอย่างไรบ้าง” ราชาถามและยังคงเดินต่อไป เซรัสรีบก้าวไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อให้ท่านได้ยินคำตอบชัด ๆ“ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ย
มันคงจะไม่น่ารักเท่าไรหากให้แขกนอนตรงโซฟาแล้วเจ้าของบ้านนอนในห้องตัวเอง ยิ่งเป็นเจ้าของบ้านผู้ชายกับแขกผู้หญิงที่ยังบาดเจ็บยิ่งไม่ควร แต่มันคงจะลดโทษลงมาได้นิดหน่อยหากเจ้าของบ้านนั้นต้องออกมานอนที่ห้องนั่งเล่นดมกลิ่นอาหารและยาสมุนไพรโดยมีแขกผู้บาดเจ็บนอนในห้องหนังสือที่มีเพียงโซฟาหวายตัวยาวเป็นที่น
ลูกแก้วสองลูกหมุนวนไปมาอยู่ในมือขณะที่สายตาทอดมองนาฬิกาทรายอย่างใจเย็น ชายหนุ่มปรายตามองสาวรับใช้แล้วสะบัดหน้าไปทางประตูเป็นสัญญาณว่าให้พวกหล่อนออกไป แต่ก่อนที่จะออกพวกเธอเดินเข้ามาเตรียมจะเก็บถาดอาหารของที่เซรัสทานไปได้เพียงครึ่งทว่าเขากลับยกมือห้ามแล้วสะบัดมือบอกให้พวกเธอออกไปอีกครั้ง เมื่อประตูห
เทร่าหันหลังไม่ถึงสามนาทีไคเอลก็หันมายิ้มให้เขาพร้อมกับท่าทีร่าเริงเกินขอบเขตจนเขาต้องส่ายหัว“งั้น ข้าคงต้องยึดห้องนอนเจ้าสักสามวัน ถ้านอนห้องสมุดไม่สบายเจ้าก็ไปนอนที่วังเจ้านะ” พูดจบก็วิ่งเข้าห้องนอนของเซรัสโดยไม่รอให้เจ้าของอนุญาต ปิดประตูปังแล้วลงล็อกเหมือนกับประกาศว่าสามวันต่อจากนี้ไคเอลจะอยู่
เทร่าปล่อยให้ไคเอลวุ่นวายกับเสียงความคิดแล้วหันมาหาเซรัสที่เอาแต่ปิดปากเงียบทั้งที่เธอพูดไปแทบจะหมดแล้ว“ว่าอย่างไร เจ้าจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ ข้าว่าเจ้าต้องเป็นคนอธิบายมากที่สุดเลยนะ” เธอกอดอกทิ้งสะโพกพิงโต๊ะอาหาร นาทีนี้เทร่าคือผู้เหนือกว่าเพราะเรื่องของเธอไม่ใช่ความลับและไม่มีอะไรเสียหายหรือจะทำใ











