Mag-log inเป็นผู้นำประเพณีในฐานะรัชทายาทเหรอ ? ไม่เอาหรอก อย่างเขาต้องผจญภัยสิถึงจะถูก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องวางแผนเพื่อที่จะหาทางหลีกหนี ภัยอันตรายให้ได้มากที่สุด แต่ไง๊ต้องมาดูแลเธอที่ความจำเสื่อมด้วยล่ะ
view moreเขาคือชายหนุ่มหล่อเหลาแต่ใครจะคิดว่าเขาจะมีปมด้อย และดันเป็นปมด้อยที่รักษาทางกายไม่ได้มันต้องรักษาทางจิตใจเท่านั้น ส่วนเธอคือคุณหมอสาวสวย ผู้ซึ่งเคยทิ้งเขาไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เจอกันหนนี้เขาจะไม่ยอมให้เธอหนีพ้น
เขาคือตราบาปในใจเธอ ส่วนเธอก็ตราบาปในใจเขา
“ผู้หญิงแก่บ้า ได้แล้วก็ทิ้งกัน”
“เด็กบ้า ใครจะคิดว่าอายุแค่สิบเจ็ดปี..นี่ฉันจะโดนข้อหา
พรากผู้เยาว์ไหมเนี่ย”หลังจากนั้นสิบปีผ่านไปเขาและเธอกลับมาเจอกันอีก ในฐานะคุณหมอกับคนไข้
“คนไข้มีอาการยังไงคะ”
“นอนไม่หลับหลังจากมีเซ็กส์”
“เออ...เป็นมานานหรือยังคะ”
“ตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ตั้งแต่โดนผู้หญิงเปิดซิง แล้วทิ้งไปตอนนอนหลับ”
“ฉันก็โดนเปิดซิงเหมือนกันไม่ใช่นายคนเดียวสักหน่อย”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วคมเข้มตกตะลึงอยู่กับภาพเบื้องหน้า เขาส่ายหัวไปมาอย่างเร็ว ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตาไม่ได้ฝาดไป
ผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่เขาตามหามาตลอดสิบปีจริง ๆ
ไปอยู่ที่ไหนมาวะตั้งสิบปี..ชายหนุ่มสบถในใจ
"เชิญคนไข้นั่งก่อนค่ะ . .คุณปริญ" คุณหมอสาวขมวดคิ้วเป็นปม ชื่อนี้ หน้าตาแบบนี้ คงไม่ใช่มั้ง
"คุณพยาบาล ผมขออยู่ตามลำพังกับคุณหมอได้ไหมครับ" เขาเอียงคอ กล่าวกับพยาบาลสาวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
หญิงสาวหันรีหันขวาง มองหน้าคุณหมอคนสวย
"กฎของคลินิกไม่อนุญาตให้คนไข้กับหมออยู่ด้วยกันตามลำพังน่ะค่ะ" คุณหมอสาวเอ่ยเสียงเรียบ เอากฎที่ไม่มีอยู่จริงมาอ้างแล้วพยายามฝืนยิ้มตามมารยาท
คนไข้หนุ่มมองหน้าเธอสักพักแล้วจึงตัดสินใจโพล่งคำถามออกมาทำเอาคุณหมอกับพยาบาลมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"เปิดซิงผมแล้วทำไมทิ้งผมไว้คนเดียว"
"ห้ะ" คุณหมอรีบหันไปทางพยาบาลแล้วสั่งให้อีกฝ่ายออกไปรอหน้าห้องก่อน
"คนไข้พูดอะไรหมอไม่เข้าใจ" น้ำเสียงของเธอสั่นหน่อย ๆ
"ผมชื่อปริ้นส์" เขาแนะนำตัวเองอย่างกวน ๆ
"เออ คุณปริ้นส์"
คุณหมอสาวมองหน้าคนไข้หนุ่ม สิบปี…เขาโตขึ้นมากจนเธอเกือบจำไม่ได้ ตอนเห็นชื่อคนไข้ครั้งแรกเธอก็ยังตกใจนิดหน่อย แต่ไม่คิดว่าจะใช่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนั้นจริง ๆ ชายหนุ่มที่บังอาจหลอกเธอและเกือบทำเธออับอายขายหน้า
คนไข้หนุ่มมองหน้าคุณหมอสาวด้วยแววตาอาฆาต
เพราะเธอ… ชีวิตเขามันถึงเหี้ยแบบนี้
เพราะเธอ…เขาถึงต้องมาพบจิตแพทย์
ไม่คิดว่าในที่สุด เขาก็เจอผู้หญิงที่เขาตามหามาเป็นสิบปี
จนเจอจนได้"คนไข้คงจำคนผิดแล้วค่ะ"
"จะดูคลิปไหม"
"ห้ะ" คุณหมอสาวหน้าถอดสี อะไรคือคลิป สิบปีที่แล้วมีคลิปแล้วเหรอ จำได้ว่าตอนนั้นไม่ได้ถ่ายนี่นา
"ไม่เชื่อเหรอ"
"ตกลงมาหาหมอทำไมคะ" คนเป็นหมอไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด
"ผมจะนอนไม่หลับ ถ้านอนร่วมเตียงกับผู้หญิง โดยเฉพาะหลังมีเซ็กส์" เขากัดกรามตอบเธอด้วยสีหน้าเจ็บปวด
"ทำไมคะ" คนเป็นหมอก้มหน้าบันทึกข้อมูลลงบนชาร์จคนไข้ ปกปิดอาการประหม่าอย่างมิดชิด
"ผมโดนผู้หญิงบ้าทิ้ง หลังจากเธอเปิดซิงผม" เขากดเสียงต่ำประชด
"ฉันก็โดนเปิดซิงเหมือนกันไม่ใช่นายคนเดียว อุ๊บ"
คนบอกไม่รู้จักกันลืมตัวเผลอบอกเรื่องราวในอดีตได้แม่นยำ ...
เซรัสเป็นคนแรกที่หันหลังให้ทุกคนเขาเดินออกไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดโดยไม่หันกลับมา“ไปคุยกันที่บ้าน” เสียงนั้นสั่งโดยไม่ระบุผู้รับแต่ส่งผลให้คนทั้งสองเดินตามมาโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร คนทั้งสามก้าวไปเรื่อย ๆ โดยไม่มองหาหมุดหรือจุดนำทางใดเพียงแต่ก้าวไปตามสัญชาตญาณและสติที่ค่อย ๆ กลับมาระหว่างที่เดิน แม้เสียงฝีเท้าจะขาดไปบ้าง ทิ้งระยะไกล-ใกล้ออกไปแล้วแต่ว่าใครจะเดินตามทันหรือไม่ทันแต่เซรัสยังคงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งกับคำถามโดยไม่เหลียวหลังมามอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีบ้านไม้กลางป่าปรากฏขึ้นตรงหน้า มันยืนอยู่อย่างเดียวดาย และโอบล้อมด้วยความรู้สึกอ้างว้างทว่าเป็นที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เหมือนที่พักใจประตูถูกเปิดออก กลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรจาง ๆ ต้อนรับพวกเขาเหมือนกับว่าห่างหายกันไปนานทั้งที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นความเงียบภายในบ้านไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นความคุ้นเคย แต่ต่างจากเดิมเล็กน้อยตรงที่เมื่อเซรัสเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารเขาก็นั่งลงข้าง ๆ ตรงที่มีตะกร้าขนมปังและแยมผลไม้ตรงหน้า ไคเอลยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปน
เซรัสกลับมาถึงวังในสภาพที่ฝีเท้าหนักแน่นกว่าตอนจากมา ความวูบโหวงที่เหลือค้างจากคืนฝนดาวตกยังไม่หายไป แต่คราวนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาลังเล หากเป็นแรงผลักให้เขาต้องพิสูจน์บางอย่างให้ชัดเจนเสียทีว่ากำแพงเวทย์นั้นไม่ใช่ของเทร่าเขานั่งรอไคเอลอยู่ในห้องเงียบ ๆ ใกล้ปีกตะวันตก ตะเกียงถูกจุดไว้เพียงดวงเดียว แสงสลัวสะท้อนวัตถุชิ้นเล็กบนฝ่ามือของเขา เครื่องประดับผมรูปผีเสื้อ แต่งแต้มด้วยเพชรใสบริสุทธิ์ ลวดลายประณีตเกินกว่าจะเป็นของชาวบ้านทั่วไปเซรัสหมุนมันช้า ๆ ปล่อยให้แสงตะเกียงสะท้อนแตกเป็นประกายบนเหลี่ยมเพชร ความทรงจำในคืนนั้นย้อนกลับมา ภาพมันนอนอยู่หน้าบ้านไม้ ราวกับหล่นมาพร้อมกับคำขอพร เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเก็บมันไว้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นของใคร แต่ทุกครั้งที่มอง หัวใจกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด เมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เขากำมือแน่น ก่อนจะคลายออก แล้วเก็บเครื่องประดับนั้นไว้ในอกเสื้อ ใกล้หัวใจที่สุด ราวกับไม่อยากให้ไคเอลเห็นมันในตอนนี้“เจ้าเรียกข้ามา?” ไคเอลพูด เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง “อืม” เซรัสพยักหน้า “คืนนี้…ข้าจะเข้าไป” ไม่มีคำถามว่า ไปไหนแต่ไคเอลรู้ดี เขานั่งลงตรงข้าม ความเงียบปกค
ตลอดทางกลับไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ เขาเลือกที่จะเดินผ่านบ้านพักกลางป่าต่อไปอีกหลายอึดใจจนถึงรั้วของวัง เสียงที่ตามมาด้านหลังก็หยุดลง เซรัสหันไปมองไคเอลที่ยังคงเงียบมาตลอดทาง ต่างคนต่างใช้ความเงียบกดดันให้แต่ละคนออกปากพูดก่อน แต่เป็นไคเอลเองที่ทนไม่ไหว เขาเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาในจังหวะที่เซรัสจะหันหลังกลับไป“อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นนาง...ได้ไหม?”คำขอที่หลุดออกมาฟังดูเบากว่าความเงียบที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เซรัสชะงักค้าง เท้าข้างหนึ่งก้าวพ้นแนวรั้วไปแล้วแต่กลับหยุดลง เขาไม่หันกลับมา ไม่ปฏิเสธ และไม่รับปาก ความนิ่งเฉยนั้นทำให้ไคเอลรู้คำตอบครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องได้ยินคำใด ลมยามค่ำพัดผ่านแนวกำแพงหิน เสียงใบไม้เสียดสีกันกลบลมหายใจของคนทั้งคู่ เซรัสค่อย ๆ ดึงเท้ากลับมา ยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่หนักเกินจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ“ข้าไม่ได้อยากคิดแบบนั้น” เขาเอ่ยในที่สุด เสียงต่ำและเรียบ “แต่ข้าก็ไม่อาจทำเป็นไม่คิด” ไคเอลเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังตรงหน้าที่ดูห่างไกลขึ้นทุกที แม้จะยืนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง“ถ้าอย่างนั้น…ขอเวลาให้มันพิสูจน์ตัวเอง” เซรัสไม่ตอบ
เซรัสถอนหายใจไม่รู้กี่รอบกี่หนตั้งแต่เข้ามานั่งฟังประชุมในห้องโถงใหญ่พร้อมกับผ้าพันแผลที่พันเอาไว้อย่างเปิดเผยพร้อมกับแถลงที่มาของแผลนี้แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวผู้กระทำ ทำให้ลูกพี่ลูกน้องออกอาการนั่งไม่ติดแต่ก็ไม่อาจแสดงตัวหรืออธิบายอะไรได้ทำเพราะสิ่งที่จะตามมาคือการครอบครองยาพิษ ทว่าเขาก็ต้องถือเดิมพันอีกข้อหนึ่งเอาไว้คือที่มาของยารักษาและการมีอยู่ของเทร่าที่ถูกเก็บเป็นความลับ“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายได้ ขอให้ทุกอย่างพร้อมโดยเร็วที่สุด” เมื่อสิ้นเสียงสั่งผู้กล่าวก็เดินลงจากที่นั่งตามด้วยเซรัสที่ครั้งนี้ไม่แสดงอาการว่ามีเรื่องคาใจใด ๆ พอพวกเขาหันหลังแน่นอนว่าต้องมีการเปิดวงถกเถียงกันของข้าราชการทั้งสองฟาก ส่วนคนที่ถูกดึงเอาไว้ก็เป็นญาติจากเมืองชายขอบที่ขุนนางฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นพวกตระกูลใหม่และสามารถมาต่อรองอำนาจกับราชวงศ์แบบเขาได้ ซึ่งเซรัสเคยชินเสียแล้วเพราะการคิดจะล้มอำนาจเก่ามีแทบทุกสมัยเพียงแค่รุนแรง เบาบ้าง บางทีเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงและบางครั้งก็กลายเป็นกบฏ“แผลเป็นอย่างไรบ้าง” ราชาถามและยังคงเดินต่อไป เซรัสรีบก้าวไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อให้ท่านได้ยินคำตอบชัด ๆ“ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ย
นับว่าโชคยังดีที่ระหว่างทางเทร่าได้สติแล้วประคองตัวเองกลับมาจนถึงบ้านพัก เธอจัดการปรุงยาใช้ส่วนผสมที่มีอย่างระมัดระวังโดยมีไคเอลคุมอยู่ข้าง ๆ ยานี้กว่าจะเข้าที่และใช้ได้ก็กินเวลาไปสองวันกับอีกหนึ่งคืน สิ่งที่ไคเอลกับเฟย์ลินต้องช่วยกันทำคือต้มน้ำล้างแผลเอาพิษออกไม่ให้มันกระจายไปมากกว่านี้ ผ้าพันแผลไ
“เฟย์ลิน ทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน” เธออยากจะต้องเหอะให้กับคำพูดนั้นเหลือเกินแต่ทำไมกันนะใจหนึ่งถึงบอกว่ากิริยาแบบนี้ไม่ควรแสดง เธอจึงได้แค่พยักหน้าแล้วแบมือขอยาขวดนั้น “ถ้าท่านกับมันต้องใช้ ข้าจะไปขอแม่มดให้ค่ะ” “เธอไม่พอใจ?” เซรัสเลิกคิ้วถามเฟย์ลินบ่ายหน้าแล้วเดินเบี่ยงออกมา เขาหันกลับไปคว้าแขนเธอไว้
ขาแกะยื่นออกมาจากหม้อที่เฟย์ลินคิดว่ามันใหญ่พอแล้วแต่นั่นก็ยังน้อยไปคิดตำหนิตัวเองในใจที่น่าจะเลือกขาที่เล็กกว่านี้มาทำ ระหว่างที่กำลังโยนเครื่องเทศลงหม้อก็ไม่ลืมหันไปกับมะเขือเทศที่ย่างเอาไว้ข้าง ๆ ขนมปังที่เธอเพิ่งซื้อมา เฟย์ลินจัดการผักให้เป็นแผ่นบาง ๆ โรยด้วยน้ำมันเล็กน้อยสำหรับรองท้องรอน้ำซุปน
เฟย์ลินเงยหน้ามองคนพูด แววตาเหมือนมีแสงสะท้อนประกายเป็นสีบุษราคัมครู่หนึ่ง สะกดให้ไคเอลขนลุกวาบ ต้องเบนหน้าหนีอีกครั้ง และเหมือนว่าเทร่าจะมาได้ทันเวลาพอดี ทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดและชวนขนลุกนี้ถูกตัดลง“ไคเอล เจ้าต้องไปกับข้า” เธอเดินเข้ามาคว้าแขนของไคเอลไป“ไปไหน?”“เจ้าอยากให้เพื่อนเจ้าโดนจับได้ไหม





