LOGINเป็นผู้นำประเพณีในฐานะรัชทายาทเหรอ ? ไม่เอาหรอก อย่างเขาต้องผจญภัยสิถึงจะถูก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องวางแผนเพื่อที่จะหาทางหลีกหนี ภัยอันตรายให้ได้มากที่สุด แต่ไง๊ต้องมาดูแลเธอที่ความจำเสื่อมด้วยล่ะ
View Moreปราสาทสีขาวตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวเขาที่บรรจบกับทะเลสาบกว้าง เสียงลมหายใจของสัตว์น้อยใหญ่แผ่วพลิ้วมาตามสายลม สอดประสานกับกิ่งไม้ที่เสียดสีกันอย่างกลมกลืนทำให้แท่นหินสีขาวนี้เหมือนมีชีวิตอยู่เสมอ ขดเกลียวทองเลื้อยเลี้ยวเกาะตามผนังเหมือนไม้ประดับ แม้กระทั่งเครื่องใช้ด้านในก็ถูกแต่งแต้มด้วยสีทองสะท้อนแสงที่ส่องเข้ามาจนภายในโถงใหญ่สว่างไสว ขุนนางพากันหลบตาทางนั้นทีทางนี้ทีเหมือนกับว่าจะทนแสงความโอ่อ่านี้ไม่ไหว แต่ชายหนึ่งเดียวที่สวมมงกุฎประดับบุษราคัมยังคงทอดสายตามองคนด้านล่างที่พยายาม จะรักษาอาการเอาไว้ด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ลานพิธีจะถูกตั้งขึ้นทางทิศตะวันตก ครั้งนี้เพิ่มอาวุธจากปีที่แล้ว…” เจ้าของมงกุฎยังคงฟังอย่างนิ่งสงบกระทั่งหน้าหนังสือนั้นปิดลงเขาจึงหยัดตัวตรงแล้วหันไปมองลูกชายที่กวาดสายตามองเหล่าขุนนางด้วยแววตาไร้ความรู้สึก “ปีนี้ ข้าอยากให้เจ้า เป็นผู้นำในงานประเพณี ในฐานะรัชทายาท” ชายหนุ่มมองบิดาแล้ววางสายตาไว้ที่หน้าต่างริมฝั่งทะเลสาบ เห็นดังนั้นราชาจึงหันไปพูดกับขุนนางข้างกาย “เจ้าคิดว่าดีหรือไม่?” “การที่พระองค์เป็นผู้นำในงานประเพณีถือเป็นการเรียกขวัญและกำลังใจให้กับผู้เข้าร่วม แต่หากปีนี้ได้รับ เกียรติจากว่าที่รัชทายาทด้วย งานคงจะมีสีสันไม่น้อย” “กระหม่อมเห็นด้วยทุกประการ และเรายังได้ประกาศศักดาให้ทั่วแคว้นได้เห็นว่าอาณาจักรของเรายังแข็งแกร่ง” สองขุนนางซ้ายขวาเห็นพ้องต้องกัน กระนั้นรัชทายาทที่ถูกพูดถึงก็ไม่แม้แต่จะหันมามอง “เอาล่ะ ขอพวกเจ้าทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ปีนี้ข้าอยากให้ประชาชนได้เข้าร่วม อย่าลืมความปลอดภัยด้วยล่ะ” สั่งเสร็จก็ยืนขึ้นแล้วหันไปหารัชทายาทที่หันกลับมามองเบื้องหน้าแต่ยังไม่แม้แต่จะสบตาราชาของอาณาจักร ม่านสีทองเลื่อนมาบรรจบกั้นระหว่างพื้นที่ของกษัตริย์และคนนอกราชวงศ์ มงกุฎถูกวางไว้บนหมอนรองและเก็บเข้าตู้กระจกที่สะท้อนเงาของสองพ่อลูก ที่มีกำแพงหนากั้นระหว่างเขาเอาไว้ “ต้องการอะไรก็รับสั่งมาเถิด ฝ่าบาท” “เซรัส…” เขาถอนหายใจมองลูกชายที่หันมาสบตา แววตาที่เขาได้รับมันมาหลายสิบปีค่อย ๆ ก่อกำแพงหนาทำเหมือนว่าเขาเป็นเพียงราชา ไม่ใช่บิดาของชายหนุ่ม “รับสั่งเถิด…ฝ่าบาท” “ข้า อยากให้เจ้าเป็นผู้นำงานประเพณีของปีนี้” “ข้าคงเก่งสู้ท่านไม่ได้หรอก จะให้ไปตามล่ากวางแก้ว หรือสิงโตติดปีกแบบท่านเมื่อปีก่อน ๆ ข้าคงไม่สามารถ หากได้มาเพียงนกระฆังตัวเดียว คงจะทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสียเป็นแน่” เสียงถอนหายใจเพียงครู่ตามด้วยเสียงเข้มของผู้เป็นพ่อสรุปจบทุกอย่าง “ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เจอรัลด์ มาจัดการงานนี้แทน” “ท่านพ่อ ท่านจะไปตามเขามาทำไม ท่านก็รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร” “จำได้แล้วเหรอว่าข้าเป็นพ่อเจ้า” เซรัสเบนหน้าพร้อมกับจิ๊ปากอย่างหัวเสีย ยิ่งนึกถึงลูกพี่ลูกน้องที่ใช้ชีวิตเยี่ยงคนเถื่อนก็พาลโกรธบิดาที่ใช้ทางนี้มากดดันกัน “ทุกอย่างในเมืองนี้ ต้องเป็นอย่างที่ท่านตั้งใจสินะ ไม่ว่าอะไรก็ขัดใจท่านไม่ได้สินะ” พ่นลมออกปากพร้อมกับร้องเหอะออกมา ผินหน้ามองทิวเขาที่ตอนนี้ใกล้จะแนบกับดวงตะวันเขาก็ปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปพร้อมกับแสงสุดท้ายที่ใกล้จะลาลับ “กระหม่อม…ยังไม่ตัดสินใจ” นานเหลือเกินกว่าเขาจะเอ่ยมันออกมา ทบทวนอยู่หลายหนไม่ให้น้ำเสียงห้วนจนเกินไป แต่มันคงไม่สามารถแสดงออกมาพึงพอใจได้ “แปลว่าพ่อยังไม่จำเป็นต้องเรียกเจอรัลด์มา?” “สุดแท้แต่ท่าน” “หากในบทของราชา ข้าคงต้องตามเขามาเพราะเจ้าตัดสินใจได้ทั้งสองทาง” “ท่านพ่อ” ดูเหมือนว่าราชาจะนับผลแพ้ชนะอยู่เสมอ ครั้งนี้เขาจึงยิ้มน้อย ๆ ตบไหล่ลูกชายเบา ๆ แล้วเดินออกไป “เห้อ…” เหลือเพียงแต่ม่านที่บรรจบกันนั้นเป็นผู้ฟังเสียงถอนหายใจของว่าที่รัชทายาท ปีกตะวันตกของปราสาทมีเพียงแสงเทียนนำทางให้ชายหนุ่มขึ้นมาจนถึงห้อง ส่วนหนึ่งเพราะความเคยชินทำให้รู้สึกว่าห้องที่อยู่ปลายบันไดนี้ไม่ได้ไกลมากนัก เซรัสผลักประตูเข้าไปช้า ๆ แล้วใช้เท้าเขี่ยแผ่นเหล็กและสายไฟที่ถูกตัดระเกะระกะเอาไว้ให้พ้นทาง “ประชุมกันเสร็จแล้วเหรอ?” เซรัสส่ายหน้ากับสภาพของเพื่อนสนิท ไคเอล จัดผมที่ชี้ไปคนละทางให้เข้าที่แล้วหันมายิ้มให้เขาแหย ๆ “เจ้าบอกพ่อของเจ้าว่าอย่างไร มาขลุกอยู่ที่นี่สองคืนแล้ว” “ข้าบอกว่า จะออกไปตรวจตรารอบ ๆ ชายป่าด้านนอก” “สองวันเป็นไปไม่ได้หรอก” พูดพลางเดินเลี่ยงของประดิษฐ์ไปถึงเตียงกลางห้องแต่ก็สะดุ้งโหยงเมื่อทับเข้ากับของแข็งทำเอามือที่เท้าไปเกิดห้อเลือด “โอ๊ย!” “เห้ย! ข้าขอโทษ พอดีว่าที่มันไม่พอวาง ข้าเลยยืมเตียงเจ้า ไม่ถือกันใช่ไหม…” เขาอธิบายแกมบังคับให้จำยอม เซรัสได้แต่ส่ายหน้าแล้วย้ายไปนั่งที่เก้าอี้รอบนี้เขากวาดสายตามองให้ถ้วนทั่วแล้วปัดเก้าอี้อีกครั้งก่อนจะนั่งลงไป พลันทุกอย่างในห้องก็เงียบอีกครั้ง ปล่อยให้เสียงไขนอตถอดนอตดังต่อเนื่องตามแต่ใจนักประดิษฐ์ กระทั่งเขาหลุดออกมาจากโลกใบนั้น “เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลย ว่าการประชุมวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” หนังสือในมือเซรัสถูกปิดลงโดยที่เขาไม่ได้คั่นหน้าเอาไว้ พรูลมหายใจออกเบา ๆ ซึ่งไคเอลเดาคำตอบได้ก่อนเจ้าตัวจะเปิดปากเสียอีก “ปีนี้เจ้าเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ” “ข้าไม่รู้เลยว่าจะวางตัวอย่างไร” “ก็ทำอย่างที่ผ่านมา เป็นผู้ชม” เซรัสมองหน้าเพื่อนสนิท เพียงดวงตาที่กะพริบช้า ๆ นั้นก็ทำเอาไคเอลถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หากข้าไม่เข้าร่วม ในฐานะผู้นำงานประเพณี หน้าที่นี้จะถูกส่งไปให้เจอรัลด์” ไคเอลคิ้วกระตุกมุมปากยกแยกกันอัตโนมัติ แค่ได้ยินชื่อลูกพี่ลูกน้องของเซรัส ขนทั้งร่างก็ลุกขึ้นพร้อมกัน หากให้บรรยายความเป็นเจอรัลด์ “เอาสิงโตมารุมขย้ำกวางป่า ภาพที่ออกมายังจะน่าดูเสียกว่า” เซรัสบรรยายแทนเขาไปหมดแล้ว “มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ ตำแหน่งนั้นควรเป็นของรัชทายาท” “แต่ข้าคือว่าที่ ไม่ใช่รัชทายาท” ไคเอลถอนหายใจ ปล่อยไขควงในมือกลิ้งลงพื้น แล้วย้ายขึ้นไปยืนข้าง ๆ เซรัส วางมือลงบนไหล่แล้วออกแรงโยกจนเซรัสตัวโคลง “ข้าเข้าใจท่านนะ ท่านว่าที่รัชทายาท แต่อีกไม่นานหรอก ท่านถึงวันนั้นอำนาจทั้งอาณาจักรจะอยู่ในมือท่าน” เซรัสถอนหายใจส่ายหน้าแล้วเดินไปที่เตียง ไม่ลืมหยิบเศษงานประดิษฐ์ออก “ถ้าวันนั้นมาถึงจริง ๆ ข้าคงจะสั่งเนรเทศเจ้าออกไป” “แค่มีข้า และของประดิษฐ์พวกนี้ อยู่ที่ไหนก็ย่อมได้” “แต่ข้าจะยึดพวกมันไว้” “เซรัส!” พอให้เจ้าชายได้หัวเราะคลายความอึดอัดเมื่อครู่ออกไปได้แล้ว จึงลากเก้าอี้มานั่งตรงข้าม เว้นระยะเอาไว้เล็กน้อย ไม่ขัดจังหวะยามที่ดวงตาสีอัลมอนด์กวาดมองไปรอบ ๆ และพักเอาไว้ที่หน้าต่างริมทะเลสาบ เซรัสขยับกายขึ้นไปอยู่กลางเตียง ปลดถุงเท้าและเครื่องแต่งตัวทั้งหมดออกแล้วโยนมันไว้ที่ข้างเตียง “ไม่ใช่ว่าจะนอนก่อนที่จะเล่าจบนะ” ไคเอลรีบร้องห้าม “แล้วรู้ได้อย่างไรว่าข้ายังเล่าไม่หมด” “สีหน้าเจ้า บอกทุกอย่าง” เซรัสหัวเราะหึ ๆ แล้วล้มตัวลงนอนมองโครงเตียงสูงได้ไม่ถึงครึ่งของห้องนอน ตอนเด็กห้องนี้มันกว้างและใหญ่จนเขาไม่อยากจะเดินไปจนสุดทาง ทว่าเวลาผ่านไปเขาก็พบว่ามันเหมือนกรงแคบ ๆ ที่ตกแต่งสวยหรูให้เขาลืมนึกถึงโลกภายนอกไปชั่วขณะ “อากาศเริ่มอุ่นแล้ว สัตว์ในสวนที่จำศีลคงจะทยอยกันออกมาใช้ชีวิต” เซรัสพูดพลางมองไปข้างนอก “และมันก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการออกกำลังกายของพวกเรา” “แล้วเจ้าคิดว่า มันสมควรแล้วเหรอ” แม้ไม่หันมาแต่สีหน้าของเซรัสนั้นคงเต็มไปด้วยคำถาม คิ้วคมคงขมวดมุ่นเช่นที่เคยเป็น ไคเอลจึงเลี่ยงที่จะออกความเห็นแล้วเดินไปรวบของประดิษฐ์ที่กระจัดกระจายอยู่มากองรวมกันไว้ “เจ้าอาจจะเกิดผิดที่ก็ได้ ถ้าเจ้าเกิดที่ติดทะเลเหมือนเจอรัลด์ เจ้าอาจจะแค่ออกเรือ ฝึกล่าโจรสลัดแทนที่จะล่าสัตว์” “ไม่ว่าล่าอะไรก็ไม่ต่างกัน” “แล้วอะไรที่เจ้าจะบอกว่ามันต่างล่ะ อะไรที่เป็นข้อแบ่งแยก” “จุดประสงค์” เซรัสยันตัวขึ้นทาบเท้าเปล่าลงกับพื้นพรม มันเริ่มแห้งหลังจากผ่านอากาศชื้นและหนาวมาร่วมสามเดือน ใกล้เข้ามาแล้วสินะ “ต่างฝ่ายต่างล่า แต่ถิ่นของเจอรัลด์ล่าเพื่อปกป้องรักษา แต่จุดประสงค์ของเราล่ะ” เซรัสส่ายหน้าเมื่อภาพความทรงจำในปีก่อน ๆ ไหลย้อนเข้ามา เขามองไม่เห็นความสมเหตุสมผลเลยสักนิด “แต่ที่นั่นก็หล่อหลอมเจอรัลด์ให้เป็นคนดุดัน มุทะลุแถมยังดุร้าย แต่ข้าน่ะ คิดภาพเจ้าในแบบนั้นไม่ออกเลยนะ” คนฟังร้องอืมในลำคอ เขาเองก็ไม่เคยจินตนาการถึงมันเช่นกัน ยิ่งวันงานประเพณีใกล้เข้ามา เขายิ่งไม่อยากคิด “แล้วข้าเองก็นึกสภาพห้องข้าเมื่อเดือนก่อนไม่ออกเช่นกัน” พลันสายตาก็เปลี่ยนเมื่อหันไปพูดกับแขกประจำอีกครั้ง “ข้าจะนอนอย่างไรเจ้าตอบข้าหน่อย ล้อรถของเล่นนั่นน่ะ ไหนจะนอตพวกนั้นอีก ตอบข้าหน่อยไคเอล” เจ้าของชื่อลุกลี้ลุกลนวิ่งตามดูของที่ถูกพูดถึงแต่ก็ไม่เก็บมันขึ้นมาแล้วเงยหน้ามายิ้มแหย เกาหัวแกรก ๆ “ข้าจะรีบอพยพไปที่ห้องหนังสือภายในสิบนาทีนี้เลย เจ้าอย่าแตะต้องของอื่น ๆ เด็ดขาดนะ” เซรัสส่ายหน้ากับท่าทีของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะวิ่งไปมุมไหนของห้องก็หยิบจับมันให้เข้าพวกไม่ได้ อะไร ๆ ก็ดูเสี่ยงพังไปเสียหมด “เอาเถอะ ข้ายกห้องให้” พูดพลางถอนหายใจแล้วหันไปหยิบย่ามที่อยู่ใต้เตียงมาแบกบนบ่า “สามวันจะจบไหมงานของเจ้าน่ะ” “สามวันจะจบแน่ ๆ โคมไฟที่จะเปิดตัวตามแรงสั่นสะเทือนเมื่อเจ้าเดินจะใช้งานได้ภายในสามวัน” นี่เป็นอีกเครื่องที่เซรัสนึกไม่ออกว่าเพื่อนนักประดิษฐ์จะทำสิ่งที่เหนือจริงได้อย่างไร “ข้าหวังว่าจะได้เห็นนะ” ว่าพลางเดินออกไปอีกฝั่งซึ่งเชื่อมต่อกับทางออกประตูฝั่งตะวันตก “เอ้อ เซรัส ยาที่ได้มาเจ้าใช้เบามือหน่อยนะ กว่าจะไปตื๊อให้ทำให้ได้ ข้าอาจจะกลายเป็นแกสบี้ไปก่อนจะได้ยารอบต่อไปก็ได้” ท่าทีขนลุกนั้นน่ะต่างกับตอนที่นึกถึงเจอรัลด์ลิบลับ แต่อย่างไรมันก็บอกอ้อม ๆ ว่าความสัมพันธ์ของผู้พูดกับบุคคลที่สามไม่ค่อยจะดีสักเท่าไรเซรัสเป็นคนแรกที่หันหลังให้ทุกคนเขาเดินออกไปสองสามก้าว ก่อนจะหยุดเหมือนคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดโดยไม่หันกลับมา“ไปคุยกันที่บ้าน” เสียงนั้นสั่งโดยไม่ระบุผู้รับแต่ส่งผลให้คนทั้งสองเดินตามมาโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร คนทั้งสามก้าวไปเรื่อย ๆ โดยไม่มองหาหมุดหรือจุดนำทางใดเพียงแต่ก้าวไปตามสัญชาตญาณและสติที่ค่อย ๆ กลับมาระหว่างที่เดิน แม้เสียงฝีเท้าจะขาดไปบ้าง ทิ้งระยะไกล-ใกล้ออกไปแล้วแต่ว่าใครจะเดินตามทันหรือไม่ทันแต่เซรัสยังคงปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งกับคำถามโดยไม่เหลียวหลังมามอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีบ้านไม้กลางป่าปรากฏขึ้นตรงหน้า มันยืนอยู่อย่างเดียวดาย และโอบล้อมด้วยความรู้สึกอ้างว้างทว่าเป็นที่ที่เขาเรียกว่าบ้านได้เต็มปาก ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เหมือนที่พักใจประตูถูกเปิดออก กลิ่นไม้เก่าและสมุนไพรจาง ๆ ต้อนรับพวกเขาเหมือนกับว่าห่างหายกันไปนานทั้งที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นความเงียบภายในบ้านไม่ใช่ความว่างเปล่าแต่เป็นความคุ้นเคย แต่ต่างจากเดิมเล็กน้อยตรงที่เมื่อเซรัสเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารเขาก็นั่งลงข้าง ๆ ตรงที่มีตะกร้าขนมปังและแยมผลไม้ตรงหน้า ไคเอลยังยืนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปน
เซรัสกลับมาถึงวังในสภาพที่ฝีเท้าหนักแน่นกว่าตอนจากมา ความวูบโหวงที่เหลือค้างจากคืนฝนดาวตกยังไม่หายไป แต่คราวนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาลังเล หากเป็นแรงผลักให้เขาต้องพิสูจน์บางอย่างให้ชัดเจนเสียทีว่ากำแพงเวทย์นั้นไม่ใช่ของเทร่าเขานั่งรอไคเอลอยู่ในห้องเงียบ ๆ ใกล้ปีกตะวันตก ตะเกียงถูกจุดไว้เพียงดวงเดียว แสงสลัวสะท้อนวัตถุชิ้นเล็กบนฝ่ามือของเขา เครื่องประดับผมรูปผีเสื้อ แต่งแต้มด้วยเพชรใสบริสุทธิ์ ลวดลายประณีตเกินกว่าจะเป็นของชาวบ้านทั่วไปเซรัสหมุนมันช้า ๆ ปล่อยให้แสงตะเกียงสะท้อนแตกเป็นประกายบนเหลี่ยมเพชร ความทรงจำในคืนนั้นย้อนกลับมา ภาพมันนอนอยู่หน้าบ้านไม้ ราวกับหล่นมาพร้อมกับคำขอพร เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเก็บมันไว้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นของใคร แต่ทุกครั้งที่มอง หัวใจกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด เมื่อเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เขากำมือแน่น ก่อนจะคลายออก แล้วเก็บเครื่องประดับนั้นไว้ในอกเสื้อ ใกล้หัวใจที่สุด ราวกับไม่อยากให้ไคเอลเห็นมันในตอนนี้“เจ้าเรียกข้ามา?” ไคเอลพูด เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง “อืม” เซรัสพยักหน้า “คืนนี้…ข้าจะเข้าไป” ไม่มีคำถามว่า ไปไหนแต่ไคเอลรู้ดี เขานั่งลงตรงข้าม ความเงียบปกค
ตลอดทางกลับไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่ เขาเลือกที่จะเดินผ่านบ้านพักกลางป่าต่อไปอีกหลายอึดใจจนถึงรั้วของวัง เสียงที่ตามมาด้านหลังก็หยุดลง เซรัสหันไปมองไคเอลที่ยังคงเงียบมาตลอดทาง ต่างคนต่างใช้ความเงียบกดดันให้แต่ละคนออกปากพูดก่อน แต่เป็นไคเอลเองที่ทนไม่ไหว เขาเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาในจังหวะที่เซรัสจะหันหลังกลับไป“อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นนาง...ได้ไหม?”คำขอที่หลุดออกมาฟังดูเบากว่าความเงียบที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัว เซรัสชะงักค้าง เท้าข้างหนึ่งก้าวพ้นแนวรั้วไปแล้วแต่กลับหยุดลง เขาไม่หันกลับมา ไม่ปฏิเสธ และไม่รับปาก ความนิ่งเฉยนั้นทำให้ไคเอลรู้คำตอบครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องได้ยินคำใด ลมยามค่ำพัดผ่านแนวกำแพงหิน เสียงใบไม้เสียดสีกันกลบลมหายใจของคนทั้งคู่ เซรัสค่อย ๆ ดึงเท้ากลับมา ยืนอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างที่หนักเกินจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ“ข้าไม่ได้อยากคิดแบบนั้น” เขาเอ่ยในที่สุด เสียงต่ำและเรียบ “แต่ข้าก็ไม่อาจทำเป็นไม่คิด” ไคเอลเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาคมทอดมองแผ่นหลังตรงหน้าที่ดูห่างไกลขึ้นทุกที แม้จะยืนอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง“ถ้าอย่างนั้น…ขอเวลาให้มันพิสูจน์ตัวเอง” เซรัสไม่ตอบ
เซรัสถอนหายใจไม่รู้กี่รอบกี่หนตั้งแต่เข้ามานั่งฟังประชุมในห้องโถงใหญ่พร้อมกับผ้าพันแผลที่พันเอาไว้อย่างเปิดเผยพร้อมกับแถลงที่มาของแผลนี้แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวผู้กระทำ ทำให้ลูกพี่ลูกน้องออกอาการนั่งไม่ติดแต่ก็ไม่อาจแสดงตัวหรืออธิบายอะไรได้ทำเพราะสิ่งที่จะตามมาคือการครอบครองยาพิษ ทว่าเขาก็ต้องถือเดิมพันอีกข้อหนึ่งเอาไว้คือที่มาของยารักษาและการมีอยู่ของเทร่าที่ถูกเก็บเป็นความลับ“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายได้ ขอให้ทุกอย่างพร้อมโดยเร็วที่สุด” เมื่อสิ้นเสียงสั่งผู้กล่าวก็เดินลงจากที่นั่งตามด้วยเซรัสที่ครั้งนี้ไม่แสดงอาการว่ามีเรื่องคาใจใด ๆ พอพวกเขาหันหลังแน่นอนว่าต้องมีการเปิดวงถกเถียงกันของข้าราชการทั้งสองฟาก ส่วนคนที่ถูกดึงเอาไว้ก็เป็นญาติจากเมืองชายขอบที่ขุนนางฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นพวกตระกูลใหม่และสามารถมาต่อรองอำนาจกับราชวงศ์แบบเขาได้ ซึ่งเซรัสเคยชินเสียแล้วเพราะการคิดจะล้มอำนาจเก่ามีแทบทุกสมัยเพียงแค่รุนแรง เบาบ้าง บางทีเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงและบางครั้งก็กลายเป็นกบฏ“แผลเป็นอย่างไรบ้าง” ราชาถามและยังคงเดินต่อไป เซรัสรีบก้าวไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อให้ท่านได้ยินคำตอบชัด ๆ“ดีขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ย





