Mag-log inช่วงสายภายในวันเดียวกันเสียงเคาะประตูหน้าห้องของสองสาวก็ดังขึ้น เข่อซิงจึงได้เป็นคนเดินไปเปิดประตูเมื่อเธอได้รับข้อความแจ้งเตือนมาจากบุคคลดังกล่าว
“คุณหนูโม่” น้ำเสียงสุภาพดังขึ้นจากหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวในชุดสูททำงานสีเทากางเกงขายาวสีเดียวกันกล่าวทักทายพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
รองเท้าส้นสูงสีดำความสูงน่าจะไม่ต่ำกว่าแปดเซนที่เจ้าตัวสวมกอปรกับใบหน้าเรียบเฉยภายใต้แว่นไร้กรอบทำให้เจ้าตัวดูเป็นคนเจ้าระเบียบและน่าเกรงขาม
“พี่จิ้ง” เจ้าของชื่อทักทายตอบกลับหญิงสาวอย่างเป็นกันเองแลดูสนิทสนม ก่อนที่หล่อนจะผายมือเชิญให้หญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาภายในห้อง
ไต้จิ้งอี๋กวาดตามองรอบห้องก่อนจะไปหยุดอยู่บนเตียงนอนที่ดูยับย่นทั้งสองฝั่งด้วยความประหลาดใจ แต่แล้วเพียงไม่นานเธอก็มองเห็นคนผู้ที่อยู่กับเจ้านายของตนเดินออกมาจากห้องน้ำ
“คุณหนูซู” หญิงสาวเป็นฝ่ายทักทายคนอายุน้อยกว่าออกมาก่อนอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะพี่จิ้ง” หร่วนซีทักทายหญิงสาวอย่างเป็นกันเองเช่นกันเนื่องจากผู้หญิงตรงหน้าเข้าทำงานกับบริษัทเครือโม่มาตั้งแต่หลังฝึกงานซึ่งค่อนข้างคุ้นเคยกับเธอและเข่อซิง
“เชิญนั่งก่อนสิคะ” ซูหร่วนซีผายมือเชิญผู้ที่มักมีใบหน้าเคร่งขรึมอยู่เป็นนิจด้วยรอยยิ้ม
“พี่จิ้งอยากดื่มอะไรไหมคะ ฉันจะสั่งให้” เข่อซิงถามผู้มาใหม่หลังจากนั่งลงเรียบร้อย
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการตัวเองเรียบร้อยมาแล้ว ว่าแต่คุณหนูต้องการไปคุยเรื่องสัญญากับทางกองถ่ายเลยหรือไม่คะ” หญิงสาวปฏิเสธก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่องงาน
“ไปกันเลยก็ได้ค่ะ ฉันกับซีซีเองก็จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน” คุณหนูโม่พูดขึ้นอย่างตื่นเต้นทั้งนี้เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะเป็นผู้ประสานงานด้วยตัวเอง
“ใจเย็น ๆ เธอมีคนเก่งอย่างพี่จิ้งอยู่ทั้งคนรับรองทุกอย่างผ่านไปได้ดีแน่” ซูหร่วนซีกระซิบข้างหูเพื่อนสาวเสียงเบา
“อืม แต่มันก็ยังอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้อ่ะ” เข่อซิงพูดเสียงเบาไม่ต่างกัน คุณหนูใหญ่ตระกูลซูจึงบีบมือให้กำลังใจเพื่อน จนกระทั่งลิฟต์โดยสารของหญิงสาวทั้งสามเคลื่อนตัวลงมาจนถึงชั้นหนึ่ง
ในขณะที่ซีซีกำลังจะเดินไปกับเพื่อนเสียงโทรศัพท์เครื่องสวยในกระเป๋าก็ดังขึ้น “เธอไปก่อนนะเดี๋ยวฉันตามไป” สาวงามชูมือถือในขณะกล่าวเพื่อให้เพื่อนของตนรับรู้หลังจากรับโทรศัพท์และแยกตัวออกมาเสียงแหบแห้งของปลายสายก็ดังขึ้น
“เสี่ยวซีหลานอยู่ที่ไหน แม่บ้านบอกว่าหลานออกไปตั้งแต่บ่ายเมื่อวานกับซิงเอ๋อร์” ผู้เป็นปู่ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
เนื่องจากเขาเพิ่งเห็นข่าวเกี่ยวกับเด็กคนนั้น จึงกลัวว่าหลานของตนจะคิดมากจึงได้โทรมาหาอย่างร้อนใจหลังจากที่ลงมาชั้นล่างแล้วไม่เห็นหน้าค่าตาของคนปลายสาย
“คุณปู่ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ ตอนนี้หนูอยู่เมืองจีค่ะ ช่วงเย็นหนูก็กลับไปแล้วค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ หนูสบายดี อีกอย่างวันพรุ่งนี้หนูพร้อมจะไปทำงานที่บริษัทตามที่คุณปู่ต้องการด้วย จริงสิคะ เอาไว้พบกันนะคะ สวัสดีค่ะ” หร่วนซีพูดไปยิ้มไปในขณะตอบคำถามของปู่ผู้ชราที่รักและเป็นห่วงตน
โดยไม่รู้ว่าได้มีสายตาคมคู่หนึ่งมองเธอทุกอริยาบทด้วยรอยยิ้มอันหายากที่ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นจากชายหนุ่มคนนี้
“เจ้าสามยิ้มอะไร” คำพูดแฝงแววหยอกเย้าพร้อมกับสายตาแสดงความสอดรู้นั้นทำให้ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาผิวขาวริมฝีปากแดงปรายตามองเขาก่อนที่เจ้าตัวจะทำหน้านิ่งตามเดิม
“ไม่มีอะไร พวกเราไปกันเถอะ” เขาปฏิเสธอย่างเย็นชาซึ่งคนที่อยู่ด้วยกันก็คุ้นชินกับนิสัยเช่นนี้ไปนานแล้ว
หลังจากคุยโทรศัพท์กับปู่ผู้เป็นที่รักจบลงหญิงสาวก็เดินไปหาเพื่อนสนิทซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงแรมที่ตนพักอยู่ ในตอนนี้และเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้ปลีกตัวออกมาเดินเล่น ซึ่งห่างจากโรงแรมนี้ไปไม่มากเป็นที่ถ่ายทำของกองถ่ายในวันนี้
ซูหร่วนซีเดินทอดน่องไปตามริมทางเท้าอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองจีอย่างเชื่องช้าด้วยรอยยิ้มบางเบาประดับบนใบหน้า ไม่ว่าใครที่ได้เห็นหญิงสาวต่างก็พากันชี้ชวนมองเธออย่างสนใจ แต่เธอก็หาได้สนใจใครไม่จนกระทั่งมาถึงสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์รักย้อนยุคที่กำลังจะโด่งดังเป็นพลุแตกในอนาคต
ในขณะที่หญิงสาวกำลังสอดส่ายสายตามองรอบด้านอย่างให้ความสนใจอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเด็กสาวสองคนกล่าวทักเธอด้วยท่าทางประหม่าอย่างเขินอาย
“ขอโทษนะคะ พี่ได้เป็นดาราหรือเปล่าคะ พี่สวยมากเลย” เด็กหญิงวัยมัธยมปลายถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตื่นเต้น
“ขอโทษนะที่ต้องทำให้น้องผิดหวังแล้ว พี่ไม่ใช่ดาราจ้ะ” ซีซีโบกมือยกยิ้มปฏิเสธออกไปอย่างเขินอายไม่แพ้กันแม้จะรู้ว่าตนสวยมากแต่ก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาทักตัวเองแบบนี้
“ไม่ผิดหวังหรอกค่ะ เพราะพี่สวยมากเลย หนูขอถ่ายรูปด้วยได้ไหมคะ” หนึ่งในสองพูดขึ้นโดยมีเด็กหญิงอีกคนพยักหน้ายืนยันอย่างเห็นพ้อง
“ได้สิจ๊ะ” ซีซีพูดขึ้นอย่างเต็มใจ
หลังจากที่เด็กทั้งสองได้รูปจนพอใจแล้วเธอก็หันมาขอบคุณพี่สาวคนสวยผู้ใจดี
“พี่คะ จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอช่องทางการติดตามด้วย” เด็กหญิงผู้ที่ขอถ่ายรูปพูดขึ้นอย่างคาดหวัง
“ได้สิ เอามือถือของน้องมาสิ พี่จะใส่ไอดีให้” ซูหร่วนซีไม่ปฏิเสธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะงานที่บริษัทของเจ้าตัวในอนาคตก็จะต้องออกสื่อมากขึ้นอยู่ดี
“ขอบคุณค่ะ เอาไว้ฉันจะทักหานะคะพี่สาว” เด็กสาวใบหน้าน่ารักราวตุ๊กตายิ้มร่าพูดขึ้นอย่างดีใจก่อนจะโบกมือลา ซึ่งซูหร่วนซีเองก็ยิ้มโบกมือลาเธอเช่นกัน คล้อยหลังเด็กสองคนนั้นจากไปซูหร่วนซีก็เดินไปทางด้านหน้าตามเดิม
“ซีซี!” น้ำเสียงหวานใสของคุณหนูโม่ตะโกนเรียกพร้อมกับกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาทางหล่อน
“เป็นยังไงบ้างมีอะไรติดขัดตรงไหนหรือเปล่า” เจ้าของชื่อถามเพื่อนสาวอย่างเป็นห่วงเกรงว่าเพื่อนจะตื่นเต้นจนเสียเรื่อง
“เรียบร้อยดี จากนี้ฉันจะเป็นผู้เข้ามาดูแลงานตรงนี้เองอย่างเต็มตัว” โม่เข่อซิงยิ้มกว้างบอกเพื่อนสาวจนเห็นลักยิ้มทั้งสองข้างของเจ้าตัว
“ยินดีด้วย ว่าแต่ท่านประธานโม่จะเลี้ยงอาหารอะไรผู้แนะนำคนนี้ดี” ซูหร่วนซีถือโอกาสแสร้งหยอกเย้าเพื่อนสาวผู้น่ารัก
“ฉันยังไม่ได้เป็นประธานเลยนะ ไม่เหมือนคุณหนูใหญ่ตระกูลซูที่อายุยังน้อยก็ได้เป็นรองประธานแล้ว” โม่เข่อซิงสัพยอกกลับก่อนที่ทั้งสองสาวจะส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลังจากพักกองพระเอกของเรื่องหรือก็คือเยว่หลวนคุนจึงได้เดินเข้ามาหาหญิงสาวทั้งสามคน
“ซีซี น้องจะกลับเมื่อไหร่หรือว่าจะกลับพร้อมพี่ดี” ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลารูปร่างค่อนข้างผอมกว่าคนปกติเล็กน้อยกระนั้นเขาก็ยังดูดีเอ่ยถามผู้เป็นน้องอย่างเป็นห่วง
“ฉันจะกลับตอนเย็นค่ะ พรุ่งนี้จะต้องเข้าบริษัท รับปากคุณปู่เอาไว้แล้วว่าจะกลับไปทำงาน หากพี่ชายจะทิ้งงานและกลับด้วยกันน้องก็ยินดีนะคะ” น้ำเสียงของเจ้าตัวแฝงไปด้วยความหยอกเย้าต่อผู้เป็นพี่ซึ่งผิดจากซูหร่วนซีคนเดิม
“ทิ้งได้นะ ถ้าหากว่าน้องจะยอมจ่ายค่าเสียหายให้พี่” ผู้เป็นพี่ยอมรับมุกที่คนเป็นน้องส่งมาทำให้ซูหร่วนซีแสดงใบหน้าเหลอหลา
“พี่ทำงานต่อไปเถอะค่ะ เรื่องค่าเสียหายไม่เท่ากับน้องจะโดนคนแถวนี้โกรธ” ซีซีปรายตามองเพื่อนสาวหลังได้ยินคำกล่าวของพี่ชาย
“ฮ่า ๆ พี่ล้อเล่นนะครับ ว่าแต่ซิงเอ๋อร์คิดดีแล้วเหรอที่ยอมลงทุนกับหนังเรื่องนี้เพราะมันค่อนข้างใช้เงินจำนวนมากทีเดียวนะ อีกอย่างพี่เองก็ไม่รู้ว่าผลตอบแทนจะดีหรือเปล่าด้วย”
หลังจากสนทนากับผู้เป็นน้องจบชายหนุ่มผู้รู้เรื่องการลงทุนมาจากผู้กำกับจึงได้เอ่ยถามหญิงสาวข้างกายน้องสาวอย่างเป็นห่วงแม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าภาพยนต์เรื่องนี้จะไม่แย่ก็ตาม
“พี่เยว่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม” เข่อซิงตอบพร้อมกับยืดอกของตนขึ้นสูง
“หากซิงเอ๋อร์มั่นใจแบบนี้พี่จะทำให้เต็มที่จะไม่ทำให้ประธานโม่ต้องผิดหวังอย่างเด็ดขาด” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ทำให้โม่เข่อซิงได้แต่มองเขาจนตาลอยแม้กระทั่งชายหนุ่มเดินจากไปไกลแล้วก็ตาม
“ซิงซิง” ซีซีตะโกนเรียกเพื่อนสาวข้างหูของเจ้าตัวจนเจ้าของชื่อสะดุ้ง “ห๊ะ! มีอะไรเหรอ” ใบหน้าเหลอหลาของคุณหนูโม่ทำให้ซูหร่วนซีได้แต่กลอกตาขาวมองบน
“เป็นเอามากนะเธอ ฉันว่านะบอกออกไปเลยดีไหม ฉันไม่รังเกียจที่จะมีเธอเป็นพี่สะใภ้นะ” ซีซีกล่าวแซวทำให้สองแก้มขาวของเพื่อนสนิทเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ
“ไม่เอา รอให้ถึงวันที่ฉันทนไม่ไหวก่อนก็แล้วกันเมื่อนั้นค่อยบอก” คุณหนูตระกูลโม่บิดมือของตนไปมากล่าวด้วยความอาย
เช้าวันต่อมาซูหร่วนซีตื่นขึ้นตามนาฬิกาชีวิตของตนจากความเคยชินในชาติก่อนเนื่องจากเธอมักจะตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารให้ชายชั่วคนนั้นอยู่เสมอ
หลังจากหญิงสาวจัดการตนเองเรียบร้อยเธอก็ก้าวเท้าลงมาตามขั้นบันไดเมื่อสายตามองเห็นผู้เป็นปู่นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยชุดทำงาน คุณหนูซูจึงเลิกคิ้วเรียวสวยที่ตกแต่งไว้อย่างดีก่อนที่จะเอ่ยปากถามชายชราในขณะเลื่อนเก้าอี้ลงนั่งฝั่งตรงข้าม
“คุณปู่จะไปไหนคะ” คำถามของหลานสาวทำให้ใบหน้าของซูจินกวงเงยหน้าขึ้นมอง
“ก็ไปทำงานกับหลานยังไงล่ะ วันนี้หลานจะเข้าบริษัทปู่จะไม่ไปได้ยังไง” เสียงแหบแห้งของชายชราทำให้ซูหร่วนซีอุ่นวาบขึ้นในอก
“คุณปู่เป็นห่วงฉันหรือคะ”
ชายชรารีบกลบเกลื่อนอาการของตน “รีบกินข้าวเถอะ ไปสายวันแรกจะไม่ดีนะ” เสือเฒ่าแห่งเทียนไห่แสร้งพูดเสียงเข้มพร้อมกับตีหน้าขึงขังทั้งที่ภายในอกรู้สึกพอใจกับสิ่งที่หลานสาวกล่าว
“รับทราบค่ะท่านประธาน” หญิงสาวทำท่าจริงจังจากนั้นเธอก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าเช่นเดียวกัน
“ไปกับปู่แล้วกันนะ เอาไว้ปู่ค่อยซื้อรถให้ใหม่” ผู้สูงวัยพูดขึ้นเมื่อรถประจำตำแหน่งของตนจอดรออยู่หน้าตึก
“ได้สิคะ ท่านประธานว่ายังไงหนูก็ว่าตามนั้นแหละค่า” ผู้เป็นหลานแสร้งลากเสียงยาวพร้อมกับเดินนำแขนเข้าไปคล้องแขนของผู้เป็นปู่
“ขึ้นรถเถอะ เดี๋ยวได้สายกันพอดี” เสียงแหบพร่าของชายชราพูดขึ้นเชิงตำหนิ ทว่าแววตาของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความสุขที่ถูกหลานสาวเอาใจ
เมื่อรถของประธานในเครือเทียนไห่จอดหน้าประตูทางเข้าของบริษัท หลังจากคนขับรถลงมาเปิดประตู สายตาอันเฉียบขาดกับกลิ่นอายอันเข้มงวดก็ฉายออกมาจากชายชราผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทแห่งนี้
“สวัสดีครับท่านประธาน” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามาประจบประแจงเขาทันที
ซึ่งซูหร่วนซีจำได้ไม่ลืมว่าชายคนนี้น่ารังเกียจมากขนาดไหน อีกทั้งยังทำอะไรลงไปบ้างกับบริษัทอันเป็นชีวิตของปู่ตน
“ทำไมทุกคนไม่ไปทำงานมายืนตรงนี้เพื่ออะไร” น้ำเสียงของชายชรากล่าวตำหนิผู้ที่หวังประจบตนอย่างไม่ไว้หน้า
“เอ่อ..คือเรื่องนี้เป็นความคิดของผมเองครับเมื่อเห็นว่าท่านมาทำงานได้ก็เลยให้ทุกคนออกมาต้อนรับ” ชายวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวน้ำเสียงติดขัดใบหน้าเหยเก
“แค่ฉันกับหลานมาทำงานจะมาต้อนรับทำไม รีบกลับไปทำงานกันได้แล้ว ส่วนเสี่ยวชุนอยู่ก่อน” ชายชราโบกมือพลางพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะเขาเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องการให้ใครมาต้อนรับก่อนจะเอ่ยให้เลขาคนสนิทของตนอยู่รอ ทว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็ยังคงอาศัยความหน้าหนาไม่ยอมเดินจากไป
“ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือซูยวี่ ฉันบอกให้ไปทำงาน!” น้ำเสียงของซูจินกวงเข้มขึ้นจนเจ้าของชื่อสะดุ้ง
“ครับ! ผมจะไปเดี๋ยวนี้ ว่าแต่หลานซีซีไม่ไปด้วยอย่างนั้นหรือ” ชายวัยกลางคนผู้นี้พูดพลางหันไปถามหญิงสาวผู้แต่งกายเรียบร้อยที่ยืนอยู่ข้างชายชราซึ่งเป็นญาติสายหลัก
“เรื่องของเสี่ยวซีฉันจะจัดการเอง แกไปทำงานของตัวเองเถอะ” ซูจินกวงบอกปัดพลางเอ่ยปากไล่เขาอีกครั้ง
เจ็ดวันถัดมาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหลวง ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดตัวภาพยนตร์ที่หลายคนในวงการต่างปรามาสว่าไม่มีทางที่จะดังขึ้นมาได้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและแสงแฟลชจากกล้องที่วูบวาบทั่วบริเวณพรมแดง หน้าทางเข้างาน เป็นแบคดรอปขนาดใหญ่ประดับด้วยโลโก้ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวตัวพรมแดงถูกปูยาวจากทางเข้าจนถึงห้องโถงหลัก เหล่านักข่าวยืนเรียงรายตลอดเส้นทางพร้อมกล้องและไมโครโฟนที่รอสัมภาษณ์ดารานำ“ที่รัก! ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่างานของเราจะโดดเด่นได้มากขนาดนี้ แต่ว่าจะไม่มีใครพูดว่าพวกเราโอเวอร์เกินไปหรอกใช่ไหม” โม่เข่อซิงกระซิบกระซาบเสียงเบา“ความคิดของคนอื่นนะช่างเขาเถอะ ฉันว่าแบบนี้แหละถึงจะเรียกสายตาคนได้เยอะ เธอเชื่อฉัน” ซูหร่วนซีผู้อยู่ในชุดเดรสสีมุกเปลือยไหล่แสดงให้เห็นถึงไหปลาร้าสวยเผยรอยยิ้มในขณะตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงเบาหญิงสาวทั้งสองคนผู้มีความงามไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเหยียดแผ่นหลังเดินตรงเข้าไปภายในงานด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางความสนใจจากผู้คนรอบข้าง“นั่นคุณหนูใหญ่ซูกับคุณหนูโม่” หนึ่งในนักข่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องพักของผู้ป่วยที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยมีตงเหยาคอยป้อนผลไม้ให้อย่างเอาใจ“ลูกพี่” หยูเชาแทบจะวิ่งเข้าไปโอบกอดเขา “อย่า!” สวีเย่หานรีบห้ามด้วยความตกใจ“ลูกพี่ ทำไมทำกับผมแบบนี้ล่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าผมเป็นห่วงคุณมากขนาดไหน” ชายหนุ่มร่างผอมแสร้งบีบน้ำตา“เลิกเสแสร้งได้แล้ว นายบอกฉันมาหน่อยสิว่าพวกนายให้ตาแก่คนนั้นยอมไปช่วยฉันได้ยังไง” สวีเย่หานถามขึ้นอย่างกังขา ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าได้แกะเชือกที่ข้อมือสำเร็จแล้วและกำลังจะก้มลงแก้เชือกที่ข้อเท้าแต่ทว่าหูพลันได้ยินเสียงดังเอะอะจากด้านนอกขึ้นเสียก่อนพร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในคราแรกเขานึกว่าคนพวกนี้ต้องการมาทำร้ายแต่ที่ไหนได้พวกเขากลับไม่พูดพร่ำทำเพลงและช่วยเขาออกมาจากห้องใต้ดินแห่งนั้นโดยบอกว่าทำตามคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าเมื่อพ้นจากความมืดออกมาเจอแสงสว่างสติของตนก็เลือนราง แต่เสียงสุดท้ายดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงของทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนี้รวมถึงเจ้านายและพี่น้อง“เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้านายของเรา” ฉาจีนั่งล
“ปากดีนักนะ ถึงแม่นายจะมาก่อนแล้วยังไง แต่เป็นฉันที่เกิดก่อน อีกอย่างแม่ฉันก็มีทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง” คำพูดถากถางของเขาทำให้สวีเย่หานเถียงไม่ออกเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะผู้ชายเลวคนนั้น คนที่ทำให้แม่กับน้องสาวของเขาต้องตาย สวีเย่หานขบกรามของตนจนเป็นสันนูน“สวีเย่หานฉันว่าแกรีบบอกมาดีกว่า ว่าสิ่งที่บริษัทของแกกำลังทำคืออะไร หากฉันเห็นว่ามันมีประโยชน์และทำเงินได้ฉันจะปล่อยแกไป” คนพูดตบแก้มของเขาเบา ๆ“ถุย! สักวันพวกแกต้องล่มจม” สวีเย่หานไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือทว่าเขายังกลับสาปแช่งออกมาด้วยฝ่ามือของจงเทียนอวี่กำลังจะตวัดลงบนหน้าของเขาอีกครั้ง แต่แล้ว“เจ้านายครับ บริษัทเกิดเรื่อง” ใบหน้าแตกตื่นของลูกน้องที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทำให้เขาลดมือลงอย่างหงุดหงิด“มีอะไร”“นายว่าอะไรนะ พวกนายมันไม่ได้เรื่อง” เขาตวาดเสียงดังหลังจากฟังสิ่งที่ลูกน้องกระซิบข้างหูร่างสูงโปร่งของคนผู้นี้รีบเดินนำหน้าลูกน้องของตนไปอย่างเร่งรีบสวีเย่หานผู้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ผู้ชายคนนั้นวางมือจากตนก็มุ่งมั่นในการแก้เชือกที่มือต่อไป
“ขึ้นมา!” เฉินมู่เจ๋อที่เห็นเหตุการณ์รีบเปิดประตูรถให้จ้าวหลงหยาง“ขอบคุณ” ในระหว่างที่เขาอยู่ในรถเจ้าตัวก็ไม่ลืมดูในโทรศัพท์มือถือเพื่อหาตำแหน่งของหญิงสาว“นายกำลังทำอะไร แล้วรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นในขณะให้คนขับรถเร่งความเร็วเพื่อจะตามรถคันข้างหน้าอย่างกระชั้นชิดแต่ใครจะคิดว่าพวกมันกลับโชคดีเมื่อจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งโผล่พรวดออกมาทำให้คนขับต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน“บ้าเอ้ย!” มือของเฉินมู่เจ๋อตบลงบนที่พักแขนอย่างแรงก่อนที่คนขับของเขาจะหักพวงมาลัยหลบรถคันนี้โดยที่จ้าวหลง หยางได้ส่งสัญญาณให้คนของตนควบคุมคนขับรถคันที่สร้างปัญหาเอาไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท“ทางแยก พวกเราควรไปทางไหน” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกชอบหน้าชายหนุ่มที่เป็นศัตรูหัวใจมากเพียงใดแต่ทว่าในตอนนี้ความปลอดภัยของซูหร่วนซีย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง“เลี้ยวขวา” จ้าวหลงหยางตอบออกมาอย่างมั่นใจ“ทำไม” เฉินมู่เจ๋อรู้สึกกังขา“สร้อยที่ผมให้ซีซีมีจีพีเอส” คำตอบของเขาทำให้คนขับไม่รอช้าดังนั้นเขาจึงรีบหักพวงมาลัยไปตามทิศทางที่จ้าวหล
“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปพร้อมกับมอบช่อดอกลิลลี่สีหวานให้เธอ“อะไรคะ” ซูหร่วนซีรับมาถามด้วยใบหน้าค่อนข้างประหลาดใจ“ดอกไม้ของวันนี้ครับ แล้วก็” จ้าวหลงหยางพูดแค่นั้น ก่อนที่เขาจะเปิดกล่องเครื่องประดับที่เตรียมไว้ออกดวงตาของซูหร่วนซีมองสร้อยคอทองคำขาวเส้นเล็กที่มีจี้เป็นรูปกระต่ายตัวน้อยสีขาวที่เท้าหน้าของมันมีนกกระดาษตัวเล็กอยู่ในมืออย่างถูกใจ“พี่สวมให้นะ” “ค่ะ” สร้อยคอเส้นเล็กส่องกระทบกับแสงจันทร์ทำให้เกิดประกายเงางามนิ้วมือเรียวของหญิงสาวจับเจ้าตัวกระต่ายน้อยที่มีดวงตาสีทับทิมขึ้นมาดูอย่างหลงใหล“ขอบคุณค่ะ” ท่าทางและน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนค่ำคืนนั้นทั้งสองคนต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เขาทั้งคู่ต่างประสบพบเจอมาในระหว่างที่ต้องอยู่ห่างกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบมีเพียงสายลมและเสียงดนตรีพื้นเมืองแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะเช้าวันต่อมา ผู้ร่วมทริประหว่างปู่กับหลานสาวก็มีชายหนุ่มพ่วงเข้ามาด้วย“เธอเพิ่งมาถึงเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่นอนพักสักหน่อยล่ะ”“ผมสบายดีครับ ว่าแต่คุณปู่ทำไมตื่นแต่เ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะปู่” ซูหร่วนซีกล่าวทักชายชราหลังเดินออกมาจากห้องนอนและพบว่าปู่ของตนกำลังนั่งเก้าอี้โยกหันใบหน้าออกไปทางระเบียงเรือนไม้หลังนี้“อืม หลานหิวหรือยัง” ใบหน้าของเขาผินกลับมามองหลานสาวที่บัดนี้ได้มายืนอยู่ด้านข้าง“นิดหน่อยค่ะ ปู่ล่ะคะ” เธอนั่งคุกเข่าลงพลางวางมือทั้งสองลงบนแขนเก้าอี้ของเขา“เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีไหม”“ดีสิคะ” คนเป็นหลานยิ้มร่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและยื่นมือเข้าไปช่วยประคองชายชรายามรุ่งอรุณ ณ ริมทะเลสาบซีหูในฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดแรกอ่อนละมุนไล้ผ่านผิวน้ำที่นิ่งสงบจนเกิดประกายระยิบระยับราวผ้าไหมทองคำทิวต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวสดเป็นเหลืองทองและแดงส้ม บรรยากาศเย็นสบายพร้อมเสียงนกร้องที่ก้องสะท้อนอย่างแผ่วเบาซูหร่วนซีผู้แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทตัวยาวสีครีมนำมือเข้าไปคล้องแขนของคนเป็นปู่ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินข้ามสะพานหินโค้งซึ่งทอดตัวข้ามลำน้ำที่ใสกระจ่างราวกระจกสายลมพัดเอื่อย นำพากลิ่นหอมของใบไม้แห้งและดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกประดับรอบสวนริมทะเลสาบเข้าสู่จมูก







