LOGINในระหว่างที่ซูหร่วนซีกำลังรอตกแต่งห้องทำงานของตนอยู่นั้น คนเป็นปู่ได้อนุญาตให้หลานสาวสุดที่รักเข้าไปใช้ห้องทำงานของตัวเองได้
ซึ่งห้องทำงานของผู้สูงวัยเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกันจากชายน่ารังเกียจคนนั้นทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกไม่สบายตา
“ปู่คะ ฉันว่าห้องทำงานของคุณปู่ก็ควรได้รับการปรับปรุงใหม่นะคะ”
“ปู่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นหลานช่วยเป็นธุระให้ปู่ด้วยก็แล้วกันนะ” ซูจินกวงไม่คิดขัดความต้องการของหลานสาวผู้ที่เขาคิดว่าหล่อนเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
“ได้เลยค่ะ รับรองว่าฉันจะตกแต่งห้องทำงานของคุณปู่ไม่ให้เหลือกลิ่นอายของคุณอื่นเลยทีเดียว” หญิงสาวคล้องแขนเรียวของตนเข้ากับแขนของชายชราเอ่ยเอาใจ
ซูจินกวงมองรูปถ่ายครอบครัวบานใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังโต๊ะทำงานด้วยรอยยิ้มเศร้า (หากว่าพวกเราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันคงจะดีไม่น้อย) เขาคิด
สองปู่หลานต่างนั่งทำงานแยกกันจนลืมเวลา “คุณท่านครับ ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว” ฝานชุนเฟิงผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเลขาและผู้ช่วยเคาะประตูก่อนเดินเข้ามาเตือนด้วยท่าทางสุภาพ
“ตายจริง! คุณปู่คะ พวกเราไปกินข้าวกันเถอะค่ะ คุณปู่อย่าลืมว่าตัวเองต้องทานยาให้ตรงเวลานะคะ” เมื่อซูหร่วนซีเห็นท่าทางของชายชรา หล่อนก็รู้แล้วว่าเขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่การกินข้าวจึงได้พูดออกมาเช่นนี้
ซูจินกวงแม้ว่าจะไม่อยากวางปากกาในมือ ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวที่กำลังเอามือกุมท้องพลางมองเขาด้วยท่าทางน่าสงสารชายชราจำต้องวางมือของตนลง
“หลานอยากกินอะไรล่ะ” เขาถามพลางลุกขึ้นยืนโดยมีชายหนุ่มผู้ช่วยส่งเสื้อสูทให้
“กิน...” มื้อกลางวันของสองปู่หลานได้มีผู้ช่วยทั้งสามตามติดมาด้วย ซึ่งสวีเย่หานในตอนนี้ได้เปลี่ยนการแต่งกายของตนเป็นสวมสูทอย่างสุภาพเช่นเดียวกับฝานชุนเฟิง สำหรับตงเหยานั้นเธอเองก็ได้เปลี่ยนการแต่งกายของตนทำให้หญิงสาวคนนี้มีใบหน้าโดดเด่นขึ้นมา
“ต้องอย่างนี้สิ ตอนนี้คุณทั้งสองค่อยดูเหมาะสมกับตำแหน่งผู้ช่วยรองประธานบริษัทหน่อย” ฝานชุนเฟิงกล่าวชมรุ่นน้องทั้งสองที่เจ้าตัวได้จัดการเปลี่ยนบุคลิกให้คนทั้งคู่
“ขอบคุณรุ่นพี่ฝานครับ/ค่ะ”
“ไม่เป็นไร ขอแค่ต่อไปนี้พวกเธอดีและซื่อสัตย์กับคุณหนูใหญ่และนายท่านก็พอ” คำพูดของเขาทำให้คนทั้งสองตอบรับอย่างเชื่อฟัง
“คุณปู่ ฉันจำได้ว่าคุณปู่ชอบข้าวแช่ของร้านนี้มากลองดูนะคะว่ายังถูกปากไหม” คำพูดและการเอาใจใส่ของหลานสาวทำให้ซูจินกวงอดจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าไม่ได้
“หลานเองก็กินบ้างเถอะ อย่ามัวแต่เอาใจคนแก่อยู่เลย” ชายชราไม่พูดเปล่าเขายังคีบปลานึ่งซีอิ้วให้หลานสาวของตนด้วย
ความอบอุ่นและเป็นกันเองของปู่หลานได้เผื่อแผ่มาถึงผู้ช่วยทั้งสามที่ตามติดมาด้วย จึงทำให้อาหารมื้อนี้มีความอร่อยเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ช่วงบ่ายในขณะที่คนทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นเป็นระยะ เสียงจากโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยของหญิงสาวก็ดังขึ้นขัดบรรยากาศอันเงียบสงบในช่วงเวลานี้
ซูหร่วนซีมองชื่อบนหน้าจอก่อนจะยิ้มบางออกมา “คุณปู่คะ ฉันขอไปรับสายของซิงเอ๋อร์ก่อนนะคะ” เจ้าตัวพูดพร้อมกับเดินเลี่ยงชายชราออกมาด้านนอก
“ว่ายังไงพี่สะใภ้” น้ำเสียงของหล่อนทักทายคนปลายสายอย่างอารมณ์ดี
“ธะ...เธอพูดอะไร เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ ซีซีไม่ใช่ว่าบริษัทเธอกำลังประสบปัญหาหรอกหรือ” โม่เข่อซิงหน้าแดงกล่าวติดขัดก่อนจะรีบเอ่ยเข้าเรื่องที่ตนโทรมา
“เธอไม่ต้องกังวลฉันเชื่อว่าคุณปู่มีแผนรับมือ” คำตอบของเพื่อนสาวหาทำให้คนปลายสายวางใจได้
“แน่นะ หากไม่อย่างนั้นฉันจะลองไปพูดกับคุณพ่อดู เผื่อว่าจะมีหนทางช่วยเธอได้” น้ำเสียงของคุณหนูโม่เต็มไปด้วยความจริงใจจนทำให้ซูหร่วนซีอดที่จะสะเทือนใจถึงเรื่องเก่าระคนรู้สึกผิดไม่ได้
ย้อนกลับไปในชีวิตก่อนร่างอันเย็นชืดของเพื่อนสาวที่ถูกตัดสินว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ในตอนนั้นแม้ว่าเธอจะไม่เชื่อว่าหญิงสาวสดใสคนนี้เพียงเพื่อผู้ชายที่เพิ่งเจอจะลงมือทำร้ายตัวเอง เพื่อเขา
ทว่าด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เธอเจอ กอปรกับกว่าเธอจะรู้ว่าเพื่อนสาวเสียเวลาก็ผ่านมาหลายชั่วโมงทำให้หลักฐานและพยานต่างก็ไม่สามารถสืบเสาะได้
อีกทั้งครอบครัวของโม่เข่อซิงกำลังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แม่โม่เป็นลมล้มพับแทบจะตายตามลูกดังนั้นจึงยิ่งเป็นการสบโอกาสให้คนร้ายที่เธอมั่นใจว่าเป็นคนรักใหม่ของเพื่อนสาวหนีรอดไปได้จากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
‘เรื่องนี้ต้องโทษฉัน หากว่าฉันไม่มัวแต่ตามชายชั่วคนนั้นเพื่อนที่ดีที่สุดคนเดียวก็คงไม่ต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม’
“ซีซี! ซีซี!!” โม่เข่อซิงพยายามส่งเสียงเรียก
“หา! ซิงเอ๋อร์มีอะไรหรือเปล่า” เสียงของซูหร่วนซีทำให้คุณหนูโม่พลันหายใจหายคอเป็นปกติ
“ฉันตกใจแทบแย่กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรนะสิ ฉันเรียกตั้งนาน เธอมั่นใจนะว่าคุณปู่จัดการได้”
“ฉันมั่นใจ แต่หากไม่ได้จริง ๆ ฉันย่อมมีแผนสำรอง เธออย่าห่วงเลยนะ ว่าแต่เธอกับเจ้าชายเป็นยังไงบ้าง” ซูหร่วนซีตอบกลับน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อนจะหยอกล้อคนเป็นเพื่อนเพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องของเธอ
“เขามุ่งมั่นกับการทำงานมากเลย เธอไม่รู้หรอกหากว่าฉันไม่เรียกให้กินข้าวนะ เขาก็ยัง....” โม่เข่อซิงสาธยายเรื่องราวพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสาวออกมาอย่างละเอียด จนกระทั่งหล่อนได้ยินว่าผู้กำกับกำลังตามหาตัว เธอจึงต้องบอกลาคนในสาย
“ซิงเอ๋อร์ เธอจำไว้นะหากเมื่อไหร่มีคนแนะนำให้เธอรู้จักกับคนชื่ออู๋ปิงเหยียนเธอต้องรีบบอกฉันทันที” แม้ว่าคุณหนูโม่จะรู้สึกกังขากับคำบอกลาของเพื่อนสาวทว่าเจ้าตัวก็ยอมตกลงแต่โดยดี
“ได้สิ แต่ฉันไม่เคยสนใจผู้ชายคนอื่นนอกจากเจ้าชายนะเธอก็รู้” คำพูดของเพื่อนทำให้ซูหร่วนซีส่งเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะเปลี่ยนท่าทีของตนหลังจากวางสายจากเพื่อนผู้สดใส
(ฉันรู้ แต่ในตอนนั้นเป็นเพราะเธอเสียใจต่อการจากไปอย่างไม่บอกกล่าวของพี่ชาย จึงทำให้คนเลวคนนั้นที่คิดว่าตัวเองมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับพี่ฉันฉวยโอกาส แต่ชาตินี้ใครก็อย่าได้หวังว่าจะทำร้ายเธอกับพี่น้องของฉันได้อีก) หญิงสาวคิดโดยไม่รู้ตัวว่าใบหน้าของเธอนั้นดุจเทพสังหารก็ไม่ปาน
เช้าวันต่อมายังไม่ทันปู่กับหลานจะเข้าบริษัท ฝานชุนเฟิงก็โทรมารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการ
“พวกเขาอดทนรอที่จะซ้ำเติมพวกเราไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ” คำพูดของชายชราทำให้ซูหร่วนซีสามารถเข้าใจเรื่องได้ทันที
“คุณปู่คะ ถือโอกาสนี้กำจัดคนทรยศไปเลยดีไหม” คำพูดของหลานทำให้ซูจินกวงมองใบหน้าของเธออย่างคาดไม่ถึง
“หลานมีแผนรับมือ” เมื่อชายชราย้อนออกมาเช่นนี้ ซูหร่วนซีจึงเผยรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา
“คุณปู่ไม่คิดว่าเทียนไห่ควรเปลี่ยนธุรกิจบ้างหรือคะ
“บริษัทนี้ปู่ตั้งใจจะยกให้หลานอยู่แล้ว ดังนั้นหากหลานอยากทำอะไรก็ทำเถอะ” คำตอบนี้ทำให้ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวเบิกกว้าง
“คุณปู่พูดอะไรแบบนี้ล่ะคะ ไม่กลัวฉันจะทำให้บริษัทเสียหายเหรอคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“เด็กโง่ หากปู่ไม่มั่นใจจะกล้าพูดแบบนี้ไหม พวกเรารีบไปบริษัทกันเถอะ” คำตอบของชายชรานำพาความตกใจมาให้ ซูหร่วนซีอีกคำรบ
ภายในห้องประชุมบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดผู้ถือหุ้นแต่ละคนต่างอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่สู้ดี
“มีใครอยากขายหุ้นของตนอีกไหม” ท่าทางเฉยชาของซูจินกวงทำให้ทุกคนภายในห้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึ่งระคนประหลาดใจ
“คุณลุง ถึงขั้นนี้แล้วคุณลุงยังวางท่าไม่รู้สึกรู้สาได้อีกหรือครับ” ซูยวี่ถือโอกาสนี้ตอกย้ำทำให้คนที่เกิดความไม่มั่นใจกับสถานการณ์ที่รู้มามีท่าทีเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“นั่นสิคะ ฉันละนับถือคุณลุงของสามีจริง ๆ”
“ฉางซิน คุณจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะถึงยังไงลุงของผมก็ยังนับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสและยังเป็นผู้ก่อตั้งเทียนไห่ขึ้นมา”
ซูหร่วนซีมองการแสดงของชายหญิงคู่สามีภรรยาตรงหน้าราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงหมูโง่ตัวหนึ่ง
“เธอสองคนพูดจบหรือยัง” ซูจินกวงวางแฟ้มกระแทกลงกับโต๊ะเสียงดัง จนคู่สามีภรรยาสะดุ้งตัวโยน ความเงียบชวนน่าอึดอัดจึงได้กลับเข้ามาภายในห้องประชุมแห่งนี้อีกครั้ง
“เรื่องนี้ฉันเตรียมคำตอบให้กับทุกคนแล้ว ว่ามาใครต้องการถอนตัวออกไปบ้างฉันจะได้จัดการให้ทีเดียว และหลังจากนี้จะได้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก” คำพูดอันน่าตกใจเช่นนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นเก่าแก่รอดูทิศทางลม ทว่าผิดกลับคนอีกกลุ่มที่เชื่อข่าวที่ตัวเองได้ยินมามากกว่า
“พวกเราขอถอนตัว” คนจำนวนสี่คนลุกขึ้นยืนแสดงเจตนาของตน “ได้ ไม่มีปัญหา” ซูจินกวงรับปากอย่างง่ายดาย
"แล้วครอบครัวของเธอล่ะซูยวี่จะไปด้วยไหม” หลังจากจัดการคนที่ไม่ต้องการไปได้สี่ ชายชราจึงได้หันมาถามหลานชายด้วยน้ำเสียงอันเฉยชาหาได้แสดงความคุ้นเคยหรือผูกพันดั่งญาติมิตรอีกต่อไป
“ผมไม่กล้าทรยศคุณลุงหรอกครับ แต่ว่าผมมีเงื่อนไขเล็กน้อย” ท่าทางของชายวัยกลางคนตรงหน้าทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกสะอิดสะเอียน
“ว่ามา” คำพูดและสีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ผมต้องการให้ซูเหวินเป็นรองประธาน” คำตอบของเขาทำให้ทุกคนภายในห้องส่งเสียงฮือฮา
“ทำไม! ฉันต้องทำตามที่แกขอ"
“เพราะหากคุณลุงทำตามคำขอ ผมจะทำให้ตระกูลฮัวไม่ถอนหุ้นซึ่งบริษัทก็จะไม่ได้รับความเสียหาย ข้อเสนอของผมดีใช่ไหมล่ะครับ” คำพูดของชายคนนี้ส่อให้เห็นแล้วว่าเขาย่อมเป็นหมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง
“ฉันปฏิเสธ” ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของซูยวี่แปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ “ทำไมล่ะครับ” ซูเหวินผู้ปิดปากเงียบโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด
“เพราะฉันได้ยกตำแหน่งประธานให้หลานสาวของฉันแล้ว ส่วนคนที่มาแทนตำแหน่งของซีซีนั้นคือหนึ่งในผู้ถือหุ้นคนใหม่ซึ่งเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัว” คำตอบอันเหนือความคาดหมายนี้ทำให้ครอบครัวสายรองพากันใบหน้าซีดเผือด
แม้ว่าซูหร่วนซีจะตกใจกับข่าวที่ได้รู้อย่างกะทันหันนี้เช่นกัน กระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงไว้ซึ่งความสงบทำราวกับว่าหล่อนรู้เรื่องนี้มาก่อนหน้าแล้ว ซึ่งท่าทางเช่นนี้ทำให้ซูจินกวงกับชายหนุ่มอีกคนรู้สึกพอใจ
(นับว่าเจ้าสามดวงตายังไม่มืดบอดเพราะสาวงาม สงบ เยือกเย็น สุขุม แต่ก็ต้องขอดูต่อไปอีกสักพักว่าผู้หญิงคนนี้จะเหมาะสมกับฐานะนายหญิงของหลงเทียนหรือไม่) นี่คือความคิดของเขาซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองก็กำลังถูกสงสัยอยู่เช่นกัน
เจ็ดวันถัดมาบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในเมืองหลวง ล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องจากวันนี้เป็นวันเปิดตัวภาพยนตร์ที่หลายคนในวงการต่างปรามาสว่าไม่มีทางที่จะดังขึ้นมาได้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและแสงแฟลชจากกล้องที่วูบวาบทั่วบริเวณพรมแดง หน้าทางเข้างาน เป็นแบคดรอปขนาดใหญ่ประดับด้วยโลโก้ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวตัวพรมแดงถูกปูยาวจากทางเข้าจนถึงห้องโถงหลัก เหล่านักข่าวยืนเรียงรายตลอดเส้นทางพร้อมกล้องและไมโครโฟนที่รอสัมภาษณ์ดารานำ“ที่รัก! ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่างานของเราจะโดดเด่นได้มากขนาดนี้ แต่ว่าจะไม่มีใครพูดว่าพวกเราโอเวอร์เกินไปหรอกใช่ไหม” โม่เข่อซิงกระซิบกระซาบเสียงเบา“ความคิดของคนอื่นนะช่างเขาเถอะ ฉันว่าแบบนี้แหละถึงจะเรียกสายตาคนได้เยอะ เธอเชื่อฉัน” ซูหร่วนซีผู้อยู่ในชุดเดรสสีมุกเปลือยไหล่แสดงให้เห็นถึงไหปลาร้าสวยเผยรอยยิ้มในขณะตอบเพื่อนสาวด้วยเสียงเบาหญิงสาวทั้งสองคนผู้มีความงามไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเหยียดแผ่นหลังเดินตรงเข้าไปภายในงานด้วยความมั่นใจ ท่ามกลางความสนใจจากผู้คนรอบข้าง“นั่นคุณหนูใหญ่ซูกับคุณหนูโม่” หนึ่งในนักข่า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนจะมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องพักของผู้ป่วยที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงโดยมีตงเหยาคอยป้อนผลไม้ให้อย่างเอาใจ“ลูกพี่” หยูเชาแทบจะวิ่งเข้าไปโอบกอดเขา “อย่า!” สวีเย่หานรีบห้ามด้วยความตกใจ“ลูกพี่ ทำไมทำกับผมแบบนี้ล่ะ คุณไม่รู้หรอกว่าผมเป็นห่วงคุณมากขนาดไหน” ชายหนุ่มร่างผอมแสร้งบีบน้ำตา“เลิกเสแสร้งได้แล้ว นายบอกฉันมาหน่อยสิว่าพวกนายให้ตาแก่คนนั้นยอมไปช่วยฉันได้ยังไง” สวีเย่หานถามขึ้นอย่างกังขา ในตอนนั้นเขาจำได้ว่าได้แกะเชือกที่ข้อมือสำเร็จแล้วและกำลังจะก้มลงแก้เชือกที่ข้อเท้าแต่ทว่าหูพลันได้ยินเสียงดังเอะอะจากด้านนอกขึ้นเสียก่อนพร้อมกับมีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาในคราแรกเขานึกว่าคนพวกนี้ต้องการมาทำร้ายแต่ที่ไหนได้พวกเขากลับไม่พูดพร่ำทำเพลงและช่วยเขาออกมาจากห้องใต้ดินแห่งนั้นโดยบอกว่าทำตามคำสั่งของนายท่านผู้เฒ่าเมื่อพ้นจากความมืดออกมาเจอแสงสว่างสติของตนก็เลือนราง แต่เสียงสุดท้ายดูเหมือนว่าจะได้ยินเสียงของทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนี้รวมถึงเจ้านายและพี่น้อง“เรื่องนี้เป็นเพราะเจ้านายของเรา” ฉาจีนั่งล
“ปากดีนักนะ ถึงแม่นายจะมาก่อนแล้วยังไง แต่เป็นฉันที่เกิดก่อน อีกอย่างแม่ฉันก็มีทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง” คำพูดถากถางของเขาทำให้สวีเย่หานเถียงไม่ออกเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะผู้ชายเลวคนนั้น คนที่ทำให้แม่กับน้องสาวของเขาต้องตาย สวีเย่หานขบกรามของตนจนเป็นสันนูน“สวีเย่หานฉันว่าแกรีบบอกมาดีกว่า ว่าสิ่งที่บริษัทของแกกำลังทำคืออะไร หากฉันเห็นว่ามันมีประโยชน์และทำเงินได้ฉันจะปล่อยแกไป” คนพูดตบแก้มของเขาเบา ๆ“ถุย! สักวันพวกแกต้องล่มจม” สวีเย่หานไม่เพียงไม่ให้ความร่วมมือทว่าเขายังกลับสาปแช่งออกมาด้วยฝ่ามือของจงเทียนอวี่กำลังจะตวัดลงบนหน้าของเขาอีกครั้ง แต่แล้ว“เจ้านายครับ บริษัทเกิดเรื่อง” ใบหน้าแตกตื่นของลูกน้องที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทำให้เขาลดมือลงอย่างหงุดหงิด“มีอะไร”“นายว่าอะไรนะ พวกนายมันไม่ได้เรื่อง” เขาตวาดเสียงดังหลังจากฟังสิ่งที่ลูกน้องกระซิบข้างหูร่างสูงโปร่งของคนผู้นี้รีบเดินนำหน้าลูกน้องของตนไปอย่างเร่งรีบสวีเย่หานผู้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ผู้ชายคนนั้นวางมือจากตนก็มุ่งมั่นในการแก้เชือกที่มือต่อไป
“ขึ้นมา!” เฉินมู่เจ๋อที่เห็นเหตุการณ์รีบเปิดประตูรถให้จ้าวหลงหยาง“ขอบคุณ” ในระหว่างที่เขาอยู่ในรถเจ้าตัวก็ไม่ลืมดูในโทรศัพท์มือถือเพื่อหาตำแหน่งของหญิงสาว“นายกำลังทำอะไร แล้วรู้ไหมว่าพวกมันเป็นใคร” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นในขณะให้คนขับรถเร่งความเร็วเพื่อจะตามรถคันข้างหน้าอย่างกระชั้นชิดแต่ใครจะคิดว่าพวกมันกลับโชคดีเมื่อจู่ ๆ ก็มีรถคันหนึ่งโผล่พรวดออกมาทำให้คนขับต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน“บ้าเอ้ย!” มือของเฉินมู่เจ๋อตบลงบนที่พักแขนอย่างแรงก่อนที่คนขับของเขาจะหักพวงมาลัยหลบรถคันนี้โดยที่จ้าวหลง หยางได้ส่งสัญญาณให้คนของตนควบคุมคนขับรถคันที่สร้างปัญหาเอาไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท“ทางแยก พวกเราควรไปทางไหน” เฉินมู่เจ๋อถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวล แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกชอบหน้าชายหนุ่มที่เป็นศัตรูหัวใจมากเพียงใดแต่ทว่าในตอนนี้ความปลอดภัยของซูหร่วนซีย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง“เลี้ยวขวา” จ้าวหลงหยางตอบออกมาอย่างมั่นใจ“ทำไม” เฉินมู่เจ๋อรู้สึกกังขา“สร้อยที่ผมให้ซีซีมีจีพีเอส” คำตอบของเขาทำให้คนขับไม่รอช้าดังนั้นเขาจึงรีบหักพวงมาลัยไปตามทิศทางที่จ้าวหล
“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปพร้อมกับมอบช่อดอกลิลลี่สีหวานให้เธอ“อะไรคะ” ซูหร่วนซีรับมาถามด้วยใบหน้าค่อนข้างประหลาดใจ“ดอกไม้ของวันนี้ครับ แล้วก็” จ้าวหลงหยางพูดแค่นั้น ก่อนที่เขาจะเปิดกล่องเครื่องประดับที่เตรียมไว้ออกดวงตาของซูหร่วนซีมองสร้อยคอทองคำขาวเส้นเล็กที่มีจี้เป็นรูปกระต่ายตัวน้อยสีขาวที่เท้าหน้าของมันมีนกกระดาษตัวเล็กอยู่ในมืออย่างถูกใจ“พี่สวมให้นะ” “ค่ะ” สร้อยคอเส้นเล็กส่องกระทบกับแสงจันทร์ทำให้เกิดประกายเงางามนิ้วมือเรียวของหญิงสาวจับเจ้าตัวกระต่ายน้อยที่มีดวงตาสีทับทิมขึ้นมาดูอย่างหลงใหล“ขอบคุณค่ะ” ท่าทางและน้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนค่ำคืนนั้นทั้งสองคนต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่องที่เขาทั้งคู่ต่างประสบพบเจอมาในระหว่างที่ต้องอยู่ห่างกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบมีเพียงสายลมและเสียงดนตรีพื้นเมืองแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะเช้าวันต่อมา ผู้ร่วมทริประหว่างปู่กับหลานสาวก็มีชายหนุ่มพ่วงเข้ามาด้วย“เธอเพิ่งมาถึงเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่นอนพักสักหน่อยล่ะ”“ผมสบายดีครับ ว่าแต่คุณปู่ทำไมตื่นแต่เ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะปู่” ซูหร่วนซีกล่าวทักชายชราหลังเดินออกมาจากห้องนอนและพบว่าปู่ของตนกำลังนั่งเก้าอี้โยกหันใบหน้าออกไปทางระเบียงเรือนไม้หลังนี้“อืม หลานหิวหรือยัง” ใบหน้าของเขาผินกลับมามองหลานสาวที่บัดนี้ได้มายืนอยู่ด้านข้าง“นิดหน่อยค่ะ ปู่ล่ะคะ” เธอนั่งคุกเข่าลงพลางวางมือทั้งสองลงบนแขนเก้าอี้ของเขา“เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปหาอะไรอร่อย ๆ กินกันดีไหม”“ดีสิคะ” คนเป็นหลานยิ้มร่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและยื่นมือเข้าไปช่วยประคองชายชรายามรุ่งอรุณ ณ ริมทะเลสาบซีหูในฤดูใบไม้ร่วง แสงแดดแรกอ่อนละมุนไล้ผ่านผิวน้ำที่นิ่งสงบจนเกิดประกายระยิบระยับราวผ้าไหมทองคำทิวต้นไม้ริมฝั่งแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวสดเป็นเหลืองทองและแดงส้ม บรรยากาศเย็นสบายพร้อมเสียงนกร้องที่ก้องสะท้อนอย่างแผ่วเบาซูหร่วนซีผู้แต่งกายด้วยเสื้อโค้ทตัวยาวสีครีมนำมือเข้าไปคล้องแขนของคนเป็นปู่ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินข้ามสะพานหินโค้งซึ่งทอดตัวข้ามลำน้ำที่ใสกระจ่างราวกระจกสายลมพัดเอื่อย นำพากลิ่นหอมของใบไม้แห้งและดอกหอมหมื่นลี้ที่ปลูกประดับรอบสวนริมทะเลสาบเข้าสู่จมูก







