Masukเพราะหลังจากพิธีกรชายประกาศรายชื่อนักแสดงนำชายในภาพยนตร์ที่มีผู้เข้าชิงจนครบ มือของพิธีกรสาวก็กำลังเปิดซองสีแดงก่อนที่เธอจะเผยรอยยิ้มอันสวยงาม
“นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเราในค่ำคืนนี้ ได้แก่...” เสียงพิธีกรสาวหยุดลงชั่วขณะเพื่อสร้างความลุ้นระทึกก่อนที่จะเปล่งชื่อของคนที่ปรากฎต่อสายตาในหน้ากระดาษ
“เยว่หลวนคุน จากภาพยนตร์เรื่องบันทึกรักลำน้ำฮวงค่ะ”
เสียงปรบมือดังกระหึ่มทั่วทั้งห้อง ขณะที่กล้องจับภาพใบหน้าของเยว่หลวนคุนชายหนุ่มผู้มีใบหน้าสงบนิ่งแต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยความตื้นตัน
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งในชุดสูทสีดำเรียบหรูปักลวดลายมังกรสีทองที่แสดงถึงความสง่างาม
ซูหร่วนซีกับโม่เข่อซิงซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลส่งยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะปรบมือแรง ๆ ด้วยความดีใจ ซึ่งผู้กำกับและเพื่อนนักแสดงในทีมต่างยืนขึ้นแสดงความยินดีให้เขากันทุกคน
ทุกย่างก้าวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความมั่นคงภายในใจราวกลับมีพายุบ้าคลั่งโหมกระหน่ำ ทั้งนี้เป็นเพราะการได้รับรางวัลในครั้งนี้ย่อมแสดงถึงเส้นทางอาชีพที่น่าจะไปได้ไกลในฐานะนักแสดงของเขานั่นเอง
ในระหว่างที่หลี่เจี้ยนกำลังรอชายวัยกลางคนตรงหน้าอ่านเอกสาร มือของเขาได้หยิบบัตรใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนที่ผู้ช่วยหนุ่มจะวางบัตรเงินสดจำนวนห้าสิบล้านลงบนโต๊ะไม้เก่าตัวเดิมดวงตาคมหลังกรอบแว่นจ้องมองชายวัยกลางคนที่กำลังมองการกระทำของเขาด้วยสายตาเฉียบคมราวกับจับจ้องเหยื่อ“ในบัตรมีเงินห้าสิบล้าน ผมคิดว่ามันมากพอที่จะดูแลครอบครัวของคุณไปตลอดชีวิต” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดัน ก่อนจะพูดต่อโดยไม่รอให้ชายวัยกลางคนตอบรับหรือปฏิเสธ “แลกกับการที่คุณจะไม่เข้าไปวุ่นวายกับชีวิตลูกสาวของคุณอีกต่อไป”หวังเผิงจ้องมองบัตรเงินสดบนโต๊ะ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย เขาชำเลืองไปทางภรรยาใหม่และลูกชายที่กำลังแอบฟังอยู่บริเวณมุมหนึ่งหลังตู้ ซึ่งท่าทางของชายวัยกลางคนก็ไม่อาจพ้นสายตาดุจเหยี่ยวของหลี่เจี้ยนได้“แม่! พวกเราได้ยินไม่ผิดใช่ไหม ห้าสิบล้าน!” เสียงของชายหนุ่มโพล่งขึ้นท่ามกลางความเงียบก่อนที่เขาจะรีบยกมือปิดปาก“ผมว่าพวกคุณออกมาเถอะ” หลี่เจี้ยนพูดเสียงเรียบโดยที่สายตาของเขาไม่ได้สนใจสองแม่ลูกที่กำลังเดินตัวลีบ“ว่ายังไงครับ ผมไม่ได้มีเวลารอคุณ
หลังจากจ้าวหลงหยางรู้ความจริงชายหนุ่มจึงได้ตัดสินใจโทรหาสวีเย่หานโดยที่ไม่รู้ว่าพี่รองของตนนั้นก็เพิ่งจะแยกจาก ตงเหยาและตั้งใจหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรหาตนเช่นเดียวกัน“เจ้าสาม!” “พี่รอง” ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกัน“นาย/พี่ พูดก่อน”ในจังหวะนี้เองซูโจวฟ่านก็โทรเข้ามาเหมือนกันคล้ายกับว่าสามคนพี่น้องจะมีใจสื่อถึงกัน “พี่ใหญ่โทรมา ประชุมสายไหม” สวีเย่หานพูดขึ้น“ได้”นิ้วของสวีเย่หานจึงกดรับสายของโจวฟ่าน “คืนนี้ดึกแล้ว นายสองคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนวันพรุ่งนี้ค่อยเจอกันที่ห้องทำงานของเจ้าสาม” นี่คือสิ่งที่พี่ใหญ่ของพวกเขาพูดขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะตัดการสนทนาไปดื้อ ๆ“เอาไง” สวีเย่หานถามจ้าวหลงหยางที่ยังอยู่“ตามที่พี่ใหญ่ว่า”สวีเย่หานมองมือถือในมือก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ (เรื่องบางอย่างรีบร้อนไปก็ไม่ดี) เจ้าตัวคิดก่อนจะขึ้นรถและขับกลับที่พักของตนเช้าวันต่อมา ภายในห้องทำงานส่วนตัวของจ้าวหลง หยางที่บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารมากมาย รวมถึงภาพถ่ายของตงเหยาและคนแปลกหน้าทั้งชายหญิงหลายใบที่เขาให้คนไปสืบมาหลังจากรู้เรื่องจากค
“พี่ใหญ่ ผมเห็นคุณเงียบ ๆ ที่ไหนได้แต่งก่อนเราสองคนอีก” สวีเย่หานอดไม่ได้ที่จะสัพยอกชายหนุ่มผู้มักจะมีใบหน้าเคร่งขรึมหลังจากที่เขากับจ้าวหลงหยางรู้เรื่อง“ฉันก็ไม่ได้ห้ามให้พวกนายแต่งก่อนนะ” คำพูดของซูโจว ฟ่านทำให้ชายหนุ่มสองคนที่อายุน้อยกว่าเกิดความรู้สึกท้อใจ“ผมก็อยากแต่ง” คนทั้งคู่โพล่งออกมาพร้อมกัน“ก็แต่งสิ” ซูโจวฟ่านเลิกคิ้วมองพวกเขาพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ก็เจ้าสาวไม่ยอม จะแต่งได้ยังไงล่ะ” สวีเย่หานแบมือยักไหล่เอ่ยอย่างจำใจ“นายถามเธอแล้วเหรอ” โจวฟ่านถามขึ้นอีก“เรื่องนี้ต้องพูดด้วยอย่างนั้นเหรอ ผมคิดว่าพวกเราต่างก็เข้าใจกันแล้วซะอีก” คำตอบของสวีเย่หานทำให้ผู้ฟังสองคนกลอกตาไปมา“ต้องพูดสิ ไม่อย่างนั้นเธอจะรู้ได้ยังไง” จ้าวหลงหยางเอ่ยเสียงดังซูโจวฟ่านเองก็เสริมออกมาบ้าง “ทีเรื่องของคนอื่นรู้ดีนัก พอเรื่องของตัวเองทำไมนายถึงได้เซ่อแบบนี้ล่ะ”สวีเย่หานมองความปากจัดของพี่ชาย อ้าปากอย่างคาดไม่ถึง “ถ้าอย่างนั้นฉันไปถามเธอตอนนี้เลยดีกว่า” ในขณะที่สวี เย่หานลุกขึ้นเขาก็ถูกฝ่ามือของโจวฟ่านกดลง“นายควรหาโอกาสพิ
ซูโจวฟ่านได้กลายเป็นที่รู้จักของคนหมู่มากในพริบตาหลังจากที่เขาได้กลายเป็นคนในตระกูลซูเจ้าตัวย่อมมีภาระแบกรับที่มากขึ้น“พี่ชาย วันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดของประธานหม่าพี่อย่าลืม นะคะ” ซูหร่วนซีเคาะประตูห้องทำงานขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม“ไม่ลืมหรอก ซีซีจะไปพร้อมพี่หรือว่าจะไปเอง” โจวฟ่านไม่ได้ละไปจากงานตรงหน้าถามขึ้นเสียงเรียบแต่คนฟังรู้ดีว่าในน้ำเสียงนี้ได้แฝงความอบอุ่นเอาไว้“ฉันจะไปพร้อมพี่หยางค่ะ ส่วนพี่ไปกับพี่สาวหลินนะคะ” ซูหร่วนซีตั้งใจจะใช้งานเลี้ยงนี้เป็นงานเปิดตัวว่าที่พี่สะใภ้ ตระกูลซู“ได้”ช่วงเช้าก่อนถึงงานตอนเย็นของประธานหม่า ในระหว่างที่คนในครอบครัวซูทั้งสามเสร็จสิ้นการกินอาหารเช้าซูจินกวงไม่ลืมกำชับเรื่องสำคัญกับหลานสาวหลานชาย“เย็นนี้อย่าลืมเตรียมของขวัญไปให้พร้อม ถึงแม้ว่าเทียนไห่กับไห่หม่ากรุ๊ปไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก แต่ยังไงก็นับได้ว่ามีความเป็นมิตรที่ดีต่อกันมานาน อย่าทำให้ขายหน้า” ซูจินกวงพูดหลังจากจิบน้ำชาอุ่นลงคอ“ผมจำไว้แล้วครับ” “ฉันจะทำให้คุณปู่ขายหน้าได้ย
“ที่รัก! เธอไม่ร้อนใจจริง ๆ เหรอ” ซูหร่วนซีที่เห็นท่าทางเป็นทุกข์แทนตนของโม่เข่อซิง หญิงสาวจึงอมยิ้มก่อนที่หล่อนคิดว่าจะบอกถึงที่มาที่ไปของผู้หญิงคนนั้นแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก “น้องสะใภ้! เธอต้องช่วยฉันนะ” คนทั้งสามที่กำลังนั่งเล่นอยู่ด้วยกันภายในห้องรับแขกต่างมองไปทางต้นเสียงพร้อมกัน“เป็นเธอ!” โม่เข่อซิงชี้นิ้วไปทางผู้มาใหม่อุทานเสียงดังน้ำตาของหลินหยูเสวียนหยุดลงอย่างอัตโนมัติใบหน้าของเธอเชิดขึ้นราวกับว่าคนเมื่อสักครู่ไม่ใช่ตนริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นพยายามทำท่าทางให้ดูสง่างามเหมือนเดิม แต่สายตาที่หลบเลี่ยงและมือที่กำกระเป๋าถือไว้แน่นกลับเผยความไม่มั่นคงในใจ“พี่สาว! เกิดอะไรขึ้นกับคุณ” ซูหร่วนซีลุกขึ้นจากโซฟาเดินเข้าไปหาเธอพลางถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นเบ้าตาแดงเรื่อของสาวงามปากของโม่เข่อซิง อ้า ๆ หุบ ๆ ราวกับปลาต้องการอากาศหายใจ “พวกเธอรู้จักกัน” อารมณ์ของหญิงสาวไม่ใคร่ดีเท่าที่ควรแต่ทว่าเจ้าตัวย่อมรู้เรื่องมารยาทดังนั้นจึงมองไปทางซูหร่วนซีอย่างคาดโทษ“เข่อเอ๋อร์! พี่ว่าพวกเรากลับก่อนดีไหม” เยว่หลวนคุนคิดว่าผู้มาใหม่คงจะมีเรื่อง
แสงไฟจากโคมระย้าหรูหราภายในห้องโถงสะท้อนลงบนชุดเดรสยาวของหญิงสาวในขณะที่หล่อนกำลังก้าวเท้าเดินลงจากบันไดด้วยท่วงท่าสง่างามไม่ช้าไม่เร็วดวงตาของซูหร่วนซีเริ่มสัมผัสกับสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาทางเธอทั้งจากครอบครัวและแขกในงานรวมถึงคนรัก ทุกย่างก้าวของเธอล้วนถูกจับจ้องอย่างไม่วางตาสร้างความรู้สึกเหมือนเป็นศูนย์กลางทันทีแม้ว่าจะรู้สึกประหม่าเล็กน้อยทว่าใบหน้าของซูหร่วนซี กลับแสดงออกถึงรอยยิ้ม เธอรู้ดีว่าหลังจากผ่านคืนนี้ไปตัวเองย่อมเป็นที่สนใจของทุกคนยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อไม่ทำให้ครอบครัวเสียหน้าหล่อนจึงไม่ประมาท“เหอะ! ก็แค่โชคดีที่เกิดมารวย” เสียงริษยาของใครคนหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะยกเครื่องดื่มภายในแก้วลงคอ“เธออิจฉาเขาละสิ” หญิงสาวอีกคนพูดขึ้นด้วยแววตาแสดงความอิจฉาไม่ต่างกัน“ไม่น่าเชื่อว่าข่าวลือเป็นจริง” เสียงกระซิบกระซาบของแขกที่มาร่วมงานหาทำให้ซูหร่วนซีเกิดความหวั่นไหวแต่อย่างใด เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนักข่าวที่ถูกเชิญมาซูหร่วนซีที่อยู่ท่ามกลางคนในครอบครัวรู้สึกมีความสุขและซาบซึ้งที่พ่อแม่และพี่ชายให้ความสำคัญก







