ภายในงานต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้คน “ซีซี ฉันไม่คิดว่าคนจะสนใจที่ดินมากขนาดนี้เลย มองไปทางไหนก็เห็นคนจำนวนมาก” คุณหนูโม่กระซิบกับเพื่อนสาวเสียงเบา
สองตาของเธอกวาดมองนักธุรกิจมากหน้าหลายตาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนที่เจ้าตัวจะอุทานเมื่อเจอคนคุ้นเคย “เอ๊ะ! นั่นไม่ใช่คุณลุงไป๋หรอกเหรอ พวกเราควรไปทักทายหน่อยไหม”
“ไปสิ” ซูหร่วนซีไม่คิดค้านทั้งนี้เป็นเพราะความสัมพันธ์ของปู่เธอกับครอบครัวไป๋ และครอบครัวโม่นั้นนับว่าเป็นมิตรอย่างแท้จริง
“คุณลุง!” โม่เข่อซิงส่งเสียงเรียกชายวัยกลางคนในชุดสูทสากลขึ้นก่อนด้วยรอยยิ้ม
“โอ้! นี่ใช่ซิงเอ๋อร์ของบ้านเราหรือเปล่านะ โตเป็นสาวสวยแล้วลุงไม่เจอแค่สองปีเอง” น้ำเสียงหยอกเย้าเชิงเอ็นดูทำให้ โม่เข่อซิงส่งยิ้มให้ผู้สูงวัยกว่าอย่างเก้อเขิน
“คุณลุงล้อฉันแล้วละค่ะ จริงสิคะ คุณลุงจำซีซีได้ไหมคะเพื่อนสนิทของฉัน”
“คุณหนูใหญ่ตระกูลซูใช่ไหม เกือบจำไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ คุณปู่ของเธอเป็นยังไงบ้างวันนี้ท่านไม่ได้มาด้วยเหรอ”
“สวัสดีค่ะคุณลุง คุณปู่สบายดีค่ะ คุณปู่ไม่ได้มาค่ะเพราะเป็นห่วงงาน เอาไว้เมื่อไหร่กลับไปฉันจะบอกคุณปู่ให้นะคะว่าคุณลุงถามถึง” ใบหน้าสวยหวานกอปรกับท่าทางสุภาพของหญิงสาวทำให้หล่อนถูกจับตามองจากคนหลายกลุ่มไม่เว้นแต่อดีตสามีเมื่อชาติก่อน
“นายน้อยเฉินไม่ทราบว่าทางนั้นมีอะไรน่าสนใจหรือครับ” ชายหนุ่มวัยเดียวกันในมือมีแก้วเครื่องดื่มถามคู่สนทนาด้วยสีหน้าใคร่รู้
“ไม่มีอะไรครับ ผมก็แค่มองไปเรื่อย” เฉินมู่เจ๋อปฏิเสธก่อนจะเดินนำคู่สนทนาไปทักทายคู่ค้าของตน
กลุ่มของซูหร่วนซีพากันพูดคุยอยู่กับไป๋เหล่ยพอหอมปากหอมคอพวกเขาจึงได้แยกย้ายกันไปนั่งยังตำแหน่งของตัวเองตามหมายเลขที่ผู้จัดงานเตรียมไว้
“ผู้ช่วยสวีทำงานดีมากเลยนะคะ ฉันไม่คิดว่าคุณจะสามารถจับจองตำแหน่งที่ดีอย่างนี้ได้” คำชมของซูหร่วนซีหาได้ทำให้สวีเย่หานรู้สึกดีใจแต่อย่างใด เพราะทั้งนี้เขารู้สึกว่าคำพูดของหญิงสาวมีนัยยะอย่างไรชอบกล กระนั้นเขาก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
คนภายในห้องโถงแห่งนี้นั่งพูดคุยกันได้อีกเพียงชั่วครู่ หน้าเวทีก็ปรากฏร่างของพิธีกรดำเนินงาน ภายในห้องประมูลสุดหรูตกแต่งด้วยแชนเดอเลียร์ระยิบระยับและผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงเข้ม
กลิ่นหอมของน้ำหอมและบุหรี่จาง ๆ ลอยอวลไปในอากาศ แขกผู้เข้าร่วมการประมูลต่างพากันส่งเสียงกระซิบสนทนาเบา ๆ แว่วไปทั่ว บ่งบอกได้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาอันมีค่าของทุกท่าน กระผมขอนำท่านทั้งหลายเข้าสู่การประมูลที่ดินผืนแรกของเรา ณ บัดนี้” เสียงของผู้ดำเนินการประมูลดังก้องผ่านไมโครโฟนดึงความสนใจจากทุกคนให้มองไปยังแผนผังที่ดินขนาดใหญ่บนหน้าจอด้านหน้า
ราคาตั้งต้นถูกประกาศออกมาด้วยตัวเลขที่ทำให้คนทั้งหลายรู้สึกเมินเฉยกับเม็ดเงินจำนวนเล็กน้อยนี้ ภาพที่ดินรกร้างถูกฉายขึ้นจอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดลง
“น้องสาว จะเอายังไง” เยว่หลวนคุนถามหล่อนขึ้นอีกครั้งทั้งนี้เป็นเพราะที่ดินบนภูเขาแห่งนั้นหาได้น่าสนใจแต่อย่างใด
“สี่ล้าน” เสียงของสวีเย่หานดังขึ้นทำให้ทุกสายตาต่างมองไปทางเขาราวกับมองหมูโง่ตัวใหญ่
ผู้ดำการไม่คิดมาก่อนว่าที่ดินรกร้างจำนวนสิบหมู่จะมีคนประมูลและให้ราคาสูงถึงสี่ล้านหยวน ดังนั้นเขาจึงเคาะไม้และขานราคาทันทีจนกระทั่งเสียงไม้เคาะดังครั้งที่สอง จู่ ๆ ก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างกายอดีตสามีชาติก่อนของซูหร่วนซีดังขึ้น
“สี่ล้านหนึ่งแสน” คนของเฉินมู่เจ๋อยกป้ายพร้อมกับขานราคา ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเขาไม่ผิดจากการคาดเดาของ ซูหร่วนซีเท่าใดนัก เพียงแต่ชาติก่อนเป็นเขาที่ขานราคาขึ้นก่อนเป็นคนแรกอีกทั้งราคายังต่ำกว่าตอนนี้มาก
“สี่ล้านห้าแสน” ครั้งนี้เป็นซูหรวนซียกป้ายและขานราคาเอง หญิงสาวหาได้สนใจคำซุบซิบนินทาของคนอื่นแต่อย่างใด
“นายน้อยเฉิน ผมได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลซูคนนั้นเคยไล่ตามคุณมาก่อนไม่ใช่เหรอ คุณเห็นเธอเอาเงินมาเผาเล่นมากขนาดนี้ทำไมไม่คิดเตือนสักหน่อย ใคร ๆ ในงานต่างก็รู้ดีว่าที่ดินรกร้างทางเหนือนั้นไม่มีมูลค่าให้พูดถึงเลยด้วยซ้ำ”
“เมื่อสักครู่ไม่ใช่ว่าผมให้คนของผมขานราคาแล้วหรอกหรือครับ ดังนั้นเรื่องต่อจากนี้หล่อนกับผมไม่มีความเกี่ยวข้องกันเพราะหล่อนไม่คิดรับน้ำใจของผมเอง” คำพูดของเฉินมู่เจ๋อทำให้คนที่ได้ยินต่างพากันชื่นชมเขา อีกทั้งยังคิดว่าเขาช่างเป็นชายหนุ่มมากด้วยน้ำใจ (ซูหร่วนซีไม่เคยทำงานอย่างจริงจัง คนโง่ก็ยังโง่อยู่วันยันค่ำ) เขาคิดขึ้นอย่างดูถูก
“ยินดีกับคุณหนูใหญ่ตระกูลซู ที่ได้ที่ดินผืนนี้ไปครอง” ผู้ดำเนินการผายมือไปทางหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเดรสสีแดงเพลิงเปิดไหล่โชว์ไหปลาร้าสวยของตนด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ซึ่งซูหร่วนซีทำเพียงเผยยิ้มบางออกไปเพียงเท่านั้น
หลังเสร็จสิ้นการประมูลที่ดินผืนแรกก็เข้าสู่ที่ดินผืนที่สองและที่ดินผืนนี้สำหรับคนมีเงินจำนวนมากต่างก็พากันเฉยชาเหมือนที่ดินแปลงแรกไม่มีผิด
ดังนั้นกลุ่มของซูหร่วนซีจึงได้ที่ดินเปล่าที่ถูกมองว่าไร้ค่ามาด้วยราคาตั้งต้นกันทุกคน โดยกลุ่มของหญิงสาวไม่รู้เลยว่าในตอนนี้สายตาของนักธุรกิจผู้มากประสบการณ์เหล่านั้นกำลังปรามาสพวกเขาอยู่ในใจ
“ท่านประธานไป๋ คุณไม่คิดจะห้ามหลานสาวของคุณสักหน่อยหรือครับ” ชายวัยเดียวกันผู้นั่งข้างเอ่ยขึ้นคล้ายหยั่งเชิง
“ห้ามทำไมล่ะครับ ก็แค่การละเล่นของเด็ก ๆ เงินเล็กน้อยแค่นั้นน้องเขยของผมขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก”
“นั่นสินะครับ ผมยังได้ข่าววงในมาว่าหลานสาวของคุณได้ลงไปกระโดดโลดเต้นในวงการภาพยนต์นอกสายตาเห็นจะจริงอย่างที่คุณพูด ครอบครัวตระกูลโม่ร่ำรวยจากสิ่งบันเทิงอื่นไม่น้อยเงินแค่ไม่กี่หยวนแค่ปล่อยให้ลูกสาวเล่นไปคงไม่มีปัญหา” คำพูดจากระทบกระเทียบนี้แม้จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกเดือดดาล ทว่าเขาย่อมรู้ดีที่สุดว่าวันนี้ใครจะเป็นหมูใครจะเป็นมังกร
ภาพที่ดินเปล่าถัดมาบนหน้าจอได้ทำให้คณะของซูหร่วนซีรู้สึกตื่นเต้นเพราะที่ดินแห่งนี้นับว่าเป็นไฮไลต์ของงานรองจากที่ดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
“ซีซี พวกเราจะประมูลไหมหรือจะปล่อย”
“ที่ดินเปล่าในมือของพวกเรามีมากพอแล้ว ต่อจากนี้ไปก็แค่คอยเข้าร่วมสนุกบ้างเล็กน้อยเพื่อเพิ่มสีสันก็พอ” คนในคณะของหญิงสาวเข้าใจคำพูดนี้เป็นอย่างดีแม้ว่าโม่เข่อซิงจะค่อนข้างแปลกใจที่ลุงของตนเองก็ต้องการให้พวกเธอทำแบบนี้เช่นกัน เรื่องนี้คงต้องย้อนกลับไปก่อนหน้าที่พวกเธอจะเข้ามานั่งในห้องจัดงาน
“คุณลุงต้องการประมูลที่ดินฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือด้วยหรือคะ ฉันว่าลุงคิดใหม่ดีไหม” คำพูดของหลานสาวค่อนข้างทำให้ไป๋เหล่ยประหลาดใจ
“หลานรู้อะไรมาใช่ไหม” เขาย้อน
“ค่ะ แต่ถ้าหากฉันพูดไปก็ไม่รู้ว่าคุณลุงจะเชื่อหรือเปล่า” ท่าทางอ้ำอึ้งของคนเป็นหลานย่อมเรียกความสนใจจากชายวัยกลางคน “ลองพูดมา”
โม่เข่อซิงจึงได้ส่งสายตามาทางเพื่อนสาวและเมื่อเห็นหล่อนพยักหน้าดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พูดถึงเรื่องสุสานใต้ดินออกมา
“เชื่อหรือเปล่าลุงไม่รู้ แต่ว่าลุงก็ได้ยินข่าวนี้มาจากสหายรุ่นพี่เหมือนกัน เอาเป็นว่าหลานช่วยลุงประมูลที่ดินที่คิดว่าน่าสนใจให้ลุงสักสองสามแปลงนะ เพราะหากเมื่อไหร่ลุงลงเองรับรองว่าที่ดินเหล่านั้นย่อมดีดราคาขึ้นแน่”
โม่เข่อซิงรู้สึกตกใจในสิ่งที่ออกมาจากปากชายวัยกลางคน ก่อนจะตอบรับด้วยรอยยิ้มในสิ่งที่ผู้เป็นลุงต้องการ
“ได้เลยค่ะ”
ไป๋เหล่ยพอใจที่หลานสาวเป็นเด็กฉลาดและสามารถเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พูดถึงสิ่งที่ผู้จัดงานในวันนี้ขอมา
“แต่เรื่องที่ดินทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นหากลุงไม่ยกป้ายก็ย่อมไม่ดี ถ้าอย่างนั้นลุงจะขานแค่ราคาแรกก็แล้วกัน”
หลังจากโม่เข่อซิงเสร็จสิ้นการพูดคุยกับผู้ใหญ่ในบ้าน เจ้าตัวก็เดินนำเรื่องที่พูดคุยนี้มาส่งต่อให้เพื่อนสาวฟัง พอซูหร่วนซีได้ยินก็เข้าใจได้ทันที
เมื่อหล่อนได้ยินเช่นนี้เจ้าตัวก็เกิดแผนหนึ่งในใจ ไวเท่าความคิดดังนั้นก่อนจะเข้ามาในงานซูหร่วนซีจึงได้ตั้งใจเดินไปหาญาติของเพื่อนสาว “ลุงไป๋คะ เรื่องที่ดินผืนนั้น ฉันมีเรื่องรบกวนให้ช่วยค่ะ”
“เรื่องอะไรเหรอ” เมื่อชายวัยกลางคนถามขึ้นเช่นนี้ซูหร่วนซีจึงได้พูดเข้าวัตถุประสงค์ของตน
“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นลุงก็ไม่ผิดคำพูดที่รับปากมา เอาเถอะลุงจะยกป้ายต่อจากเขาหลังจากนั้นก็ปล่อยให้พวกหลานจัดการเอาเองดีไหม”
กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบัน ในตอนนี้ราคาที่ดินทางภาคตะวันออกตัวเลขได้พุ่งทะยานสูงขึ้นมากแต่ว่าซูหร่วนซีรู้ดีว่าในช่วงวินาทีสุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายได้ที่ดินผืนงามนี้ไป
“เจ้าโง่นั่นสู้ไม่ถอยเลย” น้ำเสียงเย้ยหยันของโม่เข่อซิงดังเข้าหูของหญิงสาวชุดแดงข้างกายตน
“เขาไม่มีทางได้ไปหรอก” คำพูดของซูหร่วนซีไม่มีใครได้ยินนอกจากคนในกลุ่ม
“เธอรู้” ดวงตาของคุณหนูโม่เบิกกว้าง
“ใช่”
สวีเย่หานรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมากว่าการคาดเดาของเจ้านายสาวรู้มาจากไหน ดังนั้นเขาจึงได้ลองถามออกมาและคำตอบที่ได้ก็ทำให้เขารู้สึกขนลุกชูชันเย็นวาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
“ประธานจ้าวแห่งหลงเทียนเขาจะประมูลไปในราคาหนึ่งร้อยห้าสิบล้าน”