ในขณะที่หลานสาวกับปู่อยู่ภายในห้องทำงานตามลำพัง ซูหร่วนซีไม่คิดเก็บสิ่งที่เธอสงสัยเอาไว้อีก
“คุณปู่ มีอะไรจะบอกฉันไหมคะ” ท่าทางของหลานสาวเช่นนี้คล้ายกับภรรยาผู้ล่วงลับของตนไม่มีผิดทำให้ซูจินกวงเผลอยิ้มออกมา
“หลานไม่ต้องงอนปู่หรอก ปู่แค่ยังไม่มีโอกาสบอกก็เท่านั้นเอง เอาละปู่จะบอกถึงตัวตนของเขาคนนี้ให้หลานรู้ก็ได้”
ในขณะที่หญิงสาวกำลังตั้งใจฟังเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของตนก็ดังขึ้นเสียก่อน “หลานรับโทรศัพท์ก่อนเถอะ เรื่องของเขาพวกเรายังมีเวลาคุยกันอีกเยอะ”
“ค่ะ ขอโทษนะคะ” และทันทีเมื่อซูหร่วนซีได้ยินข้อมูลทางมือถือ ใบหน้างามก็เผยรอยยิ้มกว้างอย่างไม่อาจควบคุมออกมา
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นคุณกับพี่ตงเตรียมตัวไว้คืนนี้พวกเราจะออกเดินทางไปเมืองจีกัน” คำพูดของหลานสาวทำให้ซูจินกวงรู้สึกประหลาดใจ
“คุณปู่คะ คืนนี้ฉันจะไปเมืองจีนะคะ ระหว่างที่ฉันไม่อยู่คุณปู่ห้ามลืมกินอาหารและยาให้ตรงเวลานะคะ” หลังวางสายจากสวีเย่หาน หลานสาวคนสวยก็ไม่ลืมหันมากำชับชายชรา
“เรื่องที่หลานสั่งให้ผู้ช่วยสวีคนนั้นไปทำเกี่ยวกับการไปเมืองจีอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ค่ะ ฉันจะไปงานประมูลที่ดิน ฉันตั้งใจจะทำในสิ่งที่คุณปู่คาดไม่ถึงทีเดียว” คำตอบของหลานสาวผิดคาดไปจากที่ชายชราคิด เนื่องจากเจ้าตัวคิดว่าหญิงสาวต้องการไปหาเพื่อนกับลูกพี่ลูกน้องของตน
“ถ้าอย่างนั้นหลานก็ไปเถอะ อย่าลืมเตรียมเงินไปให้มากหน่อยหากไม่พอก็โทรมาบอกปู่”
ชายชรามักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ ซึ่งเจ้าตัวมักไม่เคยขัดความต้องการของหลานสาวสุดที่รักเพียงคนเดียวเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าหล่อนจะใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือหมดไปกับเรื่องไร้สาระก็ตามเขาก็ยังเต็มใจจ่าย
“ขอบคุณนะคะ ปู่ของฉันดีที่สุดเลย” ซีซีกอดเอวของคนเป็นปู่แน่นกล่าวด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
เวลายี่สิบนาฬิกาตามเวลาท้องถิ่นของเป่ยเฉิง ซูหร่วนซีกับคนของตนก็ขึ้นเครื่องบินโดยสารมุ่งหน้าสู่เมืองจี การเดินทางครั้งนี้หญิงสาวได้เลือกชั้นธุรกิจโดยที่เธอไม่รู้เลยว่าหนึ่งในผู้ร่วมเดินทางมีบุคคลที่เธอต้องการรู้เรื่องของเขาจากผู้เป็นปู่นั่งอยู่ด้วย
จ้าวหลงหยางลอบมองหญิงสาวด้วยหัวใจเต้นระทึกแทบทะลุออกมานอกอก (นานหลายปีแล้วที่เราไม่ได้พบกันไม่รู้ว่าเด็กขี้แยในวันนั้นจะยังจำพี่ชายคนนี้ได้อยู่ไหม) เจ้าตัวเหม่อมองไปทางหญิงสาวโดยที่ในมือมีนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจเล่มหนึ่งบังใบหน้าเอาไว้จนเกือบมิด
ซูหร่วนซีรู้สึกว่ากำลังมีสายตามองมาทางเธอ ดังนั้นเจ้าตัวจึงกวาดมองไปทั่วห้องโดยสาร (หรือว่าฉันคิดไปเอง) เธอสะบัดศีรษะไปมาเพื่อขับไล่ความรู้สึกก่อกวน
การได้รับบริการแบบพิเศษจากพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเช่นนี้ทำให้ตงเหยารู้สึกประหม่า ทั้งนี้เธอไม่เคยคิดเลยว่าการมาเป็นผู้ช่วยของคุณหนูใหญ่จะได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้
ซูหร่วนซีลอบประเมินท่าทางของผู้ช่วยทั้งสองของตนอย่างเงียบงัน (ไม่ผิดจากที่คิดสวีเย่หานดูเหมือนว่าจะคุ้นเคยกับการเดินทางแบบนี้จึงทำให้เขาค่อนข้างดูสบาย อีกทั้งยังรู้ว่าการนั่งเครื่องในชั้นนี้มีบริการอะไรบ้าง
หากว่าเขาไม่ได้มาร้ายก็นับว่าได้คนเก่งมาอยู่ในมือ แต่ถ้าไม่ เห็นทีว่าหลังจากได้ข้อมูลของเขามามากพอคงต้องตัดเขาออกจากบริษัทแม้ว่าจะรู้สึกเสียดายก็ตาม) ทุกการกระทำของหญิงสาวได้ตกอยู่ภายใต้สายตาคมของชายผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคนหนึ่งอยู่ตลอดเวลา
“เจ้าสามดูเหมือนว่ากระต่ายน้อยของนายจะให้ความสนใจเจ้ารองเป็นพิเศษนะ ว่าไหม”
“พี่ใหญ่ไม่คิดบ้างหรือว่าพี่รองกำลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยของหล่อน” คำพูดอันเฉยชาดังออกมาจากริมฝีปากหยักหนาก่อนดวงตาของเขาจะค่อย ๆ ปิดลง
(อาหานเอ๋ย ไม่มีความระวังตัวเอาซะเลย แต่ว่าถ้าหากผู้หญิงคนนั้นสามารถรู้ตัวตนของนายได้ ดังนั้นหล่อนจะเป็นกระต่ายน้อยได้ยังไง หญิงสาวสวยมากขนาดนี้ย่อมต้องเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เสียมากกว่า) ความคิดนี้มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้
การเดินทางใช้เวลาไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง “ซีซี!” เสียงเรียกอันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของคุณหนูโม่ได้ทำให้เจ้าของชื่อเดินตรงมาทางหล่อนด้วยรอยยิ้มทั้งปากและตา
“พี่ชาย มากับซิงเอ๋อร์ได้ยังไงคะ หล่อนไปรบกวนการพักผ่อนของพี่หรือเปล่า” หญิงสาวทักทายชายหนุ่มผู้สวมหมวกปิดบังใบหน้าลงกว่าครึ่งอย่างสุภาพพร้อมกันนั้นก็ถามออกมาในคราวเดียว
“ไม่รบกวน อีกอย่างการที่พี่ชายจะมารับน้องสาวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกไม่ใช่เหรอ ว่าแต่ข่าวที่ออกไปได้ทำให้เกิดความไม่สบายใจกับน้องหรือเปล่า” คำถามของเยว่หลวนคุนทำให้ซูหร่วนซีเลิกคิ้วสูง
โดยไม่รู้ว่าผู้ช่วยสาวของตนกำลังตั้งใจมองชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์สีดำด้วยความสนใจ
“ฉันรู้สึกคุ้น ๆ กับท่าทางของผู้ชายคนนี้จัง” เจ้าตัวรำพึง
“เธอรู้จัก แต่ฉันว่าเขาดูไม่เหมาะกับเจ้านายของเรานะ” สวีเย่หานตั้งป้อมกันท่าชายหนุ่มคนนี้ที่บังอาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับว่าที่น้องสะใภ้
ตงเหยาหาได้สนใจคำพูดของเพื่อนร่วมงานก่อนที่หล่อนจะโพล่งออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว “เจ้าชาย! หยวนเกอ!” ก่อนที่จะรีบเอามือปิดปากพลางส่งสายตาขอโทษไปทางเจ้านายสาวที่ส่ายศีรษะมาทางเธอแปลได้ว่าไม่เป็นไร
“คนนั้นคือเจ้าชาย” คำถามของสวีเย่หานทำให้เจ้าตัวได้รับสายตาราวกับว่าตนเป็นคนโง่จากตงเหยา
“เขาเป็นเจ้าชายวงการภาพยนตร์ค่ะ ที่สำคัญเป็นดาราที่หญิงสาวยกตำแหน่งสามีแห่งชาติให้ด้วย ซึ่งฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น” ตงเหยากล่าวจบเท้าของหล่อนก็ตรงไปทางเยว่หลวนคุนราวกับจะลอยได้
(หากเป็นอย่างนี้ไม่ใช่ว่าเจ้าสามกำลังเจอคู่แข่งคนสำคัญหรอกหรือ ไม่ได้การฉันต้องหาวิธีขัดขวาง) ไวเท่าความคิดเท้าของสวีเย่หานก็เดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มรูปร่างสูงผอมคนนั้นเช่นกัน
“นายกำลังมีคู่แข่ง” โจวฟ่านพูดขึ้นด้วยหวังว่าจะได้เห็นท่าทางร้อนใจจากคนด้านข้างบ้างทว่ากลับเป็นเขาที่เสียอาการเสียเอง
“ชายคนนั้นชื่อเยว่หลวนคุน เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ” หลังเจ้าตัวพูดจบก็เดินผ่านกลุ่มของหญิงสาวไปยังทางออกโดยไม่เหลียวกลับมามอง (ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะแนะนำตัว) เขาคิด
คล้อยหลังชายหนุ่มในชุดสูทสากลเดินจากไปกลุ่มของซูหร่วนซีก็เดินออกมาบ้าง “สวัสดีค่ะ คุณหนูซู” ไต้จิ้งอี๋กล่าวทักทายซูหร่วนซีอย่างสุภาพ “พี่จิ้งอี๋สุภาพเกินไปแล้วค่ะ”
“สาวงาม” สองคำนี้ออกมาจากปากสวีเย่หานราวคนละเมอ ทำให้เจ้าตัวได้รับการกระทุ้งด้วยข้อศอกจากเพื่อนร่วมงานสาวพร้อมกับคำเหน็บแนม
“เช็ดน้ำลายของนายหน่อย หากไม่รักษาหน้าของตัวเองก็ช่วยรักษาหน้าของคุณหนูบ้าง” คำพูดนี้สวีเย่หานอยากจะตอบโต้ออกไปบ้างเหลือเกิน
(ใครกันแน่เมื่อสักครู่ยังกระโดดโลดเต้นกับหนุ่มคนนั้นอยู่เลย ตอนนี้ยังกล้ามาเตือนฉัน) ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำก็คือได้แต่แอบเก็บไว้ในใจ (สุภาพบุรุษย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยกับสตรี) เจ้าตัวคิดขึ้นก่อนจะยื่นมือออกไปจับตามมารยาทกับไต้จิ้งอี๋
หลังสิ้นสุดการแนะนำตัวไต้จิ้งอี๋ผู้รับหน้าที่เป็นคนขับก็พาผู้โดยสารที่นั่งภายในรถออกจากสนามบิน
เช้าวันต่อมาซูหร่วนซีผู้ตื่นก่อนเพื่อนสาวของตนก็ได้จัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อย “ซีซี นับวันเธอยิ่งสวยขึ้นนะจ๊ะหรือว่าช่วงนี้มีอะไรพิเศษ” โม่เข่อซิงที่กำลังลืมตากล่าวหยอกเย้าออกมาทันที
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” คำตอบของเพื่อนทำให้คุณหนูโม่รีบสะบัดผ้าห่มให้พ้นตัว
“บอกมา ว่าเธอกำลังจะทำอะไรหรือว่าจะไปเดท” ดวงตาของโม่เข่อซิงเต็มไปด้วยความเพ้อฝันราวกับว่าเป็นเธอที่กำลังตกหลุมรัก
“จะใช่ที่ไหนล่ะ ฉันไม่ใช่เธอนะ หากอยากรู้ก็ไปด้วยกันสิวันนี้กองถ่ายหยุดไม่ใช่เหรอฉันจะชวนพี่ชายไปด้วย”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเธอรีบโทรชวนเจ้าชายเลยนะฉันจะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้” แม้ว่าโม่เข่อซิงยังไม่รู้ว่าเพื่อนของตนจะพาไปไหนก็ตาม กระนั้นหากมีชายในดวงใจไปด้วยเธอย่อมไม่มีพลาด
สถานที่จัดงานประมูลที่ดินในวันนี้จัดขึ้นบริเวณตึกใจกลางเมืองทำให้การเดินทางค่อนข้างเชื่องช้า
“ซีซีอยากได้ที่ดินทางไหนเหรอ” เยว่หลวนคุนผู้รู้ข้อมูลมาบ้างถามน้องสาวอย่างให้ความสนใจ
“ทางด้านทิศเหนือค่ะ พี่ชายสนใจจะร่วมลงทุนกับฉันไหม” คำตอบของซูหร่วนซีนำพาความแปลกใจให้ทุกคนภายในรถเป็นอย่างมาก
“น้องสาวไม่สนใจที่ดินทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือกับทางทิศใต้เหรอ โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพี่ได้ยินมาว่ารัฐบาลจะประกาศให้เป็นที่สร้างของเมืองใหม่”
คนในรถต่างพยักหน้าให้กับคำกล่าวของเยว่หลวนคุน คำพูดของพี่ชายทำให้ซูหร่วนซีหวนคิดไปถึงชาติก่อน ใครจะรู้ว่าที่ดินแปลงที่พี่ชายพูดถึงจะขุดเจอสุสานเก่ากันล่ะ และหลังจากนั้นที่ดินก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
(ชาติก่อนเป็นเพราะฉันต้องการเอาชนะชายชั่วคนนั้นจึงใช้เงินแย่งซื้อที่ดินไร้ค่านี้มา กลับกันชายคนนั้นเพียงซื้อที่ดินจากทางเหนือส่ง ๆ ทว่ากลับได้รับกำไรมหาศาล ชาตินี้เรื่องที่สองคือฉันจะคืนสิ่งนี้ให้ก็แล้วกัน)
“หากฉันบอกว่าที่ดินผืนนั้นมีสุสานอยู่ด้านล่างทุกคนจะเชื่อฉันไหมคะ ที่ดินในวันนี้จะให้ดีที่สุดคือทางเหนือ ทางตะวันตก และทางตะวันออก หากทางใต้ก็พอได้บ้างแต่ไม่เหมาะกับการทำอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเป็น”
ใบหน้าของคนฟังแสดงความแตกตื่น “ซีซี เธอรู้ได้ยังไง” โม่เข่อซิงเป็นคนแรกที่เรียกสติของตนกลับคืนมาถามอย่างสงสัย
“เป็นความลับ แต่ถ้าหากทุกคนเชื่อฉันให้ทำตามที่ฉันบอกรับรองว่าฉันจะพาให้ทุกคนรวยไปพร้อมกัน” หลังจบประโยคนี้รถก็จอดยังบริเวณทางเข้างานพอดี
แม้สวีเย่หานจะไม่เข้าใจว่าหญิงสาวคนนี้พูดออกมาแบบนี้ได้ยังไง ด้วยความที่เจ้าตัวรู้สึกร้อนใจดังนั้นเขาจึงได้ส่งข่าวนี้ไปให้พี่น้องร่วมสาบานทั้งสองคนอย่างเร่งด่วน
“เจ้าสาม นายคิดยังไง”
“ไม่ยังไง ทำตามที่เธอพูดก็พอ”
“หา! นายไม่กลัวขาดทุนเหรอ”
“ไม่ ผมเชื่อว่าสิ่งที่กระต่ายน้อยเลือกย่อมไม่เกิดความผิดพลาดอย่างแน่นอน” ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางกล่าวอย่างมั่นใจ
โดยไม่รู้เลยว่าข้อความของเจ้าตัวได้ถูกส่งต่อไปยังคนที่ส่งข่าวเรื่องนี้มาทางพวกเขา เจ้ารอง นายว่าเจ้าสามจะเชื่อกระต่ายน้อยโดยไร้เหตุผลเกินไปเหรือเปล่า