Share

บทที่ 8

ในระหว่างที่ซูหร่วนซีกำลังรอตกแต่งห้องทำงานของตนอยู่นั้น คนเป็นปู่ได้อนุญาตให้หลานสาวสุดที่รักเข้าไปใช้ห้องทำงานของตัวเองได้

ซึ่งห้องทำงานของผู้สูงวัยเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกันจากชายน่ารังเกียจคนนั้นทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกไม่สบายตา

“ปู่คะ ฉันว่าห้องทำงานของคุณปู่ก็ควรได้รับการปรับปรุงใหม่นะคะ”

“ปู่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นหลานช่วยเป็นธุระให้ปู่ด้วยก็แล้วกันนะ” ซูจินกวงไม่คิดขัดความต้องการของหลานสาวผู้ที่เขาคิดว่าหล่อนเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

“ได้เลยค่ะ รับรองว่าฉันจะตกแต่งห้องทำงานของคุณปู่ไม่ให้เหลือกลิ่นอายของคุณอื่นเลยทีเดียว” หญิงสาวคล้องแขนเรียวของตนเข้ากับแขนของชายชราเอ่ยเอาใจ

ซูจินกวงมองรูปถ่ายครอบครัวบานใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังโต๊ะทำงานด้วยรอยยิ้มเศร้า (หากว่าพวกเราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันคงจะดีไม่น้อย) เขาคิด

สองปู่หลานต่างนั่งทำงานแยกกันจนลืมเวลา “คุณท่านครับ ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว” ฝานชุนเฟิงผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเลขาและผู้ช่วยเคาะประตูก่อนเดินเข้ามาเตือนด้วยท่าทางสุภาพ

“ตายจริง! คุณปู่คะ พวกเราไปกินข้าวกันเถอะค่ะ คุณปู่อย่าลืมว่าตัวเองต้องทานยาให้ตรงเวลานะคะ” เมื่อซูหร่วนซีเห็นท่าทางของชายชรา หล่อนก็รู้แล้วว่าเขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่การกินข้าวจึงได้พูดออกมาเช่นนี้

ซูจินกวงแม้ว่าจะไม่อยากวางปากกาในมือ ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวที่กำลังเอามือกุมท้องพลางมองเขาด้วยท่าทางน่าสงสารชายชราจำต้องวางมือของตนลง

“หลานอยากกินอะไรล่ะ” เขาถามพลางลุกขึ้นยืนโดยมีชายหนุ่มผู้ช่วยส่งเสื้อสูทให้

“กิน...” มื้อกลางวันของสองปู่หลานได้มีผู้ช่วยทั้งสามตามติดมาด้วย ซึ่งสวีเย่หานในตอนนี้ได้เปลี่ยนการแต่งกายของตนเป็นสวมสูทอย่างสุภาพเช่นเดียวกับฝานชุนเฟิง สำหรับตงเหยานั้นเธอเองก็ได้เปลี่ยนการแต่งกายของตนทำให้หญิงสาวคนนี้มีใบหน้าโดดเด่นขึ้นมา

“ต้องอย่างนี้สิ ตอนนี้คุณทั้งสองค่อยดูเหมาะสมกับตำแหน่งผู้ช่วยรองประธานบริษัทหน่อย” ฝานชุนเฟิงกล่าวชมรุ่นน้องทั้งสองที่เจ้าตัวได้จัดการเปลี่ยนบุคลิกให้คนทั้งคู่

“ขอบคุณรุ่นพี่ฝานครับ/ค่ะ”

“ไม่เป็นไร ขอแค่ต่อไปนี้พวกเธอดีและซื่อสัตย์กับคุณหนูใหญ่และนายท่านก็พอ” คำพูดของเขาทำให้คนทั้งสองตอบรับอย่างเชื่อฟัง

“คุณปู่ ฉันจำได้ว่าคุณปู่ชอบข้าวแช่ของร้านนี้มากลองดูนะคะว่ายังถูกปากไหม” คำพูดและการเอาใจใส่ของหลานสาวทำให้ซูจินกวงอดจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าไม่ได้

“หลานเองก็กินบ้างเถอะ อย่ามัวแต่เอาใจคนแก่อยู่เลย” ชายชราไม่พูดเปล่าเขายังคีบปลานึ่งซีอิ้วให้หลานสาวของตนด้วย

ความอบอุ่นและเป็นกันเองของปู่หลานได้เผื่อแผ่มาถึงผู้ช่วยทั้งสามที่ตามติดมาด้วย จึงทำให้อาหารมื้อนี้มีความอร่อยเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ช่วงบ่ายในขณะที่คนทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นเป็นระยะ เสียงจากโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยของหญิงสาวก็ดังขึ้นขัดบรรยากาศอันเงียบสงบในช่วงเวลานี้

ซูหร่วนซีมองชื่อบนหน้าจอก่อนจะยิ้มบางออกมา “คุณปู่คะ ฉันขอไปรับสายของซิงเอ๋อร์ก่อนนะคะ” เจ้าตัวพูดพร้อมกับเดินเลี่ยงชายชราออกมาด้านนอก

“ว่ายังไงพี่สะใภ้” น้ำเสียงของหล่อนทักทายคนปลายสายอย่างอารมณ์ดี

“ธะ...เธอพูดอะไร เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ ซีซีไม่ใช่ว่าบริษัทเธอกำลังประสบปัญหาหรอกหรือ” โม่เข่อซิงหน้าแดงกล่าวติดขัดก่อนจะรีบเอ่ยเข้าเรื่องที่ตนโทรมา

“เธอไม่ต้องกังวลฉันเชื่อว่าคุณปู่มีแผนรับมือ” คำตอบของเพื่อนสาวหาทำให้คนปลายสายวางใจได้

“แน่นะ หากไม่อย่างนั้นฉันจะลองไปพูดกับคุณพ่อดู เผื่อว่าจะมีหนทางช่วยเธอได้” น้ำเสียงของคุณหนูโม่เต็มไปด้วยความจริงใจจนทำให้ซูหร่วนซีอดที่จะสะเทือนใจถึงเรื่องเก่าระคนรู้สึกผิดไม่ได้

ย้อนกลับไปในชีวิตก่อนร่างอันเย็นชืดของเพื่อนสาวที่ถูกตัดสินว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ในตอนนั้นแม้ว่าเธอจะไม่เชื่อว่าหญิงสาวสดใสคนนี้เพียงเพื่อผู้ชายที่เพิ่งเจอจะลงมือทำร้ายตัวเอง เพื่อเขา

ทว่าด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เธอเจอ กอปรกับกว่าเธอจะรู้ว่าเพื่อนสาวเสียเวลาก็ผ่านมาหลายชั่วโมงทำให้หลักฐานและพยานต่างก็ไม่สามารถสืบเสาะได้

อีกทั้งครอบครัวของโม่เข่อซิงกำลังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แม่โม่เป็นลมล้มพับแทบจะตายตามลูกดังนั้นจึงยิ่งเป็นการสบโอกาสให้คนร้ายที่เธอมั่นใจว่าเป็นคนรักใหม่ของเพื่อนสาวหนีรอดไปได้จากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

‘เรื่องนี้ต้องโทษฉัน หากว่าฉันไม่มัวแต่ตามชายชั่วคนนั้นเพื่อนที่ดีที่สุดคนเดียวก็คงไม่ต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม’

“ซีซี! ซีซี!!” โม่เข่อซิงพยายามส่งเสียงเรียก

“หา! ซิงเอ๋อร์มีอะไรหรือเปล่า” เสียงของซูหร่วนซีทำให้คุณหนูโม่พลันหายใจหายคอเป็นปกติ

“ฉันตกใจแทบแย่กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรนะสิ ฉันเรียกตั้งนาน เธอมั่นใจนะว่าคุณปู่จัดการได้”

“ฉันมั่นใจ แต่หากไม่ได้จริง ๆ ฉันย่อมมีแผนสำรอง เธออย่าห่วงเลยนะ ว่าแต่เธอกับเจ้าชายเป็นยังไงบ้าง” ซูหร่วนซีตอบกลับน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อนจะหยอกล้อคนเป็นเพื่อนเพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องของเธอ

“เขามุ่งมั่นกับการทำงานมากเลย เธอไม่รู้หรอกหากว่าฉันไม่เรียกให้กินข้าวนะ เขาก็ยัง....” โม่เข่อซิงสาธยายเรื่องราวพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสาวออกมาอย่างละเอียด จนกระทั่งหล่อนได้ยินว่าผู้กำกับกำลังตามหาตัว เธอจึงต้องบอกลาคนในสาย

“ซิงเอ๋อร์ เธอจำไว้นะหากเมื่อไหร่มีคนแนะนำให้เธอรู้จักกับคนชื่ออู๋ปิงเหยียนเธอต้องรีบบอกฉันทันที” แม้ว่าคุณหนูโม่จะรู้สึกกังขากับคำบอกลาของเพื่อนสาวทว่าเจ้าตัวก็ยอมตกลงแต่โดยดี

“ได้สิ แต่ฉันไม่เคยสนใจผู้ชายคนอื่นนอกจากเจ้าชายนะเธอก็รู้” คำพูดของเพื่อนทำให้ซูหร่วนซีส่งเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะเปลี่ยนท่าทีของตนหลังจากวางสายจากเพื่อนผู้สดใส

(ฉันรู้ แต่ในตอนนั้นเป็นเพราะเธอเสียใจต่อการจากไปอย่างไม่บอกกล่าวของพี่ชาย จึงทำให้คนเลวคนนั้นที่คิดว่าตัวเองมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับพี่ฉันฉวยโอกาส แต่ชาตินี้ใครก็อย่าได้หวังว่าจะทำร้ายเธอกับพี่น้องของฉันได้อีก) หญิงสาวคิดโดยไม่รู้ตัวว่าใบหน้าของเธอนั้นดุจเทพสังหารก็ไม่ปาน

เช้าวันต่อมายังไม่ทันปู่กับหลานจะเข้าบริษัท ฝานชุนเฟิงก็โทรมารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการ

“พวกเขาอดทนรอที่จะซ้ำเติมพวกเราไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ” คำพูดของชายชราทำให้ซูหร่วนซีสามารถเข้าใจเรื่องได้ทันที

“คุณปู่คะ ถือโอกาสนี้กำจัดคนทรยศไปเลยดีไหม” คำพูดของหลานทำให้ซูจินกวงมองใบหน้าของเธออย่างคาดไม่ถึง

“หลานมีแผนรับมือ” เมื่อชายชราย้อนออกมาเช่นนี้ ซูหร่วนซีจึงเผยรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา

“คุณปู่ไม่คิดว่าเทียนไห่ควรเปลี่ยนธุรกิจบ้างหรือคะ

“บริษัทนี้ปู่ตั้งใจจะยกให้หลานอยู่แล้ว ดังนั้นหากหลานอยากทำอะไรก็ทำเถอะ” คำตอบนี้ทำให้ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวเบิกกว้าง

“คุณปู่พูดอะไรแบบนี้ล่ะคะ ไม่กลัวฉันจะทำให้บริษัทเสียหายเหรอคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

“เด็กโง่ หากปู่ไม่มั่นใจจะกล้าพูดแบบนี้ไหม พวกเรารีบไปบริษัทกันเถอะ” คำตอบของชายชรานำพาความตกใจมาให้ ซูหร่วนซีอีกคำรบ

ภายในห้องประชุมบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดผู้ถือหุ้นแต่ละคนต่างอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่สู้ดี

“มีใครอยากขายหุ้นของตนอีกไหม” ท่าทางเฉยชาของซูจินกวงทำให้ทุกคนภายในห้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึ่งระคนประหลาดใจ

“คุณลุง ถึงขั้นนี้แล้วคุณลุงยังวางท่าไม่รู้สึกรู้สาได้อีกหรือครับ” ซูยวี่ถือโอกาสนี้ตอกย้ำทำให้คนที่เกิดความไม่มั่นใจกับสถานการณ์ที่รู้มามีท่าทีเปลี่ยนไปอีกครั้ง

“นั่นสิคะ ฉันละนับถือคุณลุงของสามีจริง ๆ”

“ฉางซิน คุณจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะถึงยังไงลุงของผมก็ยังนับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสและยังเป็นผู้ก่อตั้งเทียนไห่ขึ้นมา”

ซูหร่วนซีมองการแสดงของชายหญิงคู่สามีภรรยาตรงหน้าราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงหมูโง่ตัวหนึ่ง

“เธอสองคนพูดจบหรือยัง” ซูจินกวงวางแฟ้มกระแทกลงกับโต๊ะเสียงดัง จนคู่สามีภรรยาสะดุ้งตัวโยน ความเงียบชวนน่าอึดอัดจึงได้กลับเข้ามาภายในห้องประชุมแห่งนี้อีกครั้ง

“เรื่องนี้ฉันเตรียมคำตอบให้กับทุกคนแล้ว ว่ามาใครต้องการถอนตัวออกไปบ้างฉันจะได้จัดการให้ทีเดียว และหลังจากนี้จะได้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก” คำพูดอันน่าตกใจเช่นนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นเก่าแก่รอดูทิศทางลม ทว่าผิดกลับคนอีกกลุ่มที่เชื่อข่าวที่ตัวเองได้ยินมามากกว่า

“พวกเราขอถอนตัว” คนจำนวนสี่คนลุกขึ้นยืนแสดงเจตนาของตน “ได้ ไม่มีปัญหา” ซูจินกวงรับปากอย่างง่ายดาย

"แล้วครอบครัวของเธอล่ะซูยวี่จะไปด้วยไหม” หลังจากจัดการคนที่ไม่ต้องการไปได้สี่ ชายชราจึงได้หันมาถามหลานชายด้วยน้ำเสียงอันเฉยชาหาได้แสดงความคุ้นเคยหรือผูกพันดั่งญาติมิตรอีกต่อไป

“ผมไม่กล้าทรยศคุณลุงหรอกครับ แต่ว่าผมมีเงื่อนไขเล็กน้อย” ท่าทางของชายวัยกลางคนตรงหน้าทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกสะอิดสะเอียน

“ว่ามา” คำพูดและสีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเย็นชา

“ผมต้องการให้ซูเหวินเป็นรองประธาน” คำตอบของเขาทำให้ทุกคนภายในห้องส่งเสียงฮือฮา

“ทำไม! ฉันต้องทำตามที่แกขอ"

“เพราะหากคุณลุงทำตามคำขอ ผมจะทำให้ตระกูลฮัวไม่ถอนหุ้นซึ่งบริษัทก็จะไม่ได้รับความเสียหาย ข้อเสนอของผมดีใช่ไหมล่ะครับ” คำพูดของชายคนนี้ส่อให้เห็นแล้วว่าเขาย่อมเป็นหมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง

“ฉันปฏิเสธ” ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของซูยวี่แปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ “ทำไมล่ะครับ” ซูเหวินผู้ปิดปากเงียบโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด

“เพราะฉันได้ยกตำแหน่งประธานให้หลานสาวของฉันแล้ว ส่วนคนที่มาแทนตำแหน่งของซีซีนั้นคือหนึ่งในผู้ถือหุ้นคนใหม่ซึ่งเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัว” คำตอบอันเหนือความคาดหมายนี้ทำให้ครอบครัวสายรองพากันใบหน้าซีดเผือด

แม้ว่าซูหร่วนซีจะตกใจกับข่าวที่ได้รู้อย่างกะทันหันนี้เช่นกัน กระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงไว้ซึ่งความสงบทำราวกับว่าหล่อนรู้เรื่องนี้มาก่อนหน้าแล้ว ซึ่งท่าทางเช่นนี้ทำให้ซูจินกวงกับชายหนุ่มอีกคนรู้สึกพอใจ

(นับว่าเจ้าสามดวงตายังไม่มืดบอดเพราะสาวงาม สงบ เยือกเย็น สุขุม แต่ก็ต้องขอดูต่อไปอีกสักพักว่าผู้หญิงคนนี้จะเหมาะสมกับฐานะนายหญิงของหลงเทียนหรือไม่) นี่คือความคิดของเขาซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองก็กำลังถูกสงสัยอยู่เช่นกัน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 170

    ซูหร่วนซีเฝ้าดูแลเขาไม่ห่างกาย ทั้งสองยังคงจับมือกันแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือกันไปความรักและความผูกพันจะเลือนหายไปตามสายลมในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตจ้าวหลงหยางหันหน้ามาหาเธอพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนเช่นเคย แม้ลมหายใจของเขาจะอ่อนแรงลงทุกขณะ ถึงกระนั้นเสียงของเขายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 169

    ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและคำสัญญาของอดีต บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นพยานของความทรงจำระหว่างจ้าวหลงหยางกับซูหร่วนซีในวันวานในตอนนี้ได้มีหญิงชายวัยชราคู่หนึ่งกำลังนั่งเคียงข้างกันมือของคนทั้งสองกอบกุมกันไว้พร้อมกับหันมายิ้มให้กันอย่างอบอุ่นเฉกเช่นครั้งอดีตแม้ว่าวันเ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 168

    หยูเชาเอนตัวพิงเก้าอี้ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา “นายพูดเหมือนเขา... แต่ฉันว่าไม่น่าจะใช่”“ถ้าไม่น่าใช่ นายลองถามใจตัวเองดูสิว่าคิดยังไงกับพี่เขา” ฉาจี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำออกมาอีก“บางทีคำตอบมันอาจอยู่ตรงหน้าของนายแล้วก็ได้ แค่นายยังไม่ยอมรับ”หยูเชานิ่งไปนานไม่ตอบอะไร เขายกแ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 167

    เวิ้นจวิ้นชายหนุ่มหน้าหวานที่ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความขมขื่น เขาถูกพ่อแท้ ๆ ไล่ออกจากบ้านพร้อมกับแม่ผู้มีอาการเจ็บป่วยจากการทำงานหนัก เพียงเพราะคนเป็นพ่อไม่อาจยอมรับในตัวตนของลูกชายแบบเขาว่าสนใจเพศเดียวกันการพลัดพรากจากครอบครัวและการต่อสู้กับอคติในสังคมทำให้เวิ้นจวิ้นเติบโตขึ้นมาด้วยความเข้มแข็ง

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 166

    หนึ่งปีผ่านไปหลังการจากไปของซูจินกวง เหล่าพี่น้องและพ้องเพื่อนจึงได้มารวมตัวกันอีกครั้งในวันครบรอบการจากไปของเขาเช้าวันนั้นอากาศเย็นสบายและท้องฟ้าแจ่มใส ซูหร่วนซี จ้าวหลงหยางรวมถึงจ้าวลี่เซียนลูกสาวตัวน้อยวัยสี่ขวบ พร้อมด้วยสมาชิกคนอื่น ๆ เดินทางไปยังสุสานของครอบครัวซูกันอย่างพร้อมเพรียงหล

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 165

    ไม่กี่เดือนหลังจากช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัว ซูจินกวงเริ่มล้มป่วยอย่างหนัก สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นซูจินกวงรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังใกล้เข้ามาทุกคนในครอบครัวต่างผลัดกันมาเยี่ยมเยียนดูแล และใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด ซ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 9

    ในขณะที่หลานสาวกับปู่อยู่ภายในห้องทำงานตามลำพัง ซูหร่วนซีไม่คิดเก็บสิ่งที่เธอสงสัยเอาไว้อีก“คุณปู่ มีอะไรจะบอกฉันไหมคะ” ท่าทางของหลานสาวเช่นนี้คล้ายกับภรรยาผู้ล่วงลับของตนไม่มีผิดทำให้ซูจินกวงเผลอยิ้มออกมา“หลานไม่ต้องงอนปู่หรอก ปู่แค่ยังไม่มีโอกาสบอกก็เท่านั้นเอง เอาละปู่จะบอกถึงตัวตนของเขาคนนี้ให

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 7

    “คุณลุง พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ” น้ำเสียงแหลมสูงจากผู้มาใหม่ทำให้คนภายในห้องพากันมองหล่อนเป็นทางเดียว“ที่รัก คุณอย่ามาทำให้เสียเรื่อง หากลุงกวงเกิดเข้าใจผิดผมขึ้นมาจะทำยังไง” ซูยวี่รีบเดินเข้าไปจับมือภรรยาของตนแสร้งห้ามปราม“คุณก็เป็นแบบนี้ทุกที มีใครในเทียนไห่ไม่รู้บ้างว่าคุณทำงานหนักขนาดไหนตลอดเวลา

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 6

    ชายวัยกลางคนจำต้องหมุนกายเดินกลับไปยังประตูทางเข้าบริษัทด้วยความอับอายฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่ เมื่อไหร่ที่บริษัทนี้เป็นของฉันคอยดูสิว่าแกจะเป็นยังไง เขาลอบกำมือแน่นสีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความโกรธเคืองซูหร่วนซีได้แต่มองตามแผ่นหลังของชายร่างท้วมอย่างชิงชัง (รอก่อนเถอะ ฉันจะจัดการแกทั้งครอบครัวให้สิ้น

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 10

    ภายในงานต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้คน “ซีซี ฉันไม่คิดว่าคนจะสนใจที่ดินมากขนาดนี้เลย มองไปทางไหนก็เห็นคนจำนวนมาก” คุณหนูโม่กระซิบกับเพื่อนสาวเสียงเบาสองตาของเธอกวาดมองนักธุรกิจมากหน้าหลายตาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนที่เจ้าตัวจะอุทานเมื่อเจอคนคุ้นเคย “เอ๊ะ! นั่นไม่ใช่คุณลุงไป๋หรอกเหรอ พวกเราควรไปทักทายหน่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status