공유

บทที่ 8

ในระหว่างที่ซูหร่วนซีกำลังรอตกแต่งห้องทำงานของตนอยู่นั้น คนเป็นปู่ได้อนุญาตให้หลานสาวสุดที่รักเข้าไปใช้ห้องทำงานของตัวเองได้

ซึ่งห้องทำงานของผู้สูงวัยเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปเหมือนกันจากชายน่ารังเกียจคนนั้นทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกไม่สบายตา

“ปู่คะ ฉันว่าห้องทำงานของคุณปู่ก็ควรได้รับการปรับปรุงใหม่นะคะ”

“ปู่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นหลานช่วยเป็นธุระให้ปู่ด้วยก็แล้วกันนะ” ซูจินกวงไม่คิดขัดความต้องการของหลานสาวผู้ที่เขาคิดว่าหล่อนเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

“ได้เลยค่ะ รับรองว่าฉันจะตกแต่งห้องทำงานของคุณปู่ไม่ให้เหลือกลิ่นอายของคุณอื่นเลยทีเดียว” หญิงสาวคล้องแขนเรียวของตนเข้ากับแขนของชายชราเอ่ยเอาใจ

ซูจินกวงมองรูปถ่ายครอบครัวบานใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังโต๊ะทำงานด้วยรอยยิ้มเศร้า (หากว่าพวกเราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันคงจะดีไม่น้อย) เขาคิด

สองปู่หลานต่างนั่งทำงานแยกกันจนลืมเวลา “คุณท่านครับ ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว” ฝานชุนเฟิงผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเลขาและผู้ช่วยเคาะประตูก่อนเดินเข้ามาเตือนด้วยท่าทางสุภาพ

“ตายจริง! คุณปู่คะ พวกเราไปกินข้าวกันเถอะค่ะ คุณปู่อย่าลืมว่าตัวเองต้องทานยาให้ตรงเวลานะคะ” เมื่อซูหร่วนซีเห็นท่าทางของชายชรา หล่อนก็รู้แล้วว่าเขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่การกินข้าวจึงได้พูดออกมาเช่นนี้

ซูจินกวงแม้ว่าจะไม่อยากวางปากกาในมือ ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวที่กำลังเอามือกุมท้องพลางมองเขาด้วยท่าทางน่าสงสารชายชราจำต้องวางมือของตนลง

“หลานอยากกินอะไรล่ะ” เขาถามพลางลุกขึ้นยืนโดยมีชายหนุ่มผู้ช่วยส่งเสื้อสูทให้

“กิน...” มื้อกลางวันของสองปู่หลานได้มีผู้ช่วยทั้งสามตามติดมาด้วย ซึ่งสวีเย่หานในตอนนี้ได้เปลี่ยนการแต่งกายของตนเป็นสวมสูทอย่างสุภาพเช่นเดียวกับฝานชุนเฟิง สำหรับตงเหยานั้นเธอเองก็ได้เปลี่ยนการแต่งกายของตนทำให้หญิงสาวคนนี้มีใบหน้าโดดเด่นขึ้นมา

“ต้องอย่างนี้สิ ตอนนี้คุณทั้งสองค่อยดูเหมาะสมกับตำแหน่งผู้ช่วยรองประธานบริษัทหน่อย” ฝานชุนเฟิงกล่าวชมรุ่นน้องทั้งสองที่เจ้าตัวได้จัดการเปลี่ยนบุคลิกให้คนทั้งคู่

“ขอบคุณรุ่นพี่ฝานครับ/ค่ะ”

“ไม่เป็นไร ขอแค่ต่อไปนี้พวกเธอดีและซื่อสัตย์กับคุณหนูใหญ่และนายท่านก็พอ” คำพูดของเขาทำให้คนทั้งสองตอบรับอย่างเชื่อฟัง

“คุณปู่ ฉันจำได้ว่าคุณปู่ชอบข้าวแช่ของร้านนี้มากลองดูนะคะว่ายังถูกปากไหม” คำพูดและการเอาใจใส่ของหลานสาวทำให้ซูจินกวงอดจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้าไม่ได้

“หลานเองก็กินบ้างเถอะ อย่ามัวแต่เอาใจคนแก่อยู่เลย” ชายชราไม่พูดเปล่าเขายังคีบปลานึ่งซีอิ้วให้หลานสาวของตนด้วย

ความอบอุ่นและเป็นกันเองของปู่หลานได้เผื่อแผ่มาถึงผู้ช่วยทั้งสามที่ตามติดมาด้วย จึงทำให้อาหารมื้อนี้มีความอร่อยเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ช่วงบ่ายในขณะที่คนทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นเป็นระยะ เสียงจากโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยของหญิงสาวก็ดังขึ้นขัดบรรยากาศอันเงียบสงบในช่วงเวลานี้

ซูหร่วนซีมองชื่อบนหน้าจอก่อนจะยิ้มบางออกมา “คุณปู่คะ ฉันขอไปรับสายของซิงเอ๋อร์ก่อนนะคะ” เจ้าตัวพูดพร้อมกับเดินเลี่ยงชายชราออกมาด้านนอก

“ว่ายังไงพี่สะใภ้” น้ำเสียงของหล่อนทักทายคนปลายสายอย่างอารมณ์ดี

“ธะ...เธอพูดอะไร เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ ซีซีไม่ใช่ว่าบริษัทเธอกำลังประสบปัญหาหรอกหรือ” โม่เข่อซิงหน้าแดงกล่าวติดขัดก่อนจะรีบเอ่ยเข้าเรื่องที่ตนโทรมา

“เธอไม่ต้องกังวลฉันเชื่อว่าคุณปู่มีแผนรับมือ” คำตอบของเพื่อนสาวหาทำให้คนปลายสายวางใจได้

“แน่นะ หากไม่อย่างนั้นฉันจะลองไปพูดกับคุณพ่อดู เผื่อว่าจะมีหนทางช่วยเธอได้” น้ำเสียงของคุณหนูโม่เต็มไปด้วยความจริงใจจนทำให้ซูหร่วนซีอดที่จะสะเทือนใจถึงเรื่องเก่าระคนรู้สึกผิดไม่ได้

ย้อนกลับไปในชีวิตก่อนร่างอันเย็นชืดของเพื่อนสาวที่ถูกตัดสินว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ในตอนนั้นแม้ว่าเธอจะไม่เชื่อว่าหญิงสาวสดใสคนนี้เพียงเพื่อผู้ชายที่เพิ่งเจอจะลงมือทำร้ายตัวเอง เพื่อเขา

ทว่าด้วยเหตุการณ์หลายอย่างที่เธอเจอ กอปรกับกว่าเธอจะรู้ว่าเพื่อนสาวเสียเวลาก็ผ่านมาหลายชั่วโมงทำให้หลักฐานและพยานต่างก็ไม่สามารถสืบเสาะได้

อีกทั้งครอบครัวของโม่เข่อซิงกำลังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แม่โม่เป็นลมล้มพับแทบจะตายตามลูกดังนั้นจึงยิ่งเป็นการสบโอกาสให้คนร้ายที่เธอมั่นใจว่าเป็นคนรักใหม่ของเพื่อนสาวหนีรอดไปได้จากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

‘เรื่องนี้ต้องโทษฉัน หากว่าฉันไม่มัวแต่ตามชายชั่วคนนั้นเพื่อนที่ดีที่สุดคนเดียวก็คงไม่ต้องจากไปอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม’

“ซีซี! ซีซี!!” โม่เข่อซิงพยายามส่งเสียงเรียก

“หา! ซิงเอ๋อร์มีอะไรหรือเปล่า” เสียงของซูหร่วนซีทำให้คุณหนูโม่พลันหายใจหายคอเป็นปกติ

“ฉันตกใจแทบแย่กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรนะสิ ฉันเรียกตั้งนาน เธอมั่นใจนะว่าคุณปู่จัดการได้”

“ฉันมั่นใจ แต่หากไม่ได้จริง ๆ ฉันย่อมมีแผนสำรอง เธออย่าห่วงเลยนะ ว่าแต่เธอกับเจ้าชายเป็นยังไงบ้าง” ซูหร่วนซีตอบกลับน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อนจะหยอกล้อคนเป็นเพื่อนเพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลเรื่องของเธอ

“เขามุ่งมั่นกับการทำงานมากเลย เธอไม่รู้หรอกหากว่าฉันไม่เรียกให้กินข้าวนะ เขาก็ยัง....” โม่เข่อซิงสาธยายเรื่องราวพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนสาวออกมาอย่างละเอียด จนกระทั่งหล่อนได้ยินว่าผู้กำกับกำลังตามหาตัว เธอจึงต้องบอกลาคนในสาย

“ซิงเอ๋อร์ เธอจำไว้นะหากเมื่อไหร่มีคนแนะนำให้เธอรู้จักกับคนชื่ออู๋ปิงเหยียนเธอต้องรีบบอกฉันทันที” แม้ว่าคุณหนูโม่จะรู้สึกกังขากับคำบอกลาของเพื่อนสาวทว่าเจ้าตัวก็ยอมตกลงแต่โดยดี

“ได้สิ แต่ฉันไม่เคยสนใจผู้ชายคนอื่นนอกจากเจ้าชายนะเธอก็รู้” คำพูดของเพื่อนทำให้ซูหร่วนซีส่งเสียงหัวเราะออกมาก่อนจะเปลี่ยนท่าทีของตนหลังจากวางสายจากเพื่อนผู้สดใส

(ฉันรู้ แต่ในตอนนั้นเป็นเพราะเธอเสียใจต่อการจากไปอย่างไม่บอกกล่าวของพี่ชาย จึงทำให้คนเลวคนนั้นที่คิดว่าตัวเองมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับพี่ฉันฉวยโอกาส แต่ชาตินี้ใครก็อย่าได้หวังว่าจะทำร้ายเธอกับพี่น้องของฉันได้อีก) หญิงสาวคิดโดยไม่รู้ตัวว่าใบหน้าของเธอนั้นดุจเทพสังหารก็ไม่ปาน

เช้าวันต่อมายังไม่ทันปู่กับหลานจะเข้าบริษัท ฝานชุนเฟิงก็โทรมารายงานสถานการณ์เกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการ

“พวกเขาอดทนรอที่จะซ้ำเติมพวกเราไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ” คำพูดของชายชราทำให้ซูหร่วนซีสามารถเข้าใจเรื่องได้ทันที

“คุณปู่คะ ถือโอกาสนี้กำจัดคนทรยศไปเลยดีไหม” คำพูดของหลานทำให้ซูจินกวงมองใบหน้าของเธออย่างคาดไม่ถึง

“หลานมีแผนรับมือ” เมื่อชายชราย้อนออกมาเช่นนี้ ซูหร่วนซีจึงเผยรอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ออกมา

“คุณปู่ไม่คิดว่าเทียนไห่ควรเปลี่ยนธุรกิจบ้างหรือคะ

“บริษัทนี้ปู่ตั้งใจจะยกให้หลานอยู่แล้ว ดังนั้นหากหลานอยากทำอะไรก็ทำเถอะ” คำตอบนี้ทำให้ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวเบิกกว้าง

“คุณปู่พูดอะไรแบบนี้ล่ะคะ ไม่กลัวฉันจะทำให้บริษัทเสียหายเหรอคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

“เด็กโง่ หากปู่ไม่มั่นใจจะกล้าพูดแบบนี้ไหม พวกเรารีบไปบริษัทกันเถอะ” คำตอบของชายชรานำพาความตกใจมาให้ ซูหร่วนซีอีกคำรบ

ภายในห้องประชุมบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดผู้ถือหุ้นแต่ละคนต่างอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่สู้ดี

“มีใครอยากขายหุ้นของตนอีกไหม” ท่าทางเฉยชาของซูจินกวงทำให้ทุกคนภายในห้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึ่งระคนประหลาดใจ

“คุณลุง ถึงขั้นนี้แล้วคุณลุงยังวางท่าไม่รู้สึกรู้สาได้อีกหรือครับ” ซูยวี่ถือโอกาสนี้ตอกย้ำทำให้คนที่เกิดความไม่มั่นใจกับสถานการณ์ที่รู้มามีท่าทีเปลี่ยนไปอีกครั้ง

“นั่นสิคะ ฉันละนับถือคุณลุงของสามีจริง ๆ”

“ฉางซิน คุณจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะถึงยังไงลุงของผมก็ยังนับได้ว่าเป็นผู้อาวุโสและยังเป็นผู้ก่อตั้งเทียนไห่ขึ้นมา”

ซูหร่วนซีมองการแสดงของชายหญิงคู่สามีภรรยาตรงหน้าราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงหมูโง่ตัวหนึ่ง

“เธอสองคนพูดจบหรือยัง” ซูจินกวงวางแฟ้มกระแทกลงกับโต๊ะเสียงดัง จนคู่สามีภรรยาสะดุ้งตัวโยน ความเงียบชวนน่าอึดอัดจึงได้กลับเข้ามาภายในห้องประชุมแห่งนี้อีกครั้ง

“เรื่องนี้ฉันเตรียมคำตอบให้กับทุกคนแล้ว ว่ามาใครต้องการถอนตัวออกไปบ้างฉันจะได้จัดการให้ทีเดียว และหลังจากนี้จะได้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก” คำพูดอันน่าตกใจเช่นนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นเก่าแก่รอดูทิศทางลม ทว่าผิดกลับคนอีกกลุ่มที่เชื่อข่าวที่ตัวเองได้ยินมามากกว่า

“พวกเราขอถอนตัว” คนจำนวนสี่คนลุกขึ้นยืนแสดงเจตนาของตน “ได้ ไม่มีปัญหา” ซูจินกวงรับปากอย่างง่ายดาย

"แล้วครอบครัวของเธอล่ะซูยวี่จะไปด้วยไหม” หลังจากจัดการคนที่ไม่ต้องการไปได้สี่ ชายชราจึงได้หันมาถามหลานชายด้วยน้ำเสียงอันเฉยชาหาได้แสดงความคุ้นเคยหรือผูกพันดั่งญาติมิตรอีกต่อไป

“ผมไม่กล้าทรยศคุณลุงหรอกครับ แต่ว่าผมมีเงื่อนไขเล็กน้อย” ท่าทางของชายวัยกลางคนตรงหน้าทำให้ซูหร่วนซีรู้สึกสะอิดสะเอียน

“ว่ามา” คำพูดและสีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเย็นชา

“ผมต้องการให้ซูเหวินเป็นรองประธาน” คำตอบของเขาทำให้ทุกคนภายในห้องส่งเสียงฮือฮา

“ทำไม! ฉันต้องทำตามที่แกขอ"

“เพราะหากคุณลุงทำตามคำขอ ผมจะทำให้ตระกูลฮัวไม่ถอนหุ้นซึ่งบริษัทก็จะไม่ได้รับความเสียหาย ข้อเสนอของผมดีใช่ไหมล่ะครับ” คำพูดของชายคนนี้ส่อให้เห็นแล้วว่าเขาย่อมเป็นหมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง

“ฉันปฏิเสธ” ประโยคนี้ทำให้ใบหน้าของซูยวี่แปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ “ทำไมล่ะครับ” ซูเหวินผู้ปิดปากเงียบโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด

“เพราะฉันได้ยกตำแหน่งประธานให้หลานสาวของฉันแล้ว ส่วนคนที่มาแทนตำแหน่งของซีซีนั้นคือหนึ่งในผู้ถือหุ้นคนใหม่ซึ่งเขาไม่ต้องการเปิดเผยตัว” คำตอบอันเหนือความคาดหมายนี้ทำให้ครอบครัวสายรองพากันใบหน้าซีดเผือด

แม้ว่าซูหร่วนซีจะตกใจกับข่าวที่ได้รู้อย่างกะทันหันนี้เช่นกัน กระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงไว้ซึ่งความสงบทำราวกับว่าหล่อนรู้เรื่องนี้มาก่อนหน้าแล้ว ซึ่งท่าทางเช่นนี้ทำให้ซูจินกวงกับชายหนุ่มอีกคนรู้สึกพอใจ

(นับว่าเจ้าสามดวงตายังไม่มืดบอดเพราะสาวงาม สงบ เยือกเย็น สุขุม แต่ก็ต้องขอดูต่อไปอีกสักพักว่าผู้หญิงคนนี้จะเหมาะสมกับฐานะนายหญิงของหลงเทียนหรือไม่) นี่คือความคิดของเขาซึ่งไม่รู้ว่าตัวเองก็กำลังถูกสงสัยอยู่เช่นกัน
이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 170

    ซูหร่วนซีเฝ้าดูแลเขาไม่ห่างกาย ทั้งสองยังคงจับมือกันแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือกันไปความรักและความผูกพันจะเลือนหายไปตามสายลมในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตจ้าวหลงหยางหันหน้ามาหาเธอพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนเช่นเคย แม้ลมหายใจของเขาจะอ่อนแรงลงทุกขณะ ถึงกระนั้นเสียงของเขายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 169

    ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและคำสัญญาของอดีต บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นพยานของความทรงจำระหว่างจ้าวหลงหยางกับซูหร่วนซีในวันวานในตอนนี้ได้มีหญิงชายวัยชราคู่หนึ่งกำลังนั่งเคียงข้างกันมือของคนทั้งสองกอบกุมกันไว้พร้อมกับหันมายิ้มให้กันอย่างอบอุ่นเฉกเช่นครั้งอดีตแม้ว่าวันเ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 168

    หยูเชาเอนตัวพิงเก้าอี้ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา “นายพูดเหมือนเขา... แต่ฉันว่าไม่น่าจะใช่”“ถ้าไม่น่าใช่ นายลองถามใจตัวเองดูสิว่าคิดยังไงกับพี่เขา” ฉาจี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำออกมาอีก“บางทีคำตอบมันอาจอยู่ตรงหน้าของนายแล้วก็ได้ แค่นายยังไม่ยอมรับ”หยูเชานิ่งไปนานไม่ตอบอะไร เขายกแ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 167

    เวิ้นจวิ้นชายหนุ่มหน้าหวานที่ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความขมขื่น เขาถูกพ่อแท้ ๆ ไล่ออกจากบ้านพร้อมกับแม่ผู้มีอาการเจ็บป่วยจากการทำงานหนัก เพียงเพราะคนเป็นพ่อไม่อาจยอมรับในตัวตนของลูกชายแบบเขาว่าสนใจเพศเดียวกันการพลัดพรากจากครอบครัวและการต่อสู้กับอคติในสังคมทำให้เวิ้นจวิ้นเติบโตขึ้นมาด้วยความเข้มแข็ง

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 166

    หนึ่งปีผ่านไปหลังการจากไปของซูจินกวง เหล่าพี่น้องและพ้องเพื่อนจึงได้มารวมตัวกันอีกครั้งในวันครบรอบการจากไปของเขาเช้าวันนั้นอากาศเย็นสบายและท้องฟ้าแจ่มใส ซูหร่วนซี จ้าวหลงหยางรวมถึงจ้าวลี่เซียนลูกสาวตัวน้อยวัยสี่ขวบ พร้อมด้วยสมาชิกคนอื่น ๆ เดินทางไปยังสุสานของครอบครัวซูกันอย่างพร้อมเพรียงหล

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 165

    ไม่กี่เดือนหลังจากช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัว ซูจินกวงเริ่มล้มป่วยอย่างหนัก สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นซูจินกวงรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังใกล้เข้ามาทุกคนในครอบครัวต่างผลัดกันมาเยี่ยมเยียนดูแล และใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด ซ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 6

    ชายวัยกลางคนจำต้องหมุนกายเดินกลับไปยังประตูทางเข้าบริษัทด้วยความอับอายฝากไว้ก่อนเถอะไอ้แก่ เมื่อไหร่ที่บริษัทนี้เป็นของฉันคอยดูสิว่าแกจะเป็นยังไง เขาลอบกำมือแน่นสีหน้าบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความโกรธเคืองซูหร่วนซีได้แต่มองตามแผ่นหลังของชายร่างท้วมอย่างชิงชัง (รอก่อนเถอะ ฉันจะจัดการแกทั้งครอบครัวให้สิ้น

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 5

    ช่วงสายภายในวันเดียวกันเสียงเคาะประตูหน้าห้องของสองสาวก็ดังขึ้น เข่อซิงจึงได้เป็นคนเดินไปเปิดประตูเมื่อเธอได้รับข้อความแจ้งเตือนมาจากบุคคลดังกล่าว“คุณหนูโม่” น้ำเสียงสุภาพดังขึ้นจากหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวในชุดสูททำงานสีเทากางเกงขายาวสีเดียวกันกล่าวทักทายพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยรองเท้าส้นสูงสีดำความ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 4

    หญิงสาวสองคนที่มีบุคลิกต่างกันเดินสะพายกระเป๋าถือของตนก้าวเท้าเดินตรงไปยังทางออกโดยไม่เสียเวลาเหลียวมองใคร โดยเฉพาะคุณใหญ่ตระกูลซูทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวเริ่มใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความกลัวว่าจะไม่สามารถช่วยเหลือญาติผู้พี่ฝั่งแม่ของตนได้ และจะทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเฉกเช่นครั้งอดีตดังนั้นใบ

  • ฉันขออยู่อย่างสวย ๆ และรวยมาก   บทที่ 3

    “รสชาติข้าวต้มเป็นยังไงบ้างคะ” ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่คล้ายกำลังลุ้นในคำตอบหลังจากที่ตนตักข้าวต้มช้อนสุดท้ายเข้าปากด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข“ก็พอใช้” คำตอบนี้ค่อนข้างทำให้เจ้าของใบหน้าหวานรู้สึกผิดหวัง ซูจินกวงไม่อาจทนเห็นท่าทางเหงาหงอยของหลานสาวสุดที่รักได้ดังนั้นเขาจึงต้องตอบความรู้สึกที่แท้จร

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status