เช้าวันใหม่แสนสดใส โม่ไห่ตงเดินไปยังพื้นที่ว่างเปล่าที่เขาซื้อจากฮัวอวี้หลินเมื่อวันก่อน วันนี้เขาตั้งใจว่าจะเริ่มปรับพื้นที่สำหรับสร้างฟาร์มและสร้างที่พักอันแข็งแกร่งรองรับเหตุการณ์ร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เขาไม่ได้มาคนเดียวเพราะได้ว่าจ้างชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วยงานด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือหลิวจินเพื่อนสนิทสมัยเรียนมัธยมของเขานั่นเอง
“ไห่ตง!” เสียงของหลิวจินดังมาจากทางเข้า ก่อนที่ชายหนุ่มในชุดลำลองจะเดินเข้ามาพร้อมกับภรรยาฟู่หงและลูกชายวัยห้าขวบ หลิวไท่หยาง
“อาจิน!” โม่ไห่ตงยิ้มกว้างพลางเดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนอย่างสนิทสนม “ฉันดีใจที่ได้นายมาช่วย”
“เรื่องเล็ก แม้ว่าฉันจะเรียนไม่เก่งแต่เรื่องใช้แรงฉันถนัด”หลิวจินหัวเราะก่อนที่เขาจะแนะนำภรรยาที่กำลังจับมือลูกชาย
“นี่ฟู่หงกับไท่หยาง นายยังจำได้ใช่ไหม?”
โม่ไห่ตงยิ้ม “จำได้สิ ฟู่หง ไท่หยาง สบายดีกันไหม?”
ฟู่หงยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน “พวกเราสบายดี ขอบคุณนะที่ให้จินมีโอกาสทำงานกับคุณ”
“อย่าพูดแบบนั้นเลย” โม่ไห่ตงหัวเราะ “จินเป็นเพื่อนสนิทของผมเอง ผมดีใจที่ได้เขามาช่วย”
โม่ไห่ตงก้มลงมองหลิวไท่หยางที่กำลังหลบอยู่หลังแม่ด้วยสายตาระแวดระวัง
“ไท่หยางใช่ไหม? มาให้ลุงดูหน่อยสิว่าตัวโตแค่ไหนแล้ว”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ครับ…” เสียงเล็ก ๆ ทำให้โม่ไห่ตงหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู
“เก่งมากไท่หยาง เดี๋ยวลุงจะให้เธอช่วยปลูกต้นไม้นะ ชอบไหม?”
ไท่หยางพยักหน้าลงอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มเล็ก ๆ เริ่มปรากฏบนใบหน้าของเขา
หลังจากการทักทายกันเสร็จ โม่ไห่ตงก็เริ่มแจกแจงงานที่ต้องทำในวันนี้ เขาแบ่งชาวบ้านออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อช่วยกันปรับพื้นที่และเตรียมดินสำหรับปลูกพืช โดยมีหลิวจินรับหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม
“จิน นายดูแลคนงานตรงนี้ ส่วนฉันจะไปช่วยจัดการตรงด้านโน้น ถ้ามีอะไรให้เรียกฉันทันที”
“ได้เลยไห่ตง นายไม่ต้องห่วง” หลิวจินตอบอย่างมั่นใจ
ตลอดทั้งวันเสียงขุดดินและคุยกันดังไปทั่ว ทุกคนทำงานร่วมกันอย่างขยันขันแข็ง ขณะที่โม่ไห่ตงคอยดูแลความเรียบร้อย เขาก็แอบยิ้มเมื่อเห็นหลิวไท่หยางกำลังช่วยแม่ของตนรดน้ำต้นกล้าที่เพิ่งปลูกลงดิน
การทำงานของพวกเขาเป็นไปด้วยดีไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งหรือเกี่ยงงาน เนื่องจากชาวบ้านที่นี่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงบ่ายแสงแดดอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศรอบ ๆ พื้นที่ทำงานดูผ่อนคลาย แม้ทุกคนจะยังคงทำงานกันอย่างแข็งขันโดยยังไม่มีใครคิดหยุดพัก จนหลิวจินพูดซ้ำ ๆ ให้พวกเขาหยุดมือกันนั่นแหละทุกคนถึงได้วางเสียมวางจอบลง
โม่ไห่ตงยืนมองผลงานที่ชาวบ้านทุกคนที่จ้างมาทำด้วยความพอใจ เพราะงานค่อนข้างคืบหน้าไปเร็วมาก เขากำลังกวาดตามองว่าตรงไหนควรจะเป็นพื้นที่สร้างบ้านรวมถึงยังวางแผนที่จะนำรั้วเหล็กชนิดพิเศษในมิติเกมออกมาเพื่อล้อมที่ดินผืนนี้และที่ดินของบ้านย่าฮัว โดยไม่ได้สังเกตการมาของสองย่าหลานที่เจ้าตัวกำลังนึกถึง
“เซียงเอ๋อร์ เรามาถึงตอนทุกคนกำลังพักพอดีเลย” ฮัวอวี้หลินพูดด้วยรอยยิ้มพลางชี้ไปทางกลุ่มคนที่กำลังหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่
“ดีเลยค่ะย่า” หรูอวี้เซียงยิ้มรับก่อนจะยกถาดน้ำในมือขึ้นสูง
“พวกเขาคงเหนื่อยมากแล้ว เรามาช่วยเติมพลังให้พวกเขากันดีกว่า”
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ เสียงของฮัวอวี้หลินก็ดังขึ้น “ทุกคน มาดื่มน้ำกันก่อน”
ชาวบ้านที่กำลังนั่งพักอยู่หันมามอง ก่อนจะลุกขึ้นด้วยความยินดี
“ขอบคุณมากนะครับ ย่าฮัว” หลิวจินพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามารับถาดน้ำจากมือของฮัวอวี้หลิน
“ไม่เป็นไรเลย พวกเธอทำงานกันหนักมาก ย่ากับเซียงเอ๋อร์เลยอยากมาช่วยดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ” ฮัวอวี้หลินตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
โม่ไห่ตงที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เดินเข้ามาหาหรูอวี้เซียงด้วยรอยยิ้ม “เซียงเซียง เธอมาทำอะไรที่นี่?”
“ฉันกับย่าเอาน้ำกับอาหารมาให้ค่ะพี่ไห่ตง เราสองคนเห็นพวกคุณทำงานกันตั้งแต่เช้าเลยคิดว่าต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ” หรูอวี้เซียตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา
“ขอบคุณนะเซียงเซียง เธอไม่จำเป็นต้องลำบากเลย” โม่ไห่ตงพูดด้วยความซาบซึ้ง
“ไม่ลำบากเลยค่ะ ถือว่าเป็นการช่วยพี่กับชาวบ้านอีกแรง” หญิงสาวตอบก่อนจะหันไปช่วยแจกอาหารและขนมให้กับทุกคน
ฮัวอวี้หลินเองก็ไม่ได้นั่งเฉย เธอเดินเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มชาวบ้านด้วยความเป็นกันเอง ชาวบ้านหลายคนดูผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้พูดคุยกับหญิงชราผู้มีประสบการณ์
ขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อนและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โม่ไห่ตงเดินมาหยุดอยู่ข้างหรูอวี้เซียง
“เซียงเซียง…”
“คะ?” เธอหันมามองเขา
“พี่อยากให้เธอรู้ว่า พี่ดีใจที่เธออยู่ที่นี่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หรูอวี้เซียงยิ้มเล็กน้อย “ฉันก็เหมือนกันค่ะ พี่ไห่ตง”
ทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกันในความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ขณะที่เสียงหัวเราะและบทสนทนาของชาวบ้านยังคงดังอยู่รอบ ๆ
หลังจากทุกคนพักกินข้าวและน้ำกันเรียบร้อยพวกเขาจึงได้ลงมือทำงานกันต่อ ส่วนหรูอวี้เซียงกับย่าก็แยกตัวออกมาดูแลสวนของตน
“ย่าคะ พี่ไห่ตงจะล้อมรั้วมาถึงที่ดินบ้านเราย่ามีความเห็นว่ายังไงคะ” ในระหว่างเดินกลับบ้านหลังเล็กที่อยู่ติดกันเธอจึงได้ถามเรื่องนี้กับย่าออกมา
“หลานคิดว่ายังไงล่ะลูก พวกเราจะไม่เป็นการรบกวนเขาไปหรอกเหรอ อีกอย่างรั้วของบ้านเราก็ยังแข็งแรงดีอยู่” ฮัวอวี้ หลินที่ยังไม่รู้ว่าอีกไม่นานจะเกิดมหันตภัย แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา
“ย่าคะ ฉันจะพาย่าไปที่หนึ่ง” หรูอวี้เซียงตัดสินใจแล้วว่าจะบอกย่าถึงความลับในมิติของตนพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ที่ไหนหรือลูก ไกลไหมย่าต้องเตรียมอะไรบ้าง”
“ไม่ไกลเลยค่ะย่า สิ่งที่ต้องเตรียมคือใจเพียงอย่างเดียวเพราะสถานที่แห่งนั้นมันเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องที่มันกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือลูก” ฮัวอวี้หลินรู้สึกสงสัยระคนใคร่รู้เนื่องจากใบหน้าของหลานสาวค่อนข้างจริงจัง
“เอาไว้เมื่อย่าไปถึงที่แห่งนั้น ฉันจะเล่าให้ย่าฟังทุกอย่างเลยค่ะ”
เมื่อสองย่าหลานเดินเข้ามาในบ้านโดยที่เจ้าเฮยก็ตามมาหมอบอยู่แทบเท้าด้วย
“ย่าคะ จับมือฉันไว้นะคะ เจ้าเฮยแกก็เอาหัวเกยเท้าของฉันด้วยล่ะหากอยากจะไปด้วยกัน”
แม้ว่าสุนัขตัวโตนี้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เจ้านายพูดหมายถึงอะไรทว่ามันก็เห่ารับอย่างเชื่อฟัง
“โฮ่ง!”
“ย่าคะ หลับตาไว้จนกว่าหนูจะบอกให้ลืมนะคะ”
ฮัวอวี้หลินแม้ว่าจะค่อนข้างประหลาดใจในคำพูดของหลานสาวแต่ทว่าเธอก็ทำตามแต่โดยดี
แสงสว่างสีขาวจ้าปกคลุมทุกอย่างภายในบ้านเพียงชั่วพริบตา และเมื่อแสงนั้นหายไปหญิงต่างวัยกับสุนัขสีดำก็ได้เข้ามาอยู่ในมิติของหรูอวี้เซียงเรียบร้อย
ยังไม่ทันที่หรูอวีเซียงจะบอกให้ย่าลืมตาเธอพลันได้ยินเสียงของไหหม่าดังขึ้นเสียก่อน
เซียงเซียงเธอเข้ามาได้ก็ดีแล้ว รีบเก็บผลผลิตเร็วเข้า ไม่แน่ว่าเธออาจจะมีข่าวดี เสียงเล็ก ๆ ของม้าน้ำโปร่งแสงดังอย่างตื่นเต้นซึ่งเมื่ออยู่ในมิติทุกคนจะได้ยินเสียงของเจ้าตัวด้วย
“เซียงเอ๋อร์ เสียงใครหรือลูก แล้วย่าสามารถลืมตาได้หรือยัง” น้ำเสียงของฮัวอวี้หลินค่อนข้างกังวลแต่ไม่ใช่กับเจ้าเฮยที่กำลังส่งเสียงเห่าไหหม่า
แกจะเห่าฉันทำไมไม่ทราบ เดี๋ยวฉันก็จับแกเข้าโรงงานทำลูกชิ้นเสียหรอก ม้าน้ำตัวเล็กขู่
แต่มีหรือเจ้าเฮยจะกลัวเนื่องจากสุนัขตัวใหญ่ถือว่าตัวของมันใหญ่กว่านั่นเอง
“ย่าคะ ลืมตาเถอะค่ะ” หรูอวี้เซียงไม่คิดสนใจเรื่องของสัตว์ต่างชนิดทั้งสองตัวพูดอย่างอ่อนโยนกับฮัวอวี้หลิน