หลังจากค้นพบเมล็ดพันธุ์ในกล่องไม้ หรูอวี้เซียงและฮัวอวี้หลินได้ช่วยกันนำซองเมล็ดพันธุ์ออกมาตรวจดูอย่างละเอียด
“ย่าคะ หนูว่าพวกนี้ยังใช้ได้อยู่นะคะ ย่าช่างเก็บรักษาไว้ดีจริง ๆ” หรูอวี้เซียงพูดพร้อมกับยิ้มกว้างออกมา
ฮัวอวี้หลินส่งเสียงหัวเราะให้กับคำพูดของเธอ “ก็ดีที่ยังใช้ได้ ย่าหวังว่าเมล็ดพันธุ์พวกนี้จะช่วยหลานได้ ตอนนี้หลานกลับมาอยู่ที่นี่แล้ว หลานจะปลูกอะไรก็ปลูกไปเถอะ”
“ค่ะ! ย่าคะ ต่อไปนี้เราจะทำสวนด้วยกันนะคะ” คำพูดของคนเป็นหลานที่แสดงออกถึงความมุ่งมั่นทำให้ฮัวอวี้หลินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น
“ถ้าหลานตั้งใจแบบนั้น ย่าก็พร้อมช่วยเต็มที่”
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ หรูอวี้เซียงและฮัวอวี้หลินช่วยกันย้ายเมล็ดพันธุ์บางส่วนไปเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเพาะปลูกในวันถัดไป
ในช่วงเย็นวันเดียวกัน หลังจากช่วยย่าเก็บของเรียบร้อย หรูอวี้เซียงตัดสินใจออกมาเดินเล่นรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงและซึมซับบรรยากาศที่คุ้นเคย
เธอเดินผ่านทุ่งหญ้าที่ทอดยาวไปจนถึงถนนสายเล็กที่มุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวของหมู่บ้าน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนเมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับความสงบ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ พลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“เซียงเซียง?”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้เธอหยุดเดินทันที เธอหันกลับไปมอง และต้องตกใจเมื่อเห็นโม่ไห่ตงยืนอยู่ตรงหน้า
“พี่ไห่ตง?” หรูอวี้เซียงอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ
ชายหนุ่มในชุดลำลองดูผ่อนคลาย แต่สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่เธอคุ้นเคย โม่ไห่ตงยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนกับว่าเขาตั้งใจมาหาเธอ
“ใช่ ฉันเอง” เขาส่งยิ้มบางออกมา
“พี่มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ? ฉันนึกว่าพี่ต้องไปกับเพื่อนเรื่องพัฒนาเกมในเมืองไม่ใช่เหรอ?” เธอถามด้วยความสงสัย ซึ่งเรื่องนี้มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
จึงทำให้รอยยิ้มของโม่ไห่ตงชะงักไปเล็กน้อย เขาพยายามเก็บความประหลาดใจเอาไว้ ทว่าดวงตาไม่อาจปกปิดความเคลือบแคลง
“เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงสงบ แต่ในใจกลับพลุ่งพล่านไปด้วยคำถาม (หรือว่า... จะเป็นไปได้ไหมว่าเธอเองก็กลับมาเกิดใหม่เหมือนกัน?)
หรูอวี้เซียงรู้สึกตัวว่าคำพูดของเธออาจทำให้เขาดูผิดสังเกตดังนั้นเธอจึงได้พูดแก้ต่างออกมา
“อ๋อ... ฉันได้ยินเพื่อนของพี่พูดกันตอนที่พวกเราเจอกันครั้งสุดท้ายในเมืองยังไงล่ะคะ พี่จำไม่ได้เหรอพวกเราไม่ได้เจอกันนานมาก บางที่พี่อาจจะลืม”
โม่ไห่ตงพยักหน้าช้า ๆ แม้จะยอมรับคำตอบนั้น แต่ในใจของเขายังคงสงสัย
(เธอจำเรื่องที่ฉันเคยบอกได้ทั้งหมดเลยเหรอ? แต่ฉันบอกแค่ไม่กี่คนเอง...)
“ฉันกลับมาที่นี่เพราะคิดถึงบ้าน อีกอย่าง... ก็อยากพักผ่อนจากงานที่ยุ่งมากในเมือง” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อน
คำพูดของเขาทำให้หรูอวี้เซียงสบายใจขึ้นเล็กน้อย เธอพยักหน้า “ดีจังค่ะที่พี่กลับมาที่นี่ ว่าแต่พี่จะอยู่ที่นี่เลยไหมคะ หรือว่ายังคิดจะกลับเข้าเมืองอีก” หรูอวี้เซียงภาวนาว่าขอให้เขาตอบว่าฉันจะเลือกอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนอีกแล้ว
แต่แล้ว....
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ยินคำตอบออกจากปากของชายหนุ่มตรงหน้า เสียงเล็ก ๆ ของไห่หม่าพลันดังขึ้นเสียก่อน
เซียงเซียง ผู้ชายคนนี้มีกลิ่นที่เหมือนกับคุณ คำพูดของม้าน้ำโปร่งแสงทำให้หรูอวี้เซียงย่นคิ้วเข้าหากัน
นายหมายความว่ายังไง แล้วกลิ่นที่ว่าคือกลิ่นอะไร ฉันไม่เห็นเข้าใจเลย หรูอวี้เซียงถามพลางทำจมูกฟุดฟิดไปมาคล้ายกำลังพยายามดมกลิ่นตามคำพูดของไหหม่าที่ดังขึ้นในหัว
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากชายหนุ่ม “เธอกำลังทำอะไร?” โม่ไห่ตงถามขึ้นด้วยรอยยิ้มขันเมื่อเห็นท่าทางของเธอ
หรูอวี้เซียงชะงักเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบอย่างเขินอาย “เปล่า ไม่มีอะไรค่ะ” เธอปฏิเสธพร้อมกับรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ว่าแต่พี่ยังไม่ตอบฉันเลยว่าจะอยู่ที่นี่เลยไหม หรือว่าจะจากไปอีก?”
โม่ไห่ตงหยุดเดินเล็กน้อย ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เธอ “ฉันตัดสินใจจะอยู่ที่นี่เลย ตอนนี้ก็วางแผนเอาไว้ว่าจะไปขอซื้อที่ดินต่อจากย่าฮัวของเธอสักห้าสิบหมู่”
คำพูดนั้นทำให้หรูอวี้เซียงชะงักทันที เธอหันขวับไปมองเขาด้วยความตกใจ “ที่ดินของย่าฮัว... พี่คงไม่ได้หมายถึงย่าของฉันหรอกใช่ไหมคะ?”
โม่ไห่ตงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ย่าฮัวของเธอนั่นแหละ”
ดวงตาของหรูอวี้เซียงเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “ย่าของฉันมีที่ดินเยอะขนาดนั้นเลยหรือคะ?!”
โม่ไห่ตงหัวเราะขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของคนตรงหน้า “เธอไม่รู้เหรอ? ย่าฮัวของเธอเป็นคนที่มีฐานะดีในหมู่บ้านนี้เลยนะ ไม่ใช่แค่มีที่ดินแต่ยังมีสวนผลไม้และพื้นที่เกษตรกรรมอีกมากเลยล่ะ”
หรูอวี้เซียงยังคงตกตะลึง เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะย่าของเธอใช้ชีวิตเรียบง่ายและไม่เคยพูดถึงความมั่งคั่งของตัวเอง
“ไม่อยากจะเชื่อเลย... ฉันคิดว่าย่าแค่ทำสวนเล็ก ๆ อยู่หลังบ้านเท่านั้น” เธอพึมพำ
โม่ไห่ตงมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู “บางที ย่าของเธออาจไม่อยากให้เธอรู้เรื่องนี้ก็ได้นะ ย่าคงอยากให้เธอได้พึ่งพาตัวเอง ไม่ใช่พึ่งพาทรัพย์สินของครอบครัว”
คำพูดนั้นทำให้หรูอวี้เซียงนึกถึงทุกครั้งที่เธอบอกย่าไม่ต้องส่งเงินมาให้เธอใช้ตอนเรียนมหาวิทยาลัย และคำตอบของย่าที่มักพูดว่า
“ย่าอยู่ได้หลานไม่ต้องห่วง แต่ถ้าเงินของหลานไม่พอต้องรีบบอกย่านะ” ทว่าคำพูดเหล่านี้เธอกับไม่เคยเก็บมาใส่ใจเพราะกลัวว่าย่าจะลำบาก
“ฉันไม่รู้เลยว่าย่าเป็นคนรวยขนาดนี้” เธอยิ้มอย่างเก้อเขินพลางหลุบตาลงต่ำก่อนจะเงยมองใบหน้าของคู่สนทนาอีกครั้งด้วยความสงสัย
“พี่คิดจะซื้อที่ดินไปทำอะไรคะ?”
โม่ไห่ตงมองเธอด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน จนทำให้หรูอวี้เซียงรู้สึกคันยุบยิบอยู่ในอก
“ฉันอยากเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง และอยากมีที่ดินไว้ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อาจจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับอนาคตด้วย”
คำตอบนั้นฟังดูเรียบง่าย แต่หรูอวี้เซียงกลับรู้สึกถึงความตั้งใจจริงในน้ำเสียงของเขา
“ถ้าอย่างนั้น ฉันหวังว่าย่าจะขายให้นะคะ เพราะพี่ดูจริงจังมาก”
โม่ไห่ตงไม่รู้ว่าตั้งแต่สนทนากับหญิงสาวตัวเองหัวเราะออกมากี่ครั้ง ตอบอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ต้องห่วงหรอก เรื่องนี้ฉันคุยกับย่าเธอไว้บ้างแล้ว และดูเหมือนว่าท่านไม่ได้ปฏิเสธ ในอนาคตพวกเราจะต้องได้กลายมาเป็นเพื่อนบ้านกันอย่างแน่นอน”
(รวมถึงอาจจะเป็นคนในครอบครัวด้วย) ซึ่งประโยคหลังนี้ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่คิดเพราะเขายังไม่กล้าพูดออกไป
คำพูดนั้นทำให้หรูอวี้เซียงอึ้งไปอีกครั้ง “พี่เจอย่าของฉันแล้ว”
“ใช่ ย่าของเธอเป็นคนที่น่าประทับใจมาก ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงรักย่าขนาดนี้”
หรูอวี้เซียงยิ้มตามเขาออกมา แต่ในใจก็เต็มไปด้วยคำถามมากมาย (ถ้าพี่ไห่ตงตั้งใจจะอยู่ที่นี่จริง ๆ แล้ว... ทำไมชาติก่อนฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย?)
โม่ไห่ตงมองหรูอวี้เซียงที่ยังคงดูสับสนและประหลาดใจเขาจึงทำเพียงแค่ยิ้มออกมาเพียงเท่านั้น
(ครั้งนี้ฉันจะอยู่ที่นี่เพื่อเธอ และเพื่อสร้างสิ่งที่มั่นคงสำหรับอนาคตของเรา) เขาตั้งมั่นเอาไว้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ปล่อยให้หรูอวี้เซียงต้องเผชิญความยากลำบากเหมือนในอดีตอีก
เซียงเซียง เธอสนใจฉันหน่อยได้ไหม เสียงของไห่หม่าดังประท้วงขึ้นในหัวของหญิงสาวที่กำลังเดินกลับบ้านหลังจากแยกจากโม่ไห่ตง
เธอมีอะไรอย่างนั้นเหรอ ในที่สุดม้าน้ำโปร่งแสงก็ได้รับการสนใจ ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้พูดในสิ่งที่ต้องทำให้หรูอวี้เซียงรู้สึกช็อกหลังจากที่ได้ยิน
ผู้ชายคนนั้น เขาเป็นคนที่กลับมาจากสถานที่แห่งเดียวกับคุณ ที่ผมจะบอกก็คือทั้งคุณและเขาล้วนมีกลิ่นเหมือนกัน คือ คุณทั้งคู่ต่างมีกลิ่นของอดีตแห่งความสิ้นหวัง ไห่หม่ายังคงพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย
แต่ทว่าน่าเสียดายที่เรื่องพวกนี้ไม่ได้เข้าหูหรูอวี้เซียงเลยตั้งแต่ได้ยินว่าโม่ไห่ตงก็คือคนที่กลับมาจากที่แห่งนั้นเหมือนกัน