ในหัวของหรูอวี้เซียงยังคงมีความทรงจำอันเลวร้ายจากอดีตผุดขึ้นมาราวกับกระแสน้ำหลากท่วมจิตใจ เสียงกรีดร้องของผู้คนดังระงมไปทั่วเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยความสิ้นหวัง
เสียงซอมบี้คำรามก้องกังวานไปในอากาศขณะที่พวกมันไล่ล่าเหยื่ออย่างไม่ลดละ หรูอวี้เซียงจำได้ว่าเธอกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังและกลิ่นคาวเลือดที่อบอวล
เธอหลบซ่อนอยู่ในซอกแคบ ๆ ของอาคารร้าง มือของเธอสั่นระริกในขณะที่พยายามกดบาดแผลที่ถูกกัดไว้แน่น
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังใกล้เข้ามา เธอคิดว่ามันเป็นซอมบี้ตัวใหม่ แต่กลับเป็นเขา... โม่ไห่ตง
ชายหนุ่มในชุดสีเขียวเข้มแบบทหารที่เต็มไปด้วยรอยเปื้อนเลือดเขามองเธอด้วยสายตาตื่นตระหนก
“เซียงเซียง! เป็นเธอจริง ๆ!” เขาวิ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว เธอจำได้ว่าตอนนั้นน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอทั้งดีใจและสิ้นหวังในเวลาเดียวกัน
“พี่ไห่ตง... พี่มาทำไม? พี่รีบหนีไปฉันไม่รอดแล้วค่ะ หากพี่รอดไปได้ฉันฝากพี่กลับไปขอโทษย่าแทนฉันด้วย”
“ไม่เป็นไร ต่อให้เธอโดนกัดพี่ก็จะไม่ไปไหน” เขาตอบเสียงแข็ง แต่ดวงตาของเขาสั่นไหวเมื่อมองเห็นบาดแผลที่แขนของหญิงสาว
“แต่...ฉันโดนมันกัดแล้ว” เธอย้ำออกมาเสียงแผ่วเบือนหน้าหนีไม่กล้ามองเขาตรง ๆ
โม่ไห่ตงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอดแน่น
“ไม่เป็นไร... ฉันจะหาทางช่วยเธอ เราจะหาทางออกด้วยกัน” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่หรูอวี้เซียงรู้ดีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้
เธอจำได้ว่าเขาแบกเธอไว้บนหลังทั้งที่ร่างกายของเขาเองก็อ่อนล้าจากการต่อสู้ เธอได้แต่หลับตาปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่เสียงซอมบี้เริ่มดังเข้ามาใกล้
หรูอวี้เซียงสะดุ้งเฮือกกลับมาสู่ปัจจุบัน หัวใจของเธอเต้นแรง (หากเขากลับมาจากที่แห่งนั้นเหมือนฉัน... นั่นหมายความว่าเขาก็ต้องตายลงหลังจากฉันใช่ไหม?)
ความคิดนี้ทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้ง เธอจำได้ว่าในตอนสุดท้ายเธอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับโม่ไห่ตงหลังจากที่เธอถูกซอมบี้กัดและเสียชีวิต
(เขาอาจจะถูกซอมบี้ล้อม... หรืออาจจะพยายามช่วยเธอจนตัวเองต้องจบชีวิตตามเธอมา) เธอคิดอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น เสียงของไหหม่าดังขึ้นอีกครั้ง
คุณทั้งสองคนมีโอกาสครั้งที่สองเหมือนกัน จงใช้มันเพื่อเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เคยผิดพลาด
หรูอวี้เซียงกำหมัดแน่น (ใช่! ครั้งนี้... ฉันจะไม่ปล่อยให้เขาเสียสละตัวเองเพื่อฉันอีกต่อไป) ขอบใจนะไห่หม่า ฉันจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีกอย่างเด็ดขาด
เสียงเห่าจากเจ้าเฮยดังขึ้นทำให้หรูอวี้เซียงตัดสินใจได้ในที่สุด ไม่ว่าโม่ไห่ตงจะกลับมาเหมือนเธอหรือไม่ก็ตาม ในชาตินี้เธอจะไม่ปล่อยมือจากเขาอีกแล้ว
“ย่าคะ เดี๋ยวฉันกลับมานะคะ” เธอเปิดประตูพร้อมกับส่งเสียงบอกย่าที่กำลังดูทีวี
“ได้สิลูก แต่อย่ากลับดึกนักนะ” ฮัวอวี้หลินไม่ลืมกำชับหลานสาวออกมาด้วยความเป็นห่วง
“ค่ะ ฉันไปไม่นานก็กลับ” หญิงสาวรับปาก
ก่อนที่เท้าของหรูอวี้เซียงจะพาเธอหันหลังวิ่งออกจากบ้านพร้อมเจ้าเฮยที่วิ่งตามไปส่งถึงหน้าประตูรั้ว
ก่อนที่สุนัขตัวใหญ่จะหยุดเท้าทั้งสี่ของตนและเห่าเบา ๆ ราวกับให้กำลังใจผู้เป็นนาย
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มเมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว หรูอวี้เซียงวิ่งไปตามทางดินสายเล็ก ๆ ที่ทอดยาวผ่านสวนผลไม้
แม้ลมยามค่ำคืนจะเย็นเยียบแต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงราวกับเปลวไฟ (ฉันต้องพูดกับเขาให้รู้เรื่อง... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยให้เรามีความเข้าใจผิด)
หรูอวี้เซียงไม่ได้คิดเช่นนี้คนเดียวเพราะในเวลาเดียวกัน โม่ไห่ตงก็กำลังเดินกลับบ้านของเขา แต่จู่ ๆ ก็หยุดนิ่ง ความรู้สึกบางอย่างบอกให้เขาหันกลับไปมองทางเดิม
(เซียงเซียง... ฉันต้องคุยกับเธอให้จบ เรื่องทุกอย่างที่เราเคยพลาดไปในอดีต ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก)
เขาตัดสินใจวิ่งย้อนกลับไปทางบ้านของหรูอวี้เซียง ทั้งสองคนมองเห็นเงาของอีกฝ่ายในระยะไกล หัวใจของทั้งคู่เต้นแรงจนแทบจะระเบิด หรูอวี้เซียงชะลอฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะก้าวเร็วขึ้นเมื่อเห็นว่าโม่ไห่ตงวิ่งตรงมาหาเธอ
“พี่ไห่ตงคะ!” เธอเรียกเขาเสียงดัง
“เซียงเซียง!” โม่ไห่ตงตะโกนกลับ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึก
เมื่อทั้งคู่มาหยุดยืนต่อหน้ากัน ต่างคนต่างหอบหายใจเล็กน้อยจากการวิ่งแต่ไม่มีใครสนใจความเหนื่อยล้า ดวงตาของพวกเขาจ้องมองกันราวกับพยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่
“พี่กลับมาเพราะอะไร?” หรูอวี้เซียงถามตรง ๆ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสั่นไหว
โม่ไห่ตงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เพราะฉันไม่อยากเสียเธอไปอีกแล้ว”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มแทงทะลุหัวใจของหรูอวี้เซียง เธอเม้มปากแน่นพยายามสะกดน้ำตาที่เอ่อคลอ
“พี่จำได้ใช่ไหม... ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนั้น” เธอถามเสียงเบาราวกระซิบ
โม่ไห่ตงพยักหน้า “ใช่ ฉันจำได้หมดทุกอย่างที่เราเคยผ่านมา... รวมถึงตอนที่ฉันมาสายเกินไป” น้ำเสียงของเขาเจือความเศร้า
หรูอวี้เซียงสะอื้นออกมาเบา ๆ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วทำไมพี่ถึงไม่บอกฉันล่ะ? พี่รู้ไหมว่าฉันคิดมาตลอดว่าเราอาจจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก”
โม่ไห่ตงก้าวเข้ามาใกล้และจับมือของเธอแน่น “เพราะฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง... ฉันกลัวว่าเธอจะเกลียดฉัน กลัวว่าเธอจะไม่เชื่อใจฉันอีกแล้ว”
น้ำตาของหรูอวี้เซียงไหลอาบแก้ม เธอส่ายหน้า “พี่คิดผิด... ฉันไม่เคยเกลียดพี่เลย ในอดีตฉันผิดเองที่ไม่พูดความรู้สึกของตัวเองออกมา”
โม่ไห่ตงยิ้มเศร้า ๆ “ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มต้นใหม่ได้ไหม?”
คำพูดนั้นทำให้หรูอวี้เซียงนิ่งไปก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ได้สิ ครั้งนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้เราเดินซ้ำรอยเดิมอีก”
โม่ไห่ตงยิ้มกว้างขึ้น น้ำตาของเขาคลอในดวงตา ก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันเองก็ขอสัญญา... ว่าฉันจะปกป้องเธอ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
ทั้งสองยืนจ้องตากันท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืน ความรู้สึกที่อัดอั้นในใจมานานเหมือนได้รับการปลดปล่อย
เสียงลมพัดเบา ๆ รอบตัวเหมือนเป็นสักขีพยานของคำสัญญาใหม่ในชีวิตที่สองนี้ ครั้งนี้พวกเขาจะไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดในอดีตมาขวางทางอนาคตอีกต่อไป
“ฉันต้องกลับบ้านแล้วค่ะ ไม่อย่างนั้นย่าจะเป็นห่วง” หรูอวี้เซียงพูดขึ้นพร้อมกับเผยรอยยิ้มหวานออกมาให้ชายหนุ่มตรงหน้า
โม่ไห่ตงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ให้พี่ไปส่งไหม?”
หรูอวี้เซียงส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ทางนี้ฉันเดินกลับเองได้ พี่รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”
เขายิ้มบาง ๆ “ถ้าอย่างนั้น ระวังตัวด้วยนะเซียงเซียง” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย
หรูอวี้เซียงพยักหน้าก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทว่าก้าวเดินของเธอกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งอบอุ่นและมุ่งมั่น เมื่อเธอกลับถึงบ้านแสงไฟอุ่น ๆ จากบ้านไม้หลังเล็กของย่าส่องประกายในความมืด
ย่าของเธอยังคงรออยู่เหมือนเดิม หรูอวี้เซียงเผยรอยยิ้มก่อนจะเปิดประตูและเดินเข้าไปด้านใน เสียงเห่าของเจ้าเฮยดังขึ้นเป็นการต้อนรับพร้อมกับเสียงของย่าที่พูดขึ้นจากห้องนั่งเล่น
“กลับมาแล้วเหรอ เซียงเอ๋อร์?”
“ใช่ค่ะ ย่าคะฉันกลับมาแล้ว” หญิงสาวเดินไปคุกเข่าลงเอาศีรษะของตนแนบกับตักของหญิงชรา
ฮัวอวี้หลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มืออันอบอุ่นและหยาบกร้านของเธอจะลูบศีรษะของหลานสาวเบา ๆ
“เด็กโง่ ย่าไม่ได้ไปไหนเสียหน่อย ทำไมถึงทำเหมือนจากกันนานขนาดนั้น” ฮัวอวี้หลินพูดด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความรัก
“ฉันแค่รู้สึก...ว่าที่นี่คือที่ที่ฉันควรอยู่ค่ะ ย่าคือคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่ในโลกนี้” หรูอวี้เซียงพูดเสียงแผ่วน้ำตาเอ่อคลอในดวงตา
ฮัวอวี้หลินถอนหายใจอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นมือมาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของหลาน
“เด็กโง่ ย่าอยู่นี่ และย่าจะอยู่ตรงนี้เสมอ จำไว้นะ ต่อให้โลกทั้งใบเปลี่ยนไปแต่ย่าจะไม่ทิ้งหลาน”
หรูอวี้เซียงพยักหน้า น้ำตาไหลอาบแก้มพลางกอดย่าแน่น “ครั้งนี้ฉันจะไม่ทำให้ย่าผิดหวังอีกค่ะ ฉันสัญญา”
เสียงลมที่พัดเบา ๆ ผ่านหน้าต่างทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสงบและอบอุ่น หญิงสาวยังคงกอดย่าไว้อย่างนั้นราวกับต้องการซึมซับความรักที่เธอโหยหามาตลอดชีวิตที่ผ่านมา ห้องเล็ก ๆ ที่มีเพียงแสงไฟสลัวดูเหมือนจะกลายเป็นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้
“เอาล่ะ ลุกขึ้นได้แล้ว เด็กคนนี้ ย่านั่งนานขาเริ่มชาแล้ว” ฮัวอวี้หลินพูดพลางส่งเสียงหัวเราะออกมา
หรูอวี้เซียงยิ้มและลุกขึ้นพลางช่วยพยุงให้ย่านั่งได้สบายขึ้น เธอรู้แล้วว่าไม่ว่าชีวิตในอดีตจะเป็นอย่างไร แต่ในชีวิตใหม่นี้ เธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้ย่าของเธอมีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ฉันจะดูแลย่าเองค่ะ จากนี้ไปย่าจะไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว” หญิงสาวพูดด้วยรอยยิ้มอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ฮัวอวี้หลินยิ้มกว้างก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ย่าจะรอดูความสำเร็จของหลานนะ เซียงเอ๋อร์”