Partager

บทที่ 5

หลานชายกับย่าพากันเดินออกมาจากริมลำธารโดยที่สองตาก็กวาดมองผู้คนไปด้วย แล้วเมื่อมองไม่เห็นใครคนทั้งสี่ก็รีบสาวเท้ามุ่งหน้าเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

“ต้าซวนหลานดูเป่าเป้ยนะ ย่าจะไปเตรียมข้าวให้แม่ของหลานกับป้าสะใภ้รอง” นางโม่พูดหลังจากวางหลานสาวตัวน้อยบนเก้าอี้หวายอย่างระมัดระวัง

“ครับ” เด็กชายขานรับพลางมาคอยนั่งอยู่ใกล้น้องสาว ส่วนพี่กับน้องชายได้เดินตามย่าเพื่อเข้าไปช่วยงานในครัว

สายลมเย็นพัดมากระทบกับกิ่งของต้นผิงกั่ว[1]ที่กำลังผลิดอกออกผลทำให้ซีซวนแหงนหน้ามองก่อนพูดขึ้นกับน้องสาวที่กำลังลืมตาอยู่ในห่อผ้า

“เมื่อไหร่ผลของผิงกั่วจะสุกจนกินได้กันนะ หากเมื่อถึงเวลานั้นพี่จะเก็บผลของมันให้ย่านำไปขายและนำเงินมาซื้อผ้าตัดชุดให้น้องดีหรือไม่ ช่วงนั้นก็น่าจะเข้าหน้าร้อนพอดี”

คำพูดอันไร้เดียงสาของพี่ชายทำให้ฟางซินหันศีรษะเล็กจ้อยมองไปยังกิ่งของต้นผิงกั่วที่ตนเห็น

ก่อนที่เจ้าตัวจะหลับตาเพื่อลองในสิ่งที่ฝันถึงอีกครั้ง เวลาเพียงไม่นานหลังจากฟางซินลืมตาขึ้นกิ่งของผิงกั่วที่มีผลดิบในบัดนี้ผลของมันได้เติบโตอีกทั้งยังลูกใหญ่พร้อมกิน

ลูกบางส่วนของมันหล่นลงใต้ต้น ซีซวนมองความอัศจรรย์ตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง

ในระหว่างที่เด็กชายยังไม่สามารถจับต้นชนปลายได้กิ่งของต้นผิงกั่วได้ยืดลงมาทางน้องสาวตัวน้อยพร้อมกับผลมากมายหลายลูก

ฟางซินส่งเสียงอื้ออ้าเรียกซีซวนเพื่อให้เก็บผลของมัน ผู้เป็นพี่รีบเก็บผลผิงกั่วสีแดงลูกใหญ่ด้วยความเร็วเพราะกลัวว่าจะมีคนมาเห็น

และหลังจากที่เขาเก็บผลผิงกั่วกิ่งนี้หมดกิ่งต่อไปก็โน้มตัวลงมาหาเขาอีกซึ่งเป็นอย่างนี้อยู่สี่ครั้ง

จากนั้นต้นผิงกั่วก็มีผลดิบติดที่กิ่งเช่นเดิมก่อนที่ซีซวนจะคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความฝัน

น้ำเสียงของผู้เป็นย่าก็ดังขึ้นเรียกสติของเขาขึ้นเสียก่อน “เสี่ยวซวน หลานไปเอาผิงกั่วมาจากไหนมากมาย” นางโม่มอง ผลไม้ราคาแพงหลายลูกที่กองอยู่กับพื้นถามหลานชายอย่างตกใจ

“พี่ใหญ่ กินได้ไหม” ซีห่าวถามออกมาบ้างอย่างคาดหวังซึ่งน้ำลายของเจ้าตัวสออยู่ในปากเช่นเดียวกับซานเหมา

“ย่า ผมมีเรื่องจะบอกอาห่าวไปปิดประตูบ้านก่อน” ความสุขุมของเด็กชายทำให้ฟางซินรู้สึกประหลาดใจ (พี่ชายคนนี้ใช้ได้ทีเดียวหรือว่าเขาจะย้อนกลับมาเกิดใหม่เหมือนเรา)

ซีห่าววิ่งไปทำตามคำสั่งของพี่ชายอย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ได้มีผลมากนัก เนื่องจาก ฟางซินได้ใช้พลังจิตของตนสำรวจจนทั่วบริเวณแล้วว่าไม่มีคนอื่น

“พูดมาเร็วเข้าว่าผลผิงกั่วมากมายเหล่านี้มาจากไหน” นางโม่เร่ง “คืออย่างนี้ครับ......” ซีซวนเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าออกมาอย่างละเอียด

สายตาของนางโม่ย้ายไปมองหลานสาวที่กำลังนอนหัวเราะคิกคักทันทีพร้อมกับรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อย

“เป่าเป้ยเป็นฝีมือหลานอีกแล้วอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงของนางโม่อ่อนใจ ฟางซินทำเพียงส่งยิ้มหวานพร้อมกับน้ำลายไหลยืดออกมาอย่างน่ารัก (ไม่ได้การแล้ว เรื่องนี้จะให้คนนอกรู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด)

“หลานทั้งสามคนฟังย่าให้ดีนะ เรื่องในวันนี้ทั้งหมดห้ามบอกใครอย่างเด็ดขาด แม้แต่พ่อแม่ของหลานด้วยเอาไว้ย่าจะเป็นคนจัดการเอง หากมีคนอื่นรู้เข้าน้องสาวของพวกหลานจะไม่ปลอดภัยเข้าใจไหม”

“ครับ” เด็กชายทั้งสามคนรับคำเสียงหนักออกมาพร้อมเพรียง เพราะถึงแม้ว่าผู้เป็นย่าจะไม่สั่ง

พวกเขาก็ตั้งใจจะไม่บอกกับใครอยู่แล้ว ในเมื่อน้องสาวเป็นเทพธิดาและมีอาหารให้กินหากคนอื่นรู้จะต้องมาลักพาตัวน้องน้อยไปแน่ ๆ โม่โฉวยังคงหวาดวิตกจนกระทั่งหลงลืมในสิ่งที่ตัวเองกำลังต้มในกระทะ

จนกระทั่งกลิ่นหอมชวนกินลอยเข้าจมูกนั่นแหละนางจึงได้รู้ว่าตัวเองทำสิ่งใดค้างไว้ “แย่แล้ว! ปลาต้มผักกาดดองของฉัน พวกหลานรีบเก็บผิงกั่วซ่อนเอาไว้ในบ้านก่อนเก็บให้หมดนะเอาไว้ย่าจะมาผ่าให้กิน”

นางโม่ร้องขึ้นเสียงดังก่อนที่จะสั่งความหลานชายทั้งสามคนจากนั้นร่างกายผอมบางของเจ้าตัวก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางครัวที่อยู่ด้านหลังอย่างว่องไว

ฟางซินกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้ยินคำว่าปลาต้มผักกาดดอง (ฉันอยากกินบ้างจัง) เด็กตัวเล็กทว่าจิตวิญญาณเป็นผู้ใหญ่ได้แต่คิดก่อนที่ท้องน้อย ๆ ของเจ้าตัวจะส่งเสียงร้องออกมา

“พี่ใหญ่ น้องเล็กน่าจะหิว” ซีห่าวบอกกับพี่ชายเพราะเจ้าตัวอยู่ใกล้น้องสาวมากที่สุดจึงได้ยินเสียงท้องร้องของคนที่นอนอยู่ในห่อผ้า

ฟางซินใบหน้าแดงด้วยความอาย (ไม่น่าคิดแต่จะกินเลยเรา อับอายชะมัด) หลังความคิดนี้จบลงเจ้าตัวก็ทำในสิ่งที่ต้องอับอายกว่าออกมา

เมื่อตัวเธอได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากตัวเอง (กลิ่นนี้ไม่นะ ฮือ ๆ เมื่อไหร่ฉันจะโตกัน) เด็กหญิงส่งเสียงร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว

“น้องสาวเป็นอะไรร้องไห้ทำไม” ซีห่าววางตะกร้าหวายที่ใส่ผลผิงกั่วลงบนพื้นวิ่งไปดูน้องสาวอย่างตกใจเช่นเดียวกับพี่ชายอีกสองคน

“อาห่าว ให้พี่ดูน้องเอง” ซีซวนเอามือตบเบา ๆ ไปยังห่อผ้าของน้องสาวสิ่งที่ติดมาก็คือน้ำแฉะ ๆ และกลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก

“น้องถ่าย พี่ซานเหมาไปตามย่า อาห่าวไปเอาผ้าอ้อมกับผ้าห่อตัวผืนใหม่มา” ซีซวนพูดในขณะที่มือเล็กของตนแกะห่อผ้าของน้องออก

นางโม่ผู้กำลังตักน้ำแกงใส่ในกล่องข้าวเมื่อหลานชายไปตามเจ้าตัวจึงได้วางงานในมือลง อีกทั้งยังล้างมือหลายครั้งจนมั่นใจว่าสะอาดและจะไม่ทำให้หลานสาวแสบตัวหล่อนจึงได้เดินออกมา

เมื่อเห็นว่าหลานชายคนที่สี่จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย นางก็พออกพอใจ “ย่า น้องถ่ายตอนนี้หยุดร้องไห้แล้ว” ซีซวนพูดเมื่อเห็นว่าน้องสาวหยุดร้องไห้แล้วคงเหลือไว้เพียงหยดน้ำที่หางตาเท่านั้น

“หลานสามคนช่วยเหลือย่าเลี้ยงน้องได้ดีมาก หลังจากกลับจากส่งอาหารกลางวันย่าจะให้ทุกคนกินผิงกั่วคนละลูกเป็นรางวัล

เด็กชายสามคนยิ้มแย้มออกมาอย่างถูกใจ ครั้นแล้วพวกเขาก็ส่ายหัวออกมาพร้อมกัน “ทำไม” นางโม่ถามอย่างไม่เข้าใจเมื่อเห็นอาการของหลานชาย

“คนละครึ่งผลก็พอครับ เอาไว้ให้พี่ใหญ่ พี่รอง พ่อกับแม่กินด้วย ที่เหลือให้ย่าเอาไปขายเพื่อจะได้มีเงินมาซื้อผ้าตัดเสื้อให้เป่าเป้ย” คำตอบของซีซวนได้รับการสนับสนุนจากพี่ชายน้องชายทำให้นางโม่หัวใจพลันหวานล้ำด้วยความรู้สึกตื้นตัน

ฟางซินที่ได้ยินก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจเป็นอย่างมาก (ฉันสาบานเลยเมื่อไหร่ที่โตขึ้นพี่ ๆ จะได้กินอิ่มจนเดินไม่ไหวเลยคอยดู)

“ได้ ย่าจะทำตามที่หลานต้องการ” นางโม่พูดด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่นางจัดการทำความสะอาดร่างกายของหลานสาวเรียบร้อย หญิงวัยกลางคนก็พาหลานทั้งสี่เดินไปทางทุ่งข้าวโพดโดยในมือของหลานชายทั้งสามมีกล่องข้าวกับกล่องใส่ปลาต้มผักกาดดองรสเผ็ดถึงสองกล่องเนื่องจากนางโม่กับหลานต้องการมากินข้าวพร้อมกับลูกสะใภ้

เด็กชายสามคนเดินท่องตัวอักษรที่พี่ชายสองคนสอนให้มาตลอดทางรวมถึงแบบเรียนอย่างอื่นด้วยซึ่งฟางซินก็นอนฟังอย่างใคร่รู้

จนกระทั่งถึงประโยคหนึ่งที่พี่ใหญ่ของตนกล่าวถึงท่านผู้นำขนหัวบนศีรษะเล็กของเจ้าตัวก็ลุกชัน (ไม่จริงฉันคงไม่ได้มาเกิดในยุค60-70 หรอกนะ) คนตัวเล็กเริ่มหน้าเบ้คล้ายจะร่ำไห้

โม่โฉวมองใบหน้าหลานสาวด้วยความเป็นห่วง “เป่าเป้ย หลานเป็นอะไรทำไมถึงทำหน้าจะร้องไห้กันล่ะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของย่าทำให้ฟางซินปรับอารมณ์ของตนก่อนที่จะส่ายใบหน้าเล็กไปมา

“หิวอย่างนั้นหรือ” นางโม่ถามออกมาอีก

ฟางซินจึงส่งเสียงออกมาสามครั้ง “อีกไม่นานก็ถึงทุ่งข้าวโพดแล้วอดทนหน่อยนะ” เสียงอื้ออ้าจากฟางซินทำให้โม่โฉววางใจลง

เสียงสัญญาณพักกลางวันดังขึ้น ก็พอดีกับห้าคนของบ้านกู้เดินมาถึงร่มไม้ใหญ่ต้นเมื่อเช้า

“อาจิน รีบไปล้างมือมาให้นมเป่าเป้ยก่อน” นางโม่รีบตะโกนบอกลูกสะใภ้เมื่อเห็นว่านางจะเดินตรงมาทางที่เธอกับหลาน ๆ นั่งอยู่ “ค่ะแม่” ลี่จินรีบเดินไปล้างมือล้างเท้าอย่างรวดเร็ว

โดยมีหยูเซียนเดินไปล้างมือกับน้องสะใภ้ของตนด้วย สองสะใภ้บ้านกู้ต่างมีความรักและสามัคคีกันเป็นอย่างดี

แม้ว่าบ้านรองจะแยกบ้านออกไปแล้วก็ตาม กระนั้นนางกู้ก็ยังคงทำอาหารกลางวันให้กับทั้งสองบ้านด้วยความเต็มใจ

“แม่คะ วันนี้มีอะไรกินอย่างนั้นหรือเหมือนว่าฉันจะได้กลิ่นคล้ายกับปลาต้มผักกาดดองเผ็ดเลย” หยูเซียนพูดขึ้นหลังจากนั่งลงบนพื้นหญ้าใต้ร่มไม้ โดยที่มืออีกข้างก็จับผ้าขึงให้ ลี่จินให้นมบุตร

“จมูกดีนะเธอ ใช่แล้วละวันนี้แม่ไปที่ลำธารก็เลยจับปลามาได้หลายตัวก็เลยเอามาทำปลาต้มผักกาดดองสามตัวอีกสองตัวขังเอาไว้ก่อนเอาไว้ทำกินวันพรุ่ง” น้ำเสียงของนางโม่แม้จะไม่ดังแต่ก็ไม่เบา

จึงได้ทำให้คู่ปรับเก่ารู้สึกอิจฉาทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะนางโม่ไม่มีแม่สามียังอยู่เหมือนกับตน

แม้แม่สามีของตัวเองนั้นปีนี้จะอายุย่างเข้าแปดสิบแต่ทว่ากลับแข็งแรงอีกทั้งยังปากจัดด่าหล่อนไม่เว้นวัน

“บ้านกู้นี่กินดีอยู่ดีเหลือเกินนะ ฉันชักอิจฉาหล่อนขึ้นมาแล้วสิลี่จิน พี่หยูเซียนที่มีแม่สามีแบบป้าโม่” น้ำเสียงนี้เป็นของสหายวัยเยาว์ของลี่จินที่เติบโตมาในหมู่บ้านเดียวกัน

“หล่อนอิจฉาก็บอกให้สามีไปทำงานโรงงานสิจะได้มีเนื้อกินหรือไม่ก็ไปหัดจับปลาเอาเองมีใครบ้างไม่รู้ปลาในลำธารจับยากจะตาย” สหายอีกคนพูดขึ้น

“แหม ๆ ฉันก็พูดเอาสนุกแค่นั้นแหละลี่จิน พี่หยูเซียนอย่าถือสาฉันเลยนะ” สหายหญิงคนนั้นส่งยิ้มไปทางคนบ้านกู้

“ฉันรู้ ว่าแต่เธออย่าพูดเสียงดังเกินไปนักเล่าแม่สามีของเธอเดินหน้าตึงมานู่นแล้ว” หยูเซียนพยักพเยิดไปทางด้านหลังของหญิงสาวรุ่นน้องด้วยรอยยิ้ม

หลังจากฟางซินตัวน้อยดื่มนมจากอกของมารดาจนอิ่มตาก็เริ่มปรือ แต่แล้วเจ้าตัวก็หลับไม่ลงเมื่อได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอของปลาต้มผักกาดดองที่ย่าเป็นคนทำ

(ไม่ต้องกินแค่กลิ่นก็รู้ว่าต้องอร่อย) เด็กหญิงคิดพลางถอนใจ

“ฮ่า ๆ เป่าเป้ยของย่าหลานยังกินไม่ได้ เอาไว้หลานโตมากกว่านี้ก่อนนะย่าจะทำให้กิน” นางโม่หัวเราะร่วนยามเมื่อเห็นท่าทางของหลานสาวที่อยู่บนตักของตน

ฟางซินได้แต่กลืนน้ำลายลงคอก่อนที่จะหลับตา ลมหายใจของคนบนตักเริ่มสม่ำเสมอโม่โฉวจึงได้กินแผ่นแป้งกับน้ำแกงปลาต่ออย่างวางใจ ภายในห้วงฝันของคนตัวเล็ก

“ครอบครัวของเจ้าเป็นคนดีใช่ไหมล่ะ ไม่ผิดหวังใช่ไหมที่ข้าให้เจ้ามาเกิดใหม่” น้ำเสียงของผู้พูดดังขึ้นก่อนปรากฏกาย

“ค่ะ ขอบคุณนะคะท่านเทพว่าแต่ฉันมาอยู่ในยุคไหนกันแน่ เพราะสิ่งของที่ท่านให้มานั้นฉันคิดว่าหากแค่สำหรับครอบครัวคงมีกินมีใช้ไปทั้งชาติ” คำถามตรงไปตรงมาของฟางซินทำให้เทพสาวยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดขึ้น

“เธอเกิดในปี1960 ของในห้างเหล่านั้นจะเติมเต็มตัวเองภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงซึ่งหน้าที่ของเธอก็คือนำสิ่งของเหล่านั้นไปช่วยคนเท่าที่จะทำได้ อ๊ะ! อย่าเพิ่งถามในอนาคตเธอจะรู้คำตอบเองทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุและผลไม่ต้องกลัวว่าครอบครัวจะเดือดร้อนเพราะฉันรู้ว่าเธอทำได้”

เทพสาวรีบพูดหยุดความคิดเมื่อเห็นว่าฟางซินกำลังจะอ้าปากถามซึ่งเธอเข้าใจดีว่าคนตรงหน้าจะถามอะไร

“เข้าใจแล้วค่ะ แล้วพลังจิตนี่ล่ะคะเกี่ยวกันไหม” ฟางซิน อดถามออกมาอีกไม่ได้

“ก็มีส่วน ทุกวันเกิดของเธอพลังจิตจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นส่วนจะเป็นแบบไหนนั้นเธอต้องเรียนรู้เอาเอง ฉันต้องไปแล้วนะหวังว่าเธอจะมีความสุข”

คล้อยหลังเทพสาวฟางซินก็ยังจมอยู่กับความคิดของตนเพราะแม้ว่าเธอจะคาดเดาเอาไว้แล้วว่าตนน่าจะอยู่ในยุคไหนแต่ไม่คิดว่าจะเป็นช่วงก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมเพียงหกปี (เอาเถอะ ยังพอมีเวลาในการวางแผนการใช้ชีวิต)

[1] ต้นแอปเปิ้ล
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 257

    “แต่ผมก็ยังมองว่าลูกยังเด็กอยู่ดีนะครับ นี่ลูกโตขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” คำแก้ตัวของคู่ชีวิตทำให้ฟางซินส่งยิ้มคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ วันคืนเปลี่ยนผัน จนกระทั่งคนทั้งคู่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน แม้จะเป็นอย่างนี้ทว่าร่างกายของมู่เฉินกลับยังคงแข็งแรงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากกว่าภรรยารักถึงสิบปีเต็ม

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 256

    หน้าสมุดบันทึกเล่มหนึ่งภายในนั้นได้มีตัวอักษรงดงามเรียบเรียงเอาไว้อย่างงดงามเป็นระเบียบ ลมจากทางหน้าต่างหอบใหญ่ได้พลิกหน้ากระดาษหลายหน้านั้นขึ้น จนทำให้หญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้กำลังสาละวนอยู่กับการนำสิ่งของมากมายออกจากกล่องต้องรีบลุกขึ้นมาหยิบสมุดเล่มดังกล่าว “เฮ้อ! ดีนะที่ไม่เส

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 255

    ฟางซินนั่งลงเอาศีรษะของตนซบลงบนตักของหญิงชราอย่างเศร้าสร้อยแม้ว่าเธอในตอนนี้จะไร้ซึ่งพลังแห่งจิตวิญญาณแต่เธอรู้ดีว่าหญิงชราจะสื่อถึงอะไร ปีก่อน ๆ อาจารย์ปู่ใหญ่กับเจิ้งลู่ก็ทยอยล้มหายจากไปกันทีละคนตามสังขารมาบัดนี้ย่าผู้ชราก็ยังมาพูดแบบนี้อีกแม้ว่าหล่อนจะทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ย่อมต้องเกิ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 254

    สวัสดีครับ ผมคือกู้ซินเซิงหรือคนในครอบครัวมักจะเรียกว่าเสี่ยวเซิง ผมหาใช่ลูกหลานตระกูลกู้อย่างแท้จริงไม่แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลยในเรื่องของความรักและความกตัญญูที่ผมมีต่อคนในครอบครัวนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะนับตั้งแต่วันที่พี่สาวคนดีของผมได้ช่วยให้รอดจากความตายตั้งแต่ครั้งยังเป็น

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 253

    “หล่อนท้องได้สิบสัปดาห์แล้วมากกว่าเป่าเป้ยเล็กน้อยไปฝากท้องพร้อมกันเถอะ” ใบหน้าของคนภายในห้องโถงต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากเป่าเป้ยตั้งครรภ์มู่เฉินคอยดูแลภรรยาของตนเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับบรรดาพี่ชายของหญิงสาว เพราะหลังจากฟางซินตั้งครรภ์จู่หว่านเองก็กำลังตั้งครรภ์กับเมิ่งกวา

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 252

    “พ่อบุญธรรมรีบเลยครับ ผมช่วยอุ้มดีไหม” เจียอินแทบจะทำตามที่พูดเมื่อเห็นว่าพ่อผู้ชรายังนั่งคล้ายไม่ทุกข์ร้อนอยู่ที่เดิม “เฮ้อ! แกนี่นะโตจนป่านนี้แล้วยังทำตัวไม่มีสติอีก ดูเจ้าตัวเขายังไม่ร้อนใจขนาดแกเลย หล่อนต้องเดินเข้ามาหาฉันสิ แกลืมแล้วเหรอว่าฉันอายุเท่าไหร่แล้ว” เหตุที่อู๋เหยียนไม่รู้

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 245

    ฟางซินเริ่มฝึกงานหลังวันปีใหม่ บริษัทแห่งนี้เป็นอาคารสูงห้าชั้น ซึ่งในยุคนี้อาคารสูงส่วนใหญ่ยังไม่มีมีลิฟท์ หญิงสาวจึงรู้สึกทดท้อเป็นอย่างมากหากจะต้องให้เธอเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสุดท้าย “เอ๋! ที่นี่สมกับเป็นบริษัทข้ามชาติมีลิฟท์ด้วย” ฟางซิน รู้สึกประหลาดใจเมื่อเดินเข้ามาภาย

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 244

    “ได้สิ พี่เตรียมเบ็ดมาด้วย” ชุนเทียนส่งคันเบ็ดไม้ไผ่ในมือให้หญิงสาวพร้อมกันนั้นก็หยิบเหยื่อล่อเกี่ยวให้เธอด้วย “คุณอยากลองด้วยไหม” หนานเสิ่นถามไป๋หลิงที่กำลังมองเบ็ดไม้ไผ่ในมือของอี้ถงตาไม่กะพริบราวกับเด็กน้อย “ได้เหรอ” หญิงสาวเงยหน้ามองเขาถามอย่างตื่นเต้น “อืม คุ

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 242

    “ก็ตามที่พี่อี้ถงเอ่ยออกมานั่นแหละค่ะ พวกพี่ไม่คิดว่าพวกเราจะก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กันหรอกเหรอ” เมื่อได้ยินฟางซิน พูดออกมาแบบนี้แม้ว่าในใจจะยังคงกังวลแต่หญิงสาวทั้งคู่ก็ตัดสินใจจะร่วมหัวจมท้ายไปพร้อมกัน การดูแลร้านร่วมกับเรื่องเรียนแม้จะทำให้พวกเธอทั้งสี่คนเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแต่ทว่าพวกเธอก

  • ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60   บทที่ 238

    หนึ่งสัปดาห์ต่อมาอาการของมู่เฉินเริ่มดีขึ้นตามลำดับ “เป่าเป้ย วันนี้น้องบอกพี่ว่ามีประชุมร่วมกับสภานักศึกษาไม่ใช่หรือครับ หากยังไม่ไประวังจะสายเอานะ” ชายหนุ่มผู้อยู่ในชุดผู้ป่วยกึ่งนั่งกึ่งนอนกล่าวเตือนหญิงสาวผู้กำลังง่วนอยู่กับการปอกเปลือกผลไม้ให้ตน “ฉันไปทันอยู่แล้วค่ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status